เข้าสู่ระบบ‘นาบี’ เด็กสาววัยสิบแปด...ยอมรับภารกิจที่ไม่ควรเป็นของเธอ...เพื่อแลกกับเงินห้าแสนบาท ซึ่งมันคือความหวังเดียวในการรักษาพี่สาวที่กำลังป่วยหนัก... เธอถูกขอร้องจากแม่ของเขาให้เข้าไป ‘แยก’ เขา ออกจากหญิงสาวที่เขารัก โดยไม่มีใครรู้ว่า…ทั้งสองคือพี่น้องร่วมสายเลือดเดียวกัน... ภารกิจสำเร็จ...แต่สิ่งที่หลงเหลือ คือความโกรธแค้นทั้งหมดของเขา ที่ถาโถมใส่เธอเพียงคนเดียว ความเสียใจผลักให้เขาจากไปเรียนต่อต่างประเทศ หายไปจากชีวิตเธอถึงห้าปี พร้อมบาดแผลในใจที่ไม่เคยจาง จนวันที่เขากลับมา...โชคชะตากลับเล่นตลกซ้ำอีกครั้ง เมื่อเขาโคจรไปเจอ ‘พี่สาว’ คนเดิม และความจริงที่ถูกปิดซ่อน กำลังจะทำร้ายเขาซ้ำสอง แม่ของเขาจึงหันมาหาเธออีกครั้ง...ขอร้องให้ช่วย…เป็นครั้งสุดท้าย ด้วยการดึงเธอเข้ามาใกล้ ในตำแหน่งเลขาส่วนตัว แต่ทว่าครั้งนี้...เด็กสาวไร้ทางเลือกในวันนั้น...ไม่หลงเหลืออยู่แล้ว...มีเพียงผู้หญิงคนหนึ่ง...ที่แข็งแกร่งพอจะยืนอยู่ตรงหน้าเขา พร้อมทวงคืนทุกความเจ็บปวดในครั้งก่อน... ที่เธอเคยถูกเขาเหยียบย่ำ และเอาคืนให้สาสม!
ดูเพิ่มเติมเวลา 23.00น.ท่ามกลางความเงียบสงัดของยามค่ำคืน แสงสว่างจากหน้าจอสมาร์ทโฟนส่องกระทบใบหน้าหวานของนาบี ที่กำลังนอนขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม สายตาจ้องมองใบหน้าคมคายของ อนาวินทร์ ผ่านหน้าจอวีดีโอคอลที่ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยความอัดอั้น“นาบี...ผมคิดถึงคุณ มาหาผมที่บ้านหน่อยสิ ผมจะให้คนไปรอรับคุณนะ...นะ...ได้โปรดเถอะที่รัก...”เสียงทุ้มพร่าของอนาวินทร์อ้อนวอนอย่างหนัก แววตาคมกริบดูเว้าวอนจนคนมองใจอ่อนวูบ“ไม่ได้ค่ะคุณอนาวินทร์ อีกแค่หนึ่งสัปดาห์ก็จะถึงงานแต่งงานแล้วนะคะ ให้อดทนหน่อยสิคะ คุณแม่บอกว่าช่วงนี้เราไม่ควรเจอกันบ่อยนัก”นาบีพยายามทำเสียงแข็งขัดใจว่าที่เจ้าบ่าว“โธ่...นาบี คุณใจร้ายเกินไปแล้วนะ ตั้งแต่กลับจากสิงคโปร์มาหลายสัปดาห์ ผมยังไม่ได้นอนกอดคุณเลยสักคืน ไม่ได้แตะต้องตัวคุณเลยแม้แต่นิดเดียว...รู้มั้ยว่ามันทรมานแค่ไหน”พูดไม่พูดเปล่า...อนาวินทร์เริ่มบิดกายกำยำไปมาบนเตียงกว้างของเขา มือหนาลูบไล้ไปตามแผงอกแกร่งของตัวเองผ่านหน้าจอ พร้อมกับส่งเสียงครางต่ำพรั่งพรูออกมาอย่างจงใจกระตุ้นอารมณ์คนปลายสาย“อื้ม...นาบี...ผมต้องการคุณจริงๆ นะ...โอวว์...”“คุณอนาวินทร์! เบาๆ สิคะ!”นาบีอุทานพลางรีบเอาห
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา...ภายในห้องสวีทหรูของโรงแรมใจกลางเมือง บรรยากาศเต็มไปด้วยความอึดอัดและตึงเครียด นาบี เดินเข้ามาด้วยความระแวง ในใจกังวลว่า แผนการที่เธอเตรียมจะช่วยนราวิชญ์อาจจะถูกคุณไอริน จับได้เสียก่อน แต่ภาพที่เห็นกลับตรงกันข้าม ไอรินดูรนรานและขอบตาบวมช้ำเหมือนคนไม่ได้นอนมาทั้งคืน“นาบี! นาบีช่วยฉันด้วย!”ไอรินปราดเข้ามาเกาะแขนรุ่นน้องทันทีที่พ้นประตูมา“คุณไอริน...เกิดอะไรขึ้นคะ? ทำไมต้องนัดหนูมาที่แบบนี้ด้วยคะ แล้วทำไม...”“เธออย่าเพิ่งถามได้มั้ยนาบี ฉันเครียดมากจนจะบ้าตายอยู่แล้ว นั่งก่อนสิ”ไอรินกดไหล่นาบีให้นั่งลงบนโซฟา ตัวเธอเองก็นั่งลงข้างๆ ด้วยท่าทีหมดเรี่ยวแรง“ค่ะ...เรื่องอะไรคะที่คุณอยากให้หนูช่วย?”“คือว่าฉัน...ฉันท้องน่ะนาบี”“ห๊ะ! อะไรนะคะ! คุณไอรินท้องเหรอคะ!”นาบีอุทานเสียงหลง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ (แต่ลึกๆ ในใจกลับรู้สึกเหมือนเห็นทางสว่าง ถ้าคุณไอรินท้องกับเพื่อนของเธอจริงๆ ทุกอย่างที่เธอกังวลเรื่องความเหมาะสมระหว่างนราวิชญ์กับคุณไอรินมันจะง่ายขึ้นทันที)“ฉันท้อง...ได้เดือนกว่าแล้วนาบี”ไอรินก้มหน้าซ่อนความอาย“ฉันไม่รู้จะทำยังไงดี”“แล้วมีใครรู้เรื่องนี้หรือย
บรรยากาศภายในห้องรับแขกของคฤหาสน์หลังใหญ่เต็มไปด้วยความอัดอั้นที่กำลังจะมลายหายไป นับดาว นั่งกุมมือตัวเองแน่นอยู่บนโซฟาหรู ดวงตาคู่สวยที่ร่วงโรยตามกาลเวลาเอาแต่จ้องมองไปยังประตูทางเข้าอย่างใจจดจ่อ โดยมี อนาวินทร์ นั่งอยู่ข้างๆ คอยบีบมือให้กำลังใจแม่ที่กำลังประหม่าจนตัวสั่นทันทีที่ร่างของ เกริกพล เดินนำ ไอริน เข้ามาในห้อง นับดาวก็ผุดลุกขึ้นยืนโดยสัญชาตญาณ วินาทีที่สายตาของแม่และลูกสาวประสานกัน กำแพงทิฐิที่ไอรินเคยสร้างไว้ก็พังทลายลงสิ้นไอรินไม่รอช้า เธอรีบโผเข้าหาอ้อมกอดของผู้เป็นแม่ที่เธอโหยหามาทั้งชีวิตทันที!“ฮือ...แม่คะ...”ไอรินปล่อยโฮออกมาซบลงที่ไหล่ของนับดาว ราวกับเด็กน้อยที่หลงทางแล้วหาทางกลับบ้านเจอนับดาวกอดตอบลูกสาวแน่น ร่างกายสั่นเทิ้มด้วยความตื้นตัน น้ำตาไหลพรากจนอาบแก้ม“แม่ขอโทษ...แม่ขอโทษนะลูกที่ทิ้งหนูไป แม่ขอโทษที่ทำให้เรื่องมันยุ่งยากขนาดนี้ แม่...”“แม่คะ...ไอรินไม่โกรธแม่แล้วนะคะ”ไอรินผละออกมาเล็กน้อยเพื่อมองหน้าแม่ทั้งน้ำตา“แม่ไม่ต้องเครียด และไม่ต้องขอโทษไอรินอีกแล้วนะคะ เรื่องที่ผ่านมาให้มันผ่านไปเถอะค่ะ”“แต่แม่ผิด...แม่เกือบจะทำลายชีวิตลูกทั้งสองคน...”นับด
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา...บรรยากาศในร้านอาหารกึ่งคาเฟ่ดูผ่อนคลาย แต่หัวใจของเพื่อนสนิททั้งสองกลับเต็มไปด้วยเรื่องราวที่ต้องสะสาง นราวิชญ์ นั่งจ้องหน้าเพื่อนสาวที่เพิ่งกลับจากทริปสิงคโปร์ด้วยสายตาจับผิด“แกไปทำงานสิงคโปร์คงเหนื่อยมากใช่ไหมนาบี หน้าแกถึงได้ดูผ่องมีออร่าพุ่งกระจายแบบนี้”เอิร์ธแกล้งแซวพลางทำหน้ากรุ้มกริ่มนาบีชะงักไปนิด ใบหน้าหวานร้อนผ่าวขึ้นมาทันทีเมื่อนึกถึง ‘งานหนัก’ บนเตียงที่สิงคโปร์“หน้าฉันมันชัดเจนขนาดนั้นเลยเหรอเอิร์ธ...”“ก็เออดิ! นี่ถ้ามองจากดาวอังคารยังเห็นความใสออร่าพุ่งของแกเลยนะเนี่ย ไปทำอะไรมาฮึ?”“บ้า...แกก็พูดเว่อร์ไปเอิร์ธ”นาบีรีบจิบน้ำแก้เขิน“แกกับคุณอนาวินทร์คงโอเคกันแล้วใช่ไหม...อืม…แล้วนัดฉันมานี่ มีอะไรหรือเปล่า”“ก็เรื่องของแกกับคุณไอรินนั่นแหละ แกจะเอายังไงต่อเอิร์ธ?”นาบีถามเสียงจริงจัง ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของนราวิชญ์จางลงทันที“ไม่รู้ดิ...”เขาตอบสั้นๆ พลางเขี่ยอาหารในจานไปมา“เอ้า! แกจะมาบอกว่าไม่รู้ได้ยังไงเอิร์ธ แกกับคุณไอรินไม่ได้คุยกันเลยเหรอ? แล้วไหนจะเรื่องที่แกกับคุณไอริน...เอ่อ...มีอะไรกันแล้ว แกจะปล่อยให้มันผ่านไปเฉยๆ แบบนั้นน่ะเหรอ”“ที
เช้าวันต่อมา...แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านผ้าม่านเนื้อดีเข้ามาในห้องสวีทสุดหรู กระทบเข้ากับร่างสองร่างที่นอนกอดก่ายกันอยู่ภายใต้ผ้าห่มผืนหนา...ไอริน เริ่มรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาด้วยอาการปวดหนึบที่ศีรษะ แต่สิ่งที่ทำให้เธอต้องเบิกตาโพลงด้วยความตกใจสุดขีด คือสัมผัสอุ่นร้อนจากท่อนแขนแกร่งที่พาดเอวเธอไว้ และแ
ในเวลาต่อมา...ภายในห้องพักผู้ป่วยวีไอพีที่ถูกเนรมิตใหม่ในชั่วพริบตา นับดาว สั่งให้พยาบาลถอดสายน้ำเกลือออกชั่วคราวและเลื่อนเตียงพยาบาลไปให้ชิดกับผนังด้านที่เป็นวอลเปเปอร์เรียบหรู เพื่อให้ดูเหมือนห้องนอนรับรองในคฤหาสน์สุดหรูของเธอนับดาวหยิบตลับคอนซีลเลอร์ราคาแพงขึ้นมา บรรจงแต้มลงบนรอยช้ำที่มุมปากและ
แต่อีกด้านหนึ่ง...พอวางสายจากเพื่อนรัก ใบหน้าของนับดาวที่เคยฝืนยิ้มก็เปลี่ยนเป็นซีดเผือดทันที เธอกดต่อสายหาลูกชายรัวๆ แต่ผลที่ได้คือความว่างเปล่านับดาว กำลังจ้องมองโทรศัพท์มือถือ ด้วยมือที่สั่นเทา เธอทรุดตัวลงนั่งบนปลายเตียงอย่างไร้เรี่ยวแรง ใบหน้าที่เคยแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางราคาแพงบัดนี้ดูซีดเซ
บรรยากาศภายในร้านอาหารสไตล์ไฟน์ไดนิ่ง (Fine Dining) ที่ตั้งอยู่บนชั้นดาดฟ้าของโรงแรมสุดหรูนั้น ดูจะเงียบกว่าปกติ แสงไฟสีทองสลัวและเสียงเพลงเปียโนแผ่วเบาที่ทำให้รู้สึกโรแมนติก กลับกลายเป็นความอึดอัดที่ก่อตัวขึ้นจนหายใจลำบาก “...”ไอรินนั่งนิ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับแฟนหนุ่ม เธอไม่ได้แตะต้องไวน์ใ