LOGINบรรยากาศรอบตัวเงียบลงอีกครั้ง เหมือนเสียงลมเสียงคลื่นถูกดึงออกไปชั่วคราว วิกเตอร์มองหน้ามิลินอยู่นาน นานพอจะเห็นแววตาที่พยายามคุมความรู้สึก ดวงตาของเธอยังแดงก่ำ แต่น้ำตาไม่มีหลงเหลืออยู่แล้ว
“ถ้าคุณคิดว่าฉันโกหก” “เดินไปอีกไม่กี่ก้าว คุณก็จะได้ยินเอง” มิลินยักไหล่พยายามทำให้มันดูเป็นเรื่องเล็ก ทั้งที่ไม่ใช่เลย วิกเตอร์ไม่ตอบ เขาแค่หันไปมองทางเดินที่เธอชี้ ก่อนจะเอ่ยออกมาในที่สุด “ไม่จำเป็น” “บังเอิญว่าไม่ชอบยุ่งเรื่องส่วนตัวของใคร” เขาหันกลับมาหาร่างบาง สายตาคมเข้มลดความแข็งลงเล็กน้อย แล้วเดินก้าวผ่านเธอไปโดยไม่พูดอะไรเพิ่ม ระยะห่างเฉียดกันใกล้พอให้มิลินรับรู้ถึงไออุ่นและกลิ่นน้ำหอมราคาแพงจากร่างสูง วิกเตอร์เดินตรงไปที่ระเบียง เขาก้มมองลงไปยังขอบระเบียงตรงหน้า ตามตำแหน่งที่กระเป๋าของมิลินค้างอยู่ มือแกร่งจับราวเหล็กแน่น สายตาคมประเมินระยะอย่างรวดเร็วนิ่งและแม่นยำ เหมือนคนที่เคยทำอะไรเสี่ยงกว่านี้มาแล้ว “ยืนรอตรงนั้น” “ไม่ต้องเดินเข้ามา” เขาพูดขึ้นโดยไม่หันกลับไปมองมิลิน ด้านมิลินเมื่อได้ยินเช่นนั้นเธอจึงหยุดเคลื่อนไหวตามที่วิกเตอร์บอกโดยอัตโนมัติ “คุณระวังตกนะ” เสียงของมิลินดังขึ้นตามหลัง วิกเตอร์ชะลอมือที่จับราวระเบียงไปเสี้ยววินาที ไม่ได้หันกลับมา แต่เสียงที่ตอบกลับอ่อนลงและชัดเจน “อืม” “รู้แล้ว” คำพูดนั้นทำให้มิลินเม้มริมฝีปาก สายตาจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวของเขาโดยไม่รู้ตัว วิกเตอร์ก้าวขึ้นไปข้ามราวเหล็กแล้วเหยียบบนขอบระเบียงอย่างมั่นคง พื้นปูนแคบ ๆ มือหนึ่งจับราว อีกมือพยุงน้ำหนักตัว หัวใจมิลินเต้นแรงขึ้นทุกวินาที ไม่ใช่เพราะกลัวว่าเขาจะตก แต่เพราะเธอเพิ่งรู้ตัวว่า เธอกำลังเป็นห่วงผู้ชายที่เพิ่งรู้จักไม่ถึงชั่วโมง “ถ้าฉันบอกให้หยุด คุณต้องหยุดนะ” “เข้าใจไหม เดี๋ยวคุณตกลงไป” “…” วิกเตอร์ไม่ตอบ เขาค่อย ๆ ขยับตัวเอื้อมมือไปคว้ากระเป๋าแบรนด์เนมใบนั้นไว้ได้อย่างแม่นยำแล้วข้ามกลับมาอย่างมั่นคง ฝ่าเท้าแตะพื้นอีกฝั่งโดยไม่มีอาการสะดุด ก่อนจะยื่นกระเป๋าแบรนด์เนมใบนั้นมาให้มิลิน มือเรียวสวยที่ทาเล็บเจลอ่อน รีบเอื้อมไปรับไว้ทันที นิ้วมือเธอสั่นนิดเดียวตอนแตะโดนหนังของกระเป๋า “ขอบคุณนะ” เธอพูดออกมาเบา ๆ จริงใจเกินกว่าจะปิดบัง วิกเตอร์เพียงพยักหน้าให้เล็กน้อย สีหน้ายังคงนิ่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก่อนจะเดินผ่านร่างบางไปโดยไม่พูดอะไรเพิ่ม มิลินหันไปมองตามแผ่นหลังนั้น มองจนกระทั่งร่างสูงค่อย ๆ หายไปตามทางเดินของรีสอร์ต ท่าทางสบาย ๆ เหมือนคนที่ไม่ได้ตั้งใจจะทิ้งอะไรไว้ข้างหลัง ทั้งที่ความจริงเขาเหมือนทิ้งไว้เต็มหัวใจเธอแล้ว “คนอะไร” “หน้านิ่งเป็นบ้า” มิลินพึมพำเบา ๆ กับตัวเอง เธอก้มลงเปิดกระเป๋า หยิบโทรศัพท์ขึ้นอย่างรวดเร็ว นิ้วเลื่อนหน้าจอ เปิดเบราว์เซอร์ พิมพ์ชื่อที่ยังอุ่นอยู่ในความคิด ‘Victor Liu’ มิลินชะงักนิดหนึ่ง ก่อนจะกดค้นหา ผลลัพธ์ปรากฏขึ้นแทบจะในทันที ชื่อเดียวกันหลายรายการแต่มีรูปหนึ่งสะดุดตาเธออย่างประหลาด รูปผู้ชายในชุดสูทสีเข้ม โครงหน้าคม สายตานิ่งแบบเดียวกับที่เธอเพิ่งเห็นเมื่อครู่ “รุ่นพี่มหาลัยนี่นา อีลิทาเวอร์ทิส” “หนุ่มฮอตคณะวิศวะ” “ปีสี่” “ทายาทตระกูลหลิว” เธอเงียบไป หัวใจเต้นแรงขึ้นอย่างแปลกประหลาด ประหลาดจนเธอแทบจะลืมความเสียใจเมื่อครู่ไปเลย จากความระแวงกลายเป็นความสนใจอย่างไม่น่าเชื่อ “ไม่ธรรมดาเลยนี่” “ถึงว่า ทำไมน้ำหอมกลิ่นดูแพง” มิลินยกสายตาขึ้นจากหน้าจอ มองไปทางเดินที่วิกเตอร์เพิ่งเดินจากไป แม้จะไม่เห็นอะไรแล้วก็ตาม ริมฝีปากของเธอค่อย ๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง ๆ ไม่ใช่รอยยิ้มอ่อย ไม่ใช่รอยยิ้มดีใจ แต่เป็นรอยยิ้มของคนที่เพิ่งรู้ว่า ผู้ชายที่เธอเจอโดยบังเอิญในคืนที่แย่ที่สุด อาจไม่ใช่คนผ่านทาง อย่างที่เขาพยายามทำให้เป็น เช้าวันถัดมา… แสงแดดสาดเข้ามาในล็อบบี้ของรีสอร์ต มิลินนั่งอยู่บนโซฟาหนังสีอ่อน กาแฟแก้วแรกของวันยังไม่ถูกแตะ เธอแทบไม่ได้หลับทั้งคืน ไม่ใช่เพราะเสียใจเพียงอย่างเดียว แต่เพราะชื่อหนึ่งวนอยู่ในหัวซ้ำไปซ้ำมากับใบหน้าหล่อ ๆ ‘วิกเตอร์ หลิว’ “รบกวนเช็กให้หน่อยได้ไหมครับ ว่าห้องนี้สามารถพักต่อเพิ่มอีกหนึ่งคืนได้หรือเปล่า” เสียงทุ้มคุ้นหูดังขึ้นจากเคาน์เตอร์ด้านหน้า มิลินชะงักหัวใจสะดุดจังหวะเดิม เธอเงยหน้าขึ้นไว ร่างสูงในเสื้อเชิ้ตสีเรียบ แขนเสื้อพับขึ้นถึงศอก ท่าทางสบาย ๆ ใบหน้าเรียบเฉยเหมือนเดิม วิกเตอร์เหลือบสายตามาเจอเธอพอดี ก่อนที่เขาจะละสายตาออก เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น “เก่งนี่ ทำเหมือนไม่รู้จัก” “เมินซะด้วย” มิลินยกมุมปากขึ้นนิดเดียว เธอหยิบกระเป๋าขึ้น ลุกจากโซฟา ก้าวไปยืนข้างเขาโดยไม่รีรอ “เมื่อคืน” “รุ่นพี่เดินหนีเก่งดีนะคะ” เธอทักวิกเตอร์เสียงใส พร้อมกับเอาแขนเท้าเคาน์เตอร์พยายามสบตาเขา วิกเตอร์ยังไม่ตอบ เขาเพียงแค่กวาดสายตาจากใบหน้าที่ดูสดใสเกินคนไม่ได้นอน ไปจนถึงท่าทางที่เหมือนไม่ได้ตั้งใจจะหาเรื่อง แต่ก็ไม่คิดจะถอย “รุ่นพี่มาเที่ยวเหรอคะ” “ใครรุ่นพี่เธอ” “อ้าว! ก็เรียนสถาบันเดียวกันก็ต้องเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องกัน” “ใช่ไหมคะ” “เมื่อคืนรุ่นพี่ยังทำเหมือนรู้จักมิ” ใบหน้าเรียวใสสมวัยเชิดขึ้นเล็กน้อยแสดงความดื้อดึงด้วยนิสัย “ไม่ได้เดินหนี” วิกเตอร์พูดน้ำเสียงเรียบ “แค่ขี้เกียจจะคุย” “กับพวกเด็กเอาแต่ใจ” คำพูดนั้นทำให้มิลินเผลอขมวดคิ้วทันที แต่ยังไม่ทันได้สวนกลับ เสียงผู้ชายอีกเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมา มันคุ้นเกินกว่าจะเป็นใครอื่น “มิลิน” มิลินชะงัก ร่างเธอแข็งค้างไปเสี้ยววินาที เท็นเดินออกมาจากโถงลิฟต์ แขนหนึ่งยังควงหญิงสาววัยรุ่นหน้าตาจิ้มลิ้มอยู่ เสื้อคลุมบาง ๆ คลุมไหล่ รอยจูบสีจางยังติดอยู่ตรงซอกคออย่างไม่คิดจะปิดบัง ถ้าให้เดาก็น่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับมิลิน แต่เธอแต่งตัวแซ่บกว่ามิลินเป็นที่ไหน ๆ “มิ…” “เอ่อ เบบี๋!” “เบบี๋มาทำอะไรที่นี่” คำถามนั้นดังขึ้นเร็วเกินไป พร้อมกับมือที่รีบปล่อยแขนหญิงสาวข้างกายออก หญิงสาวคนนั้นเซไปนิดหนึ่ง ก่อนจะหันมามองหน้าเท็น แล้วสายตาก็เลื่อนไปหยุดที่มิลิน บรรยากาศภายในล็อบบี้เงียบลงอย่างชัดเจน พนักงานหน้าเคาน์เตอร์ชะงักมือ แขกสองสามคนเริ่มมองมาแบบไม่ปิดบัง “เซอร์ไพรส์ไหมคะ” มิลินพูดเสียงแข็งดังชัดเจนจนเท็นหน้าชา ซึ่งด้านเท็นเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็พอจะรู้ว่ามิลินไม่ยอมง่ายแน่ “มันไม่ใช่อย่างที่เบบี๋คิดนะ” “พี่แค่…” “พี่แค่มาสัมมนา” “สัมมนา” มิลินพูดขัด สายตาเธอเหลือบไปมองหญิงสาวที่เคยกอดแขนเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะกลับมาที่หน้าเท็น “พอเถอะค่ะ” “เมื่อคืนมิยืนฟังอยู่หน้าห้อง” “มิคิดว่า ไม่น่ามีอะไรต้องอธิบายแล้วค่ะ” “เสียงเมื่อคืนดังพอ เสียงร้องเสียวก็ชัดเจน” “ชัดเจนจนรีสอร์ตจะสั่นไปหมด” หญิงสาวคนนั้นหน้าซีด ถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว เท็นอ้าปากจะพูด แต่ยังไม่มีเสียงไหนหลุดออกมาและในวินาทีนั้นเอง “ห้องพักสามารถพักต่อได้นะครับ” เสียงพนักงานแจ้งกับวิกเตอร์ดังขึ้นพอดีกับจังหวะที่บรรยากาศกำลังอึดอัด ก่อนที่มิลินสูดหายใจเข้าลึก แล้วทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด มือเล็กยื่นออกไปควงแขนวิกเตอร์ทันที การเคลื่อนไหวนั้นเร็ว มั่นใจ เหมือนซ้อมมาแล้วทั้งคืน หมับ! วิกเตอร์สะดุ้งเล็กน้อย สายตาคมเข้มเบิกขึ้นนิดเดียวแบบคนไม่ทันตั้งตัว “เดี๋ยว!” “จะทำอะไร” เขาอุทานขึ้น แต่มิลินไม่ปล่อย เธอขยับเข้าไปใกล้จนคนตัวสูงได้กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ของเธอ และเธอก็ยิ้มหวานแบบที่เท็นคุ้นเคยดี “อ้อ ใช่” “ลืมแนะนำไปเลย” มิลินเอ่ยขึ้นเสียงใส ชัดเจนพอให้ทั้งล็อบบี้ได้ยิน เธอหันมองเท็น แววตาเยือกเย็น แต่รอยยิ้มสวยโชว์บนใบหน้า “นี่แฟนใหม่มิค่ะ” “พี่เท็น” “อยากให้มิแนะนำให้รู้จักไหมคะ” คำว่า ‘แฟนใหม่’ กระแทกกลางอกเท็นแบบไม่ต้องออกแรง เท็นหน้าซีด สายตาเขาสลับมองมิลิน แล้วก็วิกเตอร์ เหมือนเพิ่งรู้ว่าผู้ชายตรงหน้าไม่ใช่คนธรรมดา “มิลิน” เสียงเขาสั่น “นี่มันอะไรกัน” มิลินยังไม่ตอบ วิกเตอร์จึงกระแอมเสียงขึ้นเบา ๆ พลางก้มลงมองแขนตัวเองที่ถูกควงอยู่ แล้วเงยหน้ามองมิลิน สายตานิ่ง ๆ แต่เต็มไปด้วยคำถาม “แฟนเหรอ” “ใครแฟนเธอ” “รุ่นพี่ไงแฟนมิ” “ช่วยมิหน่อย” มิลินกัดฟันเอ่ยกับวิกเตอร์แค่พอให้ได้ยินเพียงแค่สองคน “ทำไมต้องฉัน” “นะรุ่นพี่แป๊บเดียว” มิลินยังคงดื้อดึงกอดแขนเขาแน่น ขณะที่วิกเตอร์ก็พยายามแกะออก แต่พยายามแค่ไหนเด็กแสบข้างกายก็ไม่ยอมปล่อย “รุ่นพี่” “นะคะ” วิกเตอร์ถอนหายใจเหมือนคนที่รู้ตัวว่า โดนลากเข้าวงโดยไม่ตั้งใจ แต่แทนที่จะสะบัดแขนออก ครั้งนี้เขากลับยกมืออีกข้างขึ้นวางลงบนหลังมือของมิลินอย่างแนบเนียน แล้วหันไปมองเท็น “…” เท็นหน้าขาว เหมือนเพิ่งเข้าใจอะไรบางอย่างช้าเกินไป ส่วนมิลิน เธอยิ้ม ยิ้มของคนที่เพิ่งอกหักแต่เลือกเอาคืนแบบมีคลาส “เบบี๋ เอาไม่น่า” “พี่รู้ เบบี๋แกล้งพี่อยู่ใช่ไหม” “เบบี๋รักพี่จะตาย ไหนว่าจะไม่งอแงกับพี่” เท็นพยายามใจดีสู้เสือ เขาพูดแบบนี้กับมิลินแทบทุกครั้งที่เขาทำผิด แต่ครั้งนี้กลับไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด “แกล้ง” “แกล้งเหรอคะ” “พี่คิดว่ามิมีอารมณ์เล่นกับพี่อยู่เหรอคะ” สิ้นเสียงมิลิน เท็นชะงัก ริมฝีปากเขาขยับเหมือนอยากพูดอะไรต่อ แต่คำอธิบายทั้งหมดกลับติดอยู่ที่คอ “เมื่อคืนพี่มีความสุขดีนี่คะ” “ส่วนมิ ก็มีความสุขดีเช่นกันค่ะ” มิลินขยับตัวเข้าใกล้วิกเตอร์อีกนิด แขนที่ควงอยู่แน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว เหมือนเป็นการตอกย้ำสถานะ ของเธอและเขาว่าเมื่อคืน เธอมีความสุขมากล้นแค่ไหน “เบบี๋ เบบี๋กำลังประชดพี่นะคะรู้ไหม” “ไม่มีผู้หญิงที่ไหนที่เพิ่งออกหัก แล้วมีใหม่เลยในช่วงเวลาเพียงข้ามคืนหรอก” “พี่รู้นิสัยเบบี๋ดี” เท็นพูดจบประโยค วิกเตอร์ยังคงเงียบ ไม่เอ่ยอะไร เขาแค่ฟังคนสองคนพูด หญิงสาวที่เท็นควงมากัดริมฝีปาก เธอถอยออกไปอีกก้าว เหมือนเริ่มรู้ว่าตัวเองไม่ควรอยู่ตรงนี้ตั้งแต่แรก ก่อนเท็นจะสูดหายใจเข้าลึก เหมือนพยายามกลืนศักดิ์ศรีตัวเองลงไปก่อนจะพูดต่อ “เบบี๋ พี่ขอคุยกับเราแค่สองคนได้ไหมคะ” “ตรงนี้มันคงไม่เหมาะ” เขาเหลือบมองวิกเตอร์อย่างไม่พอใจ สายตาเต็มไปด้วยคำว่าคนนี้ไม่เกี่ยว “ขอเวลาแป๊บเดียวก็ได้” “พี่อธิบายได้หมด” มิลินยังไม่ตอบในทันที เธอเพียงแค่ขยับตัวเข้าใกล้วิกเตอร์อีกนิด แขนที่ควงอยู่ไม่คลาย “มิคิดว่าไม่มีอะไรต้องอธิบายแล้วค่ะ” “แล้วก็ไม่จำเป็นต้องคุยกันสองคนด้วย” เท็นหน้าตึง ความอดทนเริ่มหายไปทีละน้อย ปกติมิลินจะไม่ดื้อดึงกับเขามากนัก แค่ง้อไม่กี่นาทีเด็กอย่างเธอก็เชื่อเขาแล้ว “เบบี๋ นี่มันเรื่องของเราสองคน” เสียงเขาเริ่มแข็ง “คนอื่นไม่เกี่ยว” “พี่ว่าเราควรคุยกันแค่สองคน” “ใครที่มันไม่เกี่ยวก็ควรออกไป” ยังไม่ทันที่มิลินจะพูด ฝ่ามือของวิกเตอร์ที่วางอยู่บนหลังมือเธอ ขยับเข้ามากระชับขึ้นเล็กน้อย “เธอพูดชัดแล้ว” วิกเตอร์เอ่ยขึ้นในที่สุด “คุณควรหยุด แล้วเลิกตอแยเธอ” เท็นหันขวับมามอง สายตาเดือดดาล เหมือนถูกเหยียบศักดิ์ศรีซ้ำอีกครั้ง “เป็นใครมาสั่ง” “นี่มันเรื่องของฉันกับแฟน!” “อดีตแฟนต่างหากค่ะ” มิลินรีบแก้ให้ เท็นเงียบไปอึดใจ ก่อนจะหลุดหัวเราะหยันออกมาอย่างคนหมดความอดทน “เออ ไม่คุยก็ไม่คุย” “เลิกก็เลิก!” “ทำเป็นสูงส่งไปได้” เขาพูดเร็วขึ้น อารมณ์เสียชัดเจน สายตาเขากวาดมองมิลินตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะพูดประโยคที่ทำให้มิลินเจ็บจี๊ดไปทั้งใจ “เด็กซื่อบื้อ” “ลีลาก็ไม่ได้เรื่อง ขี้งอแง ปัญหาอ่อนสิ้นดี” “ใครได้ไปก็ซวยเป็นบ้า! เด็กเอาแต่ใจ!” “คิดว่าผู้ชายจะทนได้ตลอดเหรอ”“แฮ่ก แฮ่ก…” เสียงลมหายใจที่ยังไม่เข้าที่ดีนัก แสงเช้าสีทองลอดผ่านกระจกบานสูงของเพนต์เฮาส์สุดหรูเหนืออ่าวรีพัลส์เบย์ เมืองทั้งเมืองยังไม่ทันตื่นเต็มที่ แต่บนเตียงคิงไซซ์กลางห้อง ทุกอย่างเหมือนผ่านศึกมาแล้วหลายยก“เฮีย พอแล้ว ตั้งแต่ตีสามถึงหกโมงแบบนี้”“มิจะไม่ไหวแล้วนะคะ”เสียงมิลินแหบพร่าเล็กน้อยจากการเพิ่งหยุดหอบ เธอเอนตัวพิงหมอน ผมลอนยาวยุ่งเล็กน้อย ใบหน้าแดงระเรื่อวิกเตอร์เอนตัวคร่อมอยู่เหนือเธอเล็กน้อย เสื้อเชิ้ตเมื่อคืนถูกทิ้งไว้ปลายเตียง แผ่นอกกว้างขึ้นชัดเจนตามวัยและความเป็นผู้นำ “ก็ข้าวใหม่ปลามันไง” เขาหรี่ตามองภรรยาของตัวเองอย่างเอ็นดู แล้วพูดเสียงทุ้มต่ำ“แต่งงานใหม่ ก็แบบนี้”“ใหม่แค่แต่งงานค่ะ”“อยู่กันมาห้าปีแล้วนะคะ” มิลินผลักอกเขาเบา ๆ แต่แรงนั้นไม่มีน้ำหนักจริงจัง“ห้าปีก่อนไม่นับ นับวันแต่งงานอาทิตย์ที่แล้ว”วิกเตอร์ยิ้มมุมปาก“เจ้าเล่ห์ที่สุด” คนที่นอนทำหน้าเหนื่อยใส่ แต่ดวงตากลับเป็นประกายขำวิกเตอร์ก้มลงจูบหน้าผากเธอช้า ๆ ไม่เร่ง ไม่เร้า เป็นจูบของคนที่รู้จักกันดีทุกมุม“มิรู้ไหม”“เฮียต้องเจรจาธุรกิจทั้งวัน ใส่หน้ากากทั้งวัน” ปลายนิ้วเขาไล้ผ่านกรอบหน้าเธออย่าง
“ซูดดด… หวาน”“เสียวจัง เลียเก่งไม่เคยเปลี่ยนเลย อื้อออ”ห้าปี ความเร้าร้อนนี้ไม่เคยเปลี่ยนนับวันยิ่งขยับไต่แรงขึ้นทุกปี วิกเตอร์ยังคงเขาอยู่เช่นเคย ลิ้นสากลากเลียไล่ชิมความหวานกุหลาบช่อโตซ้ำไปซ้ำมาอย่างคนไม่มีวันเบื่อ“อ๊าส์ เสียวมากก”“หืมมมม” ไม่เพียงแค่ใช้ลิ้นเลีย วิกเตอร์ยังใช้นิ้วแหย่ด้วยแจ๊ะ! แจ๊ะ! แจ๊ะ! แจ๊ะ!เขาสอดนิ้วแกร่งเข้าออกรูร่องมิลินเสียงดัง มิลินเม้มปากแน่นด้วยความเสียวซ่านจนเธอต้องแอ่นสู้“อ๊าส์ เงี่ย… หอยที่สุด อื้อ!”“เฮีย”มิลินอดไม่ได้เลยที่จะครวญครางออกมาเสียงดัง วิกเตอร์สอดนิ้วเข้ารูเธอไวกว่าปกติแจ๊ะ! แจ๊ะ! แจ๊ะ! แจ๊ะ ร่างสูงลุกขึ้นยืนเอ็นกายโด่ชูชัน นิ้วแกร่งยังคงสอดเข้ารูร่องมิลินไม่วาง“อื้อออ”เขาโน้มใบหน้าหล่อไปมอบจูบให้ภรรยารักอย่างดูดดื่ม มิลินรับจูบนั้นด้วยความอยาก พร้อมกับเอนกายไปด้านหน้า“อื้อออ~” เธอครางอู้อี้ในลำคอ นิ้วแกร่งปรนเปรอรูเธออย่างดุเดือด ร่างเธอสั่นไปทั้งร่าง น้ำหวานไหลออกมาจนกลีบเธอมันวาวจนกระทั่งวิกเตอร์ตัดสินใจกระแทกเธอในท่าด็อกกี้ แท่งเอ็นกายลำใหญ่สอดเข้าทั้งลำสวบบบบ!!“อ๊าาส์”มิลินครางหวาน ความใหญ่โตนั้นไม่ได้ทำให้เธอเจ็บแต่อย
ห้าปีต่อมา…“อ๊ะ อื้อ~” เสียงครวญครางหลุดออกมาเป็นระยะ ๆ ภายในห้องนอนสุดหรูของเพนส์เฮาต์อ่าวรีพัสเบย์และเป็นประจำที่วันหยุด ภรรยาตัวน้อย ๆ จะให้รางวัลแบบนี้กับสามีมิลินนั่งอ้าขาคร่อมกายหนาอยู่บนโซฟาปลายเตียง ร่างอรชรเธอผูกมัดด้วยเส้นเชือกสีดำเส้นเดียวเป็นชุดบนตัววิกเตอร์กำลังจัดการปรนเปรนเต้าอวบของเธออย่างดิบเถื่อน มือใหญ่หนึ่งจับเต้าเข้าปาก ส่วนอีกข้างเขากำลังจับแท่งเอ็นกายไซส์ใหญ่ถูไถรูร่องมิลิน“อื้อออ”“อ๊ะ! อ๊า”ใบหน้าสวยเชิดขึ้น ปลายผมลอนยาวแตะผิวขาวเนียนด้านหลัง เรียวขาอ้าออกกว้างด้วยความเสียววิกเตอร์ไม่ได้สอดเอ็นกายเข้ารูร่องเธอในทันที เขาเพียงแค่ถูไถเล้าโลมให้น้ำรักเธอออก“เฮียยย อื้อ”เธอเสียวแทบขาดใจ จนต้องระบายออกมาเป็นเสียงครางหวานซ้ำ ๆ ก่อนเธอจะถือวิสาสะผละตัวออกแล้วนั่งคุกเข่าลงตรงหน้าวิกเตอร์มือเล็กจับเอ็นกายไซส์ใหญ่สอดเข้าโพรงปากทันทีที่นั่งลง มิลินค่อย ๆ รูดมันขึ้นลงพลางใช้ปลายลิ้นเลีย เธอเลียวน ๆ แล้วก็สอดเข้าโพรงปากจนสุดลำ“อาาาาา เมียเฮีย”“อ่าาา ซี๊ดด” วิกเตอร์นั่งอ้าขา แขนเท้าไปด้านหลัง เขาครางต่ำออกมาอย่างทรมาน พร้อมกับดูคนเป็นภรรยาจัดการกับแท่งเอ็นกายของ
“แค่คิดว่า ถ้าจำอะไรจากทริปนี้ได้สักอย่าง เฮียจะจำเช้านี้”คำพูดนั้นทำให้มิลินเงียบไปเล็กน้อย ก่อนจะเข็นจักรยานเดินไปช้า ๆ ริมทะเลสาบ เขาก็เดินตามข้าง ๆ โดยอัตโนมัติไม่มีใครพูดอะไรสักพัก มีแค่เสียงกรวดเล็ก ๆ ใต้ล้อจักรยานและเสียงลมเบา ๆ ผ่านผิวน้ำ“เฮีย”“หืม”“ถ้าวันหนึ่งทุกอย่างมันไม่ง่ายแบบนี้ เฮียจะยังจับมือมิไหม”วิกเตอร์ไม่ได้ตอบทันที เขาแค่เลื่อนมือมาจับมือเธอแน่นขึ้น“เฮียไม่ชอบสัญญาอะไรยาว ๆ”“แต่ตอนนี้เฮียอยู่ตรงนี้” นิ้วของเขาสอดประสานกับนิ้วเธอแน่นขึ้นอีกนิด“แล้วก็ยังไม่คิดจะปล่อย”มิลินมองมือที่จับกันอยู่ ก่อนจะเงยหน้ามองเขา ดวงตาใสชัดกว่าเมื่อคืน ไม่มีแรงอารมณ์ ไม่มีความท้าทาย มีแค่ความนิ่งที่เลือกแล้ว“ปั่นจักรยานแข่งกันไหมคะ”“แข่งกันเหรอ”“ถึงโค้งข้างหน้า ใครแพ้เลี้ยงกาแฟ”“มิคิดว่าตัวเองจะชนะเหรอ”“ไม่รู้ค่ะ แต่ชอบให้เฮียไล่ตาม”เธอยิ้มมุมปากแบบที่เขาคุ้นเคยที่สุด พูดจบเธอก็กระโดดขึ้นจักรยาน ปั่นออกไปก่อนทันที เสียงหัวเราะใสดังลอยไปกับลมหนาววิกเตอร์มองภาพนั้นเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะขึ้นจักรยานตามไป“เด็กแสบ!” เขาตะโกนตาม แต่เสียงหัวเราะเขากลับดังพอ ๆ กันฟูจิยังตั
แสงเช้าสีอ่อนค่อย ๆ ลอดผ่านผ้าม่านบาง เงาภูเขาฟูจิยังตั้งนิ่งอยู่ไกล ๆ ท่ามกลางอากาศใสสะอาดหลังคืนที่ยาวนานมิลินขยับตัวเล็กน้อย แขนแกร่งที่โอบรอบเอวเธอกระชับขึ้นทันทีราวกับเจ้าของรู้ตัว“ตื่นแล้วเหรอ”เสียงทุ้มแหบจากการเพิ่งตื่นดังชิดข้างหู วิกเตอร์ซุกหน้าลงที่ต้นคอเธออย่างคนขี้อ้อนผิดวิสัยมปลายจมูกไล้เบา ๆ“เมื่อคืน”“มิทำเฮียเหนื่อยยังไม่หายเลย”“ใครใช้ให้ทำแรงขนาดนั้นล่ะคะ”“งั้นเฮียขอนอนแบบนี้อีกห้านาทีได้ไหม” แขนเขากระชับอีกครั้ง เหมือนไม่อยากให้มิลินลุกไปไหน“ห้านาทีของเฮียคือครึ่งชั่วโมงรึเปล่า”“ก็ไม่เห็นเป็นไร มิอยู่ด้วยนี่”“อยากนอนกอดแบบนี้ทุกวันเลย”วิกเตอร์กอดอ้อนมิลินอย่างคนคลั่งรัก จนเธอต้องหันไปมองหน้าเขาจริง ๆดวงตาคมวันนี้ไม่ดุ ไม่เร้าอารมณ์ มีแต่ความพอใจแบบคนได้ทุกอย่างที่ต้องการแล้ว“วันนี้ไเล่เราไปปั่นจักรยานเล่นกันไหมคะ” เธอเสนอเบา ๆ“…” วิกเตอร์เลิกคิ้ว“ไปดูวิวฟูจิด้านนอกกัน”“ปั่นจักรยานเหรอ”“ค่ะ อากาศดีนะ” มิลินพลิกตัวหันมาหาเขาเต็ม ๆ ผมลอนยาวยุ่งเล็กน้อยจากการเพิ่งตื่น แต่ใบหน้ากลับสดใสเกินเหตุ“เมื่อคืนใช้พลังงานเยอะ ต้องออกไปผ่อนคลายหน่อย”“พูดแบบนี้ เดี
เสียงครางหวานหลุดออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ แผ่นหลังบางแอ่นโค้งจากเตียงโดยอัตโนมัติ เหมือนร่างกายตอบสนองเร็วกว่าสติมือเล็กกำผ้าปูแน่น ก่อนจะเผลอปล่อยแล้วเลื่อนลงไปแตะไหล่เขาแทน นิ้วเรียวสั่นนิด ๆ ขณะลมหายใจเริ่มขาดช่วงวิกเตอร์เงยหน้าขึ้นมองเธอจากตำแหน่งนั้น ดวงตาคมเข้มขึ้นกว่าเดิม เขาไม่ได้พูดอะไรทันทีกายหนาเลื่อนขึ้นมาช้า ๆ ริมฝีปากร้อนแตะลงบนหน้าท้องเนียน ไล่ผ่านผิวที่ยังอุ่นจากไอน้ำออนเซ็นด้านนอกหน้าต่างบานใหญ่ แสงสีทองทาบทับเงาภูเขาฟูจิที่ตั้งตระหง่านอยู่ไกล ๆ สายลมหนาวพัดเบา ๆ ผ่านผ้าม่านบาง กลิ่นไม้สนผสมไออุ่นจากบ่อออนเซ็นยังลอยอวลอยู่ในห้องแต่ความเย็นของช่วงค่ำกลับไม่อาจลดอุณหภูมิระหว่างคนสองคนได้เลยวิกเตอร์โน้มตัวขึ้นมาถึงใบหน้าเธอในที่สุด ริมฝีปากประกบลงช้า ๆ ไม่ใช่จูบเร่งเร้า แต่เป็นจูบที่หนักแน่น เหมือนกำลังครอบครองทั้งเสียงครางเมื่อครู่ไว้ด้วย“อื้อ”มือหนึ่งยังคงจับเรียวขาเธอไว้ อีกมือเลื่อนขึ้นประคองกรามบางอย่างอ่อนโยนมิลินเงยหน้ารับจูบนั้น นิ้วเรียวเลื่อนขึ้นสอดเข้าที่ท้ายทอยเขาโดยไม่รู้ตัว จูบลึกขึ้นอีกนิด มือที่เคยจับเรียวขาเธอไว้ เลื่อนสูงขึ้นมาหยุดที่เต้าอวบอิ่มก่
คำด่านั้นยังค้างอยู่ในอากาศ เหมือนเสียงสะท้อนที่ไม่ยอมสลายง่าย ๆ เท็นหัวเราะหยันอีกครั้งก่อนจะก้าวเดินเอื้อมมือไปควงแขนยาหยี๋อย่างแรงราวกับต้องการยืนยันว่าเขาเลือกแล้ว “ไปกันเถอะยาหยี๋ ต่อไปก็ไม่ต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ แล้ว” เขาพูดห้วน ๆ หญิงสาวคนนั้นเหลือบมองมิลินแวบหนึ่ง สายตาลังเล แต่สุดท้ายก็เดินตา
หลังจากที่มิลินนั่งทำใจที่ล็อบบี้สักพัก ร่างบางจึงตัดสินใจกลับขึ้นห้องพัก ลิฟต์รีสอร์ตเลื่อนขึ้นช้า ๆ ตัวเลขสีแดงกระพริบ เสียงกลไกเบา ๆ ดังในความเงียบของช่วงตีหนึ่งมิลินยืนพิงผนังสเตนเลสเย็นเฉียบ เงาของตัวเองสะท้อนซ้อนกันสองชั้น อยู่ ๆ เสียงของวิกเตอร์ดังขึ้นในหัว แทงลึกไม่แพ้คำด่าแรง ๆ ของเท็นติ
ปัจจุบัน…“อื้อ~ ยาหยี๋เสียวจังเลยค่ะพี่เท็น” เสียงครางเล็ดลอดผ่านประตูห้องพักรีสอร์ตหรูบนเกาะแห่งหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่เสียงที่ควรดังขึ้นในห้องของคนที่อ้างว่ามาสัมมนา“เดี๋ยวนะ”เรียวปากสีหวานเอ่ยขึ้นเสียงแผ่ว คิ้วเรียงสวยขมวดเข้าหากันด้วยความประหลาดใจ ‘มิลิน’ สาวน้อยวัยสิบแปดปีหยุดยืนอยู่หน้าป
สามเดือนก่อนหน้า@ฮ่องกงควันธูปลอยอ้อยอิ่งเหนือศีรษะผู้คน ลานวัดเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวและคู่รักที่จับมือกันแน่นกว่าปกติที่นี่คือวัดที่ขึ้นชื่อเรื่องความรัก ที่ใคร ๆ ก็ต่างบอกว่า หากตั้งจิตอธิษฐานขอพรจริงจัง มักได้คำขอและคำตอบที่ชัดเจน และสามสาวอย่าง มิลิน ไนร่า และชิชา ก็เชื่อแบบนั้น พวกเธอจึงตั







