LOGIN
กำหนดวันแต่งงานของจี้เหมียนเยว่คือวันที่สิบเจ็ดกรกฎาคมเมืองก่างเข้าสู่ฤดูร้อน ทั้งเมืองถูกแดดแผดเผาจนขาวโพลน บัตรเชิญของตระกูลจี้ถูกส่งออกไป ไม่มีบ้านไหนไม่รับ ไม่มีใครสักคนที่ไม่อยู่ร่วมงาน ทุกคนต่างต้องการดูว่า ชายคนที่สามารถทำให้คุณหนูใหญ่ตระกูลจี้หยุดหัวใจได้ หน้าตาเป็นยังไงกันแน่คืนก่อนวันแต่งงาน เสิ่นจิงหานไม่ได้นอนเขาทบทวนลำดับขั้นตอนของวันพรุ่งนี้ถึงสามรอบ ตั้งแต่เส้นทางรับเจ้าสาวไปจนถึงแสงไฟในห้องจัดเลี้ยง ตั้งแต่เวลาเปลี่ยนดอกไม้ไปจนถึงองศาการวางตั้งทาวเวอร์แก้วแชมเปญ ทุกจุดล้วนตรวจเช็กด้วยตัวเอง ปรับแต่งแก้ไขด้วยมือตัวเองตอนตีสี่ เขายืนอยู่ท่ามกลางห้องจัดเลี้ยงที่ว่างเปล่าไร้ผู้คน โคมไฟคริสตัลเหนือศีรษะยังไม่ได้เปิด มีแค่ไฟติดผนังไม่กี่ดวงที่ส่องแสงสีเหลืองสลัว เขายืนอยู่ในความเงียบสงบนี้อยู่นาน เหมือนกำลังยืนยันบางสิ่งบางอย่าง และเหมือนแค่อาลัยอาวรณ์ไม่อยากจากไปยามฟ้าสาง เขาก็เคาะประตูห้องของจี้เหมียนเยว่เธอเพิ่งล้างหน้าเสร็จ ใบหน้าเปลือยเปล่าไร้เครื่องสำอางหันกลับมามองเขา รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย"ทำไมมาเช้าขนาดนี้"เขาไม่ได้ตอบ เดินเข้าไปตรงหน้าเธอ ก้มมองอยู่
ข่าวการแต่งงานของจี้เหมียนเยว่ แพร่ไปทั่วเมืองก่างในชั่วข้ามคืนสาวกุหลาบแดงแห่งตระกูลจี้ที่ฟูมฟักทะนุถนอมมานานกว่ายี่สิบปี ในที่สุดก็แต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝาแล้ว ฝ่ายชายมีฐานะลึกลับ เล่ากันว่าชาติตระกูลสูงส่งระดับชั้นนำ รูปร่างหน้าตาก็โดดเด่น เป็นเพื่อนเก่าที่จี้เหมียนเยว่รู้จักตั้งแต่สมัยไปศึกษาต่อต่างประเทศของขวัญอวยพรพรั่งพรูเข้าตระกูลจี้ดั่งสายน้ำ บัตรเชิญถูกส่งฉบับแล้วฉบับเล่า ทุกคนต่างต้องการมีส่วนร่วมในงานเลี้ยงแต่งงานครั้งนี้ เพื่อดูว่าคนที่สามารถกุมหัวใจคุณหนูใหญ่ตระกูลจี้ได้ แท้จริงแล้วเป็นเทพเซียนจากไหนตระกูลฝูก็ไม่เป็นยกเว้นเช่นกันตอนที่แม่ของฝูวั่งเชินผลักประตูเข้าไปในห้อง ทั้งห้องมืดสลัว ผ้าม่านปิดสนิท ไม่ได้เปิดไฟ ในอากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นฝุ่นที่หมักหมมอยู่หลายวันเธอเดินไปสองก้าว เท้าเตะโดนอะไรบางอย่าง พอก้มหน้าลงมอง พบว่าเป็นกระปุกเครื่องดินเผาใบหนึ่ง เป็นกระต่ายบิด ๆ เบี้ยว ๆ ที่เหมียนเยว่ปั้นด้วยมือตัวเองสมัยประถม สลักคำว่า 'ฝูวั่งเชินเป็นผู้รับ' ไว้ที่ก้นกระปุกพอเดินต่ออีกสองก้าว บนผนังมีที่คั่นหนังสือดอกไม้แห้งสีซีดจางติดอยู่ เขียนว่า 'ขอให้สอบผ่านไปได้ด้วยดี
ข่าวการเดินทางกลับมาเมืองก่างของจี้เหมียนเยว่ ไม่ถึงครึ่งวันก็แพร่ไปทั่วแล้วตอนที่โทรศัพท์ดังขึ้ ฝูวั่งเชินกำลังยืนอยู่หน้าประตูบ้านตระกูลจี้น หลังจากคืนนั้นเขาก็มาทุกวัน ยามประตูไม่ขัดขวางอีกต่อไป และจี้เฉิงซานก็ไม่ยอมพบเขาอีกเช่นเคย เขาแค่วางของที่นำมาลงไว้ ยืนอยู่ใต้หน้าต่างอันมืดมิดบานนั้นสักพัก แล้วค่อยเดินจากไปวันนี้ของที่เขานำมาวางไว้คือขนมเค้กเกาลัดของโปรดของเหมียนเยว่โทรศัพท์ดังขึ้น ปลายสายพูดแค่ประโยคเดียว "คุณหนูจี้จะแลนดิ้งถึงคืนนี้ครับ เที่ยวบินส่งให้คุณแล้ว"เขาแทบจะพุ่งตัวขึ้นไปบนรถไปร้านดอกไม้ก่อน เมื่อก่อนเธอชอบดอกกุหลาบขาว ตอนอายุสิบแปดปีเคยเขียนไว้ในไดอารี่ว่า "วันที่ได้รับดอกกุหลาบขาว อยากแต่งงานกับฝูวั่งเชิน"เขาซื้อดอกกุหลาบขาวมาเก้าสิบเก้าดอกแล้วก็ขับรถวนรอบเมืองไปซื้อเอี๊ยบ๊วยแห้ง ขนมน้ำตาลเคี่ยว ผงรากบัว ขนมเค้กเกาลัด ทุก ๆ อย่างซื้อเป็นสองชุด สองมือเขาถือของเต็มไปหมดตอนยืนอยู่หน้าประตูร้านดอกไม้ พนักงานเอ่ยถามอย่างระมัดระวังว่าต้องการให้ช่วยแพ็กใส่กล่องไหม เขาตอบว่าไม่ต้องเขาจะอุ้มหอบไว้เองตอนเสียงสัญญาณแจ้งเตือนเที่ยวบินมาถึงดังขึ้น ฝูวั่งเชิน
ตอนจี้เหมียนเยว่ตื่นขึ้นมา แสงแดดยามเช้าสีเทาแกมฟ้าสาดส่องผ่านร่องซอกของเต็นท์เข้ามาเส้นหนึ่งเธอเอียงศีรษะ ตำแหน่งข้างกายว่างเปล่า ถุงนอนยังคงหลงเหลืออุณหภูมิร่างกายไว้ ด้านนอกมีเสียงขยับเคลื่อนไหวเบา ๆเธอสวมเสื้อคลุมมุดออกจากเต็นท์ อากาศหนาวเหน็บโผเข้าใส่ใบหน้า เนินเขาที่ตั้งแคมป์หันหน้าไปทางทิศตะวันออกพอดี ขอบฟ้ายังคงจมอยู่ในสีน้ำเงินเข้ม แต่โครงร่างของภูเขาหิมะนั้นกลับเด่นชัดขึ้นมาแล้วเสิ่นจิงหานยืนหันหลังให้เธอ ขาตั้งกล้องกางไว้เรียบร้อยแล้ว กำลังก้มหน้าปรับเลนส์ เสื้อแจ็กเก็ตกันลมสีดำเปียกชุ่มไปด้วยหยาดน้ำค้างยามค่ำคืน ปลายผมก็เปียกชื้นอยู่สองสามปอย ไม่รู้ว่ายืนอยู่ตรงนี้นานแค่ไหนแล้วพอได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว เขาก็หันกลับมา"ตื่นแล้วเหรอ"เขายื่นแก้วเก็บความร้อนมาให้ อุณหภูมิเป็นระดับที่เธอคุ้นเคยดื่มเป็นประจำ จี้เหมียนเยว่รับมา ไม่ได้ถามว่าเขาสืบเรื่องนี้มาตั้งแต่เมื่อไรขอบฟ้าเริ่มทอแสงประกายทองเธอยืนอยู่ข้างกายเขา มองดูยอดเขาหิมะถูกแสงอาทิตย์ส่องสว่างทีละน้อย จากสีทองอ่อนกลายเป็นสีทองเจิดจรัส จนกระทั่งขุนเขาทั้งลูกถูกเคลือบด้วยประกายแสงดั่งแก้วหลิวหลีแสงอาทิตย์
หลังจากส่งข้อมูลไปได้สิบเจ็ดนาที หลินหวั่นถังก็โทรเข้ามาฝูวั่งเชินจ้องมองชื่อที่กะพริบบนหน้าจอ กดรับสาย แล้วเปิดลำโพง"อาเชิน!" เสียงทางนั้นสะอึกสะอื้น แต่ระงับความร้อนใจไว้ไม่อยู่ "ในเว็บบอร์ดมหาวิทยาลัยจู่ ๆ ก็มีเรื่องใส่ร้ายฉันเยอะแยะไปหมด ต้องเป็นจี้เหมียนเยว่แน่ ๆ เธอเห็นฉันได้ดีไม่ได้ เธอยังแก้แค้นฉันอยู่เลย..."ฝูวั่งเชินเอนหลังพิงหัวเตียง หลุบตาฟัง"งั้นเหรอ""ต้องเป็นเธอแน่ ๆ! ครั้งที่แล้วก็เป็นเธอที่โพสต์ข้อมูลปลอมพวกนั้น ครั้งนี้ยิ่งทำเกินไป คนตั้งเยอะตั้งแยะกำลังหัวเราะเยาะฉันอยู่ อาเชินคุณต้องทวงความยุติธรรมให้ฉันนะ...""ได้" ฝูวั่งเชินน้ำเสียงเรียบนิ่ง "แล้วเธออยากให้ฉันลงโทษเขายังไงล่ะ"สายทางนั้นชะงักไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังยืนยันว่าเขาไม่ได้พูดเล่น"...ให้เธอไปคุกเข่าขอโทษที่หน้าประตูหอประชุม แล้วประกาศทั้งมหาวิทยาลัย แบบ...แบบครั้งนั้น..." น้ำเสียงค่อย ๆ ลื่นไหลขึ้น "แล้วก็ เธอชอบทำตัวสูงส่งนักไม่ใช่เหรอ ให้เธอได้ลิ้มลองรสชาติของการถูกคนถ่ายรูปบ้าง...""แค่นี้เหรอ""ยังมีอีก!" หลินหวั่นถังคล้ายกับเริ่มได้ใจ "เธอเคยตบหน้าฉัน ฉันอยากให้เธอคืนกลับมา สิบเท่า ไม
ฝูวั่งเชินรับซองกระดาษสีน้ำตาลที่ผู้ช่วยยื่นส่งมาให้ผู้ช่วยยืนอยู่ข้างเตียง ทำท่าอึกอักเหมือนอยากพูดบางอย่าง เขาไม่ได้สังเกต นิ้วมือได้แกะเชือกผูกปากซองออกแล้วหน้าแรกเป็น 'คดีสร้างข่าวลือ' เมื่อห้าเดือนก่อน กระทู้ไม่ออกนามในเว็บบอร์ดมหาวิทยาลัยของหลินหวั่นถัง ที่ระบุว่าเธอเป็นมือที่สาม เข้ามาแทรกแซงความสัมพันธ์ของผู้อื่น เขายังจำได้ว่าวันนั้นตัวเองพุ่งเข้าไปในบ้านตระกูลจี้ ชี้หน้าเหมียนเยว่ แล้วบอกว่าเธอใช้วิธีการชั้นต่ำรายงานแสดงให้เห็นว่าที่อยู่ IP ของผู้โพสต์ ซ้อนทับกับเทอร์มินัลเครือข่ายในหอพักที่หลินหวั่นถังใช้เป็นประจำ นิ้วมือของฝูวั่งเชินชะงักค้างหน้าที่สองโกดัง การลักพาตัว เหมียนเยว่ถูกปิดตา ถูกจับกดลงกับพื้นอันสกปรก แสงแฟลชทิ่มแทงเปลือกตาของเธอ เขายังจำโทรศัพท์สายนั้นได้ เสียงแบ็กกราวด์คือเสียงหอบหายใจคลุมเครือปนเสียงน้ำ เขากดตัดสายอย่างหงุดหงิด แล้วบอกว่า "ฉันกับเธอไม่ได้เกี่ยวข้องกัน"รายงานแสดงให้เห็นว่า บัญชีธนาคารของหนึ่งในกลุ่มคนลักพาตัว ก่อนเกิดเหตุสามวัน ได้รับเงินโอนก้อนหนึ่งจากบัญชีที่เกี่ยวข้องกับหลินหวั่นถัง ช่องบันทึกหมายเหตุว่างเปล่า จำนวนเงินคือห







