LOGIN‘หวังว่าคงไม่ใช่คนของไอ้องค์ชายชั่วนั่นส่งมาซ้ำเติมหรอกนะ หากคืนนี้เกิดเรื่องวุ่นวาย ในสภาพนี้จะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนไปสู้รบตบมือกับใครไหว’
นางหลับตาลง ข่มใจใช้ทักษะการควบคุมลมหายใจที่เคยพร่ำสอนลูกศิษย์มาปรับใช้ ทว่ามันกลับยากเย็นแสนเข็ญ นางพอจะรับรู้ได้ว่าทั้งพิษร้ายและควันยาสูบต่างรุมเร้าทำลายอวัยวะภายในจนแทบไม่เหลือชิ้นดี
ในห้วงคำนึงที่สติเริ่มเลือนราง หัวสมองของนางพลันนึกย้อนไปถึงวันสุดท้ายของการมีชีวิตในโลกปัจจุบัน...
วันนั้นนางกำลังจะเก็บหนังสือนิยายเล่มหนาเข้ากระเป๋าก่อนเริ่มคาบเรียนกลางแจ้ง ท่ามกลางเสียงเจื้อยแจ้วของเหล่านักศึกษาที่เข้ามารุมล้อม พวกสาว ๆ ถือวิสาสะหยิบฉวยนิยายชื่อดังในมือของนางไปพลิกดูด้วยท่าทางตื่นเต้น...
นิยายเรื่องนี้กำลังจะถูกดัดแปลงเป็นเกมจีบหนุ่มฟอร์มยักษ์แนวฮาเร็ม และแน่นอนว่าโปรเจกต์นี้ต้องไปจดทะเบียนในไต้หวันและฮ่องกงเพื่อเลี่ยงกฎระเบียบที่เข้มงวดของจีนแผ่นดินใหญ่
ทันทีที่นางสิ้นใจตายคาสนามฝึกเพราะหัวใจวายเฉียบพลัน นางลืมตาตื่นขึ้นมาพบว่าตนเองได้กลายเป็นมู่หว่านฉิง นางร้ายตัวประกอบที่มีบทบาทเพียงเพื่อเป็นสะพานเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างพระเอกทั้งสามกับนางเอกเท่านั้น!
ตามเนื้อเรื่องเดิม องค์หญิงมู่อวี่ แห่งแคว้นเป่ยเหลียงจะถูกส่งตัวมาสมรสเชื่อมสัมพันธ์ในฉางอัน เป็นเหตุให้นางเอกได้พบกับรักแรกในอดีตอย่าง หรงเยว่ ซึ่งปัจจุบันเป็นแม่ทัพใหญ่ ทว่านางกลับมีพันธะต้องสมรสกับ รุ่ยอ๋อง บุรุษผู้แสนเย็นชาและขึ้นชื่อเรื่องการสังหารคนโดยไม่กะพริบตา ระหว่างที่เนื้อเรื่องกำลังดำเนินไป เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นในเมืองหลวง ทำให้นางเอกต้องเข้าไปพัวพันกับการสืบสวนคดีพิษและคดีฆาตกรรม โดยมีเสนาบดีหนุ่มอย่าง เยี่ยนเฉิง เข้ามาแทรกกลาง
ในฉบับนิยาย ความสัมพันธ์ของพวกเขากลายเป็นรักสี่เส้าที่อีนุงตุงนัง ทว่าในรูปแบบเกม ผู้เล่นสามารถเลือก ‘รูท’ ของพระเอกแต่ละคนได้อย่างอิสระ แต่หากเดินหมากพลาดระหว่างสืบคดี เผลอทำให้พระเอกคนใดไม่พอใจเข้า จุดจบที่รออยู่ก็คือ ‘Bad End’
แล้วนายหญิงแห่งหอหงเหมยเข้ามาพัวพันกับเรื่องนี้ได้อย่างไร?
ชนวนเหตุเริ่มจากองค์ชายโฉดแห่งเป่ยเหลียง พี่ชายต่างมารดาได้ลักพาตัวนางเอกมาเร่ขายให้กับหอหงเหมย นายหญิงใหญ่คนเดิมเมื่อเห็นสินค้าชั้นเลิศก็เกิดความโลภจนหน้ามืดตามัว สั่งจัดงานประมูลพรหมจรรย์อย่างยิ่งใหญ่ โดยไม่ฟังคำยืนยันฐานะองค์หญิงของมู่อวี่เลยแม้แต่น้อย...
กระทั่งหนึ่งในพระเอกทั้งสามบุกมาช่วยนางเอกถึงหอนางโลม กำจัดนายหญิงตัวประกอบอย่างนางทิ้ง ปิดฉากบทบาทไปอย่างน่าอนาถ
[ตายแล้วก็ไม่เป็นไร โฮสต์ยังสามารถเป็น NPC ระบบจะเปิดโหมดชุบชีวิตให้โฮสต์ทำหน้าที่เฝ้าหอนางโลมต่อไป โฮสต์ไม่ต้องน้อยใจไปนะขอรับ]
หว่านฉิงกัดฟันกรอดจนกรามสั่น เหลือกตามองพื้นที่ว่างเปล่าเหนือศีรษะที่ราวกับจะอ่านจิตใจนางได้ นางตวาดลั่น “นี่แกเป็นคนเขียนเกมจีบหนุ่มโง่ ๆ หรือเป็นวิญญาณเร่ร่อนกันแน่ฮะ ถึงได้ขยันสาปแช่งให้ฉันติดแหง็กอยู่ที่นี่ ไม่ได้ไปผุดไปเกิดน่ะ วัน ๆ นอกจากกวนประสาทแล้วแกเคยช่วยอะไรฉันบ้างไหม?”
[ช่วยเป็นเพื่อนแก้เหงาโฮสต์ยังไงเล่า หากไม่มีระบบคอยกวนใจ ชีวิตอันสงบสุขในหอหงเหมยของโฮสต์จะเงียบเหงาเกินไปนะขอรับ]
!!!
นายหญิงใหญ่กรีดร้องเสียงดังอีกแล้ว บ่าวรับใช้ที่เดินผ่านหน้าโถงทางเดินได้ยินเสียงโวยวายด่าทอเข้า พวกเขารีบอันตรธานหายไปจากบริเวณนั้นในทันที
เป็นที่รู้กันดีว่าคุณหนูเล็กหว่านฉิงมิใช่สตรีผู้มีอารมณ์สุนทรีย์นัก นางหงุดหงิดบ่อยเสียยิ่งกว่าการกินข้าววันละสามมื้อ หากวันใดขาดกล้องยาสูบคู่ใจ นางจะอาละวาดหนักจนไม่มีใครกล้าสู้หน้า แม้ว่านางจะบริหารกิจการหอหงเหมยที่ได้รับมรดกตกทอดมาจากมารดาอย่างเป็นธรรม น่าอยู่กว่าหอนางโลมของพี่สาวคนโตอยู่มากก็ตาม
พูดถึงบุตรสาวสกุลมู่นั้นสืบเชื้อสายมาจากสตรีคณิกาที่ผันตัวมาเป็นนายหญิงใหญ่ เดิมทีมารดาของพวกนางเป็นเพียงอนุของแม่ทัพหลี่เวยผู้มีอนุประดับบารมีถึงหกนาง ในวาระสุดท้ายของชีวิต ด้วยความรักใคร่เอ็นดูอนุโสเภณีน้อยผู้นี้เหนือใคร ท่านแม่ทัพจึงมอบทรัพย์สมบัติส่วนใหญ่ให้นางไปตั้งตัว
นอกเหนือจากเงินทองและที่ดินมากมายหลายแห่ง ตระกูลมู่ยังครอบครองสิ่งที่น่าเกรงขามอย่างตรากองทัพ อำนาจสั่งการเหล่าองครักษ์ฝีมือฉกาจซึ่งผันตัวมาเป็นนักรบอิสระ
อาจเพราะบุรุษเหล่านั้นเบื่อหน่ายกับการเสี่ยงชีวิตรับใช้เจ้านายที่เห็นพวกเขาเป็นเพียงเบี้ยหมากไร้ค่า ปกป้องจนตัวตายไปก็เท่านั้น หาได้มีผู้ใดมองเห็นความดีไม่ ทุกวันนี้พวกเขาจึงหันมาทำหน้าที่คุ้มครองสถานเริงรมย์เป็นหลัก นอกเสียจากจะรายได้ดี การปกป้องนารีและรักษาความสงบเคียงข้างบุตรสาวอนุตระกูลมู่ทั้งสอง เป็นทางเลือกที่มั่นคงและมีเกียรติยิ่งกว่า
“ไปตามเหวินจินมาพบข้า”
หว่านฉิงกระซิบสั่งเสียงพร่าอยู่หลังบานประตู หลังจากพยายามลากสังขารอิดโรยออกจากเตียง สาวใช้ที่เฝ้าอยู่ด้านนอกขานรับด้วยน้ำเสียงสั่นเครือสะอื้นไห้
“องครักษ์เฟิงรอพบคุณหนูอยู่ด้านล่างเจ้าค่ะ... เขาเป็นห่วงคุณหนูมาก... บ่าวเองก็เป็นห่วงเหลือเกิน อาการของท่านเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ?”
“เข้ามาเปลี่ยนผ้าปูเตียงให้ข้าเสีย ไม่ต้องถามมากความ!” หว่านฉิงตัดบทด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด แม้จะไร้เรี่ยวแรงทว่าบารมีของนายหญิงใหญ่ยังคงเปี่ยมล้น สาวใช้ของนางต้องก้มหน้าทำตามคำสั่งทันที
หว่านฉิงได้รับการแจ้งเตือนภารกิจจากระบบก่อนที่เสนาบดีหนุ่มจะก้าวเท้าเข้าสู่หอหงเหมยเสียด้วยซ้ำ นางสวมเครื่องแต่งกายสวยงามทำจากผ้าแพรต่วนสีสันอ่อนหวานอย่างคุณหนูผู้ดี เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์อันลุ่มลึกในฐานะนายหญิงใหญ่ เพื่อรอรับการมาถึงของเขาอย่างใจเย็นเมื่อเยี่ยนเฉิงแจ้งข่าวเรื่องตำแหน่ง ‘อาจารย์พิเศษที่ปรึกษาฝ่ายใน’ นางจึงตอบรับข้อเสนอแต่โดยดี ทว่ายังคงไว้ซึ่งจุดยืนที่เด็ดขาด“ข้ายินดีจะเข้าวังไปช่วยขัดเกลาเหล่านางสนมเพียงบางเวลาในช่วงกลางวันเท่านั้นเจ้าค่ะ ทว่าพอตะวันตกดิน... ข้าต้องรีบกลับมาสะสางกิจการของข้าต่อ” นางเอ่ยพลางคลี่ยิ้มบาง มองเสนาบดีหนุ่มในชุดสีครามอย่างคุณชาย “ข้ามิได้มีเพียงหอหงเหมยแห่งนี้ ยังมีโรงน้ำชาอีกแห่งที่ต้องคอยดูแลมิให้ขาดตกบกพร่อง ข้ามีกิจการหลายอย่างในเมืองหลวงเจ้าค่ะ”เยี่ยนเฉิงแสดงท่าทีตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิด นัยน์ตาจิ้งจอกเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ “โรงน้ำชาที่ใดบ้างหรือขอรับ? ท่านพี่ทั้งสองคอยตามสืบเรื่องของท่านมาพักใหญ่แล้ว แต่อาเยี่ยนมิกล้าจะล่วงเกินความเป็นส่วนตัวของเจี่ยเจียเลยสักนิด... ได้ยินเช่นนี้ข้าล่ะอยากรู้จริง ๆ”“อาเยี่ยน ท่านเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ
“ท่านเว่ยเฉิง ฮ่องเต้น้อยเริ่มเติบโตเป็นหนุ่มแล้ว ข้าคิดว่าเรื่องนางสนมในวังหลังควรจะรื้อระเบียบใหม่เสียที...”“ใต้เท้าหมายความว่าอย่างไรขอรับ?”“ก็หมายความว่า...” เยี่ยนเฉิงเว้นวรรค น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นราบเรียบจริงจังตามฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดของกรม “นางสนมที่อายุมากขึ้นทุกวัน แม้ท่านอ๋องจะมิได้สั่งประหารไปพร้อมกับพระสวามีเดิมของนาง ควรคัดออกให้พ้นวังได้บ้างแล้ว เรื่องนี้พวกขันทีมีความเห็นอย่างไรบ้าง?”รองเสนาบดีลูบเคราสาก พลางนึกถึงฮ่องเต้น้อยที่ยามนี้เริ่มเติบใหญ่ อีกไม่นานนักก็จะถึงวัยอันเหมาะสมต่อการแต่งตั้งฮองเฮาและคัดเลือกพระสนมตามจารีตประเพณี โดยมีขุนนางกรมพิธีการประสานงานร่วมกับเหล่าขันทีเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติอย่างเคร่งครัด“ข้าได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของนายหญิงแห่งหอคณิกามามิใช่น้อย จึงเกิดความคิดว่า... นอกเสียจากจะเป็นคุณหนูตระกูลผู้ดีมีศีลธรรมแล้ว ศาสตร์แห่งการปรนนิบัติสามีก็เป็นเรื่องสำคัญที่มิอาจละเลยได้เช่นกัน”“อื้ม... จริงของใต้เท้า หากจักรพรรดิทรงตรากตรำกับราชกิจจนคร่ำเครียดเกินไป ทรงเบื่อหน่ายในรสรักจนไร้ทายาทสืบสกุล ย่อมไม่เป็นผลดีต่อความมั่นคงของแผ่นดิน”“ท่านเว่ยเฉ
คดีพิษเย็นที่คร่าชีวิตเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่และประชาชนไปถึงห้าคน ทางราชสำนักมิอาจอยู่นิ่งเฉย ทว่าคงต้องสืบสวนจนแน่ใจเสียก่อนว่าองค์ชายจิ่งเหยียนกระทำการโดยพลการ ด้วยการนำยาพิษเข้ามาในฉางอัน และทางเป่ยเหลียงมิได้มีส่วนรู้เห็นด้วย“ข้าเห็นท่านอาทุ่มเทให้นายหญิงในหอหงเหมย ร้อนใจอยากจะได้ยาถอนพิษให้นางนัก หากวันหนึ่งข้าต้องลงนามในราชโองการสมรสพระราชทานระหว่างท่านอาและนาง เกรงว่าราชสำนักคงจะลุกเป็นไฟ”รุ่ยอ๋องแค่นยิ้มที่มุมปาก “หากถึงวันนั้นจริง ข้าจะเป็นคนดับไฟนั่นเอง ฝ่าบาทมิต้องกังวล”สองอาหลานต่างสายเลือดสบตากันด้วยความเข้าใจลึกซึ้ง ความเจ็บปวดจากการถูกทอดทิ้งในอดีตหล่อหลอมให้ทั้งคู่กลายเป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่นที่สุดในราชสำนัก จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่มีเสนาบดีหน้าไหนกล้าตั้งตัวเป็นศัตรูกับท่านอ๋องผู้เหี้ยมโหดและฮ่องเต้น้อยอย่างแท้จริงทว่าเบื้องหลังแผนการสมรสที่ดูประหนึ่งหวังดีต่อแผ่นดินครานี้ กลับซ่อนเร้นเกมอำนาจอันเลือดเย็น เนื่องด้วยหรงเยว่กุมกำลังทหารส่วนใหญ่ไว้ในมือ หากปล่อยให้หัวใจของแม่ทัพใหญ่ผูกติดอยู่กับสตรีที่ยากจะควบคุมอย่างหว่านฉิง ย่อมเป็นความเสี่ยงต่อราชบัลลังก์ที่เขามิอาจยอมรับ
ยามนี้หรงเยว่ต้องเผชิญหน้ากับองค์หญิงผู้สูงศักดิ์ ซึ่งเป็นดั่งรักแรกอันใสซื่อในวันวาน กับหว่านฉิง... สตรีผู้บอบช้ำทว่าเย้ายวนและเข้มแข็ง ทั้งยังผ่านค่ำคืนเร่าร้อนคืนแรกมาด้วยกัน เขาถือถ้วยชาด้วยมือที่ไร้ความมั่นคง ยกมันขึ้นจิบอย่างเชื่องช้า“ท่านพี่หรงเยว่ดูองอาจขึ้นจนน้องจำแทบไม่ได้เลยเจ้าค่ะ” องค์หญิงมู่อวี่เปลี่ยนหัวข้อสนทนา เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ค่อยพูดจา นางรินชาด้วยท่าทีแช่มช้อย “ยามอยู่ที่เป่ยเหลียง ข้าเฝ้าติดตามข่าวคราวในสนามรบของท่านอยู่เสมอ เมื่อทราบว่าท่านกำชัยชนะ ใจที่เคยวิตกกังวลก็เบาบางลงบ้าง”หรงเยว่รับจอกชามาถือไว้ ทว่ามิได้จิบในทันที นัยน์ตาคมกริบเพียงปรายมองปลายนิ้วที่สั่นน้อย ๆ ของนาง “องค์หญิงเดินทางมาไกลคงจะเหนื่อยล้าเอาการ การแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ครั้งนี้เป็นเรื่องใหญ่ของสองแผ่นดิน ข้าหวังว่าท่านจะสามารถพำนักในฉางอันได้อย่างสงบสุข”“หากมีท่านแม่ทัพคอยดูแล ข้าคงไม่กลัวสิ่งใด...” นางเงยหน้าสบตาเขาด้วยความหวัง ก่อนที่สายตาของนางจะพลันสบเข้ากับกระบี่ซึ่งเขาวางไว้บนเก้าอี้ไม้ข้างกายกระบี่เล่มนี้รวมถึงกระบี่จ้านหลูที่อยู่กับรุ่ยอ๋อง มิใช่อาวุธธรรมดาที่หาได้ทั่วไปตามร้
หรงเยว่จำต้องแบกความกังวลหนักอึ้งเข้าวังหลวงเพื่อจัดการภาระหน้าที่ โดยเฉพาะเรื่องการแต่งงานระหว่างแคว้นกับองค์หญิงซึ่งเขามิได้พบหน้ามาแสนนานเมื่อฝีเท้าหนักแน่นก้าวมาถึงเรือนรับรองแขกในด้านหลังพระราชวังหลวง เขาได้พบกับสตรีในอาภรณ์หรูหราประดับด้วยสีสันของดอกบ๊วยที่ยืนรออยู่ก่อนแล้ว“ท่านพี่หรงเยว่!” แววตาขององค์หญิงมู่อวี่ทอประกายแห่งความโหยหายินดีอย่างปิดไม่มิด นางรีบก้าวเข้าไปหาเขาจนชายอาภรณ์สีหวานสะบัดไหว “ในที่สุดเราก็ได้พบกันเสียที ข้าเฝ้าตามหาตัวท่านอยู่นาน ข้าล่ะอุตส่าห์หลงนึกไปว่ายามที่ข้านั่งรถม้าเข้าสู่เมืองหลวง ท่านจะมารอรับข้าเสียอีก”“ช่วงนี้ข้ามีราชกิจรัดตัวนัก ขออภัยองค์หญิงด้วยที่มิได้ไปให้การต้อนรับ”“ไม่เป็นไร ๆ ในเมื่อท่านพี่หรงเยว่มาถึงแล้วก็เข้ามานั่งจิบชาด้วยกันก่อนเถิด เชิญเจ้าค่ะ”ท่าทางขององค์หญิงมู่อวี่แสดงออกชัดแจ้งว่ายินดีนักที่ได้พบสหายรักในวัยเยาว์ สำหรับนางแล้ว หรงเยว่คือรักแรก และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้นางยอมเดินทางไกลนับพันลี้ เพื่อมาสมรสเชื่อมสัมพันธ์ในครั้งนี้ย้อนกลับไปเมื่อยี่สิบห้าปีที่แล้ว หรงเยว่ตัวน้อยในวัยเจ็ดขวบได้หนีออกจากจวนเพื่อตามหาพี่ชายท
เมื่อบุรุษทั้งสามลับตาไป โลกที่เคยหมุนวนอยู่ท่ามกลางความวุ่นวายก็พลันกลับคืนสู่ความเงียบสงบ หว่านฉิงเอนกายพิงผนังรถม้าที่เคลื่อนตัวไปความรู้สึกอบอุ่นซาบซ่านที่ได้รับจากพวกเขาเมื่อครู่ยังคงตกค้างอยู่ ทว่ามันกลับมาพร้อมกับความหนักอึ้งในใจ‘ถ้าฉันต้องตายไปจริง ๆ พวกเขาจะทำหน้ายังไงกันนะ...’ นางทอดถอนใจพลางเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างรถม้า ดูผู้คนที่เดินพลุกพล่านบนท้องถนน สามีภรรยาคู่หนึ่งดูมีความสุข จับมือเคียงข้างกัน นางเลื่อนมือขึ้นลูบคลำตำแหน่งหัวใจที่ยังคงเต้นแรงด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย[ติ๊ด! ตรวจพบค่าความหวั่นไหวเกินเกณฑ์มาตรฐาน! โฮสต์กำลังอินกับบทบาทนางร้ายผู้อาภัพมากเกินไปแล้วนะขอรับ]เสียงระบบที่ดังขัดจังหวะขึ้นมาดื้อ ๆ ทำเอาอารมณ์ดราม่าของหว่านฉิงพังทลายลงในพริบตา นางลืมตาโพล่งขึ้นมาทันทีอย่างหมดความอดทน“ไอ้คุณระบบปากเสีย! นั่นสามีทั้งสามของฉันนะ จะไม่ให้เป็นห่วงได้ยังไง ถ้าหากวันหนึ่งฮาเร็มของฉันล่มสลายเพราะว่าฉันลาจากโลกนี้ไปแล้ว พวกเขาจะเสียใจขนาดไหนกัน”[โฮสต์ก็วางแผนสำรองไว้หมดแล้วนี่ขอรับ? ทั้งการกินรวบทั้งสามคนเข้าฮาเร็ม จัดระบบสร้างความสามัคคี พร้อมแจกของที่ระลึกประหน
ฮะ? อะไรนะ? อนุชายเหรอ...หว่านฉิงถึงกับยืนตะลึงตาค้าง นี่นางกำลังรวบรวมบุรุษผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในนครฉางอันมาสร้างฮาเร็มชายบำเรอพร้อมกันถึงสองคนเลยหรือนี่[ติ๊ด! ยินดีด้วยขอรับโฮสต์! ภารกิจพิชิตรุ่ยอ๋องเป็นสามีเอก คว้าสองอนุชายสำเร็จลุล่วง! รับคะแนนความร้ายกาจของนางร้าย 1,000 คะแนน!]‘ไอ้ระบบ...’ ห
นางพยายามจะกระถดกายหนี ทว่าแรงบีบกระชับที่เอวกลับฉุดรั้งร่างเปลือยเปล่าให้บดเบียดเข้ากับมวลกล้ามเนื้อร้อนผ่าวหนักยิ่งกว่าเดิม โดยเฉพาะคนด้านหลังอย่างเยี่ยนเฉิงที่ซุกตัวเข้าหานางด้วยท่าทางงัวเงียออดอ้อนพลางพร่ำเรียกหาแต่ ‘พี่สาว’ ทว่าตัวตนเบื้องล่างที่แข็งขึงตามสัญชาตญาณยามเช้าของบุรุษ กลับบดเบียดรุ
หว่านฉิงมิอาจรู้ว่ารุ่ยอ๋องหันไปกระซิบสิ่งใด ทว่าทั้งเยี่ยนเฉิงและหรงเยว่กลับยอมถอยร่นออกไป ประหนึ่งหมาป่าที่ต้องสยบความหิวกระหายไว้เพราะเกรงกลัวอำนาจจ่าฝูง ถึงแม้ว่าพวกเขาล้วนอยากเป็นบุรุษคนแรกของนาง ยิ่งนางมีท่าทีแสนอ่อนหวานและสมยอมเช่นนี้...นางพลันนึกขึ้นได้ว่าตามเนื้อเรื่องเดิม รุ่ยอ๋องผู้นี้คื
“ยาคลายกำหนัด... ในลิ้นชักของข้า ตรงมุมห้อง เม็ดสีดำ... ท่านทานเสียก่อน... อุ๊บ!”ไม่ทันสิ้นประโยคดี ริมฝีปากร้อนผ่าวของเสนาบดีหนุ่มก็ทาบทับลงมาปิดปากนางเสียสนิท รสสัมผัสที่จาบจ้วงและรุกรานทำเอาสติของนางพร่าเลือน สมองตื้อไปหมด ลืมทฤษฎีทุกอย่างที่เคยร่ำเรียนมาเสียสิ้นในขณะที่บุรุษทั้งสองกำลังเล้าโล







