LOGIN“เพียงเพราะข้าไม่ยอมหลับนอนกับเขา ถึงกับต้องใช้ยาพิษบังคับข่มเหงใจข้า...” หว่านฉิงเอ่ยตัดพ้อโดยมิได้เสแสร้งทำ นางได้แต่หวังว่าพวกเขาจะเชื่อใจนางบ้างไม่มากก็น้อย “หากจะให้ข้าทิ้งศักดิ์ศรีไปคุกเข่าขอความเมตตาจากคนสถุลเช่นนั้น สู้ยอมตายไปเสียให้สิ้นเรื่องยังจะดีกว่า”
“เหตุใดเราไม่ลองทำตามแผนของเขาดูเล่า? เดี๋ยวข้าจะเป็นคนช่วยท่านตบตาเขาเอง” เยี่ยนเฉิงเสนอแผนการซ้อนแผนด้วยนัยน์ตาเจ้าเล่ห์ประหนึ่งสุนัขจิ้งจอก “เจี่ยเจียไม่จำเป็นต้องหลับนอนกับเขาก็ได้ แค่หลอกเอายาถอนพิษมา”
“ท่านเสนาบดีลู่...” หว่านฉิงเรียกเขาเสียงเข้ม ท่าทีของนางแปรเปลี่ยนเป็นนิ่งขรึม “หากท่านคิดจะให้ข้าลดเกียรติไปอ้อนวอนขอยาถอนพิษที่ข้าข่มใจอดทนกับมันมานานถึงสามสัปดาห์... เห็นทีท่านคงต้องแบกศพข้าไปตบตาเขาแทนแล้วล่ะ”
“เจี่ยเจีย... เมื่อคืนท่าน...” เยี่ยนเฉิงขยับเข้าชิด ใช้ปลายจมูกคลอเคลียเรือนผมนุ่มหอมอย่างออดอ้อน “เรียกข้าอาเยี่ยน...”
เสนาบดีหนุ่มย้ำเตือนนางถึงสัมพันธ์ลึกซึ้งที่เพิ่งผ่านพ้นไปในค่ำคืนผ่านมา นางส่งเสียงครางหวานเพียงใดเมื่อเขาบอกกับนางว่าให้เรียกอาเยี่ยน ไฉนนางกลับมาเย็นชากับเขาราวกับเป็นคนละคน
“ท่านเสนาบดีอายุเท่าไรกันเจ้าคะ? ข้าเป็นเพียงสตรีที่ยังมิได้ออกเรือน ปีนี้เพิ่งจะสิบเก้าปีเท่านั้น”
บัณฑิตผู้สอบได้ตำแหน่งจอหงวน ถึงแม้ว่าจะเข้ามาเป็นเสนาบดีใหญ่เพราะเส้นสายของท่านอ๋อง ก็ย่อมต้องมีอายุมิใช่น้อย เขายังกล้ามีหน้ามาเรียกนางว่าพี่สาว! แม้แต่รุ่ยอ๋องและแม่ทัพใหญ่ยังตวัดสายตาคมกริบมองเยี่ยนเฉิง
“นี่คือเรื่องของศักดิ์ศรี ยาพิษนั่นทำลายได้เพียงร่างกายข้าเท่านั้น... ช่างเรื่องของข้าเถิด เร่งหาตัวคนวางยามาลงโทษให้ได้ ข้าเชื่อว่าท่านทั้งสามย่อมมีวิธีจัดการ” นางกล่าวด้วยท่าทีเป็นกันเอง ก่อนจะหยัดกายลุกไปหยิบกุญแจในลิ้นชักมุมห้อง ยัดป้ายหยกสีชาดอันเป็นสัญลักษณ์ของตัวนางใส่มือรุ่ยอ๋อง “มีป้ายหยกนี้ของข้า พวกท่านจะเข้าออกที่ใดในหอหงเหมยก็ได้ เชิญตรวจค้นได้ตามสะดวกเจ้าค่ะ”
“คุณหนู!”
เฟิงเหวินจินถลาเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนกเป็นคนแรก เมื่อคืนนี้พวกเขาถูกสั่งให้ถอยห่างจากชั้นห้าทั้งหมดจึงมิอาจล่วงรู้เหตุการณ์ภายใน
ดวงตาคู่คมเบิกโพลงเมื่อจ้องมองรอยจ้ำแดงที่ตีตราเด่นชัดเหนือคอเสื้ออาภรณ์ที่ร่นลง นายหญิงผู้สูงศักดิ์ของพวกเขาอยู่ในสภาพอิดโรย ขอบตาดำคล้ำ ร่างกายดูเหนื่อยล้าจนเห็นได้ชัดว่าผ่านศึกหนักเพียงใด ภาพนั้นทำเอาเหล่าองครักษ์เดือดดาลจนเลือดขึ้นหน้า
“พวกเจ้า... บังอาจ!” อาเฟิงขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน มือหนากระชับด้ามดาบแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน รังสีสังหารแผ่กระจายไปทั่วห้อง
“อย่าเสียมารยาทกับแขกของข้า!” เสียงหวานตวาดลั่นทำให้องครักษ์หนุ่มเก็บกระบี่กลับไปทั้งยังกัดกรามจนเห็นเป็นสันอยู่เช่นนั้น นางพยุงร่างกายสั่นเทาให้มั่นคงที่สุดเพื่อปกปิดความอ่อนแรง ฝืนกลับไปนั่งลงบนเตียงนุ่ม
“แต่คุณหนู... คนพวกนี้ล่วงเกินท่าน! ท่านมิใช่นางคณิกานะขอรับ ท่านถนอมตัวมาดีเพียงใด พรหมจรรย์ของท่าน... ควรค่าแก่การเก็บไว้ให้สามีในวันมงคลสมรสนะขอรับ!”
“เจี่ยเจีย... เขาเป็นใครหรือขอรับ? ท่าทางน่ากลัวเหลือเกิน... อาเยี่ยนกลัวจังเลย” เยี่ยนเฉิงตีหน้าซื่อตาใส ลุกขึ้นตามไปออดอ้อนเกาะแกะหว่านฉิงบนเตียง ทั้งที่เขาเป็นผู้ชายตัวโตสูงแปดฉือไม่หนีจากองครักษ์หนุ่ม
“ข้าจะแต่งกับนางเอง ข้าจะรับผิดชอบนางทุกอย่าง เจ้าจะทำไม?” หรงเยว่โพล่งขึ้น แววตามุ่งมั่นจนคนทั้งห้องต้องใจหายวูบ องครักษ์เฟิงย่อมรู้ดีว่าอีกฝ่ายเป็นใคร ในเมื่อเขาไปตามสืบเรื่องของแม่ทัพผู้นี้มาสักระยะแล้ว
“ข้าได้ยินว่ารักแรกในวัยเยาว์ของเจ้า... องค์หญิงมู่อวี่ กำลังจะเดินทางเข้าเมืองมามิใช่หรือ? แล้วเจ้าจะแต่งกับนางได้อย่างไร” รุ่ยอ๋องเอ่ยขัดด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ คำพูดนั้นทำให้คนขี้อ้อนที่เกาะแขนนางอยู่ถึงกับนั่งไม่ติด
“เจี่ยเจีย มาเป็นฮูหยินของข้าเถอะ ข้าสัญญาจะเลี้ยงดูท่านอย่างดี ไม่ให้ท่านต้องลำบากเลยแม้แต่นิดเดียว ข้าทำงานเลี้ยงดูท่านได้ ข้าทำงานบ้านได้ทุกอย่าง”
“ข้าจะพานายหญิงของพวกเจ้าไปจวนอ๋อง ใครกล้าขวางข้า คงรู้ดีใช่ไหมว่าจุดจบจะเป็นเช่นไร?”
รุ่ยอ๋องประกาศกร้าวโดยไม่สนสถานะอันคลุมเครือ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทั่วทั้งเมืองต่างรู้ซึ้งว่าจวนรุ่ยอ๋องคือเขตหวงห้ามที่ไม่เคยมีสตรีใดได้ย่างกรายเข้าไปได้ ในอดีตบุตรสาวตระกูลโจวที่กล้าหาญเพราะมีผู้ใหญ่ให้ท้าย ยังมีแม่สื่อและอาวุโสไปบีบคั้นเขาให้ยอมตบแต่ง สุดท้ายกลับกลายเป็นศพถูกหามออกมาพร้อมแม่สื่อ เป็นที่เล่าขานจนถึงทุกวันนี้
“ที่จวนข้ามีหมอหลวงฝีมือดี เจ้าต้องไปตรวจร่างกายเสียก่อน มิฉะนั้นข้าจะสั่งปิดหอหงเหมยของเจ้าเสีย จนกว่าคดีนี้จะคลี่คลาย”
คำขู่นั้นทำหว่านฉิงได้แต่นิ่งอึ้ง รุ่ยอ๋องไม่เปิดโอกาสให้นางปฏิเสธ เขาหันไปตวาดใส่น้องเล็กที่ยังคงเกาะแกะนางไม่ปล่อย
“ไสหัวไปทำงานได้แล้ว... เยี่ยนเฉิง! ฎีกาบนโต๊ะเจ้ากองพะเนินท่วมหัวเท่าภูเขาแล้วมิใช่หรือ?”
สิ้นเสียงกัมปนาทของท่านอ๋อง เสนาบดีหนุ่มที่เคยทำตัวเป็นลูกหมาอ้อนเจ้าของถึงกับสะดุ้งสุดตัว เขาทำหน้ามุ่ยพลางส่งสายตาละห้อยหาหว่านฉิง
“เจี่ยเจีย... อาเยี่ยนขอตัวลาไปทำงานก่อนนะขอรับ เสร็จงานกองโตเมื่อไร ข้าจะแอบไปหาท่านที่จวนพี่ใหญ่” เอ่ยแล้วเขาก็คว้าหลังมือนางขึ้นจุมพิตอย่างแสนรัก ก่อนจะรีบเผ่นแน่บออกจากห้องไปทันทีที่เห็นแววตาฆาตกรของรุ่ยอ๋อง
หว่านฉิงได้รับการแจ้งเตือนภารกิจจากระบบก่อนที่เสนาบดีหนุ่มจะก้าวเท้าเข้าสู่หอหงเหมยเสียด้วยซ้ำ นางสวมเครื่องแต่งกายสวยงามทำจากผ้าแพรต่วนสีสันอ่อนหวานอย่างคุณหนูผู้ดี เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์อันลุ่มลึกในฐานะนายหญิงใหญ่ เพื่อรอรับการมาถึงของเขาอย่างใจเย็นเมื่อเยี่ยนเฉิงแจ้งข่าวเรื่องตำแหน่ง ‘อาจารย์พิเศษที่ปรึกษาฝ่ายใน’ นางจึงตอบรับข้อเสนอแต่โดยดี ทว่ายังคงไว้ซึ่งจุดยืนที่เด็ดขาด“ข้ายินดีจะเข้าวังไปช่วยขัดเกลาเหล่านางสนมเพียงบางเวลาในช่วงกลางวันเท่านั้นเจ้าค่ะ ทว่าพอตะวันตกดิน... ข้าต้องรีบกลับมาสะสางกิจการของข้าต่อ” นางเอ่ยพลางคลี่ยิ้มบาง มองเสนาบดีหนุ่มในชุดสีครามอย่างคุณชาย “ข้ามิได้มีเพียงหอหงเหมยแห่งนี้ ยังมีโรงน้ำชาอีกแห่งที่ต้องคอยดูแลมิให้ขาดตกบกพร่อง ข้ามีกิจการหลายอย่างในเมืองหลวงเจ้าค่ะ”เยี่ยนเฉิงแสดงท่าทีตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิด นัยน์ตาจิ้งจอกเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ “โรงน้ำชาที่ใดบ้างหรือขอรับ? ท่านพี่ทั้งสองคอยตามสืบเรื่องของท่านมาพักใหญ่แล้ว แต่อาเยี่ยนมิกล้าจะล่วงเกินความเป็นส่วนตัวของเจี่ยเจียเลยสักนิด... ได้ยินเช่นนี้ข้าล่ะอยากรู้จริง ๆ”“อาเยี่ยน ท่านเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ
“ท่านเว่ยเฉิง ฮ่องเต้น้อยเริ่มเติบโตเป็นหนุ่มแล้ว ข้าคิดว่าเรื่องนางสนมในวังหลังควรจะรื้อระเบียบใหม่เสียที...”“ใต้เท้าหมายความว่าอย่างไรขอรับ?”“ก็หมายความว่า...” เยี่ยนเฉิงเว้นวรรค น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นราบเรียบจริงจังตามฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดของกรม “นางสนมที่อายุมากขึ้นทุกวัน แม้ท่านอ๋องจะมิได้สั่งประหารไปพร้อมกับพระสวามีเดิมของนาง ควรคัดออกให้พ้นวังได้บ้างแล้ว เรื่องนี้พวกขันทีมีความเห็นอย่างไรบ้าง?”รองเสนาบดีลูบเคราสาก พลางนึกถึงฮ่องเต้น้อยที่ยามนี้เริ่มเติบใหญ่ อีกไม่นานนักก็จะถึงวัยอันเหมาะสมต่อการแต่งตั้งฮองเฮาและคัดเลือกพระสนมตามจารีตประเพณี โดยมีขุนนางกรมพิธีการประสานงานร่วมกับเหล่าขันทีเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติอย่างเคร่งครัด“ข้าได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของนายหญิงแห่งหอคณิกามามิใช่น้อย จึงเกิดความคิดว่า... นอกเสียจากจะเป็นคุณหนูตระกูลผู้ดีมีศีลธรรมแล้ว ศาสตร์แห่งการปรนนิบัติสามีก็เป็นเรื่องสำคัญที่มิอาจละเลยได้เช่นกัน”“อื้ม... จริงของใต้เท้า หากจักรพรรดิทรงตรากตรำกับราชกิจจนคร่ำเครียดเกินไป ทรงเบื่อหน่ายในรสรักจนไร้ทายาทสืบสกุล ย่อมไม่เป็นผลดีต่อความมั่นคงของแผ่นดิน”“ท่านเว่ยเฉ
คดีพิษเย็นที่คร่าชีวิตเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่และประชาชนไปถึงห้าคน ทางราชสำนักมิอาจอยู่นิ่งเฉย ทว่าคงต้องสืบสวนจนแน่ใจเสียก่อนว่าองค์ชายจิ่งเหยียนกระทำการโดยพลการ ด้วยการนำยาพิษเข้ามาในฉางอัน และทางเป่ยเหลียงมิได้มีส่วนรู้เห็นด้วย“ข้าเห็นท่านอาทุ่มเทให้นายหญิงในหอหงเหมย ร้อนใจอยากจะได้ยาถอนพิษให้นางนัก หากวันหนึ่งข้าต้องลงนามในราชโองการสมรสพระราชทานระหว่างท่านอาและนาง เกรงว่าราชสำนักคงจะลุกเป็นไฟ”รุ่ยอ๋องแค่นยิ้มที่มุมปาก “หากถึงวันนั้นจริง ข้าจะเป็นคนดับไฟนั่นเอง ฝ่าบาทมิต้องกังวล”สองอาหลานต่างสายเลือดสบตากันด้วยความเข้าใจลึกซึ้ง ความเจ็บปวดจากการถูกทอดทิ้งในอดีตหล่อหลอมให้ทั้งคู่กลายเป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่นที่สุดในราชสำนัก จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่มีเสนาบดีหน้าไหนกล้าตั้งตัวเป็นศัตรูกับท่านอ๋องผู้เหี้ยมโหดและฮ่องเต้น้อยอย่างแท้จริงทว่าเบื้องหลังแผนการสมรสที่ดูประหนึ่งหวังดีต่อแผ่นดินครานี้ กลับซ่อนเร้นเกมอำนาจอันเลือดเย็น เนื่องด้วยหรงเยว่กุมกำลังทหารส่วนใหญ่ไว้ในมือ หากปล่อยให้หัวใจของแม่ทัพใหญ่ผูกติดอยู่กับสตรีที่ยากจะควบคุมอย่างหว่านฉิง ย่อมเป็นความเสี่ยงต่อราชบัลลังก์ที่เขามิอาจยอมรับ
ยามนี้หรงเยว่ต้องเผชิญหน้ากับองค์หญิงผู้สูงศักดิ์ ซึ่งเป็นดั่งรักแรกอันใสซื่อในวันวาน กับหว่านฉิง... สตรีผู้บอบช้ำทว่าเย้ายวนและเข้มแข็ง ทั้งยังผ่านค่ำคืนเร่าร้อนคืนแรกมาด้วยกัน เขาถือถ้วยชาด้วยมือที่ไร้ความมั่นคง ยกมันขึ้นจิบอย่างเชื่องช้า“ท่านพี่หรงเยว่ดูองอาจขึ้นจนน้องจำแทบไม่ได้เลยเจ้าค่ะ” องค์หญิงมู่อวี่เปลี่ยนหัวข้อสนทนา เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ค่อยพูดจา นางรินชาด้วยท่าทีแช่มช้อย “ยามอยู่ที่เป่ยเหลียง ข้าเฝ้าติดตามข่าวคราวในสนามรบของท่านอยู่เสมอ เมื่อทราบว่าท่านกำชัยชนะ ใจที่เคยวิตกกังวลก็เบาบางลงบ้าง”หรงเยว่รับจอกชามาถือไว้ ทว่ามิได้จิบในทันที นัยน์ตาคมกริบเพียงปรายมองปลายนิ้วที่สั่นน้อย ๆ ของนาง “องค์หญิงเดินทางมาไกลคงจะเหนื่อยล้าเอาการ การแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ครั้งนี้เป็นเรื่องใหญ่ของสองแผ่นดิน ข้าหวังว่าท่านจะสามารถพำนักในฉางอันได้อย่างสงบสุข”“หากมีท่านแม่ทัพคอยดูแล ข้าคงไม่กลัวสิ่งใด...” นางเงยหน้าสบตาเขาด้วยความหวัง ก่อนที่สายตาของนางจะพลันสบเข้ากับกระบี่ซึ่งเขาวางไว้บนเก้าอี้ไม้ข้างกายกระบี่เล่มนี้รวมถึงกระบี่จ้านหลูที่อยู่กับรุ่ยอ๋อง มิใช่อาวุธธรรมดาที่หาได้ทั่วไปตามร้
หรงเยว่จำต้องแบกความกังวลหนักอึ้งเข้าวังหลวงเพื่อจัดการภาระหน้าที่ โดยเฉพาะเรื่องการแต่งงานระหว่างแคว้นกับองค์หญิงซึ่งเขามิได้พบหน้ามาแสนนานเมื่อฝีเท้าหนักแน่นก้าวมาถึงเรือนรับรองแขกในด้านหลังพระราชวังหลวง เขาได้พบกับสตรีในอาภรณ์หรูหราประดับด้วยสีสันของดอกบ๊วยที่ยืนรออยู่ก่อนแล้ว“ท่านพี่หรงเยว่!” แววตาขององค์หญิงมู่อวี่ทอประกายแห่งความโหยหายินดีอย่างปิดไม่มิด นางรีบก้าวเข้าไปหาเขาจนชายอาภรณ์สีหวานสะบัดไหว “ในที่สุดเราก็ได้พบกันเสียที ข้าเฝ้าตามหาตัวท่านอยู่นาน ข้าล่ะอุตส่าห์หลงนึกไปว่ายามที่ข้านั่งรถม้าเข้าสู่เมืองหลวง ท่านจะมารอรับข้าเสียอีก”“ช่วงนี้ข้ามีราชกิจรัดตัวนัก ขออภัยองค์หญิงด้วยที่มิได้ไปให้การต้อนรับ”“ไม่เป็นไร ๆ ในเมื่อท่านพี่หรงเยว่มาถึงแล้วก็เข้ามานั่งจิบชาด้วยกันก่อนเถิด เชิญเจ้าค่ะ”ท่าทางขององค์หญิงมู่อวี่แสดงออกชัดแจ้งว่ายินดีนักที่ได้พบสหายรักในวัยเยาว์ สำหรับนางแล้ว หรงเยว่คือรักแรก และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้นางยอมเดินทางไกลนับพันลี้ เพื่อมาสมรสเชื่อมสัมพันธ์ในครั้งนี้ย้อนกลับไปเมื่อยี่สิบห้าปีที่แล้ว หรงเยว่ตัวน้อยในวัยเจ็ดขวบได้หนีออกจากจวนเพื่อตามหาพี่ชายท
เมื่อบุรุษทั้งสามลับตาไป โลกที่เคยหมุนวนอยู่ท่ามกลางความวุ่นวายก็พลันกลับคืนสู่ความเงียบสงบ หว่านฉิงเอนกายพิงผนังรถม้าที่เคลื่อนตัวไปความรู้สึกอบอุ่นซาบซ่านที่ได้รับจากพวกเขาเมื่อครู่ยังคงตกค้างอยู่ ทว่ามันกลับมาพร้อมกับความหนักอึ้งในใจ‘ถ้าฉันต้องตายไปจริง ๆ พวกเขาจะทำหน้ายังไงกันนะ...’ นางทอดถอนใจพลางเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างรถม้า ดูผู้คนที่เดินพลุกพล่านบนท้องถนน สามีภรรยาคู่หนึ่งดูมีความสุข จับมือเคียงข้างกัน นางเลื่อนมือขึ้นลูบคลำตำแหน่งหัวใจที่ยังคงเต้นแรงด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย[ติ๊ด! ตรวจพบค่าความหวั่นไหวเกินเกณฑ์มาตรฐาน! โฮสต์กำลังอินกับบทบาทนางร้ายผู้อาภัพมากเกินไปแล้วนะขอรับ]เสียงระบบที่ดังขัดจังหวะขึ้นมาดื้อ ๆ ทำเอาอารมณ์ดราม่าของหว่านฉิงพังทลายลงในพริบตา นางลืมตาโพล่งขึ้นมาทันทีอย่างหมดความอดทน“ไอ้คุณระบบปากเสีย! นั่นสามีทั้งสามของฉันนะ จะไม่ให้เป็นห่วงได้ยังไง ถ้าหากวันหนึ่งฮาเร็มของฉันล่มสลายเพราะว่าฉันลาจากโลกนี้ไปแล้ว พวกเขาจะเสียใจขนาดไหนกัน”[โฮสต์ก็วางแผนสำรองไว้หมดแล้วนี่ขอรับ? ทั้งการกินรวบทั้งสามคนเข้าฮาเร็ม จัดระบบสร้างความสามัคคี พร้อมแจกของที่ระลึกประหน
“เจ้าเป็นคนของข้าแล้ว... หากข้าไม่อนุญาตให้เจ้าตาย เจ้าก็ห้ามตาย!” เขาตะคอกเสียงดังลั่น ก้าวเข้าไปข้างเตียงแล้วเชยคางมนขึ้น บังคับให้สบตา “หากยาถอนพิษอยู่ที่ไอ้องค์ชายสถุลนั่น ข้าจะบุกไปชิงมาจากมันด้วยมือของข้าเอง ต่อให้ต้องพลิกแผ่นดินฉางอัน ข้าก็จะหาทางรักษาเจ้าให้ได้!”‘พ่อพระเอกธงแดงของฉัน... ช่
หว่านฉิงกวาดสายตาสำรวจไปรอบกาย ทุกตารางนิ้วของสถานที่แห่งนี้ช่างงดงามเหมือนในนิยาย ทั่วทั้งจวนโอ่อ่าปกคลุมด้วยความเงียบสงบ สวนหินประดับสระบัวกว้างขวางมีสายน้ำไหลรินโอบล้อมเรือนพัก เสียงน้ำตกกระทบหินแผ่วเบาช่วยชโลมจิตใจ กลิ่นอายขรึมขลังของเรือนไม้โบราณแผ่ซ่านไปทั่วระเบียงทางเดินที่ปูด้วยแผ่นหินเย็นเ
หว่านฉิงลอบถอนใจยาว พลางเหลือบมองสามีเอกหมาด ๆ ที่ยืนทำหน้ายักษ์อยู่ข้างกาย ‘ให้ตายเถอะ... จากอาจารย์พละมาเป็นเจ้าแม่หอนางโลมก็ว่าหนักแล้ว นี่ต้องมาเป็นของกลางในคดีอาญา พ่วงด้วยตำแหน่งฮูหยินของอ๋องจอมโหดนี่อีก ชีวิตฉันมันจะหลุดโลกไปถึงไหนกัน!’“องครักษ์เฟิง... ข้าฝากทางนี้ด้วย เจ้าดูแลหอหงเหมยให้ดี
ฮะ? อะไรนะ? อนุชายเหรอ...หว่านฉิงถึงกับยืนตะลึงตาค้าง นี่นางกำลังรวบรวมบุรุษผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในนครฉางอันมาสร้างฮาเร็มชายบำเรอพร้อมกันถึงสองคนเลยหรือนี่[ติ๊ด! ยินดีด้วยขอรับโฮสต์! ภารกิจพิชิตรุ่ยอ๋องเป็นสามีเอก คว้าสองอนุชายสำเร็จลุล่วง! รับคะแนนความร้ายกาจของนางร้าย 1,000 คะแนน!]‘ไอ้ระบบ...’ ห







