LOGIN“เจ้าเป็นคนของข้าแล้ว... หากข้าไม่อนุญาตให้เจ้าตาย เจ้าก็ห้ามตาย!” เขาตะคอกเสียงดังลั่น ก้าวเข้าไปข้างเตียงแล้วเชยคางมนขึ้น บังคับให้สบตา “หากยาถอนพิษอยู่ที่ไอ้องค์ชายสถุลนั่น ข้าจะบุกไปชิงมาจากมันด้วยมือของข้าเอง ต่อให้ต้องพลิกแผ่นดินฉางอัน ข้าก็จะหาทางรักษาเจ้าให้ได้!”
‘พ่อพระเอกธงแดงของฉัน... ช่างดุดันน่ารักเหลือเกิน’ หว่านฉิงตื้นตันอยู่ในใจ ทว่าเสียงของระบบเจ้ากรรมกลับดังขึ้นขัดจังหวะเคลิบเคลิ้มเสียได้
[ติ๊ด! ตรวจพบระดับอารมณ์คลุ้มคลั่งของสามีเอก: 80% คะแนน ต่อมความเจ็บปวดของท่านอ๋องผู้เย็นชาทำงานอย่างหนัก มอบแต้มสะสมเพิ่ม 200 คะแนนเพื่อใช้ในร้านค้าขอรับ]
หว่านฉิงสะบัดหน้าอย่างนึกรำคาญ ที่ผ่านมานางเคยได้แตะต้องไอ้ร้านค้าที่ขยันล่มได้เสียที่ไหนกัน นางคลี่ยิ้มมองชายตรงหน้า “หากท่านมั่นใจถึงเพียงนั้น ข้าจะตั้งตารอเจ้าค่ะ... แต่ในเมื่อข้าเองก็ไม่รู้ว่าจะอยู่เห็นตะวันของวันพรุ่งหรือไม่ ท่านก็ควรจะตามใจข้าให้มากหน่อย... ดีหรือไม่เจ้าคะ?”
ท่านอ๋องหนุ่มส่ายหน้าหนี ไม่ตอบอะไรนาง เขาหันไปโบกมือไล่หมอหลวงเหมือนไล่แมลงรำคาญ
-------------
หว่านฉิงล้มตัวลงนอนบนที่นอนนุ่ม หลังการฝังเข็มระงับอาการติดพิษโดยหมอหญิงคนสนิทที่เร่งรุดตามมาถึงจวนอ๋อง ภายใต้คำชี้แนะอย่างใกล้ชิดของหมอหลวงชรา เมื่อสิ้นสุดขั้นตอน หมอหญิงรีบคุกเข่าคำนับแตะหน้าผากลงกับพื้น เพื่อขอบพระคุณทั้งท่านหมอหลวงและท่านอ๋องที่ประทานความเมตตา ถ่ายทอดวิชาแพทย์ให้เป็นวิทยาทาน
“ท่านหมอซิงหยาน... ข้าฝากดูแลพวกสาว ๆ ด้วย ไม่รู้ว่าป่านนี้สถานการณ์ที่หอหงเหมยจะเป็นอย่างไรบ้าง แล้วก็...” นางเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ทว่าเปี่ยมด้วยความเฉียบขาด “แขกคนใดที่บังอาจนำยาปลุกกำหนัดมาใช้ในหอนางโลมข้า ลงชื่อไว้ในบัญชีดำ ฝากเจ้าไปแจ้งกลุ่มองครักษ์ด้วย พวกเขารู้ดีว่าจะต้องจัดการอย่างไร”
“เจ้าค่ะนายหญิง ข้าจะเร่งไปจัดการเดี๋ยวนี้”
เมื่อท่านหมอรับคำด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม หว่านฉิงล้วงหยิบตั๋วเงินจากแขนเสื้อยัดใส่มือนาง “นี่คือรางวัลพิเศษของท่าน... ข้าฝากเป็นธุระแจ้งอาเฟิง ให้นำบัตรเชิญของหอนางโลมอู๋จิ้นไปมอบให้แขกเหล่านั้นเสีย บอกว่าข้าอนุญาตให้พวกเขาไปใช้บริการครั้งแรกได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย อีกสองสามวันหากข้าอาการดีขึ้น ข้าจะเดินทางไปพบพี่สาวด้วยตัวเอง”
ในทางธุรกิจ นี่คือการกวาดขยะไปทิ้ง หอหงเหมยมักจะส่งต่อลูกค้าชั้นเลวทว่ากระเป๋าหนักไปให้หอนางโลมคู่ค้าที่ต้อนรับคนทุกรูปแบบ ขอเพียงคุณชายเหล่านั้นมีกำลังจ่าย เรื่องนี้เป็นข้อตกลงลับที่ทำร่วมกันมานานระหว่างสองพี่น้องตระกูลมู่ผู้สืบทอดกิจการ ซึ่งทางฝั่งพี่สาวก็ยินดีอ้าแขนรับทุกครั้งที่หอหงเหมยส่งบ่อเงินบ่อทองไปให้พวกนางผลาญจนสิ้นเนื้อประดาตัว
“อ้อ... ยาห้ามครรภ์... จัดมาให้ข้าสามถ้วย”
“ดื่มยาสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้นะขอรับคุณหนู!” หมอหลวงท้วงเสียงหลง แน่ล่ะว่าเขากลัวสิ้นชื่อด้วยคมดาบของท่านอ๋องมากกว่าจะนึกถึงบุญคุณที่นางช่วยชีวิตไว้ “เพิ่งฝังเข็มเสร็จใหม่ ๆ ต้องงดยาทุกประเภทไปก่อน ตอนนี้ท่านควรพักผ่อนให้มาก กินอาหารและดื่มยาตามที่หมอสั่งอย่างเคร่งครัด มิเช่นนั้นพิษในร่างจะยิ่งกำเริบหนักนะขอรับ”
“หากข้าปล่อยให้ตัวเองตั้งครรภ์ขึ้นมา จะรู้ได้อย่างไรเล่าว่าเป็นลูกใคร!” นางตวาดกลับด้วยใบหน้าเกรี้ยวกราด “เอายามาให้ข้า... เดี๋ยวนี้!”
รุ่ยอ๋องที่เพิ่งจะนึกชื่นชมในความสุขุมของนางได้ไม่นาน ถึงกับเส้นเลือดข้างขมับเต้นตุบเมื่อเห็นนางแผลงฤทธิ์จะดื่มยาห้ามครรภ์ให้ได้ มิหนำซ้ำความลับในค่ำคืนอันรัญจวนยังถูกป่าวประกาศจนมีคนรู้เพิ่มขึ้นอีกถึงสองคน! เขาตัดสินใจก้าวเข้าประชิดตัวนาง ใช้สันมือฟาดลงที่ท้ายทอยเบาๆ จนสลบพับคาอ้อมแขน ก่อนจะหันไปสั่งการด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบทว่าเปี่ยมด้วยรังสีอำมหิต
“พวกท่านกลับไปได้แล้ว... จำไว้ว่าเรื่องในวันนี้ ห้ามแพร่งพรายออกไปแม้แต่ครึ่งคำ”
เมื่อท่านหมอทั้งสองวิ่งแจ้นหนีตายออกไปอย่างไม่คิดชีวิต ความคิดบางอย่างก็พลันผุดขึ้นในใจของท่านอ๋อง... เขาวางร่างนางลงบนฟูกนอนด้วยสายตาอาวรณ์ระคนหวงแหน ก่อนจะลุกไปสั่งการทหารคนสนิทให้จัดเตรียมของพิเศษสำหรับนายหญิง
-------------
[โฮสต์ตื่น ๆ! จะโดนล่ามโซ่ไว้ในจวนอ๋องแล้วนะขอรับ เมนกักขังทำงาน ได้รับคะแนนภารกิจพิชิตใจท่านอ๋องผู้คลั่งไคล้นางร้าย +1000 คะแนน!]
เสียงระบบแผดดังในโสตประสาทเรียกหว่านฉิงให้ปรือเปลือกตาหนักอึ้งมองไปรอบ ๆ กาย นางสะบัดศีรษะไล่ความมึนงงจากสันมืออันหนักหน่วงของรุ่ยอ๋อง
“พี่ใหญ่! ท่านจะทำอะไรนาง? นี่ท่านถึงขั้นเตรียมโซ่ตรวนมาเพื่อล่ามสตรีที่เพิ่งฟื้นจากยาพิษอย่างนั้นหรือ นางช่วยชีวิตพวกเราเอาไว้นะ!”
หว่านฉิงเลื่อนสายตาไปตามทิศทางที่แม่ทัพหนุ่มชี้ปลายนิ้วไป บนโต๊ะไม้พะยูงตัวเตี้ยข้างเตียง มีโซ่ทองคำเส้นยาวสะท้อนแสงแดดวิบวับวางขดอยู่ บุรุษร่างสูงกำยำสองคนกำลังยืนประจันหน้ากัน พร้อมจะฉีกทึ้งอีกฝ่ายเป็นชิ้น ๆ
หรงเยว่สีหน้าเดือดดาลจัด เขากระชากเสื้อของรุ่ยอ๋อง ตะโกนลั่น “ท่านเสียสติไปแล้วรึไง! นางเป็นคุณหนูตระกูลมู่นะ มิใช่ทาสหรือสัตว์เลี้ยงของท่าน”
“นางดื้อรั้นเกินไป” รุ่ยอ๋องเอ่ยพลางปัดแขนของน้องชายออกอย่างไม่ไยดี “หากไม่มัดนางเอาไว้ นางคงหาทางกลับไปหอนางโลมนั่นอีก ข้าต้องการให้นางอยู่ที่นี่เพื่อรักษาอาการป่วย นางจะต้องอยู่ในสายตาของข้าตลอดเวลา... เจ้าเองก็ได้ยินจากท่านหมอแล้วมิใช่หรือ?”
“ถึงนางจะอาการหนักหนาสาหัสเพียงใด ท่านจะใช้โซ่มาล่ามนางเอาไว้มิได้”
“เจ้ามีหนทางที่ดีกว่านี้หรือ? ไอ้องค์ชายนั่นป่านนี้คงหนีหัวซุกหัวซุนไปแล้ว เจ้าคิดจริง ๆ หรือว่าพวกเป่ยเหลียงมันจะยอมเปิดเผยเรื่องพิษง่าย ๆ”
“ข้าไม่รู้! แต่ท่านล่ามโซ่นางไม่ได้ นางมิใช่ของท่านผู้เดียว นางเป็นฮูหยินน้อยของข้า”
หว่านฉิงได้รับการแจ้งเตือนภารกิจจากระบบก่อนที่เสนาบดีหนุ่มจะก้าวเท้าเข้าสู่หอหงเหมยเสียด้วยซ้ำ นางสวมเครื่องแต่งกายสวยงามทำจากผ้าแพรต่วนสีสันอ่อนหวานอย่างคุณหนูผู้ดี เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์อันลุ่มลึกในฐานะนายหญิงใหญ่ เพื่อรอรับการมาถึงของเขาอย่างใจเย็นเมื่อเยี่ยนเฉิงแจ้งข่าวเรื่องตำแหน่ง ‘อาจารย์พิเศษที่ปรึกษาฝ่ายใน’ นางจึงตอบรับข้อเสนอแต่โดยดี ทว่ายังคงไว้ซึ่งจุดยืนที่เด็ดขาด“ข้ายินดีจะเข้าวังไปช่วยขัดเกลาเหล่านางสนมเพียงบางเวลาในช่วงกลางวันเท่านั้นเจ้าค่ะ ทว่าพอตะวันตกดิน... ข้าต้องรีบกลับมาสะสางกิจการของข้าต่อ” นางเอ่ยพลางคลี่ยิ้มบาง มองเสนาบดีหนุ่มในชุดสีครามอย่างคุณชาย “ข้ามิได้มีเพียงหอหงเหมยแห่งนี้ ยังมีโรงน้ำชาอีกแห่งที่ต้องคอยดูแลมิให้ขาดตกบกพร่อง ข้ามีกิจการหลายอย่างในเมืองหลวงเจ้าค่ะ”เยี่ยนเฉิงแสดงท่าทีตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิด นัยน์ตาจิ้งจอกเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ “โรงน้ำชาที่ใดบ้างหรือขอรับ? ท่านพี่ทั้งสองคอยตามสืบเรื่องของท่านมาพักใหญ่แล้ว แต่อาเยี่ยนมิกล้าจะล่วงเกินความเป็นส่วนตัวของเจี่ยเจียเลยสักนิด... ได้ยินเช่นนี้ข้าล่ะอยากรู้จริง ๆ”“อาเยี่ยน ท่านเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ
“ท่านเว่ยเฉิง ฮ่องเต้น้อยเริ่มเติบโตเป็นหนุ่มแล้ว ข้าคิดว่าเรื่องนางสนมในวังหลังควรจะรื้อระเบียบใหม่เสียที...”“ใต้เท้าหมายความว่าอย่างไรขอรับ?”“ก็หมายความว่า...” เยี่ยนเฉิงเว้นวรรค น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นราบเรียบจริงจังตามฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดของกรม “นางสนมที่อายุมากขึ้นทุกวัน แม้ท่านอ๋องจะมิได้สั่งประหารไปพร้อมกับพระสวามีเดิมของนาง ควรคัดออกให้พ้นวังได้บ้างแล้ว เรื่องนี้พวกขันทีมีความเห็นอย่างไรบ้าง?”รองเสนาบดีลูบเคราสาก พลางนึกถึงฮ่องเต้น้อยที่ยามนี้เริ่มเติบใหญ่ อีกไม่นานนักก็จะถึงวัยอันเหมาะสมต่อการแต่งตั้งฮองเฮาและคัดเลือกพระสนมตามจารีตประเพณี โดยมีขุนนางกรมพิธีการประสานงานร่วมกับเหล่าขันทีเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติอย่างเคร่งครัด“ข้าได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของนายหญิงแห่งหอคณิกามามิใช่น้อย จึงเกิดความคิดว่า... นอกเสียจากจะเป็นคุณหนูตระกูลผู้ดีมีศีลธรรมแล้ว ศาสตร์แห่งการปรนนิบัติสามีก็เป็นเรื่องสำคัญที่มิอาจละเลยได้เช่นกัน”“อื้ม... จริงของใต้เท้า หากจักรพรรดิทรงตรากตรำกับราชกิจจนคร่ำเครียดเกินไป ทรงเบื่อหน่ายในรสรักจนไร้ทายาทสืบสกุล ย่อมไม่เป็นผลดีต่อความมั่นคงของแผ่นดิน”“ท่านเว่ยเฉ
คดีพิษเย็นที่คร่าชีวิตเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่และประชาชนไปถึงห้าคน ทางราชสำนักมิอาจอยู่นิ่งเฉย ทว่าคงต้องสืบสวนจนแน่ใจเสียก่อนว่าองค์ชายจิ่งเหยียนกระทำการโดยพลการ ด้วยการนำยาพิษเข้ามาในฉางอัน และทางเป่ยเหลียงมิได้มีส่วนรู้เห็นด้วย“ข้าเห็นท่านอาทุ่มเทให้นายหญิงในหอหงเหมย ร้อนใจอยากจะได้ยาถอนพิษให้นางนัก หากวันหนึ่งข้าต้องลงนามในราชโองการสมรสพระราชทานระหว่างท่านอาและนาง เกรงว่าราชสำนักคงจะลุกเป็นไฟ”รุ่ยอ๋องแค่นยิ้มที่มุมปาก “หากถึงวันนั้นจริง ข้าจะเป็นคนดับไฟนั่นเอง ฝ่าบาทมิต้องกังวล”สองอาหลานต่างสายเลือดสบตากันด้วยความเข้าใจลึกซึ้ง ความเจ็บปวดจากการถูกทอดทิ้งในอดีตหล่อหลอมให้ทั้งคู่กลายเป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่นที่สุดในราชสำนัก จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่มีเสนาบดีหน้าไหนกล้าตั้งตัวเป็นศัตรูกับท่านอ๋องผู้เหี้ยมโหดและฮ่องเต้น้อยอย่างแท้จริงทว่าเบื้องหลังแผนการสมรสที่ดูประหนึ่งหวังดีต่อแผ่นดินครานี้ กลับซ่อนเร้นเกมอำนาจอันเลือดเย็น เนื่องด้วยหรงเยว่กุมกำลังทหารส่วนใหญ่ไว้ในมือ หากปล่อยให้หัวใจของแม่ทัพใหญ่ผูกติดอยู่กับสตรีที่ยากจะควบคุมอย่างหว่านฉิง ย่อมเป็นความเสี่ยงต่อราชบัลลังก์ที่เขามิอาจยอมรับ
ยามนี้หรงเยว่ต้องเผชิญหน้ากับองค์หญิงผู้สูงศักดิ์ ซึ่งเป็นดั่งรักแรกอันใสซื่อในวันวาน กับหว่านฉิง... สตรีผู้บอบช้ำทว่าเย้ายวนและเข้มแข็ง ทั้งยังผ่านค่ำคืนเร่าร้อนคืนแรกมาด้วยกัน เขาถือถ้วยชาด้วยมือที่ไร้ความมั่นคง ยกมันขึ้นจิบอย่างเชื่องช้า“ท่านพี่หรงเยว่ดูองอาจขึ้นจนน้องจำแทบไม่ได้เลยเจ้าค่ะ” องค์หญิงมู่อวี่เปลี่ยนหัวข้อสนทนา เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ค่อยพูดจา นางรินชาด้วยท่าทีแช่มช้อย “ยามอยู่ที่เป่ยเหลียง ข้าเฝ้าติดตามข่าวคราวในสนามรบของท่านอยู่เสมอ เมื่อทราบว่าท่านกำชัยชนะ ใจที่เคยวิตกกังวลก็เบาบางลงบ้าง”หรงเยว่รับจอกชามาถือไว้ ทว่ามิได้จิบในทันที นัยน์ตาคมกริบเพียงปรายมองปลายนิ้วที่สั่นน้อย ๆ ของนาง “องค์หญิงเดินทางมาไกลคงจะเหนื่อยล้าเอาการ การแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ครั้งนี้เป็นเรื่องใหญ่ของสองแผ่นดิน ข้าหวังว่าท่านจะสามารถพำนักในฉางอันได้อย่างสงบสุข”“หากมีท่านแม่ทัพคอยดูแล ข้าคงไม่กลัวสิ่งใด...” นางเงยหน้าสบตาเขาด้วยความหวัง ก่อนที่สายตาของนางจะพลันสบเข้ากับกระบี่ซึ่งเขาวางไว้บนเก้าอี้ไม้ข้างกายกระบี่เล่มนี้รวมถึงกระบี่จ้านหลูที่อยู่กับรุ่ยอ๋อง มิใช่อาวุธธรรมดาที่หาได้ทั่วไปตามร้
หรงเยว่จำต้องแบกความกังวลหนักอึ้งเข้าวังหลวงเพื่อจัดการภาระหน้าที่ โดยเฉพาะเรื่องการแต่งงานระหว่างแคว้นกับองค์หญิงซึ่งเขามิได้พบหน้ามาแสนนานเมื่อฝีเท้าหนักแน่นก้าวมาถึงเรือนรับรองแขกในด้านหลังพระราชวังหลวง เขาได้พบกับสตรีในอาภรณ์หรูหราประดับด้วยสีสันของดอกบ๊วยที่ยืนรออยู่ก่อนแล้ว“ท่านพี่หรงเยว่!” แววตาขององค์หญิงมู่อวี่ทอประกายแห่งความโหยหายินดีอย่างปิดไม่มิด นางรีบก้าวเข้าไปหาเขาจนชายอาภรณ์สีหวานสะบัดไหว “ในที่สุดเราก็ได้พบกันเสียที ข้าเฝ้าตามหาตัวท่านอยู่นาน ข้าล่ะอุตส่าห์หลงนึกไปว่ายามที่ข้านั่งรถม้าเข้าสู่เมืองหลวง ท่านจะมารอรับข้าเสียอีก”“ช่วงนี้ข้ามีราชกิจรัดตัวนัก ขออภัยองค์หญิงด้วยที่มิได้ไปให้การต้อนรับ”“ไม่เป็นไร ๆ ในเมื่อท่านพี่หรงเยว่มาถึงแล้วก็เข้ามานั่งจิบชาด้วยกันก่อนเถิด เชิญเจ้าค่ะ”ท่าทางขององค์หญิงมู่อวี่แสดงออกชัดแจ้งว่ายินดีนักที่ได้พบสหายรักในวัยเยาว์ สำหรับนางแล้ว หรงเยว่คือรักแรก และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้นางยอมเดินทางไกลนับพันลี้ เพื่อมาสมรสเชื่อมสัมพันธ์ในครั้งนี้ย้อนกลับไปเมื่อยี่สิบห้าปีที่แล้ว หรงเยว่ตัวน้อยในวัยเจ็ดขวบได้หนีออกจากจวนเพื่อตามหาพี่ชายท
เมื่อบุรุษทั้งสามลับตาไป โลกที่เคยหมุนวนอยู่ท่ามกลางความวุ่นวายก็พลันกลับคืนสู่ความเงียบสงบ หว่านฉิงเอนกายพิงผนังรถม้าที่เคลื่อนตัวไปความรู้สึกอบอุ่นซาบซ่านที่ได้รับจากพวกเขาเมื่อครู่ยังคงตกค้างอยู่ ทว่ามันกลับมาพร้อมกับความหนักอึ้งในใจ‘ถ้าฉันต้องตายไปจริง ๆ พวกเขาจะทำหน้ายังไงกันนะ...’ นางทอดถอนใจพลางเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างรถม้า ดูผู้คนที่เดินพลุกพล่านบนท้องถนน สามีภรรยาคู่หนึ่งดูมีความสุข จับมือเคียงข้างกัน นางเลื่อนมือขึ้นลูบคลำตำแหน่งหัวใจที่ยังคงเต้นแรงด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย[ติ๊ด! ตรวจพบค่าความหวั่นไหวเกินเกณฑ์มาตรฐาน! โฮสต์กำลังอินกับบทบาทนางร้ายผู้อาภัพมากเกินไปแล้วนะขอรับ]เสียงระบบที่ดังขัดจังหวะขึ้นมาดื้อ ๆ ทำเอาอารมณ์ดราม่าของหว่านฉิงพังทลายลงในพริบตา นางลืมตาโพล่งขึ้นมาทันทีอย่างหมดความอดทน“ไอ้คุณระบบปากเสีย! นั่นสามีทั้งสามของฉันนะ จะไม่ให้เป็นห่วงได้ยังไง ถ้าหากวันหนึ่งฮาเร็มของฉันล่มสลายเพราะว่าฉันลาจากโลกนี้ไปแล้ว พวกเขาจะเสียใจขนาดไหนกัน”[โฮสต์ก็วางแผนสำรองไว้หมดแล้วนี่ขอรับ? ทั้งการกินรวบทั้งสามคนเข้าฮาเร็ม จัดระบบสร้างความสามัคคี พร้อมแจกของที่ระลึกประหน
หว่านฉิงกวาดสายตาสำรวจไปรอบกาย ทุกตารางนิ้วของสถานที่แห่งนี้ช่างงดงามเหมือนในนิยาย ทั่วทั้งจวนโอ่อ่าปกคลุมด้วยความเงียบสงบ สวนหินประดับสระบัวกว้างขวางมีสายน้ำไหลรินโอบล้อมเรือนพัก เสียงน้ำตกกระทบหินแผ่วเบาช่วยชโลมจิตใจ กลิ่นอายขรึมขลังของเรือนไม้โบราณแผ่ซ่านไปทั่วระเบียงทางเดินที่ปูด้วยแผ่นหินเย็นเ
หว่านฉิงลอบถอนใจยาว พลางเหลือบมองสามีเอกหมาด ๆ ที่ยืนทำหน้ายักษ์อยู่ข้างกาย ‘ให้ตายเถอะ... จากอาจารย์พละมาเป็นเจ้าแม่หอนางโลมก็ว่าหนักแล้ว นี่ต้องมาเป็นของกลางในคดีอาญา พ่วงด้วยตำแหน่งฮูหยินของอ๋องจอมโหดนี่อีก ชีวิตฉันมันจะหลุดโลกไปถึงไหนกัน!’“องครักษ์เฟิง... ข้าฝากทางนี้ด้วย เจ้าดูแลหอหงเหมยให้ดี
“เพียงเพราะข้าไม่ยอมหลับนอนกับเขา ถึงกับต้องใช้ยาพิษบังคับข่มเหงใจข้า...” หว่านฉิงเอ่ยตัดพ้อโดยมิได้เสแสร้งทำ นางได้แต่หวังว่าพวกเขาจะเชื่อใจนางบ้างไม่มากก็น้อย “หากจะให้ข้าทิ้งศักดิ์ศรีไปคุกเข่าขอความเมตตาจากคนสถุลเช่นนั้น สู้ยอมตายไปเสียให้สิ้นเรื่องยังจะดีกว่า”“เหตุใดเราไม่ลองทำตามแผนของเขาดูเล
ฮะ? อะไรนะ? อนุชายเหรอ...หว่านฉิงถึงกับยืนตะลึงตาค้าง นี่นางกำลังรวบรวมบุรุษผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในนครฉางอันมาสร้างฮาเร็มชายบำเรอพร้อมกันถึงสองคนเลยหรือนี่[ติ๊ด! ยินดีด้วยขอรับโฮสต์! ภารกิจพิชิตรุ่ยอ๋องเป็นสามีเอก คว้าสองอนุชายสำเร็จลุล่วง! รับคะแนนความร้ายกาจของนางร้าย 1,000 คะแนน!]‘ไอ้ระบบ...’ ห







