Mag-log in[สงสัยระบบจะสุ่มพิกัดคลาดเคลื่อนไปเล็กน้อย] ระบบรีบแก้ตัว มีเสียงหัวเราะแหลม ๆ ตามมา
[ตามพล็อตแล้ว เดี๋ยวขุนนางหนุ่มจอมเย็นชา ท่านอ๋องผู้แสนดีต้องแวะมาตรวจตราที่ย่านชุนเถาแห่งนี้แน่ ๆ โฮสต์แค่ต้องสูบยาต่อไป รักษามาดนายหญิงจอมหยิ่งไว้ให้มั่น]
“นี่ฉันจะต้องเป็นมะเร็งปอดตายก่อนจะได้เห็นหน้าผู้ชายใช่ไหม? ระบบ แกมันอำมหิตมาก”
[งั้น... เอางี้ดีไหม? องค์ชายแคว้นเป่ยเหลียงก็ดูไม่เลวนะขอรับ รูปงามเอาการเชียวล่ะ ถวายตัวให้พระองค์ไปเลยเป็นไง เท่านี้ก็นับว่าวินวิน โฮสต์ไม่เสียเปรียบแน่นอน]
หว่านฉิงหัวเราะเสียงดังลั่นอย่างเหลืออด นางไม่อยากเสวนากับระบบปัญญาอ่อนนี่อีกต่อไป
พูดถึงไอ้องค์ชายแคว้นเป่ยเหลียงนั่นก็น่าแค้นนัก! ตอนไทเฮาทรงนำเสด็จเขามาที่หอหงเหมยเพื่อรับรองแขกบ้านแขกเมือง กระชับความสัมพันธ์ระหว่างแคว้น นางในฐานะนายหญิงใหญ่ก็ทำหน้าที่ต้อนรับเป็นอย่างดี เปิดห้องรับรองระดับ VIP พร้อมจัดนางโลมตัวท็อปนับสิบคนไปปรนนิบัติถึงที่ ทว่าเขากลับไม่ชายตาแล... แต่จะเอาตัวนางให้ได้!
ไม่ว่านางจะพยายามปฏิเสธอย่างไร แม้แต่ไทเฮาและคนของนางจะช่วยเจรจาให้เลือกคนอื่นแทน ไอ้องค์ชายสันดานชั่วนั่นก็ไม่ยอม สุดท้ายพอไม่ได้ดั่งใจ มันถึงขั้นลอบวางยาพิษในถ้วยชาของนางเพื่อบังคับให้จำยอม หากนางไม่ร่วมหลับนอนกับมันก็จะไม่ยอมให้ยาถอนพิษ
‘สันดานชั่วช้าสามานย์ขนาดนี้ จะให้ฉันเอามาทำพันธุ์เนี่ยนะ? แค่ใบหน้าอัปรีย์ของมันฉันยังไม่อยากจะมองให้เสนียดตาเลย!’
เพราะพิษประหลาดนั่นทำให้นางต้องทุกข์ทรมานเจียนตายมานานร่วมสองสัปดาห์ ร่างกายที่อ่อนแออยู่แล้วถึงได้ทรุดโทรมลงจนแทบกลายเป็นซากศพเดินได้
ฤทธิ์ของพิษเย็นนี้นอกจากจะทำให้ร่างกายรู้สึกเหน็บหนาวจับขั้วหัวใจ ราวกับถูกเข็มน้ำแข็งนับพันทิ่มแทงไปทั่วร่าง ยังทำให้นางอาเจียนและไอออกมาเป็นเลือดจนหมดเรี่ยวแรง แถมอาการกำเริบทุกสองถึงสามวัน
สาวใช้ผู้จงรักภักดีต่างพากันวิ่งวุ่นหาหมอฝีมือดีไปทั่วเมืองฉางอัน ทว่าหมอทุกคนที่มาตรวจต่างก็ส่ายหน้าและบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า... ไร้ทางรักษา
“ระบบ... แกไปล้างสมองหมู ๆ ของแกมาใหม่นะ ถ้าครั้งหน้ายังกล้าแนะนำไอ้สถุลนั่นให้ฉันอีก ฉันจะหาวิธีทำลายแกทิ้งซะ” หว่านฉิงด่าทอระบบอย่างเหลืออด นางตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่เสวนากับมันอีก ทว่าเจ้าเสียงนั่นกลับยังคงพูดจ้อแจ้ไม่หยุดจนน่ารำคาญ นางจึงฝืนกายลุกขึ้นเดินออกไปที่ระเบียงด้านนอกห้องพัก เรียกหาดรุณีน้อยสองคนให้เข้ามา
“เหม่ยหลิง ซูเจิน เจ้าไปดูพวกนางรำว่าเตรียมการแสดงคืนนี้เรียบร้อยดีหรือยัง อย่าลืมกวดขันพวกพ่อครัวด้วย คืนนี้จะมีผู้สูงศักดิ์มาใช้บริการ ปิดหอในชั้นสี่ให้พวกเขา ห้ามมิให้เรื่องรั่วไหลไปเป็นอันขาด อ้อ... เรียกหมอหญิงไปตรวจดูอาการของสาว ๆ ด้วย ใครร่างกายไม่ไหวข้าให้หยุดพักได้”
คำสั่งของนายหญิงถือเป็นประกาศิต แม้นางจะใจดีกับเหล่าบริวารเพียงใด ทว่ากฎก็คือกฎ นางใช้ความตั้งใจเป็นอย่างมาก ในการเปลี่ยนหอนางโลมที่เคยฉาวโฉ่ด้วยความอำมหิตของเจ้าของร่างเดิม ให้กลายเป็นหอเหมยแดงที่เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มของคณิกา
นางโลมที่นี่ล้วนเป็นหญิงงามที่มีร่างกายสมส่วน แววตาสดใส สะท้อนถึงสุขภาพจิตดีเยี่ยม ส่งผลให้แขกเหรื่อหลั่งไหลมาใช้บริการอย่างคับคั่งไม่เว้นแต่ละวัน ตลอดระยะเวลาหกเดือนมานี้ หอหงเหมยนับเป็นสถานเริงรมย์อันดับหนึ่งแซงหน้า ‘หออู๋จิ้น’ ของพี่สาวไปเสียแล้ว
สาวใช้ในชุดสีเขียวมะกอกทั้งสองติดตามคุณหนูมาจากตระกูลมู่ รับใช้นางมาตั้งแต่ยังเล็ก จึงเป็นที่ไว้วางใจมากกว่าสาวใช้คนไหน ๆ พวกนางจ้องมองใบหน้าที่ซีดขาวราวคนป่วยด้วยความกังวล “คุณหนู อาการของท่านเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ ให้บ่าวเรียกหมอหญิงมาตรวจอีกครั้งดีหรือไม่เจ้าคะ?”
“ข้าไม่เป็นไร” หว่านฉิงตอบเสียงเรียบ แม้ในอกจะรู้สึกเหมือนถูกกรีดด้วยคมมีด
“หากมีเรื่องเร่งด่วนอะไร เรียกหาบ่าวทันทีนะเจ้าคะ บ่าวเป็นห่วงเหลือเกิน”
หว่านฉิงพยักหน้าส่ง ๆ อย่างรำคาญ “อื้ม... ข้ารู้แล้ว เจ้าไปจัดการงานตามที่สั่งได้แล้วไป”
“เจ้าค่ะ”
สาวใช้ทั้งสองถอยห่างและเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้นายหญิงแห่งหอหงเหมยทิ้งตัวลงพิงหมอนอิงเพียงลำพัง
------------
พิษเย็นเริ่มออกฤทธิ์ในอีกหนึ่งชั่วยาม จนร่างบางในชุดสีดอกบ๊วยหวานต้องห่อไหล่ กัดฟันข่มความเจ็บปวดที่ราวกับมีเข็มน้ำแข็งวิ่งพล่านอยู่ในเส้นเลือด ความเข้มแข็งซึ่งอุตส่าห์ฝืนทนแสดงพังทลายลงในพริบตา แทนที่ด้วยอาการสั่นสะท้านที่รุกรานลึกไปถึงกระดูก
หว่านฉิงขดตัวนอนบนเตียง อาเจียนเป็นเลือดจนแสบคอ ทว่านางไม่อนุญาตให้บ่าวเข้ามาเปลี่ยนผ้าปูที่นอนหรือเข้ามารบกวนนาง แม้แต่สาวใช้คนสนิทที่ยืนรออย่างกระวนกระวาย ก็ต้องวางอ่างล้างหน้าเอาไว้ที่หน้าห้อง
“บ้าเอ๊ย...” นางพึมพำลอดไรฟัน มือสั่นเทาพยายามเอื้อมไปหยิบกล้องยาสูบหยกแดงขึ้นมา
ควันสมุนไพรอุ่นร้อนเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยบรรเทาความหนาวเหน็บจับขั้วหัวใจ นางยังสามารถเก็บคะแนนได้ทีละห้าสิบคะแนน นางก็ต้องสูบต่อไป...
สายตาพร่าเลือนทอดมองไปยังประตูที่มีสาวใช้ทั้งสองยืนน้ำตาคลอเบ้าด้วยความเป็นห่วงนายหญิง ทิศทางของห้องรับรองที่หรูหราที่สุด ซึ่งนางสั่งปิดพื้นที่ทั้งชั้นเพื่อเตรียมรับรองแขกผู้สูงศักดิ์ในค่ำคืนนี้ มือบางกระชับผ้านวมผืนหนาบนฟูกนอนไว้แน่น ลึก ๆ ในใจอดไม่ได้ที่จะรู้สึกพรั่นพรึง
ผู้สูงศักดิ์ที่นางได้รับคำสั่งผ่านทางจดหมายลับมาว่าให้พวกเขาสั่งจองห้องพิเศษและกำชับเรื่องความลับอย่างเข้มงวด ย่อมมิใช่ขุนนางธรรมดาสามัญ
หว่านฉิงได้รับการแจ้งเตือนภารกิจจากระบบก่อนที่เสนาบดีหนุ่มจะก้าวเท้าเข้าสู่หอหงเหมยเสียด้วยซ้ำ นางสวมเครื่องแต่งกายสวยงามทำจากผ้าแพรต่วนสีสันอ่อนหวานอย่างคุณหนูผู้ดี เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์อันลุ่มลึกในฐานะนายหญิงใหญ่ เพื่อรอรับการมาถึงของเขาอย่างใจเย็นเมื่อเยี่ยนเฉิงแจ้งข่าวเรื่องตำแหน่ง ‘อาจารย์พิเศษที่ปรึกษาฝ่ายใน’ นางจึงตอบรับข้อเสนอแต่โดยดี ทว่ายังคงไว้ซึ่งจุดยืนที่เด็ดขาด“ข้ายินดีจะเข้าวังไปช่วยขัดเกลาเหล่านางสนมเพียงบางเวลาในช่วงกลางวันเท่านั้นเจ้าค่ะ ทว่าพอตะวันตกดิน... ข้าต้องรีบกลับมาสะสางกิจการของข้าต่อ” นางเอ่ยพลางคลี่ยิ้มบาง มองเสนาบดีหนุ่มในชุดสีครามอย่างคุณชาย “ข้ามิได้มีเพียงหอหงเหมยแห่งนี้ ยังมีโรงน้ำชาอีกแห่งที่ต้องคอยดูแลมิให้ขาดตกบกพร่อง ข้ามีกิจการหลายอย่างในเมืองหลวงเจ้าค่ะ”เยี่ยนเฉิงแสดงท่าทีตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิด นัยน์ตาจิ้งจอกเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ “โรงน้ำชาที่ใดบ้างหรือขอรับ? ท่านพี่ทั้งสองคอยตามสืบเรื่องของท่านมาพักใหญ่แล้ว แต่อาเยี่ยนมิกล้าจะล่วงเกินความเป็นส่วนตัวของเจี่ยเจียเลยสักนิด... ได้ยินเช่นนี้ข้าล่ะอยากรู้จริง ๆ”“อาเยี่ยน ท่านเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ
“ท่านเว่ยเฉิง ฮ่องเต้น้อยเริ่มเติบโตเป็นหนุ่มแล้ว ข้าคิดว่าเรื่องนางสนมในวังหลังควรจะรื้อระเบียบใหม่เสียที...”“ใต้เท้าหมายความว่าอย่างไรขอรับ?”“ก็หมายความว่า...” เยี่ยนเฉิงเว้นวรรค น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นราบเรียบจริงจังตามฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดของกรม “นางสนมที่อายุมากขึ้นทุกวัน แม้ท่านอ๋องจะมิได้สั่งประหารไปพร้อมกับพระสวามีเดิมของนาง ควรคัดออกให้พ้นวังได้บ้างแล้ว เรื่องนี้พวกขันทีมีความเห็นอย่างไรบ้าง?”รองเสนาบดีลูบเคราสาก พลางนึกถึงฮ่องเต้น้อยที่ยามนี้เริ่มเติบใหญ่ อีกไม่นานนักก็จะถึงวัยอันเหมาะสมต่อการแต่งตั้งฮองเฮาและคัดเลือกพระสนมตามจารีตประเพณี โดยมีขุนนางกรมพิธีการประสานงานร่วมกับเหล่าขันทีเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติอย่างเคร่งครัด“ข้าได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของนายหญิงแห่งหอคณิกามามิใช่น้อย จึงเกิดความคิดว่า... นอกเสียจากจะเป็นคุณหนูตระกูลผู้ดีมีศีลธรรมแล้ว ศาสตร์แห่งการปรนนิบัติสามีก็เป็นเรื่องสำคัญที่มิอาจละเลยได้เช่นกัน”“อื้ม... จริงของใต้เท้า หากจักรพรรดิทรงตรากตรำกับราชกิจจนคร่ำเครียดเกินไป ทรงเบื่อหน่ายในรสรักจนไร้ทายาทสืบสกุล ย่อมไม่เป็นผลดีต่อความมั่นคงของแผ่นดิน”“ท่านเว่ยเฉ
คดีพิษเย็นที่คร่าชีวิตเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่และประชาชนไปถึงห้าคน ทางราชสำนักมิอาจอยู่นิ่งเฉย ทว่าคงต้องสืบสวนจนแน่ใจเสียก่อนว่าองค์ชายจิ่งเหยียนกระทำการโดยพลการ ด้วยการนำยาพิษเข้ามาในฉางอัน และทางเป่ยเหลียงมิได้มีส่วนรู้เห็นด้วย“ข้าเห็นท่านอาทุ่มเทให้นายหญิงในหอหงเหมย ร้อนใจอยากจะได้ยาถอนพิษให้นางนัก หากวันหนึ่งข้าต้องลงนามในราชโองการสมรสพระราชทานระหว่างท่านอาและนาง เกรงว่าราชสำนักคงจะลุกเป็นไฟ”รุ่ยอ๋องแค่นยิ้มที่มุมปาก “หากถึงวันนั้นจริง ข้าจะเป็นคนดับไฟนั่นเอง ฝ่าบาทมิต้องกังวล”สองอาหลานต่างสายเลือดสบตากันด้วยความเข้าใจลึกซึ้ง ความเจ็บปวดจากการถูกทอดทิ้งในอดีตหล่อหลอมให้ทั้งคู่กลายเป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่นที่สุดในราชสำนัก จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่มีเสนาบดีหน้าไหนกล้าตั้งตัวเป็นศัตรูกับท่านอ๋องผู้เหี้ยมโหดและฮ่องเต้น้อยอย่างแท้จริงทว่าเบื้องหลังแผนการสมรสที่ดูประหนึ่งหวังดีต่อแผ่นดินครานี้ กลับซ่อนเร้นเกมอำนาจอันเลือดเย็น เนื่องด้วยหรงเยว่กุมกำลังทหารส่วนใหญ่ไว้ในมือ หากปล่อยให้หัวใจของแม่ทัพใหญ่ผูกติดอยู่กับสตรีที่ยากจะควบคุมอย่างหว่านฉิง ย่อมเป็นความเสี่ยงต่อราชบัลลังก์ที่เขามิอาจยอมรับ
ยามนี้หรงเยว่ต้องเผชิญหน้ากับองค์หญิงผู้สูงศักดิ์ ซึ่งเป็นดั่งรักแรกอันใสซื่อในวันวาน กับหว่านฉิง... สตรีผู้บอบช้ำทว่าเย้ายวนและเข้มแข็ง ทั้งยังผ่านค่ำคืนเร่าร้อนคืนแรกมาด้วยกัน เขาถือถ้วยชาด้วยมือที่ไร้ความมั่นคง ยกมันขึ้นจิบอย่างเชื่องช้า“ท่านพี่หรงเยว่ดูองอาจขึ้นจนน้องจำแทบไม่ได้เลยเจ้าค่ะ” องค์หญิงมู่อวี่เปลี่ยนหัวข้อสนทนา เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ค่อยพูดจา นางรินชาด้วยท่าทีแช่มช้อย “ยามอยู่ที่เป่ยเหลียง ข้าเฝ้าติดตามข่าวคราวในสนามรบของท่านอยู่เสมอ เมื่อทราบว่าท่านกำชัยชนะ ใจที่เคยวิตกกังวลก็เบาบางลงบ้าง”หรงเยว่รับจอกชามาถือไว้ ทว่ามิได้จิบในทันที นัยน์ตาคมกริบเพียงปรายมองปลายนิ้วที่สั่นน้อย ๆ ของนาง “องค์หญิงเดินทางมาไกลคงจะเหนื่อยล้าเอาการ การแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ครั้งนี้เป็นเรื่องใหญ่ของสองแผ่นดิน ข้าหวังว่าท่านจะสามารถพำนักในฉางอันได้อย่างสงบสุข”“หากมีท่านแม่ทัพคอยดูแล ข้าคงไม่กลัวสิ่งใด...” นางเงยหน้าสบตาเขาด้วยความหวัง ก่อนที่สายตาของนางจะพลันสบเข้ากับกระบี่ซึ่งเขาวางไว้บนเก้าอี้ไม้ข้างกายกระบี่เล่มนี้รวมถึงกระบี่จ้านหลูที่อยู่กับรุ่ยอ๋อง มิใช่อาวุธธรรมดาที่หาได้ทั่วไปตามร้
หรงเยว่จำต้องแบกความกังวลหนักอึ้งเข้าวังหลวงเพื่อจัดการภาระหน้าที่ โดยเฉพาะเรื่องการแต่งงานระหว่างแคว้นกับองค์หญิงซึ่งเขามิได้พบหน้ามาแสนนานเมื่อฝีเท้าหนักแน่นก้าวมาถึงเรือนรับรองแขกในด้านหลังพระราชวังหลวง เขาได้พบกับสตรีในอาภรณ์หรูหราประดับด้วยสีสันของดอกบ๊วยที่ยืนรออยู่ก่อนแล้ว“ท่านพี่หรงเยว่!” แววตาขององค์หญิงมู่อวี่ทอประกายแห่งความโหยหายินดีอย่างปิดไม่มิด นางรีบก้าวเข้าไปหาเขาจนชายอาภรณ์สีหวานสะบัดไหว “ในที่สุดเราก็ได้พบกันเสียที ข้าเฝ้าตามหาตัวท่านอยู่นาน ข้าล่ะอุตส่าห์หลงนึกไปว่ายามที่ข้านั่งรถม้าเข้าสู่เมืองหลวง ท่านจะมารอรับข้าเสียอีก”“ช่วงนี้ข้ามีราชกิจรัดตัวนัก ขออภัยองค์หญิงด้วยที่มิได้ไปให้การต้อนรับ”“ไม่เป็นไร ๆ ในเมื่อท่านพี่หรงเยว่มาถึงแล้วก็เข้ามานั่งจิบชาด้วยกันก่อนเถิด เชิญเจ้าค่ะ”ท่าทางขององค์หญิงมู่อวี่แสดงออกชัดแจ้งว่ายินดีนักที่ได้พบสหายรักในวัยเยาว์ สำหรับนางแล้ว หรงเยว่คือรักแรก และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้นางยอมเดินทางไกลนับพันลี้ เพื่อมาสมรสเชื่อมสัมพันธ์ในครั้งนี้ย้อนกลับไปเมื่อยี่สิบห้าปีที่แล้ว หรงเยว่ตัวน้อยในวัยเจ็ดขวบได้หนีออกจากจวนเพื่อตามหาพี่ชายท
เมื่อบุรุษทั้งสามลับตาไป โลกที่เคยหมุนวนอยู่ท่ามกลางความวุ่นวายก็พลันกลับคืนสู่ความเงียบสงบ หว่านฉิงเอนกายพิงผนังรถม้าที่เคลื่อนตัวไปความรู้สึกอบอุ่นซาบซ่านที่ได้รับจากพวกเขาเมื่อครู่ยังคงตกค้างอยู่ ทว่ามันกลับมาพร้อมกับความหนักอึ้งในใจ‘ถ้าฉันต้องตายไปจริง ๆ พวกเขาจะทำหน้ายังไงกันนะ...’ นางทอดถอนใจพลางเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างรถม้า ดูผู้คนที่เดินพลุกพล่านบนท้องถนน สามีภรรยาคู่หนึ่งดูมีความสุข จับมือเคียงข้างกัน นางเลื่อนมือขึ้นลูบคลำตำแหน่งหัวใจที่ยังคงเต้นแรงด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย[ติ๊ด! ตรวจพบค่าความหวั่นไหวเกินเกณฑ์มาตรฐาน! โฮสต์กำลังอินกับบทบาทนางร้ายผู้อาภัพมากเกินไปแล้วนะขอรับ]เสียงระบบที่ดังขัดจังหวะขึ้นมาดื้อ ๆ ทำเอาอารมณ์ดราม่าของหว่านฉิงพังทลายลงในพริบตา นางลืมตาโพล่งขึ้นมาทันทีอย่างหมดความอดทน“ไอ้คุณระบบปากเสีย! นั่นสามีทั้งสามของฉันนะ จะไม่ให้เป็นห่วงได้ยังไง ถ้าหากวันหนึ่งฮาเร็มของฉันล่มสลายเพราะว่าฉันลาจากโลกนี้ไปแล้ว พวกเขาจะเสียใจขนาดไหนกัน”[โฮสต์ก็วางแผนสำรองไว้หมดแล้วนี่ขอรับ? ทั้งการกินรวบทั้งสามคนเข้าฮาเร็ม จัดระบบสร้างความสามัคคี พร้อมแจกของที่ระลึกประหน
“เจ้าเป็นคนของข้าแล้ว... หากข้าไม่อนุญาตให้เจ้าตาย เจ้าก็ห้ามตาย!” เขาตะคอกเสียงดังลั่น ก้าวเข้าไปข้างเตียงแล้วเชยคางมนขึ้น บังคับให้สบตา “หากยาถอนพิษอยู่ที่ไอ้องค์ชายสถุลนั่น ข้าจะบุกไปชิงมาจากมันด้วยมือของข้าเอง ต่อให้ต้องพลิกแผ่นดินฉางอัน ข้าก็จะหาทางรักษาเจ้าให้ได้!”‘พ่อพระเอกธงแดงของฉัน... ช่
หว่านฉิงกวาดสายตาสำรวจไปรอบกาย ทุกตารางนิ้วของสถานที่แห่งนี้ช่างงดงามเหมือนในนิยาย ทั่วทั้งจวนโอ่อ่าปกคลุมด้วยความเงียบสงบ สวนหินประดับสระบัวกว้างขวางมีสายน้ำไหลรินโอบล้อมเรือนพัก เสียงน้ำตกกระทบหินแผ่วเบาช่วยชโลมจิตใจ กลิ่นอายขรึมขลังของเรือนไม้โบราณแผ่ซ่านไปทั่วระเบียงทางเดินที่ปูด้วยแผ่นหินเย็นเ
หว่านฉิงลอบถอนใจยาว พลางเหลือบมองสามีเอกหมาด ๆ ที่ยืนทำหน้ายักษ์อยู่ข้างกาย ‘ให้ตายเถอะ... จากอาจารย์พละมาเป็นเจ้าแม่หอนางโลมก็ว่าหนักแล้ว นี่ต้องมาเป็นของกลางในคดีอาญา พ่วงด้วยตำแหน่งฮูหยินของอ๋องจอมโหดนี่อีก ชีวิตฉันมันจะหลุดโลกไปถึงไหนกัน!’“องครักษ์เฟิง... ข้าฝากทางนี้ด้วย เจ้าดูแลหอหงเหมยให้ดี
“เพียงเพราะข้าไม่ยอมหลับนอนกับเขา ถึงกับต้องใช้ยาพิษบังคับข่มเหงใจข้า...” หว่านฉิงเอ่ยตัดพ้อโดยมิได้เสแสร้งทำ นางได้แต่หวังว่าพวกเขาจะเชื่อใจนางบ้างไม่มากก็น้อย “หากจะให้ข้าทิ้งศักดิ์ศรีไปคุกเข่าขอความเมตตาจากคนสถุลเช่นนั้น สู้ยอมตายไปเสียให้สิ้นเรื่องยังจะดีกว่า”“เหตุใดเราไม่ลองทำตามแผนของเขาดูเล







