LOGIN“ทำไมคะคุณชอบไม่ใช่เหรอ?” ชอบมากไม่ใช่หรือไง อย่างนั้นก็กินเข้าไปเยอะๆเถอะ เธอเองก็หิวมากเหมือนกัน ทั้งวันที่ผ่านมาก็กินเพียงเค้กไม่กี่ชิ้นเท่านั้น
“ตะแต่” หน้าตาของเขามันบ่งบอกว่าชอบมากเลยอย่างนั้นเหรอ ศิลาคิดในใจ
“หื่ม...หรือว่าจะเอาสาม” มุมปากอวบอิ่มยกยิ้มอย่างชอบใจ เขาไม่รู้ตัวหรือไงว่าเป็นผู้ชายที่เก็บอาการไม่อยู่ รู้สึกยังไงสีหน้าก็ออกอย่างนั้น
“ผมว่าเราสั่งสองก็พอครับ” มือหนายกขึ้นมาเช็ดเหงื่อตามไรผม แม้ว่าภายในห้องอาหารจะมีความเย็นจากแอร์ก็ตาม โดยที่ไม่รู้เลยว่าท่าทางของเขาในตอนนี้ตกอยู่ในสายตาของเอื้อยตลอดเวลา
.....................
ในระหว่างที่คนทั้งสองนั่งทานอาหารด้วยกันกลับมีสายตาอีกคู่หนึ่งที่จ้องมองมาตลอดเวลา
เธอเข้าใจดีว่าชายหนุ่มอย่างศิลาที่มีทุกอย่างเพียบพร้อม จะมีหญิงสาวเข้ามาแวะเกี่ยว แต่เธอไม่เคยรู้เลยว่าผู้หญิงคนนั้น คนที่นั่งยิ้มหน้าระรื่นกับศิลาตอนนี้เป็นใคร
ผู้หญิงที่โรงเรียนก็ไม่ใช่ แล้วเป็นใครกันที่สามารถทำให้ศิลายิ้มได้ตลอดเวลาแบบนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเห็นเขายิ้มเต็มอิ่มทำไมเธอถึงไม่ได้รอยยิ้มแบบนี้จากเขากัน
“นี่คู่นั้นน่ารักจังเลยเนอะ ผู้หญิงก็สวยผู้ชายก็หล่อ” เพื่อนวัยเดียวกันสะกิดร่างบางที่กำลังมองไปยังโต๊ะของศิลาและเอื้อย
“เธอรู้ได้ยังไงว่าพวกเขาเป็นแฟนกัน” วิเวียนว่าด้วยน้ำเสียงราบเรียบทั้งที่สายตาคู่สวยไม่ยอมล่ะจากคนทั้งคู่ไปไหนเลย
“เอ้า!ก็ท่าทางไง ดูผู้ชายสิยิ้มจนแทบจะถึงหูแล้ว”
“เขาอาจจะยิ้มตามมารยาทก็ได้ เธอรู้จักไหมมารยาท?” วิเวียนตอบกลับเพื่อนบริกรที่ทำงานด้วยกัน ยังไงเธอไม่เชื่อเด็ดขาดว่าคนทั้งสองคบกัน
หากว่าศิลามีแฟนแล้วจริงๆเรื่องของเขาคนทั้งโรงเรียนจะต้องรับรู้แน่ เขาเป็นชายหนุ่มที่มีชื่อเสียงในโรงเรียนมีหรือที่เรื่องของเขาจะไม่เป็นที่เลื่องลือหากว่าเขามีแฟนแล้ว
“วิเวียนเธอเป็นอะไร?” ทำไมถึงได้ทำตัวหึงหวงและท่าทางไม่ชอบคนทั้งสองแบบนั้นด้วย
“เปล่าแค่ไม่อยากให้เธอเดามั่ว” ว่าจบร่างบางของวิเวียนจึงเดินหนีเข้าไปในครัวเพื่อไปนำอาหารมาเสิร์ฟให้โต๊ะอื่น
ในระหว่างที่เธอทำงานดูแลแขกหลายๆโต๊ะ สายตาของเธอไม่เคยล่ะไปจากศิลาและเอื้อยเลยสักครั้ง
ยิ่งมองยิ่งอดสู่ให้กับโชคชะตาของตัวเอง เพราะอะไรมีโอกาสได้ใกล้ศิลามากกว่าผู้หญิงที่นั่งอยู่ตรงหน้าศิลา แต่เธอกลับไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้คุยกับเขาเลย
พึ่งจะได้มีโอกาสไปใกล้ชิดชายหนุ่มก็ตอนที่เขามากินข้าวร้านอาหารที่เธอทำงานอยู่ แต่กลับเป็นสถานการณ์ที่น่าอดสู่ เขามาในฐานะแขกแต่เธอเป็นเพียงพนักงานต้อยต่ำคนหนึ่งเท่านั้น
“เอ่อ ผมชื่อศิลานะครับ” เขาลืมแนะนำตัวกับสาว เพียงเพราะยังตื่นเต้นที่ได้เจอเธอและมีโอกาสนั่งคุยกับเธอ
“ฉันชื่อเอื้อยค่ะยินดีที่ได้รู้จักนะคะ”
“หื่ม ชื่อเพาะจังเลยนะครับ” นอกจากจะสวยจนจับใจแล้วชื่อยังไพเราะจนยากจะลืมอีก
“ค่ะ เป็นชื่อภาษาถิ่นคุณอาจจะพึ่งเคยได้ยินเลยคิดว่ามันเพราะ” แต่ความเป็นจริงแล้วชื่อของเธอเป็นชื่อที่โหล่มากต่างหาก เอื้อยที่มีความหมายแปลว่าพี่หากแปลเป็นภาษากลางสามารถใช้ได้ทั้งพี่สาวและพี่ชาย
ที่พ่อกับแม่ตั้งชื่อเธอว่าเอื้อยเพราะเธอเกิดก่อนคนแรก ท่านอยากได้ลูกหลายคนแต่ว่ากลับมีเธอเพียงแค่คนเดียว เพราะหลังจากที่แม่คลอดเธอแล้วร่างกายของท่านจึงไม่แข็งแรงเท่าไหร่
การมีลูกอีกหลายคนจึงเป็นเรื่องยาก นั้นจึงทำให้ท่านทั้งสองหวงเธอมากเพราะว่าพวกท่านมีลูกสาวคนเดียวนั้นก็คือเธอ
“แต่มันก็เพาะจริงๆนะครับ”
“แล้วคุณรู้ไหมว่าเอื้อยแปลเป็นภาษาไทยคืออะไร”
“อะไรเหรอครับ” ร่างสูงถามกลับเพราะความอยากรู้ จะไม่ให้เขาอยากรู้ได้ยังไงในเมื่อคนตัวเล็กตรงหน้าเป็นคนที่เขาสนใจอยู่
อะไรที่เกี่ยวกับเธอเขาก็อยากจะรู้ทั้งนั้นแหละ...
“เอื้อยแปลเป็นไทยคือพี่ค่ะ”
“ความหมายดีจังครับ” ไม่คิดเลยว่าภาษาอีสานจะมีเสน่ห์แบบนี้ ไม่ต่างกับคนตรงหน้าเลยที่ขยับตัวไปไหนก็ทำให้เขาล่ะสายตาจากเธอไม่ได้
อยากเป็นเขยอีสานต้องทำยังไง? เขาจะต้องเริ่มจากตรงไหนถึงจะสามารถเรียกความสนใจจากเอื้อยได้
“แล้วชื่อของคุณล่ะคะมาจากอะไร” ชื่อศิลาก็เป็นชื่อที่เพราะเหมือนกัน เธอแทบไม่เคยได้ยินคนที่ชื่อศิลาเลยเขาเป็นคนแรก
“ศิลาชื่อของผม พ่อบอกว่ามันเป็นชื่อที่มีแต่เรื่องราวดีๆครับ จนอยากจะเก็บเอาไว้เป็นความทรงจำตลอด” พ่อเลยตั้งชื่อของเขาว่าศิลา
ที่จริงแล้วชื่อของเขาในตอนเด็กไม่ได้ชื่อนี้ด้วยซ้ำ แต่เพราะเรื่องราวในอดีตระหว่างแม่แท้ๆ ของเขาและพ่อทำให้เรื่องราวทุกอย่างเปลี่ยนไปรวมถึงเขาด้วย
ศิลานั่งเหม่อลอยเมื่อได้ย้อนกลับไปนึกถึงอดีตที่ผ่านมา ไม่คิดเลยว่ามันจะผ่านไปเร็วมากขนาดนี้ เขาในตอนนี้เริ่มโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ส่วนเธอคนนั้นก็คงมีชีวิตที่ดีไปแล้ว
“เอ่อ ศิลา...” อะไรกันคุยกันอยู่ดีแท้ๆ เขากลับนั่งเหม่อไปได้เป็นอะไรหรือเปล่า เอื้อยคิดในใจเพราะท่าทางของเขาตอนนี้ดูไม่ดีเอาเสียเลย
“คะครับ”
“คุณเป็นอะไรหรือเปล่า” หรือว่าเธอจะเสียมารยาททำให้เขารู้สึกอึดอัด
“เปล่าครับ ผมว่าเรากลับกันเถอะคุณเป็นผู้หญิงกลับบ้านดึกคงไม่ดี” ที่จริงเขาแค่อยากจะหาโอกาสไปส่งคนตัวเล็กตรงหน้าต่างหาก อยากจะรู้ว่าเธอพักอยู่ที่ไหนจะได้หาโอกาสลิขิตโชคชะตาตัวเองให้ไปอยู่ใกล้ๆเธอ
หลังจากวันนั้นผ่านมา วันที่ศิลาข่มขู่พ่อตาให้ยอมรับเขา เรื่องทั้งหมดก็ผ่านไปได้ด้วยดี พ่อตายอมที่จะให้เขาคบกับพี่เอื้อยแต่ไม่ยอมให้เขาไปขอหมั้นพี่เอื้อยเขาให้เหตุผลว่าอยากจะดูพฤติกรรมเด็กหนุ่มก่อน หากว่าทำตัวไม่ดีทำให้ลูกสาวของท่านเสียใจ เรื่องการหมั้นหมายเขาจะเก็บไปพิจารณาอีกที“พ่อครับ ผมกับพี่เอื้อยกลับกรุงเทพก่อนนะ” ศิลายกมือไหว้คนเป็นว่าที่พ่อตาและแม่ยาย ทว่าชายวัยกลางคนกลับไม่แม้แต่จะยกมือไหว้ตอบแม้เขาจะยอมรับไอ้เด็กหนุ่มคนนี้แล้ว แต่ก็ใช่ว่าจะหายโกรธที่มันรังแกลูกสาวของเขา“พ่อแม่คะหนูกลับก่อนนะ”“อืม ลูกเดินทางปลอดภัยนะ” ต่างจากหญิงสาวที่เป็นลูกในไส้อย่างเอื้อย ที่คนเป็นพ่ออวยพรให้เดินทางปลอดภัยศิลาที่เห็นท่าทีแบบนี้ก็ไม่ได้รู้สึกโกรธแต่อย่างไร กลับเข้าใจความรู้สึกของว่าที่พ่อตาด้วยซ้ำเมื่ออำลาคนในครอบครัวเสร็จแล้ว ชายหนึ่งหญิงหนึ่งจึงออกเดินทางกลับกรุงเทพเพราะยังมีเรื่องที่ต้องจัดการอีก“ศิลาอย่าโกรธพ่อไปเลยนะ”“ผมไม่โกรธหรอกครับ ผมเข้าใจ” ศิลายิ้มร่าก่อนจะเอี่ยวตัวไปหอมแก้มสาวเจ้า ที่กำลังขับรถอย่างหมั่นเคี้ยว“ฉวยโอกาส” เผลอไม่ได้ตอนที่เธอไม่ทันตั้งตัว ก็หาแต่โอกาสแตะต้
เช้าวันรุ่งขึ้นเป็นอย่างที่ศิลาคิดเอาไว้ เมื่อเช้ามาชายวัยกลางคนกลับมองหาบุตรสาวคนสวยรอบบ้านเพราะไม่เห็นเอื้อยเลยตั้งแต่ตื่นขึ้นมา ปกติยามที่ลูกสาวของเขาอยู่บ้านหญิงสาวจะไม่ตื่นสายแบบนี้“คุณวันนี้จะทำอะไรให้ผมทานเหรอ” เห็นแต่ผู้เป็นภรรยาที่กำลังเข้าครัวทำอาหาร ใจจริงก็อยากถามหาลูกสาวด้วย แต่กลัวว่าภรรยาจะไม่ชอบขี้หน้าเข้าอีกเดี๋ยวก็หาว่าเขาจับผิดลูกสาว......“ของคุณน่ะทานกาแฟดำแก้วเดียวก็พอ” ทว่าผู้เป็นภรรยาก็ไม่ได้สนใจสักเท่าไหร่ ยังคงเมินสามีอยู่กลายๆ“แบบนั้นมันจะไปอิ่มอะไร” เขาว่าพรางก้มหน้าเศร้า ส่งเสียงออดอ้อนอยากให้ผู้เป็นภรรยาเห็นใจ“ถ้าเกิดว่าอยากกินรอศิลาก่อนก็แล้วกัน” ผู้เป็นภรรยาว่าขณะที่ไม่แม้แต่จะหันหน้ามามองสามีด้วยซ้ำ“.........” ชายวัยกลางคนที่ได้ยินชื่อนี้ก็ยิ่งขุ่นเคืองใจ รู้สึกไม่ชอบขี้หน้าไอ้เด็กหนุ่มคนนั้นมากขึ้นทว่าพอภรรยาพูดถึงมันแล้วตั้งแต่เช้าเขาก็ยังไม่เห็นมันเลยนิ หนูเอื้อยลูกสาวของเขาก็ยังไม่เจอ.....“หรือว่า....” ชายวัยกลางคนยืนนิ่งสีหน้าตกใจ ก่อนจะกลับหลังหันวิ่งไปยังบันไดบ้านเพื่อไปยังชั้นสองของบ้าน“คุณ!” ผู้เป็นภรรยาที่เห็นแบบนั้นก็เริ่มเข้าใจแล้ว
“พี่เอื้อย...” เพียงแค่ได้ยินประโยคนี้ศิลาก็ตัวนิ่ง หน้าตาเหม่อลอยไม่กล้าขยับไปไหน เพราะยังตกใจกับคำพูดของคนตัวเล็กที่บอกประมาณว่า เรามาคบกันเถอะ“ทำไมเหรอ? หรือว่านายไม่อยากคบกับพี่แล้ว” หญิงสาวโน้มตัวเข้าไปกระซิบที่ข้างหูของศิลา ก่อนจะผละออกมาจ้องมองหน้าคมของเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาหวานหยาดเยิ้ม“เปล่านะครับผมแค่ตกใจ พะพี่เอื้อยพูดจริงเหรอครับ” ที่ถามย้ำแค่ไม่อยากคิดว่าตอนนี้มันเป็นความฝัน แต่ว่าคนตัวเล็กขอเขาคบเป็นแฟนจริงๆ“แล้วหายตกใจหรือยัง” มุมปากบางยกยิ้มระคนอารมณ์ดี คิดไม่ตกว่าศิลาจะมีท่าทีที่ตลกแบบนี้“พี่เอื้อย พี่ยังไม่ตอบเลยว่าพี่พูดจริงหรือเปล่า”“หื้ม? แล้วทำไมพี่จะพูดไม่จริงล่ะ” เรื่องแบบนี้ต้องโกหกด้วยเหรอแล้วจะทำไปเพื่ออะไร“ถ้าอย่างนั้นตอนนี้เราเป็นแฟนกันแล้วใช่ไหมครับ” ศิลาดีใจมากจนแทบเก็บอาการเอาไว้ไม่อยู่ มือหนาเขย่าไหล่มนต์อย่างคาดหวังกับคำตอบที่จะได้ยิน“ฮ่าฮ่า!จริงสิ ตอนนี้เราสองคนเป็นแฟนกันแล้ว” เอื้อยว่าก่อนที่เพียงไม่นาน เธอจะจู่โจมเข้าไปจูบศิลาอย่างรวดเร็วเธอน่ะไปหาอ่านมาว่าความรักของคนสองคน จะต้องผลักกันรุกและรับ ในครั้งก่อนที่น้ำตก ศิลาเป็นคนจูบและจู่โจ
ตกดึกมาทั้งสองคนแม่ลูกไม่ยอมคุยกับชายวัยกลางคนเลย หลังจากที่สองแม่ลูกรู้ว่าคนเป็นพ่อและสามีกลั่นแกล้งศิลา จนทำให้เด็กหนุ่มเป็นลมเป็นแล้งไปคนงานที่ไร่เล่าว่าไปเจอศิลานอนสลบอยู่กลางทุ่งไร่ พร้อมกับวัวที่ยืนอยู่ตรงนั้นหลายร้อยตัวพอเค้นถามชายวัยกลางคนจึงรู้ว่า ศิลาถูกใช้ให้แบกน้ำในถังไปให้วัวในไร่จนเป็นลมไป คนเป็นภรรยาที่รู้ว่าสามีทำแบบนี้ยิ่งไม่พอใจเขาทำเกินไปศิลาเองก็ไม่ได้ผิดอะไรด้วยซ้ำ ทำไมสามีของเธอถึงได้ใจดำแบบนี้ เขาแค่รักและชอบลูกสาวของเธอมันผิดด้วยเหรอ ดีอีกที่ลูกสาวของเธอมีคนรักคนดูแล เธอจะได้หายห่วงยามที่เอื้อยต้องอยู่ไกลบ้าน“เอ่อ เราไม่กินข้าวแล้วเหรอ” เสียงราบเรียบว่าอย่างสลดไม่คิดว่าภรรยาและลูกสาวจะโกรธมากขนาดนี้ โกรธจนไม่ตั้งโต๊ะกินข้าวเลยกระทั่งของโปรดที่เขาชอบ ภรรยาสุดที่รักก็เทมันทิ้งลงถังขยะต่อหน้าเขา เหลือไว้ก็แต่ผัดเปรี้ยวหวานกับต้มซุปเอ็นร้อยหวายซึ่งเขามารู้ทีหลังว่ากับข้าวทั้งสองอย่างนี้เป็นของโปรดของไอ้เด็กหน้าจืดนั้น“คุณยังต้องกินข้าวด้วยเหรอ งานการก็ไม่ทำจะกินทำไมให้เสียข้าวสุก” ภรรยาสวนกลับผู้เป็นสามี โทษฐานที่ปล่อยให้ศิลาทำงานอยู่คนเดียวจนไม่สบาย“โถ่ว!อ
“เอ่อจะให้ผมทำอะไรครับ” ทำไมเขาถึงได้รู้สึกถึงรางไม่ดี พ่อของพี่เอื้อยจะให้เขาทำอะไรกันแน่“เอ็งไปเอาน้ำให้วัวพวกนั้นสิ” นิ้วมือหนาชี้ไปยังวัวที่ถูกปล่อยให้เดินกินหญ้ากลางทุ่งหลายร้อยตัว พร้อมกับเอาถังสีส่งให้เด็กหนุ่ม“นั้นสายยางเปิดน้ำ เอาให้มันกินทุกตัวล่ะ” ชายวัยกลางคนว่าด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ศิลาที่มองตามนิ้วชี้ของชายวัยกลางคนได้แต่ตาโตตกใจกับงานที่ว่าที่พ่อตาให้เขาทำ“แต่พ่อครับ!” เขาตายแน่ๆ ถ้าเกิดว่าต้องเอาน้ำให้วัวพวกนั้นกินทั้งหมด“เอ็งมีสิทธิ์ปฏิเสธด้วยเหรอ?” หึ เอาสิตอนนี้ไหนล่ะสีหน้ายิ้มระรื่นนั้นมันหายไปไหนแล้ว หน้าตาอวดดีแบบนั้นมันหายไปไหนกันพ่อหนุ่มน้อยเขาล่ะอยากจะถ่ายรูปของไอ้เด็กหนุ่มคนนี้ไปให้พ่อมันดูจังเลย อยากเห็นสีหน้าของไอ้พิภพว่ามันจะเป็นยังไง ยามที่เห็นเขารังแกลูกชายสุดที่รักของมัน“เอ้า!จะยื่นนิ่งอยู่ทำไมรีบไปเอาน้ำให้ลูกๆของข้าสิ เดี๋ยวมันหิวน้ำตาย” ชายวัยกลางคนไล่เด็กหนุ่มให้เร่งมือ ก่อนที่ภรรยาและลูกสาวของเขาจะกลับมาเห็นเดี๋ยวจะหาว่าพ่อและสามีคนนี้ใจร้ายใจดำอีก ที่ไปรังแกเด็กมัน แต่ก็น่ะ.....ช่วยไม่ได้มันมาทำหน้าตากวนๆ ให้เขาหมั่นไส้เองชายวัยกลางคนนั่งมอ
ยังไม่ทันที่รถยนต์คันหรูจะจอดอยู่หน้าบ้าน เอื้อยก็เห็นคนเป็นพ่อยืนกอดอกรอแล้ว เธอใช้เวลาขับรถไม่นานเท่าไหร่ เพราะต่างจังหวัดหากไม่ใช่ช่วงเทศกาลรถจะไม่ติดทำให้หลังจากที่ไปดูที่ดินกับศิลาแล้ว ก็ขับรถมาที่บ้านที่ขอนแก่นได้เลย“พี่เอื้อย พี่ทะเลาะกับพ่อเหรอครับ” คนที่กล้ายืนกอดอกจ้องมองรถของพี่เอื้อยขนาดนี้ คงมีแค่คนเดียวเท่านั้น ซึ่งก็เป็นพ่อของพี่เอื้อยแต่ทำไมคุณพ่อต้องทำท่าทางและสีหน้าแบบนี้ด้วย เขากับพี่เอื้อยทะเลาะกันเหรอ ศิลาคิดในใจเมื่อได้ลองย้อนไปเมื่อคืนถึงสีหน้าของพี่เอื้อย ที่ไม่ค่อยสู้ดีหนักหลังจากคุยโทรศัพท์กับคนเป็นพ่อ“ไม่ใช่ พ่อพี่นิสัยเป็นแบบนี้เอง” เธอหันไปมองศิลาอดเป็นห่วงเด็กหนุ่มไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าพ่อจะรังแกเด็กหนุ่มหรือเปล่า และก็ไม่รู้ว่าศิลาจะรับมือกับพ่อยังไง“ครับ” เขาก็พอจะรู้หรอก ว่าพ่อพี่เอื้อยเป็นคนยังไงเพราะพ่อของเขาก็เตือนมาเหมือนกัน ว่าพ่อพี่เอื้อยหวงลูกสาวมากยิ่งเป็นลูกสาวคนเดียวยิ่งหวง“ศิลาเราลงไปกันเถอะ” เอื้อยพาเด็กหนุ่มเดินเข้าไปทักทายคนเป็นพ่อและแม่ของเธอ ที่กำลังเดินออกมารับเธอที่หน้าบ้านด้วยความที่เป็นบ้านนาบ้านของเอื้อยจึงแตกต่างจากที่บ้านขอ







