공유

บทที่ 2

작가: แตงโมปั่น
หลังจากผู้ชายคนนั้นจากไป ฉู่จือจิ้นก็ขึ้นรถเก๋งของตัวเอง

เมื่อรู้สึกว่าท่อนแขนสั่นเล็กน้อย ลมหายใจก็ติดขัดตามมา เธอรีบเปิดเพลงบรรเลงเบา ๆ ในรถทันที ก่อนเอนพิงพนักแล้วหลับตาสงบอารมณ์

นี่คือผลข้างเคียงทางกายที่หลงเหลือจากอาการป่วยทางจิตใจ

ฉู่จือจิ้นไม่อยากยอมรับว่าการได้พบกู้จินเหิงและฉู่ฮั่วอีกครั้ง ทำให้ช่วงเวลาในอดีตที่เธอถูกเลือกแล้วถูกทอดทิ้งซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถาโถมกลับมาราวกับกระแสน้ำหลาก

เธอเติบโตมาในตระกูลซูตั้งแต่เด็ก

แม้สามีภรรยาตระกูลซูจะร่ำรวยขึ้นมาจากการทำธุรกิจ แต่ความคิดยังคงหัวโบราณ ให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่าลูกสาว เธอจึงไม่เป็นที่โปรดปรานของผู้ใหญ่ในบ้านมาตั้งแต่เล็ก ทั้งที่บ้านมีเงินพอจะจ้างคนรับใช้ แต่กลับจงใจให้เธอรับผิดชอบงานบ้านทั้งหมด ทุกคนมองเธอเป็นตัวภาระ เป็นลูกสาวที่เลี้ยงไปก็ขาดทุน

กระทั่งตอนเธออายุห้าขวบ ซูเหวินเจ๋อ น้องชายของเธอถือกำเนิดขึ้น ตระกูลซูดีใจกันแทบคลั่ง ทั้งรักทั้งตามใจเขาสารพัด แต่กลับยิ่งเย็นชาและเข้มงวดกับเธอมากขึ้น

โชคดีที่ซูเหวินเจ๋อคอยปกป้องเธอสุดหัวใจมาตั้งแต่เด็ก

เวลาคนในครอบครัวรังแกหรือดูถูกเธอ เขามักจะเท้าเอวยืนขวางอยู่ตรงหน้า เชิดคอร้องปกป้องอย่างเอาเป็นเอาตายว่า “พี่สาวผมไม่ใช่ลูกสาวที่เลี้ยงไปก็ขาดทุนสักหน่อย เธอเป็นพี่สาวที่ดีที่สุด ต่อไปพวกพ่อแม่ทุกคนจะเอื้อมไม่ถึงเธอด้วยซ้ำ!”

ในช่วงเวลาอันทรมานและแห้งแล้งเหล่านั้น น้องชายกลายเป็นแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวในชีวิตของเธอ

ต่อมา ตอนอายุสิบแปดปี ธุรกิจของครอบครัวประสบวิกฤต พ่อแม่บุญธรรมใจร้ายถึงขั้นขังเธอไว้ในห้องใต้หลังคา ยกเลิกสถานะนักเรียน ไม่ยอมให้เธอสอบเข้ามหาวิทยาลัย และบังคับให้เธอแต่งงานกับนักธุรกิจเศรษฐีวัยกลางคนรูปร่างอ้วนเผละเพื่อใช้หนี้ ไม่ว่าเธอจะอ้อนวอนอย่างสิ้นหวังเพียงใด พวกเขาก็ไม่สะทกสะท้านอะไรเลย

ในวันสอบเข้ามหาวิทยาลัย เธอที่สิ้นหวังถึงขีดสุดเกิดความคิดอยากจบชีวิต แต่ซูเหวินเจ๋อกลับดั้นด้นตามหาเธอจนเจอ และดึงเธอหนีออกไป

เธอได้เข้าสอบดังใจหวัง และยังคว้าอันดับหนึ่งในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ในคราวเดียว ส่วนซูเหวินเจ๋อที่เฝ้าอยู่ด้านนอกวิ่งข้ามถนนไปขอความช่วยเหลือจากป้อมยามฝั่งตรงข้ามเพื่อขวางพ่อแม่บุญธรรมที่ตามมา แต่กลับถูกรถบรรทุกพุ่งชนเข้าเต็มแรงจนกลายเป็นเจ้าชายนิทรา

ที่โรงพยาบาล พ่อแม่บุญธรรมโยนความผิดทั้งหมดให้เธอ ด่าทอและลงไม้ลงมือต่อหน้าผู้คนเพื่อระบายความโกรธ

ถึงขั้นคิดจะยอมแพ้กับซูเหวินเจ๋อที่ไม่มีความหวังจะฟื้นขึ้นมา

เธอไม่ยอมและคุกเข่าอ้อนวอนต่อหน้าผู้คน กระทั่งเอ่ยปากข่มขู่ ในที่สุดจึงรักษาชีวิตของเขาไว้ได้

ในวันที่ประกาศผลสอบเข้ามหาวิทยาลัย สถานะนักเรียนอันดับหนึ่งของเธอเพียงพอจะสร้างชื่อเสียงให้ตระกูลซู พ่อบุญธรรมจึงจัดงานฉลองอย่างเอิกเกริก หลังจากนั้นยังกรอกสาขาบริหารธุรกิจให้เธอ หวังอาศัยเธอทะยานขึ้นไปแสวงหาผลประโยชน์ เธอไม่คิดจะโต้เถียง ตอนนั้นเองเธอก็พบบันทึกเล่มหนึ่งในกระเป๋านักเรียนของน้องชาย

เธอถึงได้รู้ว่าที่แท้เด็กหนุ่มซึ่งดูร่าเริงคนนั้น จมอยู่กับภาวะซึมเศร้ามานานหลายปี แบกรับครอบครัวที่บิดเบี้ยวและแรงกดดันมหาศาลเพียงลำพัง เขาพยายามสุดกำลังเพียงเพราะอยากช่วยเธอให้หลุดพ้นจากขุมนรกแห่งความทุกข์

ดังนั้นเธอจึงเปลี่ยนสาขาที่สมัครไว้ในคืนนั้นทันที เลือกเรียนด้านจิตวิทยาที่มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ของเมืองหลวง หวังว่าสักวันเมื่อน้องชายฟื้นขึ้นมา เธอจะสามารถรักษาเขาและรักษาผู้คนได้มากกว่านี้

เธอพาน้องชายย้ายไปอยู่สถานพักฟื้นของรัฐในเมืองหลวง เรียนไปด้วยดูแลน้องชายไปด้วย ขณะเดียวกันก็ทำงานพิเศษอย่างยากลำบากเพื่อแบกรับค่ารักษาพยาบาลของน้องชาย

หลังเรียนจบ ในปีที่เธอทำงานอาสาสมัคร ตระกูลฉู่ซึ่งเป็นครอบครัวแท้ ๆ ก็ตามหาเธอเจอ

ในตอนนั้น ฉู่ฮั่วที่ถูกสลับตัวมานานหลายปีเพิ่งเรียนจบจากต่างประเทศและกลับมา เธอกลายเป็นนักเปียโนดาวรุ่งที่เริ่มมีชื่อเสียงในวงการดนตรีระดับนานาชาติแล้ว

เมื่อตระกูลซูรู้ความจริง ก็ยืนกรานว่าจะขอเปลี่ยนตัวลูกสาวแท้ ๆ ที่สลับกันสิบแปดปีกลับคืนมา แต่ตระกูลฉู่กลับไม่ยินยอมทุกวิถีทาง พวกเขาจะตัดใจปล่อยไข่มุกล้ำค่าที่เลี้ยงดูอย่างทะนุถนอมและทุ่มเทอบรมบ่มเพาะมาหลายปีไปได้ยังไง?

ท่าทีของคุณนายฉู่ยิ่งแข็งกร้าวและขวานผ่าซาก ตระกูลซูต้องรับเงินชดเชยก้อนโตแล้วปล่อยให้ลูกสาวทั้งสองคนอยู่ที่ตระกูลฉู่ต่อไป หรือไม่ก็เปลี่ยนผิดให้เป็นถูกต่อไปและไม่ต้องติดต่อกันอีกเลย

ตระกูลซูทั้งโกรธทั้งแค้น เอาแต่คิดจะอาศัยลูกสาวแท้ ๆ ไปเกาะความรุ่งเรืองของตระกูลใหญ่ เมื่อเห็นว่าตระกูลฉู่ไม่ยอมอ่อนข้อเลยแม้แต่น้อย พวกเขาก็ปล่อยตัวตามยถากรรมทันที ไม่เพียงแต่แจ้งตำรวจเท่านั้น แต่ยังไปออกรายการร้องทุกข์ของประชาชนเพื่อเปิดโปงเรื่องนี้อย่างเอิกเกริก

คนที่ไม่มีอะไรจะเสียย่อมไม่กลัวคนมีหน้ามีตา เมื่อกระแสสังคมลุกลาม ราคาหุ้นของตระกูลฉู่ก็ผันผวนต่อเนื่อง สุดท้ายพวกเขาจึงจำใจต้องยอมประนีประนอม

ท้ายที่สุด ตระกูลฉู่ประกาศความจริงเรื่องชาติกำเนิดต่อสาธารณะ แต่รับฉู่ฮั่วเป็นลูกบุญธรรม ส่วนตระกูลซูก็ยอมตกลงไปตามน้ำเพื่อเอาใจลูกสาวแท้ ๆ ไม่ต้องเปลี่ยนนามสกุลหรือชื่อตามความต้องการของฉู่ฮั่ว

แต่ตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่เคยมีใครถามความคิดของเธอเลยสักคน

ทันใดนั้น เสียงโทรศัพท์ดังถี่กระชั้นก็ขัดจังหวะความคิดของฉู่จือจิ้น เธอเหลือบมองชื่อสายเรียกเข้า ก่อนจะค่อย ๆ กดรับ

“แม่”

“จิ้นจิ้น วันนี้ลูกจะกลับบ้านไหม?”

ดวงตาฉู่จือจิ้นหม่นลง

วันนี้เป็นคืนส่งท้ายปีเก่า หลายปีที่ผ่านมาในฐานะลูกสาว เธอไม่เคยต้องให้ใครเอ่ยถาม ต่อให้ยุ่งแค่ไหนเธอก็กลับบ้านตรงเวลาเสมอ

แม้นี่จะเป็นเพียงคำถามหยั่งเชิง แต่คำตอบที่อีกฝ่ายต้องการนั้นชัดเจนอยู่แล้ว

ดังนั้นเธอจึงตอบว่า “ไม่กลับค่ะ ที่ศูนย์ให้คำปรึกษายังมีธุระ พวกแม่อยู่กันเป็นครอบครัวให้สนุกเถอะค่ะ”

ปลายสายตกอยู่ในความเงียบสนิทยาวนาน สุดท้ายจึงมีเสียงถอนหายใจแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยินดังมา

“เมื่อกี้ฮั่วฮั่วกับจินเหิงโทรกลับมา แม่ได้ยินเรื่องที่พวกลูกบังเอิญเจอกันแล้ว พวกเขาเพิ่งกลับประเทศมา แถมยังพาลูกมาด้วย ถ้าพวกลูกอยู่ใต้ชายคาเดียวกันก็คงกระอักกระอ่วนอยู่ดี แค่กินข้าวมื้อเดียวเอง ลูกเป็นพี่ก็ยอมฮั่วฮั่วหน่อยสิ”

“อีกอย่าง เรื่องในตอนนั้น ถ้าลูกจะโทษก็โทษพวกเราเถอะ ถ้ารู้ตั้งแต่แรกว่าฮั่วฮั่วชอบเขามาตลอด แต่ที่อดทนไม่ยอมพูดก็เพราะตัวเองไม่ใช่ลูกสาวแท้ ๆ ของตระกูลฉู่ ไม่ว่ายังไงพวกเราก็ไม่มีทางให้ลูกแต่งงานกับเขาแน่...”

คำพูดเหล่านี้ถูกพูดมานับครั้งไม่ถ้วน ฉู่จือจิ้นไม่อยากฟังอีกแล้ว

เธอสตาร์ตรถ ขับมุ่งหน้าไปยังศูนย์ให้คำปรึกษาพร้อมเอ่ยขัดว่า “อืม หนูเข้าใจค่ะ ถ้าอย่างนั้นรบกวนอาโจวส่งซินซินกลับอพาร์ตเมนต์ด้วยนะคะ หนูจะให้พี่เลี้ยงไปดูแลเธอ”

เมื่อเห็นว่าฉู่จือจิ้นรู้กาลเทศะ คุณนายฉู่ เมิ่งหว่านชิง ที่อยู่ปลายสายถึงได้พอใจ น้ำเสียงก็อ่อนลงด้วย

เธอยิ้มบางพลางเอ่ยว่า “ไม่ต้องยุ่งยากหรอก เด็ก ๆ มาอยู่รวมกันก็ดี จะได้ครึกครื้น”

ฉู่จือจิ้นรับคำ ก่อนจะตัดสายโทรศัพท์

ในบรรดาตระกูลมหาเศรษฐีชั้นนำของเมืองหลวง ตระกูลกู้และตระกูลฉู่ต่างมีที่ยืนอย่างมั่นคง แม้เธอจะเป็นลูกสาวแท้ ๆ ที่ตระกูลฉู่ตามกลับมา แต่ตระกูลฉู่กลับไม่เคยใส่ใจ ตอนนั้นเธอตกอยู่ท่ามกลางกระแสการคุกคามบนอินเทอร์เน็ตอย่างหนัก ตระกูลฉู่ยังไม่เคยยื่นมือเข้าช่วย ถึงขั้นหลังจากกู้จินเหิงกดดันโรงพยาบาลให้ไล่เธอออก ก็ไม่มีโรงพยาบาลแห่งใดในเมืองหลวงกล้ารับเธอเข้าทำงานอีก

เมื่อจนตรอก เธอจึงทำได้เพียงเริ่มธุรกิจเปิดศูนย์ให้คำปรึกษาด้านจิตวิทยา แม้ช่วงแรกจะยากลำบาก แต่โชคดีที่สวรรค์ยังเมตตา เธอรับรักษาและช่วยผู้ป่วยออทิสติกหลายรายที่โรงพยาบาลรัฐเคยตัดสินว่าไร้ทางรักษาจนหายดีติดต่อกัน ด้วยเหตุนี้ชื่อเสียงของเธอจึงโด่งดังขึ้นมา ดึงดูดผู้ป่วยนับไม่ถ้วนให้เดินทางมารับการรักษา และทำให้เธอคว้ารางวัลมากมายในวงการ และภายใต้การดูแลของเธอก็เริ่มมีจิตแพทย์ชั้นนำจำนวนหนึ่งมารวมตัวกัน

ส่วนงานวิจัยเชิงวิชาชีพที่เธอตีพิมพ์ลงบนเว็บไซต์ต่างประเทศก็บังเอิญเข้าตาดร.ไป๋ เธอจึงได้รับคำเชิญให้เข้าฝึกอบรมที่โรงพยาบาลจิตเวชมู่เฉิง และยังกลายเป็นศิษย์ตัวน้อยที่ดร.ไป๋รับไว้เป็นศิษย์คนสุดท้าย

ตอนนี้ อีกไม่นานจะมีการจัดการประชุมให้คำปรึกษาด้านจิตวิทยาระดับโลกขึ้นที่เมืองหลวง

เมื่อถึงเวลานั้น ปรมาจารย์และผู้เชี่ยวชาญชั้นนำด้านจิตวิทยาจากทั่วโลกจะมารวมตัวกัน ระดับของงานสูงมาก และหัวใจสำคัญของงานประชุมครั้งนี้คือการเปิดเผยผลลัพธ์ใหม่จากหัวข้อวิจัยที่เธอ รุ่นพี่ และอาจารย์ทุ่มเทศึกษามาตลอดห้าปี เกี่ยวกับการแทรกแซงและการบำบัดโรคเครียดหลังเผชิญเหตุการณ์รุนแรง

กล่าวได้ว่าหากผลลัพธ์ชิ้นนี้สามารถนำไปใช้ทางคลินิกได้ อาจช่วยลดอัตราการเกิดโรคได้อย่างมาก เพียงแต่ตอนนี้ยังมีรายละเอียดบางส่วนที่ต้องพิจารณาให้รอบคอบ

เธอลดกระจกรถลง ลมเย็นพัดกระทบใบหน้า พัดพาความเลื่อนลอยที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดไปจนหมด

ชีวิตคนเราสั้นนัก ยังมีอีกหลายสิ่งที่ทำได้ และยังมีคุณค่าอีกมากมายที่สามารถสร้างขึ้นมา ไม่จำเป็นต้องหยุดอยู่กับความทุกข์ยากในอดีต แล้วถักทอรังพันธนาการตัวเอง

……

สองทุ่ม ฉู่จือจิ้นเพิ่งจบการประชุมข้ามประเทศร่วมกับรุ่นพี่เส้าเวินเหยียนและอาจารย์ เธอรินกาแฟหนึ่งแก้ว ก่อนจะเดินออกมายังระเบียง

เมื่อมองออกไปไกล ๆ เบื้องล่างเต็มไปด้วยแสงสีระยิบระยับทั่วทั้งเมือง รถราบนถนนสัญจรขวักไขว่เชื่อมต่อกันเป็นสาย ดอกไม้ไฟส่งท้ายปีค่อย ๆ เบ่งบานขึ้นบนท้องฟ้ายามค่ำคืนทีละลูก

เธอมองอย่างสงบนิ่ง แต่ในหัวกลับกำลังนึกย้อนถึงประเด็นที่อาจารย์เพิ่งเสนอขึ้นมา การบำบัดโรคเครียดหลังเผชิญเหตุการณ์รุนแรงควรให้ความสำคัญกับการใช้ยาเพื่อแทรกแซงโดยบังคับก่อน หรือควรทำตามความต้องการของผู้ป่วยและให้คำปรึกษาก่อน?

ฉู่จือจิ้นกับรุ่นพี่เส้าเวินเหยียนยืนอยู่คนละมุมมอง

ฉู่จือจิ้นเป็นผู้ที่เคยประสบเรื่องนี้ด้วยตัวเอง เธอเชื่อว่าโรคเครียดหลังเผชิญเหตุการณ์รุนแรงเกิดจากอารมณ์ที่ถูกสมองกดทับและซ่อนเอาไว้ ผู้ป่วยเคยชินกับความมืดมนและเลือกหลบหนีแทนที่จะเผชิญหน้ากับแสงสว่างมานานแล้ว ดังนั้นควรใช้ยาทำให้สภาพกายและใจคงที่ก่อน แล้วจึงค่อยให้คำปรึกษาเพื่อคลี่คลายบาดแผลต้นเหตุ

แต่เส้าเวินเหยียนกลับสนับสนุนให้เคารพความรู้สึกแท้จริงของผู้ป่วยก่อน ใช้ความเข้าอกเข้าใจในการให้คำปรึกษาเพื่อคลี่คลายปมในใจ การใช้ยาโดยผลีผลามมีแต่จะเพิ่มแรงต่อต้าน และการพึ่งพายามากเกินไป สุดท้ายก็เป็นเพียงการรักษาปลายเหตุ ไม่ได้แก้ที่ต้นตอ

เธอกำลังจมอยู่ในห้วงความคิด จนไม่ทันรู้ตัวเลยว่ากาแฟในมือถูกหยิบออกไปเงียบ ๆ แล้วเปลี่ยนเป็นนมอุ่นหนึ่งแก้ว

“กาแฟไม่ดีต่อการควบคุมอารมณ์ จินนี่ เมื่อไหร่เธอจะยอมปฏิบัติตามคำสั่งหมอดี ๆ สักที?”

รุ่นพี่เส้าเวินเหยียนนั่นเอง

เขาสูงเกือบหนึ่งร้อยเก้าสิบเซนติเมตร สวมเสื้อโค้ตสีอูฐ ใส่แว่นกรอบทอง มือข้างหนึ่งล้วงกระเป๋ายืนอยู่ข้างเธอ เป็นความสุภาพแบบปัญญาชนผสมผสานกับความไม่ยี่หระอยู่เล็กน้อย

ยามมองเธอ ใบหน้าเขาเต็มไปด้วยความเอ็นดู แต่ก็เจือความจนใจอยู่เล็กน้อย

ฉู่จือจิ้นได้สติกลับมา เธอยกนมขึ้นจิบอย่างรู้สึกผิดเล็กน้อย “ในลาเต้ก็มีนมเหมือนกันนี่”

เส้าเวินเหยียนเลิกคิ้วอย่างพูดไม่ออกไปชั่วขณะ ก่อนจะหลุดหัวเราะด้วยความฉุนปนขำ

เขายืนอยู่ข้างเธอและมองออกไปไกลพร้อมกัน เห็นแม่น้ำฉินหวยทอดยาวคดเคี้ยว ผู้คนสองฝั่งขวักไขว่ เบื้องหน้าล้วนเต็มไปด้วยกลิ่นอายชีวิตอันเข้มข้น

หลังเงียบไปนาน เส้าเวินเหยียนก็เอ่ยขึ้นกะทันหัน “จินนี่...สามีเก่ากับน้องสาวของเธอกลับมาแล้วเหรอ?”

이 작품을 무료로 읽으실 수 있습니다
QR 코드를 스캔하여 앱을 다운로드하세요

최신 챕터

  • วิวาห์นี้ยากจะเลิก   บทที่ 30

    ซินซินกระโดดลงจากโซฟาแล้ววิ่งวนรอบกล่องครั้งแล้วครั้งเล่า ใบหน้าเล็กแดงก่ำด้วยความตื่นเต้นราวกับแอปเปิลสุกสีแดงสด“เป็นหุ่นยนต์!”ฉู่จือจิ้นกำลังล้างผลไม้อยู่ในครัว พอได้ยินเสียงก็เดินออกมา เพียงแวบแรกก็เห็นกล่องบรรจุภัณฑ์ในห้องรับแขก และกู้จินเหิงซึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ ด้วยสีหน้าสงบนิ่งเธอขมวดคิ้วเล็กน้อยพร้อมกับชะงักฝีเท้า“ประธานกู้?”“อย่าเข้าใจผิด พอดีผลิตภัณฑ์ใหม่ของบริษัทเพิ่งออกจากสายการผลิต เลยมอบหุ่นยนต์ตัวนี้ให้ซินซิน ถือเป็นน้ำใจจากฉันในฐานะ...อา”กู้จินเหิงกลืนคำว่า “พ่อ” กลับลงไปอย่างฝืน ๆ แล้วเปลี่ยนเป็น “อา” แทน บางครั้งเขาก็ลืมไปว่าเขากับเธอไม่ได้อยู่ในสถานะสมรสกันแล้วน้ำเสียงของเขาราบเรียบไร้คลื่นอารมณ์ แต่เมื่อเห็นเจ้าตัวน้อยตื่นเต้นดีใจ ภายในส่วนลึกของหัวใจก็มีบางแห่งอ่อนยวบลงซินซินกะพริบดวงตากลมโตฉ่ำวาว มือเล็กทั้งสองปิดปากไว้ ใบหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจขณะมองฉู่จือจิ้น “หม่ามี้ อากู้บอกว่าให้หนู หนูแกะได้ไหมคะ?”ฉู่จือจิ้นยังไม่ทันตอบ เสียงของฉู่ฮั่วก็ดังมาจากบันได“จินเหิง”วันนี้เธอสวมชุดลำลองอยู่บ้านสีเหลืองอ่อน ผมรวบหลวม ๆ หน้าตาดูสดใสดีเธอกวาดตาม

  • วิวาห์นี้ยากจะเลิก   บทที่ 29

    คำเรียก “จิ้นจิ้น” เมื่อครู่ ฟังดูไม่เหมือนความดีใจ แต่คล้ายความสงสัยมากกว่า สงสัยว่าทำไมเวลานี้ฉู่จือจิ้นถึงมาอยู่ที่นี่...แววตาของสวี่โจวหล่านหม่นลงเล็กน้อย เขาละสายตากลับ ก่อนจะยกมุมปากเป็นรอยยิ้มบางและหันไปมองฉู่จือจิ้น แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนกว่าก่อนหน้านี้อีกหลายเท่า“จือจิ้น เมื่อกี้คุณรับปากแล้วว่าจะไปกินข้าวกับผม ถ้ายังไม่ไปอีก อาหารคงเย็นหมดแล้วนะ”เขาพูดพลางรับกระเป๋าสะพายไหล่ของเธอมาคล้องไว้บนไหล่ตัวเองอย่างเป็นธรรมชาติเมิ่งหว่านชิงยังอยากถามอีกสองสามประโยค แต่สวี่โจวหล่านเปิดประตูรถพร้อมยกมือเชื้อเชิญฉู่จือจิ้นแล้วแม้เขาจะไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่ท่าทีเย็นชาและห่างเหินที่มีต่อคนตระกูลฉู่ กับท่าทีอ่อนโยนเอาใจใส่ฉู่จือจิ้นกลับแตกต่างกันอย่างชัดเจนดวงตาสีเข้มของกู้จินเหิงหม่นลง ใบหน้าหล่อเหลาที่ไม่เคยแสดงอารมณ์เหมือนปรากฏรอยร้าวขึ้นเล็กน้อยฉู่ฮั่วอยู่กับกู้จินเหิงมาหลายปี จึงพอเดานิสัยของเขาได้บ้าง เธอมองออกว่ากู้จินเหิงในตอนนี้ผิดปกติแววตาของเธอมืดลง ยกมือกุมหน้าอก ก่อนแสร้งพูดด้วยลมหายใจติดขัด “จินเหิง ฉัน ฉันรู้สึกแย่มาก... เหมือนจะหายใจไม่ออก...”เธอไม่มีวัน

  • วิวาห์นี้ยากจะเลิก   บทที่ 28

    เธอชะงักไปเล็กน้อย แววตาใสกระจ่างและห่างเหิน “ขอบคุณประธานกู้ที่เป็นห่วง ฉันสบายดีค่ะ”พูดจบ เธอก็เดินจากไปทันทีกู้จินเหิงขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาดึงสติกลับมา ก่อนจะก้มหน้าเปิดเอกสารต่ออ่านไปได้สองบรรทัด สิ่งที่อ่านกลับไม่เข้าหัวแม้แต่คำเดียวความคิดเริ่มล่องลอยสองวันนี้ที่พบฉู่จือจิ้นในศูนย์รักษา ไม่ว่าจะเป็นตอนเดินสวนกันในทางเดิน หรือคำกำชับสั้นกระชับในห้องผู้ป่วยล้วนทำให้เขารู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก ขณะเดียวกันก็ทำตัวไม่ถูก...ทั้งที่พวกเขาแทบไม่ได้พูดอะไรกัน แต่เพียงได้อยู่ในพื้นที่เดียวกับเธอ ต่อให้ต่างคนต่างไม่รบกวนกัน เขาก็ยังรู้สึกสบายกว่าปกติความรู้สึกเช่นนี้ทำให้คนที่สุขุม ควบคุมตัวเองได้ดี และใช้ชีวิตตามกฎเกณฑ์มาโดยตลอดอย่างเขารู้สึกสับสนเป็นครั้งแรก……สองวันต่อมา ช่วงเช้าฉู่จือจิ้นเซ็นชื่อที่เคาน์เตอร์พยาบาลเสร็จแล้วก็หันกลับไปยังห้องตรวจ ถอดเสื้อกาวน์สีขาวแขวนให้เรียบร้อย เตรียมเลิกงานเมื่อคืนเธอเข้าเวรกะดึก หลังส่งมอบงานเสร็จก็กลับได้แล้วทันทีที่เดินออกจากประตูอาคารสำนักงาน เธอก็มองเห็นรถมายบัคคันคุ้นตาจอดอยู่ตรงหน้าประตูแต่ไกลด้านหน้ารถ สวี่โจวหล่านในช

  • วิวาห์นี้ยากจะเลิก   บทที่ 27

    ……ใกล้เที่ยง คนตระกูลฉู่ก็มาถึงเมิ่งหว่านชิงถือกระติกเก็บความร้อนอยู่ในมือ ความสุขุมและสง่างามบนใบหน้าถูกแทนที่ด้วยความตึงเครียดและความกังวลทั้งหมด สิ่งแรกที่ทำหลังจากเข้าประตูคือใช้ดวงตาแดงเรื่อมองใบหน้าฉู่ฮั่ว“ผอมลงไปเยอะเลย”ฉู่กวงเฉิงเดินตามอยู่ด้านหลัง เขาสวมสูทเรียบกริบ สีหน้าเคร่งขรึม แต่ไม่อาจปิดบังความปวดใจในดวงตาได้เขามองฉู่ฮั่วอย่างรักใคร่ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “ที่นี่เป็นศูนย์ให้คำปรึกษาของจือจิ้น ลูกพักรักษาตัวให้ดี ขาดเหลืออะไรให้บอกจือจิ้นนะ”เพียงประโยคเดียวก็ฝากฝังเธอไว้กับฉู่จือจิ้นแล้วฉู่ฮั่วนั่งเอนอยู่บนเตียงผู้ป่วย ทุกคนห้อมล้อมเธอไว้ตรงกลาง เธอเอ่ยเสียงเบาด้วยขอบตาที่แดงเรื่อว่า “หนูไม่เป็นไรค่ะ จินเหิงดูแลหนูดีมาก”น้ำเสียงเต็มไปด้วยความออดอ้อนเมิ่งหว่านชิงปวดใจแทบทนไม่ไหว เธอนั่งลงข้างเตียงและกุมมือลูกสาวไว้ พร่ำเรียกไม่หยุดว่า “ลูกสาวสุดที่รักของแม่ต้องลำบากแล้ว”ฉู่กวงเฉิงยืนอยู่ด้านข้าง แม้จะพูดไม่เก่ง แต่สายตาที่มองฉู่ฮั่วก็เต็มไปด้วยความปวดใจประตูห้องผู้ป่วยไม่ได้ปิด ฉู่จือจิ้นสวมเสื้อกาวน์สีขาวยืนอยู่หน้าประตูราวกับฝ่าเท้าถูกตรึงไ

  • วิวาห์นี้ยากจะเลิก   บทที่ 26

    เมื่อเห็นใบหน้าฉู่จือจิ้นซีดขาว ริมฝีปากสั่นเล็กน้อย แววตาเหม่อลอย ดวงตาของฉู่ฮั่วก็ฉายแววสะใจนังสารเลว! แกมีสิทธิ์อะไรมาใช้ชีวิตดีขนาดนี้? แกแย่งทุกอย่างที่ควรเป็นของฉันไป แกต่างหากที่สมควรตาย!ในตอนนั้นเอง ประตูก็เปิดออกกู้จินเหิงยืนอยู่หน้าประตู มือข้างหนึ่งวางอยู่บนลูกบิดสายตาของเขากวาดผ่านฉู่จือจิ้นที่ดูผิดปกติก่อน คิ้วขมวดเล็กน้อย จากนั้นจึงเลื่อนไปมองฉู่ฮั่วเมื่อเห็นเธอร้องไห้จนน้ำตานองหน้า อารมณ์ผิดปกติ เขาก็รีบเดินเข้าไปหา ก่อนวางมือลงบนไหล่ฉู่ฮั่ว“เป็นอะไรไป?”ฉู่ฮั่วไม่พูด ทำท่าเหมือนกำลังอดกลั้น ดูเต็มไปด้วยความน้อยใจแต่ก็ไม่อยากให้ใครตำหนิฉู่จือจิ้นหางตาของเธอคอยสังเกตปฏิกิริยาของฉู่จือจิ้น ก่อนจะจงใจขยับเข้าไปพิงอ้อมอกกู้จินเหิงมากขึ้น แล้วยื่นมือโอบเอวแกร่งของเขาไว้ร่างกู้จินเหิงแข็งเกร็งเล็กน้อย คิ้วขมวดแน่นกว่าเดิม แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ผลักเธอออกฝ่ามือใหญ่ อบอุ่น และหนักแน่น ตบไหล่เธอเบา ๆ แรงมืออ่อนโยนราวกับกำลังปลอบเมื่อครู่เขายืนอยู่หน้าประตู และได้ยินคำถามทั้งน้อยใจและดื้อรั้นของเธอทั้งหมดตอนนี้อาการของเธอยังไม่มั่นคง เขาไม่อยากให้อาการของเธอหนัก

  • วิวาห์นี้ยากจะเลิก   บทที่ 25

    “ไม่เป็นอะไรแล้ว”“ไม่เป็นอะไรจริง ๆ เหรอ?”“อืม”น้ำเสียงของเขาฟังดูสบาย ๆ ราวกับกำลังพูดถึงเรื่องที่ไม่สำคัญอะไรแต่หลังตอบจบ สายตากลับมองไปยังแขนขวาโดยไม่รู้ตัว ตรงนั้นยังมีผ้าก๊อซที่ฉู่จือจิ้นพันให้ด้วยมือตัวเองไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ หลังจากวันนั้น เขากลับไม่ได้ไปเปลี่ยนยาตามปกติ...ฉู่จือจิ้นปิดสมุดบันทึก ยกมือบีบสันจมูกที่ปวดตึง ผ่านไปหลายวินาทีถึงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “ร่างกายของประธานกู้ล้ำค่า ทางที่ดีไปโรงพยาบาลถ่ายเอกซเรย์ดูสักหน่อย อย่าปล่อยไว้นานค่ะ”เธอไม่ชอบติดหนี้บุญคุณใคร ยิ่งเป็นกู้จินเหิงก็ยิ่งไม่อยากติดค้าง“...ไม่ต้องหรอก” ท่าทีห่างเหินของเธอทำให้กู้จินเหิงขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัวน้ำเสียงเย็นชากระด้างของเขาทำให้ฉู่จือจิ้นหงุดหงิด เธอจึงไม่ยืนกรานอีก เพียงเอ่ยว่า “ตามใจ งั้นแค่นี้นะคะ” แล้วเป็นฝ่ายวางสายจากนั้นเธอก็คว่ำโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ ลุกขึ้นไปรินน้ำอุ่นหนึ่งแก้วเธอดื่มไปครึ่งแก้ว ยืนพักอยู่ข้างหน้าต่างครู่หนึ่ง จึงกลับไปนั่งจัดรายงานต่อ……วันศุกร์ฉู่ฮั่วมาถึงคลินิกตรงเวลาคราวนี้เธอสวมเดรสไหมพรมตัวยาวสีเบจ แต่งหน้าอย่างประณีต บนใบหน้ามีรอยยิ้มหวาน ดูอ่อนโ

더보기
좋은 소설을 무료로 찾아 읽어보세요
GoodNovel 앱에서 수많은 인기 소설을 무료로 즐기세요! 마음에 드는 작품을 다운로드하고, 언제 어디서나 편하게 읽을 수 있습니다
앱에서 작품을 무료로 읽어보세요
앱에서 읽으려면 QR 코드를 스캔하세요.
DMCA.com Protection Status