Se connecterหลังจากกฤษตินและภาคภูมิเดินทางกลับไปแล้ว บ้านทั้งหลังก็กลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง
ปิ่นมุกยังคงยืนอยู่ที่เดิม ดวงตาคู่สวยมองไปยังประตูบ้านที่ชายหนุ่มเพิ่งเดินออกไปอย่างเหม่อลอยเธอยังไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นได้อย่างไร เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน เธอยังใช้ชีวิตตามปกติ แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นว่าเธอกำลังจะต้องแต่งงานกับผู้ชายที่แทบไม่รู้จักกันและที่สำคัญ...ผู้ชายคนนั้นไม่ได้เป็นคนที่เลือกเธอ เขาเพียงยอมรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเท่านั้น “ยืนทำอะไรอยู่ตรงนั้น” เสียงแข็งของมารดาปัทมาดังขึ้น ทำให้ปิ่นมุกสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนรีบหันกลับมา หญิงสาวก้มหน้าลงทันทีตามความเคยชิน “หนู...กำลังจะขึ้นห้องค่ะ” “ขึ้นห้อง?” อีกฝ่ายแค่นหัวเราะเบา ๆ พลางเดินเข้ามาหา “คิดว่าตัวเองยังมีเวลามานั่งคิดมากอีกหรือไง” ปิ่นมุกกำมือแน่นอยู่ด้านหน้า ก่อนจะตอบเสียงเบา “หนูไม่ได้คิดอะไรค่ะ” “ไม่ได้คิดอะไร แล้วเมื่อกี้ทำหน้าแบบนั้นทำไม” คำถามนั้นทำให้เธอเงียบ เธออยากบอกเหลือเกินว่าเธอไม่เคยรู้เรื่องการแต่งงานมาก่อน ไม่เคยเตรียมใจ และไม่เคยคิดว่าจะต้องไปแต่งงานกับคนที่ไม่รู้จัก แต่เธอรู้ดีว่าการพูดความรู้สึกของตัวเองออกมา ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นเพราะตั้งแต่เด็ก...เธอก็ไม่เคยมีสิทธิ์เลือกอยู่แล้ว “คุณปัทมาบอกว่าจะไม่แต่งงาน” ปิ่นมุกพูดช้า ๆ ดวงตายังคงก้มมองพื้น “แล้วทำไมต้องเป็นหนูด้วยคะ” หญิงสาวตรงหน้ามองเธออย่างไม่พอใจ ก่อนตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจ “เพราะเธอเป็นน้องสาวของปัทมาไง” “แต่ว่า...” ปิ่นมุกเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากสั่นน้อย ๆ “หนูไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลยนะคะ” “แล้วรู้ตอนนี้มันจะเปลี่ยนอะไรได้?” คำพูดนั้นทำให้ปิ่นมุกนิ่งไป เธอก้มหน้าลงอีกครั้ง จริงอย่างที่อีกฝ่ายพูด มันเปลี่ยนอะไรไม่ได้เลย ตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะเรื่องอะไร เธอก็มักเป็นคนสุดท้ายที่ได้รับรู้เสมอ หลายครั้งเธออยากปฏิเสธ อยากพูดว่าไม่ แต่ทุกครั้งที่ทำแบบนั้น เธอก็มักต้องพบกับบทลงโทษที่ทำให้เธอไม่กล้าขัดคำสั่งอีก “พ่ออยู่ไหนคะ” เธอถามเบา ๆ “ไปทำงาน” “หนูอยากคุยกับพ่อค่ะ” “จะคุยเรื่องอะไร” “เรื่องแต่งงาน...” น้ำเสียงของปิ่นมุกเบาลงกว่าเดิม เธอเพียงต้องการให้ใครสักคนบอกว่าเธอไม่จำเป็นต้องทำ หากเธอไม่พร้อม แต่คำตอบที่ได้รับกลับทำให้หัวใจเธอหนักอึ้งกว่าเดิม “ไปคุยกับพ่อก็เหมือนเดิม” “หมายความว่า...” “พ่อของเธอตัดสินใจไปแล้ว” ปิ่นมุกเม้มริมฝีปากแน่น “แต่หนูไม่อยากแต่งงานกับคนที่ไม่รู้จัก” คราวนี้น้ำเสียงของเธอมีความหวาดกลัวปะปนออกมาอย่างชัดเจน อีกฝ่ายกลับมองเธอนิ่ง ๆ “แล้วคิดว่าตัวเองมีสิทธิ์เลือกหรือไง” คำถามสั้น ๆ กลับเหมือนมีดที่กรีดลงกลางหัวใจ ปิ่นมุกชะงัก มือทั้งสองข้างที่กำอยู่ด้านหน้าเริ่มสั่น เธอรู้คำตอบดี ไม่มี เธอไม่มีสิทธิ์ ตั้งแต่แม่ของเธอจากไป ชีวิตของเธอก็เหมือนถูกกำหนดเอาไว้แล้วว่าต้องเดินไปทางไหน เรียนก็ต้องเรียนตามที่ครอบครัวต้องการ กลับบ้านก็ต้องกลับตามเวลา จะไปไหนก็ต้องขออนุญาต แม้แต่เรื่องสำคัญที่สุดในชีวิตอย่างการแต่งงาน...เธอก็ยังไม่มีสิทธิ์เลือกเอง “หนูเข้าใจแล้วค่ะ” ปิ่นมุกตอบในที่สุด เธอฝืนยิ้มบาง ๆ ทั้งที่ดวงตาเริ่มร้อนผ่าว “หนูจะแต่งงานค่ะ” “ดี” คำตอบสั้น ๆ ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของปิ่นมุกจางลง ไม่มีใครถามเธอเลยว่าเธอกลัวหรือไม่ ไม่มีใครถามว่าเธอเต็มใจหรือเปล่า ไม่มีใครถามว่าเธออยากใช้ชีวิตแบบไหน ทุกคนเพียงต้องการให้เธอทำตามสิ่งที่ถูกกำหนดเอาไว้ ปิ่นมุกหันหลังเดินขึ้นบันไดช้า ๆ ทุกย่างก้าวหนักอึ้งราวกับมีบางอย่างกดทับอยู่ในอก เมื่อเข้ามาถึงห้อง เธอปิดประตูเบา ๆ แล้วพิงแผ่นหลังลงกับประตู ความอดทนที่พยายามรักษาเอาไว้ตั้งแต่ด้านล่างค่อย ๆ พังลง หยดน้ำตาไหลออกมาจากดวงตาอย่างเงียบ ๆ “หนูต้องแต่งงานจริง ๆ เหรอคะแม่...” เสียงสั่นเครือหลุดออกมา เธอเงยหน้ามองรูปถ่ายเก่า ๆ ของมารดาที่วางอยู่บนโต๊ะ “ถ้าแม่ยังอยู่...แม่จะบอกให้หนูทำยังไง” ไม่มีเสียงตอบกลับ มีเพียงความเงียบที่โอบล้อมหญิงสาวเอาไว้ ปิ่นมุกยกมือขึ้นเช็ดน้ำตา ก่อนสูดลมหายใจเข้าลึก ๆเธอรู้ว่าร้องไห้ไปก็ไม่มีอะไรเปลี่ยน เพราะสุดท้าย...เธอก็ต้องทำตามคำสั่งอยู่ดี หญิงสาวเดินไปนั่งลงบนขอบเตียง กอดเข่าตัวเองเอาไว้แน่น ภาพของชายหนุ่มที่เพิ่งพบกันวันนี้ผุดขึ้นมาในความคิด กฤษติน... เขาดูเย็นชาและเข้าถึงยาก ที่สำคัญ เขาเองก็ไม่ได้ต้องการเธอ ปิ่นมุกหลับตาลงช้า ๆ “ถ้าคุณไม่ต้องการหนู...หนูจะต้องทำยังไงนะ” คำถามนั้นไม่มีใครตอบ เธอจึงทำได้เพียงปลอบตัวเองว่า... บางทีการเป็นภรรยาที่ดี และไม่สร้างปัญหา อาจทำให้ชีวิตของเธอไม่ยากเกินไปนัก ถึงแม้ลึก ๆ แล้วหัวใจของเธอจะหวาดกลัวกับอนาคตที่กำลังรออยู่ก็ตามหลังจากภาคภูมิออกจากห้องทำงานไปแล้ว กฤษตินยังคงนั่งอยู่ที่เดิม แฟ้มข้อมูลเกี่ยวกับปิ่นมุกวางอยู่ตรงหน้า แต่เขากลับไม่ได้เปิดอ่านอีกคำพูดของภาคภูมิยังคงดังอยู่ในหัว“เธออาจแค่ทำในสิ่งที่ตัวเองถูกสั่งมาตลอดชีวิต”กฤษตินหลุบตาลง สีหน้าครุ่นคิดอย่างหนักตลอดเวลาที่ผ่านมา เขามองการแต่งงานครั้งนี้จากมุมของตัวเอง เขาถูกบังคับให้แต่งงานเพราะเงื่อนไขของคุณปู่เขาไม่ต้องการผู้หญิงที่ครอบครัวเลือก และเมื่อเจ้าสาวเปลี่ยนตัว เขาก็ยิ่งไม่พอใจ ดังนั้นเขาจึงคิดว่าตัวเองเป็นฝ่ายเสียเปรียบเพียงคนเดียวแต่ตอนนี้...เขากลับเริ่มมองเห็นอีกด้านหนึ่งปิ่นมุกก็ถูกบังคับเหมือนกัน บางทีอาจมากกว่าเขาด้วยซ้ำกฤษตินเปิดแฟ้มขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เขาอ่านทุกบรรทัดอย่างตั้งใจ ข้อมูลไม่ได้มีอะไรซับซ้อน ปิ่นมุกสูญเสียแม่ตั้งแต่ยังเด็ก หลังจากนั้นเธอก็เติบโตอยู่ภายใต้การดูแลของครอบครัว ชีวิตของเธอถูกกำหนดจากคนอื่นมาตลอด เธอไม่เคยเป็นคนที่เรียกร้องอะไร ไม่เคยโต้เถียง ไม่เคยแย่งชิงสิ่งใดกับใครแม้กระทั่งตอนที่ปัทมาปฏิเสธการแต่งงาน เธอก็ยังยอมเดินเข้ามาแทนกฤษตินปิดแฟ้มลงช้า ๆ“ทำไมเธอถึงยอมทุกอย่างขนาดนั้น
หลังจากคืนที่กฤษตินได้ยินเสียงร้องไห้ของปิ่นมุก ความรู้สึกบางอย่างก็ยังคงติดอยู่ในใจของเขาไม่ยอมจางหายชายหนุ่มนั่งอยู่ในห้องทำงานตั้งแต่เช้า เอกสารตรงหน้าถูกเปิดค้างไว้นานแล้ว แต่สายตาของเขากลับไม่ได้จดจ่ออยู่กับตัวหนังสือแม้แต่น้อย ภาพหญิงสาวที่พยายามกลั้นเสียงสะอื้นเมื่อคืนยังวนเวียนอยู่ในหัวคำพูดของเธอที่บอกว่าไม่เคยมีสิทธิ์เลือกอะไรในชีวิต ยิ่งทำให้เขารู้สึกแปลก ๆ ที่ผ่านมาเขาเอาแต่คิดว่าเธอเต็มใจแต่งงานกับเขาแต่ถ้าไม่ใช่ล่ะ?ถ้าการมายืนอยู่ข้างเขาในวันแต่งงานไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องการตั้งแต่แรก...กฤษตินถอนหายใจยาว ก่อนเอนหลังพิงเก้าอี้ เขายกมือขึ้นนวดหว่างคิ้วด้วยสีหน้าครุ่นคิดเสียงเคาะประตูดังขึ้นสองครั้งก๊อก...ก๊อก...“เข้ามา”ประตูเปิดออก ภาคภูมิเดินเข้ามาพร้อมแฟ้มเอกสารในมือ เขามองเจ้านายที่นั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะ ก่อนจะขมวดคิ้วเล็กน้อย“คุณกฤษติน วันนี้มีงานที่ต้องเซ็นอีกหลายอย่างนะครับ”ภาคภูมิพูดพลางวางแฟ้มลงบนโต๊ะด้วยท่าทีเป็นกันเอง แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายยังเงียบ เขาก็ชะงัก“เป็นอะไรหรือเปล่าครับ?”กฤษตินเงยหน้าขึ้น สีหน้าของเขายังคงนิ่ง แต่แววตากลับมีความลังเลอย่างที่ภาคภูมิ
คืนนั้นหลังจากรับประทานอาหารเย็น กฤษตินกลับขึ้นห้องทำงานตามปกติ ส่วนปิ่นมุกยังคงอยู่ชั้นล่างเพื่อจัดการเก็บโต๊ะอาหารและล้างจาน บ้านทั้งหลังเงียบสงบ มีเพียงเสียงน้ำไหลจากก๊อกและเสียงจานกระทบกันเบา ๆ ปิ่นมุกวางจานใบสุดท้ายลงบนชั้น ก่อนถอนหายใจยาว ตลอดหลายวันที่ผ่านมา เธอพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุด ตื่นแต่เช้า ทำงานบ้าน ช่วยงานในฟาร์ม ทำตามคำสั่งของกฤษตินทุกอย่างโดยไม่เคยปริปากบ่นแต่ไม่ว่าเธอจะพยายามมากแค่ไหน...เธอก็ยังรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเพียงคนที่เข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้ชั่วคราว เพราะเธอรู้ดีว่า กฤษตินไม่ได้เลือกเธอ เขาไม่ได้รักเธอและตั้งแต่วันแรกที่พบกัน เขาก็ไม่เคยปิดบังเรื่องนั้น หญิงสาวเดินกลับขึ้นห้องอย่างเงียบ ๆเมื่อเปิดประตูเข้าไป เธอเห็นกฤษตินกำลังนั่งอ่านเอกสารอยู่ที่โต๊ะทำงานเล็ก ๆ ภายในห้อง เขาเหลือบมองเธอเพียงครู่เดียว ก่อนก้มกลับไปอ่านเอกสารต่อ “เสร็จแล้ว?” เสียงทุ้มถามขึ้นโดยไม่เงยหน้า “ค่ะ” ปิ่นมุกตอบเบา ๆ พลางเดินไปหยิบเสื้อผ้าเพื่อเตรียมตัวอาบน้ำ กฤษตินเหลือบมองเธออีกครั้ง “วันนี้เหนื่อยไหม?” คำถามนั้นทำให้มือของหญิงสาวหยุดชะงัก เธอหันกลับมามองเขา
เช้าวันต่อมา ปิ่นมุกตื่นขึ้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างเหมือนเช่นทุกวันหลังจากจัดการงานในบ้านเสร็จเรียบร้อย เธอก็เดินออกไปที่ห้องครัวเพื่อเตรียมอาหารเช้าให้กฤษติน แม้เมื่อคืนจะร้องไห้จนเกือบหลับไปทั้งน้ำตา แต่เมื่อเช้ามาถึง เธอก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเธอไม่อยากให้ใครต้องเป็นห่วง โดยเฉพาะกฤษติน...ชายหนุ่มเดินลงมาจากชั้นบนในเวลาต่อมา ใบหน้าคมยังคงเรียบเฉยเหมือนทุกวันเขาหยุดเล็กน้อยเมื่อเห็นอาหารบนโต๊ะ“ทำเองทั้งหมด?”น้ำเสียงของเขาเรียบ ๆ ขณะดึงเก้าอี้ออกนั่ง ปิ่นมุกที่กำลังจัดจานอยู่หันมายิ้มบาง ๆ“ค่ะ ฉันคิดว่าคุณคงต้องออกไปทำงานแต่เช้า เลยเตรียมไว้ให้”กฤษตินไม่ได้ตอบ เขามองอาหารตรงหน้า ก่อนหยิบช้อนขึ้นมาตักกิน ปิ่นมุกยืนอยู่ข้างโต๊ะอย่างเงียบ ๆ“วันนี้เธอไม่ไปฟาร์มหรือ?”เขาถามขึ้นโดยไม่เงยหน้า“ไปค่ะ”หญิงสาวตอบอย่างสุภาพ ก่อนก้มมองมือของตัวเอง“หลังจากเก็บโต๊ะเสร็จ ฉันจะไปช่วยงาน”กฤษตินชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นรอยแดงบนมือของเธอ“มือเป็นอะไร?”ปิ่นมุกก้มมองมือของตัวเอง ก่อนตอบด้วยสีหน้าเป็นปกติ“นิดหน่อยค่ะ คงเพราะยกของเมื่อวาน”“แล้วทำไมไม่บอก?”คำถามนั้นทำให้หญ
หลังจากวันแรกผ่านไป ปิ่นมุกก็เริ่มคุ้นเคยกับชีวิตในฟาร์มมากขึ้นทุกเช้าเธอตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง จัดการงานในบ้านให้เรียบร้อย ก่อนออกไปช่วยคนงานในฟาร์มตามที่กฤษตินมอบหมาย แม้งานจะหนักและแตกต่างจากชีวิตที่เธอเคยรู้จัก แต่หญิงสาวไม่เคยบ่นออกมาแม้แต่คำเดียวเธอเพียงบอกตัวเองว่า...ในเมื่อเธอเลือกไม่ได้ ก็มีเพียงต้องทำให้ดีที่สุดเช้าวันนี้ก็เช่นกัน ปิ่นมุกกำลังช่วยจัดเรียงตะกร้าผักที่เก็บจากแปลง ก่อนจะยกตะกร้าใบหนึ่งขึ้นด้วยสองมือ“เดี๋ยวครับคุณปิ่นมุก”เสียงภาคภูมิทำให้เธอหยุด เขารีบเดินเข้ามาช่วยยกตะกร้าจากมือเธอ สีหน้าเป็นห่วงเมื่อเห็นว่าเธอต้องออกแรงมาก“ใบนี้หนักเกินไปครับ”ปิ่นมุกยิ้มบาง ๆ แล้วส่ายหน้า“ฉันยกไหวค่ะ”“ผมรู้ว่าคุณยกไหวครับ แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องทำทุกอย่างเอง”ภาคภูมิพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน พลางวางตะกร้าลงอย่างระมัดระวัง ปิ่นมุกมองเขาแล้วหัวเราะเบา ๆ“คุณภาคภูมิใจดีกับฉันเกินไปแล้วนะคะ”ชายหนุ่มยิ้มเล็กน้อย“ผมแค่ทำตามหน้าที่ครับ”เสียงรถยนต์ดังเข้ามาใกล้ ก่อนจะจอดอยู่ด้านหน้าโรงเก็บของกฤษตินก้าวลงจากรถพร้อมสีหน้าเคร่งขรึม วันนี้เขามีงานต้องตรวจหลายอย่าง จึงดู
แสงแดดอ่อนยามเช้าส่องผ่านผ้าม่านเข้ามาภายในห้องนอน ปิ่นมุกค่อย ๆ ลืมตาขึ้นหลังจากหลับไปเพียงไม่กี่ชั่วโมงเธอนอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปมองพื้นที่ข้างกายกฤษตินไม่อยู่แล้ว เตียงฝั่งของเขาเรียบร้อยราวกับเมื่อคืนไม่ได้มีใครนอนอยู่ตรงนั้นด้วยซ้ำปิ่นมุกถอนหายใจเบา ๆ แล้วลุกขึ้นจากเตียง เธอจัดที่นอนให้เรียบร้อย ก่อนเดินเข้าไปล้างหน้าและเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดเรียบง่ายสำหรับทำงานในฟาร์มเมื่อคืนกฤษตินบอกเอาไว้ชัดเจนว่า หลังจากแต่งงาน เธอต้องเรียนรู้ชีวิตที่นี่และเธอจะไม่เป็นภรรยาที่สร้างปัญหาให้เขา เมื่อเดินลงมาชั้นล่าง ปิ่นมุกเห็นภาคภูมิกำลังพูดคุยกับคนงานอยู่บริเวณหน้าบ้าน ชายหนุ่มหันมาเห็นเธอเข้าพอดีจึงยกมือไหว้ด้วยความสุภาพ“คุณปิ่นมุก ตื่นเช้าจังเลยครับ” ภาคภูมิเอ่ยด้วยรอยยิ้มบาง ๆ พลางมองหญิงสาวตั้งแต่ศีรษะจดเท้าอย่างแปลกใจที่เห็นเธอแต่งตัวพร้อมทำงานตั้งแต่เช้าปิ่นมุกยิ้มเจื่อน ๆ และก้มหน้าลงเล็กน้อย“คุณกฤษตินบอกว่าฉันต้องช่วยงานที่ฟาร์มค่ะ ฉันเลยคิดว่าควรเริ่มตั้งแต่วันนี้”น้ำเสียงของเธอนุ่มนวล แต่แฝงความเกรงใจจนภาคภูมิอดรู้สึกสงสารไม่ได้“คุณไม่จำเป็นต้องรีบขนาดนั้นก็







