LOGINเสียงประทัดมงคลดังขึ้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง ขับไล่ความเงียบสงัดซึ่งปกคลุมจวนเสนาบดีมาตลอดทั้งคืน
เสิ่นหลิงซีนั่งอยู่หน้าคันฉ่องทองเหลือง ปล่อยให้เหล่าสาวใช้ช่วยกันแต่งหน้าและเกล้าเส้นผมยาวขึ้นเป็นมวยสูง อาภรณ์วิวาห์สีแดงสดถูกสวมทับร่างบอบบางหลายชั้น จนรู้สึกหนักอึ้งแทบขยับตัวไม่สะดวก เครื่องประดับรูปหงส์ประดับไข่มุกกับพลอยแดงถูกปักลงบนมวยผมทีละชิ้น ส่งเสียงกระทบกันเบา ๆ ทุกครั้งที่นางเคลื่อนไหว
หญิงสาวในคันฉ่องดูงดงามสมกับเป็นเจ้าสาวของแม่ทัพผู้ทรงอำนาจ แต่ภายใต้เครื่องประทินโฉม กลับซ่อนความอิดโรยจากการไม่ได้นอนตลอดทั้งคืนเอาไว้
หลังกลับจากจวนแม่ทัพ หลิงซีได้แต่นอนลืมตาจนถึงรุ่งสาง คิดถึงแผนกบฏ หลักฐานที่มอบให้เซียวจิ้งเหยียน และคำสนทนาซึ่งได้ยินจากห้องทำงานของบิดาซ้ำไปซ้ำมา
นางยังไม่รู้ว่าเสิ่นเหวินโจวกำลังปกป้องผู้ใด ไม่รู้ว่าบุรุษในชุดดำเป็นคนของฝ่ายไหน และยิ่งไม่รู้ว่าการแต่งงานครั้งนี้จะพานางเข้าใกล้ความจริงหรือเข้าใกล้ความตายมากกว่ากัน
“คุณหนูงดงามเหลือเกินเจ้าค่ะ”
ชิงเถาเอ่ยชมพลางสวมกำไลทองคู่หนึ่งลงบนข้อมือนาง
“หากท่านแม่ทัพได้เห็นคงละสายตาไม่ได้แน่”
“สิ่งที่เขาสนใจในวันนี้อาจไม่ใช่ใบหน้าของข้า”
หลิงซีพึมพำแผ่วเบา
วันนี้มิได้มีเพียงพิธีมงคลระหว่างชายหญิง แต่เป็นการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างแม่ทัพผู้กุมกำลังชายแดนเหนือกับเสนาบดีกรมกลาโหมผู้ล่วงรู้ข้อมูลทางทหารเกือบทั้งแคว้น
ขุนนางทุกฝ่ายย่อมกำลังจับตามองว่าอำนาจทั้งสองจะหลอมรวมกัน หรือการแต่งงานนี้เป็นเพียงฉากบังหน้าของความขัดแย้งบางอย่าง
เมื่อถึงฤกษ์มงคล เสิ่นเหวินโจวเดินเข้ามาในเรือนด้วยอาภรณ์พิธีการสีเข้ม ใบหน้าของเขาดูเหนื่อยล้ากว่าวันก่อน แม้พยายามปกปิดด้วยท่าทีสุขุม แต่หลิงซียังสังเกตเห็นรอยคล้ำใต้ดวงตา
บิดาหยุดมองนางอยู่ครู่หนึ่ง แววตาแข็งกร้าวในยามปกติอ่อนลงเล็กน้อย
“เมื่อแต่งเข้าจวนเซียวแล้ว เจ้าต้องประพฤติตนให้เหมาะสม อย่าใช้อารมณ์และอย่าสร้างความเดือดร้อนให้สามี”
“เจ้าค่ะ”
หลิงซีรับคำ แต่ในใจกลับเกิดคำถามมากมาย
เหตุใดบิดาจึงร่วมมือกับคนคิดกบฏ เหตุใดเขาจึงยืนยันว่าต้องเห็นคนของตนปลอดภัย และเหตุใดจึงยังยอมให้นางแต่งกับจิ้งเหยียน ทั้งที่เมื่อคืนมีคนใช้ชีวิตของนางมาข่มขู่
“ท่านพ่อไม่มีสิ่งใดอยากบอกข้าอีกหรือเจ้าคะ”
เสิ่นเหวินโจวชะงัก
“เจ้าหมายถึงเรื่องใด”
“หลังจากวันนี้ ข้าจะไม่ได้อยู่ข้างกายท่านเหมือนเดิมแล้ว หากท่านมีเรื่องหนักใจ”
“ไม่มีสิ่งใดที่เจ้าต้องกังวล”
เขาตัดบทเร็วเกินไป ก่อนหลบสายตานาง
หลิงซีอยากบอกว่าตนรู้เรื่องแล้ว แต่เมื่อคิดถึงข้อตกลงกับจิ้งเหยียน นางจึงต้องเก็บงำความจริงไว้
เสิ่นเหวินโจวหยิบผ้าคลุมหน้าสีแดงขึ้นมาคลุมให้นางด้วยตนเอง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ไม่ว่าเกิดสิ่งใด จงรักษาชีวิตของตนเองไว้”
คำอวยพรของบิดาไม่ได้กล่าวถึงความสุขหรือชีวิตคู่ หากกลับเป็นการกำชับให้นางมีชีวิตรอด
หลิงซีรู้สึกหนาวเยือกอยู่ในอก แต่ยังไม่ทันได้ถาม เสียงประกาศว่าขบวนเจ้าบ่าวมาถึงก็ดังขึ้นจากด้านนอก
เซียวจิ้งเหยียนเดินทางมารับเจ้าสาวด้วยตนเอง เขาสวมชุดมงคลสีแดงเข้มปักลายพยัคฆ์ด้วยด้ายทอง เส้นผมดำสนิทรวบด้วยกวานหยก แม้ไม่ได้สวมชุดเกราะ ท่วงท่าของเขายังองอาจและน่าเกรงขามจนแขกเหรื่อรอบข้างพากันลดเสียงสนทนา
ขบวนรับเจ้าสาวยิ่งใหญ่จนแน่นถนน ทหารจากกองทัพพยัคฆ์ทมิฬยืนรักษาความปลอดภัยตลอดเส้นทาง ขณะที่ประชาชนออกมายืนชมพิธีอยู่สองฟากฝั่ง
หลิงซีถูกพาขึ้นเกี้ยวแปดคนหาม นางนั่งนิ่งอยู่ภายใต้ผ้าคลุมหน้า ฟังเสียงประทัดและดนตรีมงคลดังสลับกัน แต่ภายในใจกลับเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
เมื่อคืนจิ้งเหยียนเป็นผู้ถือหลักฐานซึ่งสามารถทำลายตระกูลของนางได้ วันนี้เขากลับกำลังรับนางเข้าไปเป็นภรรยา
นางไม่รู้ว่าควรวางใจเขาในฐานะพันธมิตร หรือระวังเขาในฐานะบุรุษผู้กุมชะตาชีวิตของคนทั้งตระกูลไว้ในมือ
เมื่อขบวนมาถึงจวนแม่ทัพ เสียงต้อนรับก็ดังกึกก้อง จิ้งเหยียนยื่นปลายผ้าแดงให้นางจับ ก่อนนำเดินข้ามกระถางไฟและเข้าสู่โถงพิธี
แม้มีผ้าคลุมบดบังสายตา หลิงซียังรับรู้ได้ถึงผู้คนมากมายรอบตัว ขุนนางแทบทุกฝ่ายมาร่วมงาน บางคนต้องการแสดงไมตรี บางคนมาเพราะเกรงอำนาจของจิ้งเหยียน ขณะที่อีกหลายคนเพียงต้องการสังเกตว่าการสมรสนี้จะเปลี่ยนดุลอำนาจภายในราชสำนักอย่างไร
หลังกราบไหว้ฟ้าดินและคำนับบรรพชน ทั้งคู่จึงคำนับกันและกันในฐานะสามีภรรยา
หลิงซีขยับเข้าใกล้จิ้งเหยียนระหว่างลุกขึ้น เสียงของเขาดังลอดมาเบาจนมีเพียงนางได้ยิน
“ไม่ต้องกลัว ข้าอยู่ตรงนี้”
นางชะงักไปเล็กน้อย
เขาพูดประโยคนั้นในฐานะพันธมิตร หรือในฐานะสามีกันแน่
เมื่อพิธีเสร็จสิ้น หลิงซีควรถูกส่งเข้าห้องหอทันที ทว่าก่อนก้าวพ้นโถง เสียงประกาศการมาถึงขององค์ชายรองกลับดังขึ้น
ขุนนางทุกคนต่างลุกขึ้นคำนับ
เซียวเฉิงรุ่ยเดินเข้ามาด้วยอาภรณ์สีม่วงเข้มปักดิ้นทอง ใบหน้าหล่อเหลามีรอยยิ้มอ่อนโยนตามปกติ เขาเป็นองค์ชายผู้ได้รับความนิยมในหมู่ขุนนางและประชาชน แม้ยังไม่ได้รับตำแหน่งรัชทายาท แต่กลับมีผู้สนับสนุนอยู่ไม่น้อย
“ข้ามาช้าไปเล็กน้อย หวังว่าแม่ทัพเซียวจะไม่ถือสา”
“องค์ชายรองยอมเสด็จมาร่วมงาน นับเป็นเกียรติของจวนแม่ทัพแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
จิ้งเหยียนตอบอย่างสุภาพ แต่ไม่มีรอยยิ้ม
เฉิงรุ่ยทอดพระเนตรมายังเจ้าสาว ก่อนรับกล่องไม้จากขันทีคนสนิท
“ของขวัญชิ้นนี้ ข้าตั้งใจนำมามอบให้คุณหนูเสิ่น…ไม่สิ เวลานี้ควรเรียกว่าฮูหยินเซียวแล้ว”
ชิงเถารับกล่องมาเปิด ภายในมีกำไลหยกสีเขียวบริสุทธิ์ เนื้อหยกโปร่งใสไร้ตำหนิ มองเพียงครั้งเดียวก็รู้ว่ามีมูลค่ามหาศาล
หลิงซีเปิดผ้าคลุมขึ้นเล็กน้อยเพื่อรับของขวัญตามมารยาท “ขอบพระทัยองค์ชายรองเพคะ”
“กำไลนี้เป็นของจากแคว้นทางใต้ เดิมทีข้าคิดจะเก็บไว้มอบให้สตรีที่มีวาสนาเคียงข้างข้า”
คำพูดของเฉิงรุ่ยทำให้เสียงสนทนาภายในโถงเงียบลง
เขายังคงยิ้มอย่างนุ่มนวล ก่อนกล่าวต่อราวกับเป็นเพียงคำหยอกเย้า
“หากมิใช่เพราะเสด็จพ่อพระราชทานสมรสอย่างกะทันหัน บางทีบุรุษที่ยืนอยู่ข้างเจ้าในวันนี้อาจเป็นข้าก็ได้”
หลิงซีขมวดคิ้วเล็กน้อย นางกับองค์ชายรองเคยพบกันในงานเลี้ยงหลายครั้ง แต่ไม่เคยมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งถึงขั้นที่เขาควรกล่าวเช่นนี้ต่อหน้าสามีของนาง
จิ้งเหยียนขยับเข้ามายืนชิด มือใหญ่โอบเอวหลิงซีไว้หลวม ๆ ก่อนดึงนางเข้าไปอยู่ข้างกาย
สัมผัสนั้นดูเหมือนแสดงความเป็นเจ้าของ แต่เขายังระมัดระวัง ไม่ได้บีบรัดจนทำให้นางอึดอัด
“น่าเสียดายที่บนโลกนี้ไม่มีคำว่าหาก” จิ้งเหยียนกล่าว
“หลิงซีเป็นภรรยาของกระหม่อมแล้ว”
เขาเรียกชื่อนางอย่างสนิทสนมต่อหน้าผู้คนเป็นครั้งแรก
หลิงซีรู้ว่าทั้งหมดเป็นเพียงการแสดงเพื่อทำให้ศัตรูเชื่อว่าความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาแน่นแฟ้น ทว่าน้ำเสียงหนักแน่นกับแววตาเย็นเยียบที่เขาใช้มององค์ชายรองกลับสมจริงเกินไป
เฉิงรุ่ยหัวเราะเบา ๆ
“แม่ทัพเซียวหวงแหนเจ้าสาวถึงเพียงนี้ ข้าคงไม่ควรหยอกล้อต่อ”
จิ้งเหยียนไม่ตอบ เพียงก้มลงจัดผ้าคลุมหน้าให้หลิงซีอย่างอ่อนโยน แล้วพานางออกจากโถงท่ามกลางสายตาของทุกคน
เมื่อเดินพ้นบริเวณจัดงาน หลิงซีจึงเอ่ยขึ้นเบา ๆ
“ท่านแสดงได้สมจริงนัก”
“เจ้าหมายถึงสิ่งใด”
“ท่าทางหวงแหนข้าต่อหน้าองค์ชายรอง”
ฝีเท้าของจิ้งเหยียนหยุดลงชั่วขณะ
“เจ้าคิดว่าข้ากำลังแสดงหรือ”
หลิงซีชะงักอยู่ภายใต้ผ้าคลุมหน้า แต่เขาไม่ได้รอคำตอบ เพียงส่งนางให้เหล่าสาวใช้นำเข้าห้องหอ ส่วนตนกลับไปรับรองแขกตามธรรมเนียม
ภายในห้องหอตกแต่งด้วยสีแดงทุกแห่ง เทียนมังกรหงส์สองเล่มตั้งอยู่บนโต๊ะกลางห้อง ม่านเตียงปักลายเป็ดแมนดาริน ส่วนบนผ้าปูโรยด้วยเมล็ดพุทรา ถั่วลิสง ลำไย และเมล็ดบัว ตามความเชื่อว่าจะช่วยให้คู่บ่าวสาวมีทายาทเร็ววัน
หลิงซีนั่งรออยู่บนเตียงเป็นเวลานาน กระทั่งเสียงงานเลี้ยงด้านนอกค่อย ๆ เบาลง
ในที่สุดประตูก็เปิดออก จิ้งเหยียนเดินเข้ามาโดยมีพ่อบ้านติดตามมาถึงหน้าห้อง กลิ่นสุราจาง ๆ ติดอยู่บนอาภรณ์ แต่แววตาของเขายังคงแจ่มชัด มิได้มึนเมาแต่อย่างใด
ประตูห้องถูกปิดลง เหลือเพียงชายหญิงสองคนท่ามกลางแสงเทียนสั่นไหว
จิ้งเหยียนหยิบคันชั่งมงคลขึ้นเปิดผ้าคลุมหน้าอย่างช้า ๆ
เมื่อผ้าสีแดงเลื่อนพ้นใบหน้า ดวงตาของทั้งคู่ก็ประสานกัน
หลิงซีสังเกตเห็นเขานิ่งไปชั่วขณะ แววตาคมซึ่งมักเย็นชาปรากฏความรู้สึกบางอย่าง แต่เลือนหายไปก่อนที่นางจะอ่านออก
จิ้งเหยียนรินสุรามงคลลงในจอก ก่อนยื่นให้นาง ทั้งคู่คล้องแขนดื่มตามธรรมเนียม ระยะห่างที่ลดลงทำให้หลิงซีได้กลิ่นสนซีดาร์อ่อน ๆ จากตัวเขา
เมื่อวางจอกลง ความเงียบก็เข้าปกคลุมห้อง
หลิงซีมองเตียงมงคลแล้วรู้สึกเกร็งขึ้นมาอย่างไม่อาจห้าม นางรู้ว่าการแต่งงานครั้งนี้เป็นข้อตกลง แต่หากต้องการหลอกทุกฝ่ายให้แนบเนียน จิ้งเหยียนอาจเห็นว่าทั้งสองควรทำให้การสมรสสมบูรณ์
นางกำมือแน่นอยู่บนตัก ก่อนรวบรวมความกล้าเอ่ยขึ้น
“เรื่องในคืนนี้…”
“ยื่นมือมา”
หลิงซีชะงัก แต่ยอมยื่นมือออกไป
จิ้งเหยียนไม่ได้แตะต้องนาง กลับวางกริชสั้นพร้อมฝักสีดำลงบนฝ่ามือของนาง
“นี่คืออะไร”
“ของสำหรับป้องกันตัว”
เขานั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม ทิ้งระยะห่างอย่างเหมาะสม
“ข้ารู้ว่าการแต่งงานครั้งนี้เกิดขึ้นโดยที่เจ้าไม่มีโอกาสตัดสินใจมากนัก แม้เราจะเป็นสามีภรรยาตามกฎหมาย แต่ข้าจะไม่แตะต้องเจ้าโดยไม่ได้รับอนุญาต”
หลิงซีมองกริชในมืออย่างไม่เข้าใจ “ท่านกำลังมอบอาวุธให้คนที่ยังไม่ไว้วางใจหรือ”
“เจ้าก็มอบหลักฐานกบฏให้คนที่สามารถทำลายตระกูลของเจ้าได้เช่นกัน”
คำตอบนั้นทำให้นางเงียบไป
จิ้งเหยียนมองนางด้วยสีหน้าจริงจัง
“เก็บมันไว้ใต้หมอน หากวันใดเจ้ารู้สึกว่าข้าเป็นภัย จงใช้มันปกป้องตนเอง”
“หากข้าใช้กริชเล่มนี้แทงท่านจริง ๆ เล่า”
“เจ้าควรมั่นใจว่าแทงถูกจุด เพราะข้าจะไม่ปล่อยให้เจ้ามีโอกาสเป็นครั้งที่สอง”
หลิงซีไม่แน่ใจว่าเขาพูดจริงหรือหยอกล้อ จึงได้แต่มองอีกฝ่ายอย่างระแวดระวัง
ท้ายที่สุดทั้งสองแบ่งพื้นที่กันอย่างชัดเจน หลิงซีพักบนเตียง ส่วนจิ้งเหยียนนำเครื่องนอนไปวางบนตั่งริมหน้าต่าง
ก่อนดับตะเกียง เขาย้ำว่านางสามารถเรียกเขาได้หากต้องการสิ่งใด
หลิงซีนอนตะแคงอยู่หลังม่านเตียง กริชสั้นถูกซ่อนไว้ใต้หมอนตามคำแนะนำ แม้เหนื่อยล้าจากพิธีตลอดทั้งวัน แต่นางกลับไม่อาจหลับสนิทได้
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเพียงใด เสียงแผ่วเบาคล้ายกิ่งไม้เสียดสีกับหน้าต่างก็ปลุกนางขึ้นมา
หลิงซีลืมตา ทั่วทั้งห้องเหลือเพียงแสงจากเทียนมงคลซึ่งใกล้มอด นางมองไปยังตั่งริมหน้าต่าง แต่ไม่เห็นเงาของจิ้งเหยียน
เสียงดังขึ้นอีกครั้ง
คราวนี้นางมั่นใจว่าไม่ใช่กิ่งไม้
หลิงซีลุกจากเตียง หยิบกริชใต้หมอน แล้วเดินไปยังหน้าต่างอย่างระมัดระวัง เงาดำสายหนึ่งเคลื่อนไหวอยู่ด้านนอก ก่อนปลายหลอดโลหะเล็ก ๆ จะลอดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามา
นางยังไม่ทันร้องเตือน มือแข็งแรงก็โอบรอบเอวและกระชากร่างนางถอยหลัง
หลิงซีตกเข้าไปอยู่ในอ้อมแขนของจิ้งเหยียน แผ่นหลังแนบชิดกับอกกว้าง ขณะเขายกแขนเสื้อขึ้นปกป้องใบหน้าของนาง
เสียงบางอย่างพุ่งฝ่าอากาศ
ฉึก!
เข็มโลหะสีดำปักลงบนเสาไม้ตรงตำแหน่งซึ่งหลิงซีเคยยืน ปลายเข็มเคลือบของเหลวสีม่วงเข้ม ส่งกลิ่นฉุนจาง ๆ ออกมา
“มีพิษ”
จิ้งเหยียนเอ่ยเสียงเย็น ก่อนปล่อยนางและทะยานออกทางหน้าต่าง
เสียงต่อสู้ดังขึ้นบนหลังคา ตามด้วยเสียงกระเบื้องแตกร่วงลงบนพื้น หลิงซีกำกริชแน่นและยืนอยู่กลางห้อง ไม่กล้าตามออกไป
ไม่นานจิ้งเหยียนก็กลับเข้ามา สีหน้าของเขามืดครึ้มกว่าเดิม
“จับได้หรือไม่”
“มันเตรียมเส้นทางหลบหนีไว้แล้ว”
เขาเปิดฝ่ามือ ภายในมีเศษผ้าสีดำซึ่งฉีกได้ระหว่างต่อสู้ ตรงมุมผ้ามีลวดลายดอกเหมยปักด้วยด้ายสีแดง
หลิงซีมองลวดลายนั้นแล้วรู้สึกเย็นวาบ ดอกเหมยอาจดูธรรมดา แต่การปักซ่อนไว้ด้านในเสื้อของมือสังหารย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
“คนร้ายต้องการสังหารผู้ใด” นางถาม “ข้าหรือท่าน”
จิ้งเหยียนใช้ผ้าห่อเข็มพิษ ก่อนหันมามองนาง
“ตำแหน่งที่มันยิงตรงกับจุดที่เจ้ายืน คนผู้นั้นมาที่นี่เพื่อฆ่าเจ้า”
“เพราะข้านำหลักฐานออกมาหรือ”
“เป็นไปได้มากที่สุด”
หัวใจของหลิงซีหนักอึ้ง นางเคยคิดว่าหากเก็บความลับได้ ตนยังสามารถกลับไปสืบเรื่องจากบิดาอย่างปลอดภัย แต่คนที่อยู่เบื้องหลังกลับรู้ความเคลื่อนไหวรวดเร็วกว่าที่คาด
จิ้งเหยียนเห็นสีหน้าซีดเผือดของนาง จึงเอื้อมมือมาจับไหล่ไว้
“คืนนี้เจ้าไม่ควรอยู่ใกล้หน้าต่าง”
“แล้วท่านเล่า”
“ข้าจะเฝ้าอยู่ตรงนี้”
“ท่านเพิ่งเป็นเป้าสังหารเช่นกัน”
“ข้าคุ้นเคยกับมันแล้ว”
คำตอบเรียบง่ายทำให้หลิงซีเงยหน้ามองเขา นางไม่รู้ว่าชายผู้นี้ผ่านการลอบสังหารมากี่ครั้ง จึงพูดถึงความตายราวกับเป็นเรื่องปกติได้เช่นนี้
จิ้งเหยียนพานางกลับไปยังเตียง ก่อนตรวจประตูและหน้าต่างทุกบาน เขาไม่ได้กลับไปนอนบนตั่ง แต่ลากเก้าอี้มาตั้งข้างเตียงแทน
“พักเถิด ข้าไม่ปล่อยให้ผู้ใดเข้ามาอีก”
หลิงซีถือกริชไว้แน่น ก่อนถามเสียงเบา
“ข้าควรเชื่อใจท่านหรือไม่”
เขานิ่งไปเล็กน้อย แล้วตอบโดยไม่หันกลับมา
“ตอนนี้ยังไม่จำเป็นต้องเชื่อใจข้าทั้งหมด เพียงจำไว้ว่าในจวนแห่งนี้ ไม่มีผู้ใดแตะต้องเจ้าได้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากข้า”
หลิงซีมองแผ่นหลังกว้างของบุรุษที่นั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียง ความหวาดระแวงในใจไม่ได้จางหายไป แต่กลับมีความรู้สึกปลอดภัยบางอย่างแทรกเข้ามาอย่างช้า ๆ
นางเพิ่งเข้าใจในคืนนั้นเองว่า ตั้งแต่วินาทีที่ตัดสินใจนำหลักฐานกบฏออกจากห้องทำงานของบิดา ชีวิตเดิมของตนก็สิ้นสุดลงแล้ว
พิธีวิวาห์ในวันนี้มิได้พานางเข้าสู่จวนสามีเพียงอย่างเดียว
แต่มันกำลังพานางเข้าสู่เกมแห่งอำนาจ ซึ่งทุกคนอาจเป็นทั้งพันธมิตรและศัตรูได้ในเวลาเดียวกัน บุรุษซึ่งกำลังนั่งถือดาบเฝ้าอยู่ข้างเตียงของนางตลอดทั้งคืน
หนึ่งปีหลังเหตุการณ์กบฏ เมืองหลวงกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้งร่องรอยความเสียหายภายในพระราชวังได้รับการบูรณะ ถนนซึ่งเคยเปื้อนเลือดกลับมาคึกคักด้วยพ่อค้าและประชาชน เสียงระฆังเตือนภัยที่เคยดังตลอดคืนถูกแทนที่ด้วยเสียงดนตรีจากโรงน้ำชาฮ่องเต้ทรงฟื้นจากพิษ แต่พระวรกายไม่แข็งแรงดังเดิม จึงมอบหมายงานราชการส่วนใหญ่ให้รัชทายาทภายใต้การดูแลของหมอหลวง รัชทายาทมีสุขภาพดีขึ้นมาก พระองค์เริ่มปฏิรูประบบทหาร แยกอำนาจควบคุมคลังอาวุธ การเคลื่อนกำลัง และเวรยามออกจากกัน เพื่อไม่ให้ผู้ใดรวบอำนาจทางทหารไว้ในมือเพียงคนเดียวได้อีกคำสั่งเคลื่อนกองทัพขนาดใหญ่ต้องใช้ตรารับรองจากหลายฝ่าย ส่วนครอบครัวของทหารกับขุนนางไม่อาจถูกนำมาเป็นตัวประกันเพื่อบีบบังคับได้อีก หากผู้ใดฝ่าฝืนจะได้รับโทษสถานหนักเสิ่นเหวินโจวลาออกจากตำแหน่งเสนาบดีกรมกลาโหมตามที่ตั้งใจไว้ เขาย้ายไปอยู่ต่างเมืองพร้อมภรรยาและบุตรชาย ใช้ชีวิตเรียบง่ายในบ้านหลังเล็กซึ่งอยู่ห่างจากความวุ่นวายของราชสำนักก่อนออกเดินทาง เขาขอพูดกับหลิงซีตามลำพังสองพ่อลูกยืนอยู่ภายในเรือนเก่าของนาง อาภรณ์เจ้าสาวสีแดงจากพิธีวิวาห์ครั้งแรกยังถูกเก็บไว้ในหีบ แต่สีของมันซีดล
ลูกธนูหลายร้อยดอกพุ่งลงจากหลังคาตำหนักพร้อมกันทหารกองพยัคฆ์ทมิฬยกโล่ขึ้นสร้างแนวป้องกัน เสียงโลหะกระทบแผ่นไม้ดังสนั่นไปทั่วลาน ลูกธนูบางดอกทะลุผ่านช่องว่างเข้าปักร่างทหารซึ่งยืนอยู่ด้านหน้า เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดปะปนกับเสียงสั่งการและเสียงกลองศึกจนแทบไม่อาจแยกออกจากกันจิ้งเหยียนดึงหลิงซีเข้ามาอยู่ในอ้อมแขน ใช้ร่างของตนบังนางไว้ ขณะที่คมดาบในมือปัดลูกธนูซึ่งพุ่งเข้ามาจากด้านข้าง“อยู่ใกล้ข้า ห้ามแยกไปที่ใด”“ท่านเองก็ห้ามทิ้งข้าเช่นกัน”หลิงซีใช้กริชสั้นป้องกันตนเอง ดวงตากวาดมองฮ่องเต้กับรัชทายาทซึ่งยังถูกจับเป็นตัวประกันอยู่บนบันไดตำหนักหากฝ่ายของจิ้งเหยียนบุกเข้าไปอย่างเร่งรีบ องค์ชายรองอาจสังหารทั้งสองพระองค์ทันที แต่หากถอยออกมา กองทัพกบฏก็จะมีเวลาปิดประตูและรวบรวมกำลังเพิ่มเติมจิ้งเหยียนส่งสัญญาณให้ทหารแบ่งออกเป็นสามกอง กองแรกตั้งแนวโล่ป้องกันลูกธนู กองที่สองกระจายขึ้นไปจัดการพลธนูบนหลังคา ส่วนกองที่สามติดตามเสิ่นเหวินโจวอ้อมไปปิดประตูหลังของตำหนักทหารตระกูลเสิ่นกับกองพยัคฆ์ทมิฬค่อย ๆ ตีวงล้อมให้แคบลงองค์ชายรองเห็นสถานการณ์เริ่มเสียเปรียบจึงกระชากรัชทายาทถอยกลับเข้าไปในท้อง
ระฆังเตือนภัยจากหอคอยทั้งสี่ทิศดังขึ้นพร้อมกัน ปลุกเมืองหลวงให้ตื่นจากความหลับใหลในกลางยามโฉ่วเปลวไฟจากคบเพลิงส่องสว่างตลอดแนวกำแพง ทหารม้าจำนวนมากเคลื่อนกำลังเข้าสู่ถนนสายหลัก เสียงเกือกม้ากระแทกพื้นหินดังต่อเนื่องราวกับฟ้าร้อง ประชาชนพากันปิดประตูบ้าน ดับตะเกียง และซ่อนตัวอยู่ภายใน ไม่มีผู้ใดกล้าออกมาดูว่าเกิดสิ่งใดขึ้นข่าวลือแพร่กระจายอย่างรวดเร็วบ้างกล่าวว่าฮ่องเต้ถูกวางยาจนอาการประชวรหนัก บ้างกล่าวว่ารัชทายาทรวบรวมทหารเพื่อบังคับให้ฮ่องเต้สละราชสมบัติ ขณะที่ข่าวอีกกระแสหนึ่งกลับบอกว่า แม่ทัพพยัคฆ์ทมิฬเป็นผู้เคลื่อนกองกำลังเข้ายึดเมืองหลวงไม่มีผู้ใดรู้ว่าข่าวใดเป็นความจริงภายในพระราชวัง เซียวเฉิงรุ่ยสวมชุดเกราะสีเงิน ยืนอยู่หน้าบันไดตำหนักไท่เหอ ทหารภายใต้บัญชาของเขากระจายกำลังปิดทางเข้าออกทุกด้าน ขุนนางหลายคนซึ่งเข้าร่วมแผนการยืนรวมกันอยู่ด้านหลัง บางคนมีสีหน้ามั่นใจ บางคนกลับหวาดกลัวเมื่อรู้ว่าตนไม่อาจถอนตัวได้อีกแล้ว“เสด็จพ่อถูกคนของรัชทายาทวางยาพิษ”องค์ชายรองประกาศต่อหน้าทหารรักษาวัง“รัชทายาทคิดใช้ช่วงเวลาที่พระองค์ประชวรยึดตราแผ่นดินและสังหารเชื้อพระวงศ์ ข้านำทหารมาใน
ทันทีที่อ่านข้อความลับด้านหลังผ้าปักจบ หลิงซีก็เรียกทหารซึ่งเฝ้าอยู่หน้าเรือนเข้ามา“ส่งม้าเร็วไปตามท่านแม่ทัพ บอกเขาว่ากู้เหยียนอาจเป็นคนทรยศ ห้ามเข้าอุโมงค์จนกว่าจะตรวจสอบเส้นทางทั้งหมดอีกครั้ง”นายทหารรับผ้าปักซึ่งนางใช้เป็นหลักฐาน ก่อนรีบออกจากจวนทางประตูด้านตะวันตกหลิงซียังไม่วางใจ จึงเขียนข้อความอีกสองฉบับและสั่งให้ทหารแยกกันเดินทางไปคนละเส้นทาง หากผู้ส่งสารคนหนึ่งถูกขัดขวาง อย่างน้อยอีกสองคนอาจไปถึงจิ้งเหยียนได้ทันเวลาทว่าผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ทหารคนแรกก็ถูกหามกลับมาลูกธนูปักอยู่ตรงต้นแขน ม้าของเขาถูกสังหารก่อนพ้นเขตเมือง ส่วนข้อความซึ่งนำติดตัวไปถูกชิงหายไม่นานทหารคนที่สองกับคนที่สามก็กลับมาพร้อมข่าวร้าย ประตูเล็กทุกแห่งถูกสั่งปิดกะทันหัน ถนนซึ่งมุ่งไปทางตำหนักตะวันตกมีทหารไม่ทราบฝ่ายตั้งด่านตรวจค้น หากไม่มีตรารับรองจากกรมกลาโหมจะไม่อนุญาตให้ผ่านเส้นทางส่งข่าวถูกตัดขาดทั้งหมด“องค์ชายรองรู้ว่าเราจะส่งคนไปเตือน”หลิงซีมองเปลวเทียนซึ่งกำลังไหวอยู่ในห้อง ความหวาดกลัวแล่นขึ้นมาตามแผ่นหลังนั่นหมายความว่ากับดักถูกเตรียมไว้อย่างสมบูรณ์ และเวลานี้จิ้งเหยียนอาจเข้าไปอยู่ภายในแ
ค่ำคืนก่อนภารกิจช่วยตัวประกัน จวนแม่ทัพเงียบสงัดผิดปกติทหารกองพยัคฆ์ทมิฬทยอยออกจากจวนเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ผ่านเส้นทางต่างกัน เพื่อไม่ให้สายลับขององค์ชายรองสังเกตเห็น อาวุธถูกซ่อนไว้ใต้ผ้าคลุม รถม้าสำหรับขนเสบียงถูกดัดแปลงให้สามารถบรรทุกคนได้ ส่วนทหารอีกกลุ่มหนึ่งปลอมตัวเป็นพ่อค้าและออกจากประตูเมืองตั้งแต่ยามเย็นทุกคนจะกลับมารวมตัวกันในป่านอกกำแพง ก่อนลอบเข้าอุโมงค์ใต้ตำหนักร้างทางทิศตะวันตกหลิงซีได้รับอนุญาตให้ออกจากคุกลับ แต่ยังต้องเก็บตัวอยู่ภายในเรือนหลัก เพื่อทำให้คนในจวนเชื่อว่านางยังถูกกักบริเวณ จิ้งเหยียนสั่งเปลี่ยนเวรยามทั้งหมด เหลือเพียงทหารซึ่งไว้วางใจได้คอยดูแลใกล้ห้องนอนภายในห้อง เทียนสองเล่มถูกจุดไว้บนโต๊ะ แสงสีส้มทอดเงาของคนทั้งคู่ลงบนพื้นจิ้งเหยียนยืนอยู่หน้าโต๊ะแผนที่ เขาสวมอาภรณ์สีดำรัดกุม เกราะอ่อนถูกซ่อนไว้ใต้เสื้อคลุม ดาบประจำกายวางอยู่ด้านข้าง ส่วนหลิงซีกำลังช่วยผูกปลอกแขนหนังให้เขาทั้งสองตรวจสอบแผนทุกขั้นตอนร่วมกันตามคำสัญญาจิ้งเหยียนจะนำทหารยี่สิบนายเข้าสู่ตำหนักร้างทางอุโมงค์ขนฟืน กู้เหยียนเป็นผู้เปิดทาง ส่วนทหารอีกสองกลุ่มจะซ่อนอยู่บริเวณทางออก หากเกิดการซุ่
คุกลับใต้จวนแม่ทัพเงียบสงัดเสียจนหลิงซีได้ยินเสียงหยดน้ำจากผนังหินอย่างชัดเจนนางถูกกักตัวอยู่ที่นี่เป็นวันที่สี่แล้ว แม้ห้องขังจะสะอาด มีเตียง โต๊ะเขียนหนังสือและอาหารครบถ้วน แต่การไม่เห็นแสงแดดทำให้ยากจะรู้ว่าเวลาภายนอกผ่านไปนานเพียงใด มีเพียงเสียงระฆังจากหอคอยของจวนซึ่งดังลอดลงมาอย่างแผ่วเบา ช่วยให้นางแยกกลางวันกับกลางคืนออกจากกันได้จิ้งเหยียนยังคงนำอาหารและรายงานข่าวมาส่งด้วยตนเองทุกวัน แต่หลิงซีพูดกับเขาเฉพาะเรื่องแผนกบฏกับตำหนักร้างเท่านั้นนางรู้แล้วว่าเขายอมใช้ชีวิตตนเองเป็นหลักประกันต่อฮ่องเต้ หากนางมีความผิด เขาจะรับโทษร่วมด้วย ความจริงนั้นทำให้ความโกรธในใจเบาบางลง แต่ยังไม่อาจลบความเจ็บปวดจากการถูกตัดสินใจแทนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจิ้งเหยียนเชื่อว่าการปกป้องคือการจัดการทุกอย่างด้วยตนเอง จากนั้นจึงวางนางไว้ในสถานที่ซึ่งเขาคิดว่าปลอดภัยที่สุดแต่เขาไม่เคยถามว่า นางต้องการความปลอดภัยซึ่งแลกมาด้วยการถูกปิดบังหรือไม่ระหว่างรอข่าวเพิ่มเติม หลิงซีใช้เวลาตรวจสอบตำราแผนที่เก่าที่จิ้งเหยียนนำมาให้ นางต้องการค้นหารายละเอียดของตำหนักไร้นาม รวมถึงเส้นทางเข้าออกอุโมงค์ด้านล่างตำราหลายเล่มมีอา







