LOGINเปลวไฟจากเตาผิงลุกไหวอยู่ภายในเรือนพักกลางป่า ทว่าไออุ่นของมันกลับไม่อาจบรรเทาความหนาวเย็นของค่ำคืนได้ทั้งหมด
หิมะเริ่มโปรยปรายตั้งแต่หัวค่ำ เกล็ดสีขาวเกาะบนหลังคาและกิ่งไม้จนทั่ว บริเวณรอบเรือนเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมพัดผ่านช่องหน้าต่างกับเสียงฟืนแตกดังเปรี๊ยะเป็นระยะ
ภายในห้องนอน จิ้งเหยียนยังคงมีไข้สูง
พิษจากหัวลูกธนูรุนแรงกว่าที่หมอทหารคาด แม้จะถอนลูกธนูและป้อนยาขับพิษไปแล้วหลายครั้ง แต่ผิวกายของเขายังคงร้อนจัด ความเจ็บปวดทำให้คิ้วเข้มขมวดแน่นอยู่ตลอดเวลา ลมหายใจหนักและไม่สม่ำเสมอ
หลิงซีนั่งอยู่ข้างเตียง เปลี่ยนผ้าชุบน้ำเย็นวางบนหน้าผากให้เขาครั้งแล้วครั้งเล่า นางแทบไม่ได้พักตั้งแต่ช่วงเย็น อาภรณ์ชั้นนอกถูกถอดแขวนไว้ข้างฉากกั้น เหลือเพียงชุดสีอ่อนซึ่งช่วยให้เคลื่อนไหวได้สะดวก
จิ้งเหยียนพลิกตัวเล็กน้อย ก่อนสีหน้าจะบิดเบี้ยวเมื่อบาดแผลบนแผ่นหลังถูกกดทับ
“อย่าขยับ”
หลิงซีรีบประคองให้เขานอนตะแคง นางดึงผ้าห่มลงเพื่อตรวจบาดแผล พบว่าผ้าพันแผลมีโลหิตซึมออกมาอีกเล็กน้อย
“แผลเปิดอีกแล้ว ข้าจะเปลี่ยนผ้าให้”
“เรียกหมอเข้ามา”
น้ำเสียงของเขาแหบพร่า
“หมอกำลังต้มยาถอนพิษอยู่เรือนด้านข้าง ข้าทำแผลให้ท่านมาแล้วหนึ่งครั้ง ทำอีกครั้งก็ไม่ต่างกัน”
“ต่าง”
“ต่างอย่างไร”
จิ้งเหยียนไม่ตอบ เขาเพียงพยายามดึงอาภรณ์กลับขึ้นมาปิดร่างกาย แต่เรี่ยวแรงจากพิษทำให้การเคลื่อนไหวเชื่องช้ากว่าปกติ
หลิงซีจับข้อมือเขาไว้
“หากท่านยังดื้อ บาดแผลจะยิ่งแย่กว่าเดิม”
“หลิงซี”
เขาเรียกชื่อนางด้วยน้ำเสียงกดต่ำ ราวกับต้องใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อควบคุมตนเอง
“ออกไปก่อน”
“ข้าจะออกไปได้อย่างไร ในเมื่อหมอสั่งให้เฝ้าอาการท่านตลอดคืน”
“ให้กู้เหยียนเข้ามาแทน”
“เขาต้องสอบสวนคนร้ายและจัดการศพอยู่ด้านนอก”
“เช่นนั้นเรียกทหารคนใดก็ได้”
ความพยายามผลักไสของเขาทำให้หลิงซีชะงัก นางวางผ้าชุบน้ำลงในอ่าง ก่อนถามอย่างจริงจัง
“ท่านรังเกียจที่ข้าอยู่ใกล้หรือ”
จิ้งเหยียนลืมตาขึ้นทันที “ข้าไม่เคยรังเกียจเจ้า”
“แล้วเหตุใดจึงไล่ข้าออกไปตลอด”
ชายหนุ่มเงียบไป ลมหายใจยังคงหนักหน่วงจากพิษและความร้อนในร่างกาย เขาหันหน้าหนีราวกับไม่ต้องการให้นางเห็นความรู้สึกที่กำลังปั่นป่วนอยู่ภายใน
“เพราะข้าไม่แน่ใจว่าจะควบคุมตนเองได้”
คำตอบตรงไปตรงมาทำให้ใบหน้าของหลิงซีร้อนขึ้น
นางเพิ่งสังเกตว่าตลอดเวลาที่ช่วยเช็ดตัว จิ้งเหยียนแทบไม่เคยสบตานาง มือของเขากำผ้าปูเตียงแน่นทุกครั้งที่นางต้องสัมผัสใกล้บาดแผล สิ่งที่นางคิดว่าเป็นเพราะความเจ็บปวด อาจมีเหตุผลอื่นซ่อนอยู่ด้วย
“ท่านกำลังบาดเจ็บ”
“บาดเจ็บไม่ได้หมายความว่าข้าไร้ความรู้สึก”
จิ้งเหยียนหันกลับมามอง ดวงตาคมซึ่งมักสงบนิ่งเวลานี้เข้มลึกกว่าปกติ อาจเพราะพิษหรือไข้สูง แววตานั้นจึงปราศจากกำแพงซึ่งเขาใช้ปิดบังความรู้สึกมาโดยตลอด
“โดยเฉพาะเมื่อสตรีที่ข้าเฝ้าคิดถึงมาห้าปีกำลังนั่งอยู่ข้างเตียง”
หัวใจของหลิงซีเต้นแรงขึ้นโดยไม่อาจควบคุม
นางเคยคิดว่าจิ้งเหยียนเย็นชาเพราะไม่พอใจการแต่งงาน หรือเห็นนางเป็นเพียงเครื่องมือทางการเมือง แต่ความจริงกลับตรงกันข้ามทั้งหมด
เขาจดจำนางมาตลอด เก็บปิ่นหยกไว้ถึงห้าปี และเลือกแต่งงานกับนางก่อนที่เรื่องหลักฐานกบฏจะถูกเปิดเผยเสียอีก
“เหตุใดท่านไม่เคยบอกข้าว่าเป็นชายในกระท่อมคนนั้น”
หลิงซีถามสิ่งที่ค้างอยู่ในใจมาตลอดทั้งคืน
“หากท่านบอกตั้งแต่แรก ข้าคงไม่ต้องสงสัยท่านมานานถึงเพียงนี้”
“แล้วหากข้าบอก เจ้าจะทำอย่างไร”
“อย่างน้อยข้าก็รู้ว่าเราเคยพบกันมาก่อน”
“เจ้าจะคิดว่าข้าทูลขอสมรสเพื่อตอบแทนบุญคุณ หรือไม่ก็รู้สึกว่าต้องแต่งงานกับข้าเพราะเคยช่วยชีวิตข้า”
“ท่านไม่ต้องการให้ข้ารู้หรือว่าตนเคยช่วยชีวิตท่าน”
“บุญคุณไม่ควรกลายเป็นเครื่องมือบังคับให้เจ้าตอบรับความรู้สึกของข้า”
คำตอบของเขาทำให้หลิงซีนิ่งไป
จิ้งเหยียนหลับตาลงชั่วครู่ ก่อนเอ่ยต่อด้วยเสียงเบากว่าเดิม
“หลังจากวันนั้น ข้าเคยส่งคนไปสืบว่าเจ้าเป็นใคร เมื่อรู้ว่าเป็นบุตรสาวของเสนาบดีกรมกลาโหม ข้าก็ตั้งใจว่าหลังเสร็จศึกจะกลับมาสู่ขอ”
“แล้วเหตุใดจึงปล่อยให้ผ่านมาตั้งห้าปี”
“ชายแดนเหนือเกิดสงครามต่อเนื่อง ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะมีชีวิตกลับมาหรือไม่” เขาตอบ
“ข้าไม่ต้องการผูกเจ้าไว้กับบุรุษที่อาจตายกลางสนามรบได้ทุกเวลา”
“ดังนั้นท่านจึงเฝ้ามองอยู่ห่าง ๆ โดยไม่ให้ข้ารู้?”
“ข้าให้คนส่งข่าวเรื่องเจ้ามาเป็นระยะ รู้ว่าเจ้าเรียนถอดรหัสจากมารดา รู้ว่าเจ้าปฏิเสธการดูตัวกี่ครั้ง และรู้ว่ามีขุนนางตระกูลใดส่งแม่สื่อมาที่จวนเสิ่นบ้าง”
หลิงซีมองเขาอย่างไม่อยากเชื่อ
“ท่านสืบแม้กระทั่งเรื่องผู้ที่มาสู่ข้าหรือ”
จิ้งเหยียนไม่แสดงความละอายแม้แต่น้อย
“ข้าต้องรู้ว่ามีผู้ใดคิดแย่งเจ้าไป”
“ทั้งที่เวลานั้นข้ายังไม่ได้เป็นของท่าน”
“เพราะยังไม่ได้เป็น ข้าจึงต้องคอยจับตาดู”
คำตอบหน้าตายทำให้นางเกือบหลุดหัวเราะ แต่ความอบอุ่นซึ่งก่อตัวอยู่ในอกกลับเด่นชัดกว่า
“แล้วเหตุใดจึงตัดสินใจขอพระราชทานสมรสในตอนนี้”
แววตาของจิ้งเหยียนเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม
“คนของข้ารายงานว่าองค์ชายรองเริ่มไปมาหาสู่ตระกูลเสิ่น ทั้งยังให้คนสืบเรื่องความสามารถของเจ้า ข้ารู้ว่าเขาไม่ได้สนใจเพียงตัวเจ้า แต่ยังต้องการบางสิ่งจากบิดาของเจ้า”
“ท่านจึงรีบแต่งงานกับข้า เพื่อพาข้าออกมาจากตระกูลเสิ่น?”
“ส่วนหนึ่ง”
“แล้วอีกส่วนหนึ่งเล่า”
จิ้งเหยียนมองนางตรง ๆ
“เพราะข้าไม่ต้องการเห็นเจ้าแต่งงานกับเขา หรือกับบุรุษหน้าไหนทั้งนั้น”
คำสารภาพเรียบง่าย ไม่มีถ้อยคำหวานหู แต่กลับหนักแน่นจนหลิงซีรู้สึกเหมือนกำแพงในหัวใจถูกทำลายลงทีละส่วน
ภายใต้ท่าทีเย็นชา บุรุษผู้นี้เก็บความรู้สึกทั้งหมดไว้เพียงลำพังมาห้าปี เขาไม่เคยนำบุญคุณมากดดัน ไม่เคยบอกให้นางต้องตอบแทน และไม่แม้แต่จะเรียกร้องสิทธิ์ของสามีในคืนวิวาห์
ตรงกันข้าม เขากลับมอบกริชให้นางใช้ป้องกันตนเองจากเขา
หลิงซีขยับเข้าไปใกล้เตียง จิ้งเหยียนสังเกตการเคลื่อนไหวนั้นจึงพยายามถอยห่าง แต่แผ่นหลังที่มีบาดแผลทำให้เขาไปได้ไม่ไกล
“ข้าบอกแล้วว่าอย่าเข้ามาใกล้”
“ท่านกลัวว่าจะควบคุมตนเองไม่ได้หรือ”
“ใช่”
“แต่ท่านยังมีแรงขยับตัวแทบไม่ไหว”
“อย่าท้าทายบุรุษในเรื่องเช่นนี้”
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยคำเตือน ทว่าหลิงซีกลับไม่ได้หวาดกลัว
นางยกมือแตะข้างแก้มร้อนจัด ลูบผ่านแนวกรามซึ่งเกร็งแน่น ก่อนโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้
“คืนนี้…” เธอพูดเสียงแผ่ว
“สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่หน้าที่ของภรรยา แต่เป็นการตัดสินใจของข้าเอง”
ก่อนที่จิ้งเหยียนจะได้ตอบ หลิงซีก็โน้มตัวลง จุมพิตริมฝีปากเขาเบา ๆ
จิ้งเหยียนแข็งค้าง ลมหายใจร้อนพ่นรดใบหน้านาง มือของเขาพยายามยกขึ้นดันไหล่เธอออก แต่หลิงซีจับมือนั้นไว้แน่น
“อย่าผลักข้า” เธอกระซิบชิดริมฝีปาก
“ข้าสมัครใจ”
เขายังลังเล ดวงตาขุ่นมัวด้วยไข้และความปรารถนาที่ถูกกดไว้
“นาง… ข้าอาจทำร้ายนางได้ ร่างกายข้าตอนนี้…”
“แล้วท่านจะถามข้าอีกไหม” หลิงซีถูจมูกเบา ๆ กับจมูกเขา
“ข้าจะตอบทุกครั้งว่า ใช่”
จิ้งเหยียนกลืนน้ำลาย มือใหญ่ที่ถูกจับไว้ค่อย ๆ พลิกกลับมากุมนิ้วของนาง เขาตอบจูบนั้นอย่างระมัดระวัง ริมฝีปากแห้งแต่อ่อนโยน กดเบา ๆ แล้วถอนออก ราวกับกลัวว่าจะหนักเกินไป
หลิงซีถอดเสื้อคลุมนอกของตัวเองออกช้า ๆ แสงเทียนสาดลงบนไหล่เปลือยบางส่วน เธอช่วยถอดเสื้อชั้นในของเขาอย่างระมัดระวัง หลีกเลี่ยงแผลใต้หัวไหล่ ผิวหนังของจิ้งเหยียนร้อนจัด กล้ามเนื้อที่เคยแข็งแกร่งในสนามรบตอนนี้สั่นเล็กน้อยด้วยไข้
“เจ็บไหม?” เธอถามขณะมือแตะรอบแผล
“ไม่…แค่…” เขากลั้นหายใจเมื่อนิ้วของนางลากลงมาตามซี่โครง
“แค่กลัวว่าจะทนไม่ไหว”
หลิงซีจูบที่มุมปากเขาอีกครั้ง แล้วค่อย ๆ ปีนขึ้นไปนั่งคร่อมต้นขา ชุดชั้นในสีม่วงอ่อนยังห่มร่างอยู่ แต่เธอปลดสายรัดอกช้า ๆ จิ้งเหยียนมองด้วยสายตาเข้มข้น มือทั้งสองยกขึ้นแตะเอวของนาง แต่ยังไม่กล้าดึงเข้าใกล้
“นางแน่ใจหรือ?” เขาถามอีกครั้ง เสียงแหบ
“แน่ใจ” หลิงซีตอบ แล้วก้มลงจูบคอของเขา ลิ้นแตะเบา ๆ ที่เส้นเลือดที่เต้นแรง
จิ้งเหยียนครางต่ำในลำคอ มือที่เอวเริ่มสั่น เขาดึงนางลงมาแนบอกอย่างระมัดระวัง ริมฝีปากหาจูบลึกขึ้น ลิ้นค่อย ๆ เลียริมฝีปากล่างของนาง รอให้นางเปิดรับ แล้วจึงสำรวจอย่างช้า ๆ ความร้อนจากไข้ทำให้จูบนั้นชุ่มชื้นและเร่าร้อนผิดปกติ แต่เขายังคงควบคุมแรงกดไว้
มือของเขาเลื่อนขึ้นมาแตะหลังของนาง นิ้วยาวลากตามแนวกระดูกสันหลังเบา ๆ หลิงซีตัวสั่นเล็กน้อยเมื่อรู้สึกถึงความอุ่นนั้น เธอถอดชุดชั้นในออกจนหมด ร่างเปลือยวางลงบนอกของเขาอย่างแผ่วเบา ผิวสัมผัสทำให้ทั้งคู่หายใจแรงขึ้น
“เย็น…” จิ้งเหยียนพึมพำเมื่อมือแตะสะโพกของนาง
“นางหนาวหรือ?”
“ไม่” หลิงซีตอบ แล้วจูบที่หัวไหล่ที่ไม่ได้บาดเจ็บ
“ท่านร้อนเกินไปต่างหาก”
เธอขยับตัวลงช้า ๆ มือหนึ่งลูบไปตามหน้าท้องของเขา ลงไปถึงขอบกางเกงชั้นใน จิ้งเหยียนเกร็งกล้ามเนื้อทันที มือจับเอวของนางแน่นขึ้น
“ช้า ๆ…” เขากระซิบ
“ข้าไม่ต้องการทำร้ายนาง”
หลิงซีพยักหน้า นิ้วค่อย ๆ ปลดเชือกกางเกง ปล่อยอวัยวะที่แข็งตัวออกมา มันร้อนและหนักในฝ่ามือของนาง เธอลูบเบา ๆ จากโคนถึงปลาย จิ้งเหยียนหายใจหอบ หัวคางเงยขึ้นเล็กน้อย เส้นเลือดที่คอเต้นชัด
“พอ…” เขากล่าวเสียงสั่น
“ถ้าเป็นแบบนี้ต่อ ข้าจะ…”
หลิงซีหยุดมือ แล้วเลื่อนตัวลงมาจัดท่า ปลายอวัยวะสัมผัสกับช่องทางที่ชื้นของนาง เธอมองเขาตรง ๆ
“ท่านเข้ามาเองได้ไหม?”
จิ้งเหยียนหายใจลึก มือทั้งสองประคองสะโพกของนาง แล้วค่อย ๆ ดันขึ้นช้า ๆ ความตึงแน่นทำให้ทั้งคู่ขมวดคิ้วพร้อมกัน หลิงซีกัดริมฝีปาก น้ำตาซึมที่หางตาเล็กน้อยด้วยความเจ็บแปลบแรก
“เจ็บไหม?” เขาหยุดนิ่งทันที แม้จะต้องการมุดลึกกว่านี้เพียงใด
“บอกข้า… ข้าจะถอนออก”
“ไม่…อย่า” หลิงซีส่ายหน้า น้ำเสียงสั่น “ค่อย ๆ… แค่นั้น”
จิ้งเหยียนก้มลงจูบหน้าผากนาง แล้วค่อย ๆ ดันเข้าไปอีกนิด ทีละน้อย จนกระทั่งทั้งหมดจมอยู่ในความอบอุ่นแน่นหนา เขาหยุดนิ่ง ปล่อยให้นางปรับตัว มือลูบหลังของนางช้า ๆ เป็นจังหวะ
“หายใจ…” เขากระซิบ “ตามข้า”
หลิงซีทำตาม ลมหายใจค่อย ๆ สม่ำเสมอ ความเจ็บค่อยคลายกลายเป็นความรู้สึกแปลกประหลาดที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น เธอขยับสะโพกเบา ๆ ทดลอง จิ้งเหยียนครางต่ำ มือกดเอวของนางไว้
“นาง…ขยับได้อีกไหม?”
หลิงซีพยักหน้า แล้วเริ่มเคลื่อนไหวช้า ๆ ขึ้นลง จิ้งเหยียนตามจังหวะอย่างระมัดระวัง ไม่เร่ง ไม่แรง ทุกครั้งที่เขาดันขึ้น มือจะลูบต้นขาของนางปลอบโยน ริมฝีปากจูบที่คอ ไหล่ และหน้าอกเป็นระยะ
ความร้อนจากไข้ทำให้เหงื่อผุดทั่วร่างทั้งคู่ หลิงซีโน้มตัวลง กอดคอของเขา หน้าอกแนบกับอก เสียงหายใจร้อนพ่นรดหูซึ่งกันและกัน จิ้งเหยียนมือหนึ่งเลื่อนไปข้างหน้า นิ้วโป้งลูบวงกลมเบา ๆ ที่จุดอ่อนไหวของนาง ทำให้หลิงซีตัวสั่นและครางแผ่ว
“ตรงนี้… ชอบไหม?” เขาถามเสียงแหบ
“ชอบ…” หลิงซีตอบอย่างไม่ลังเล
เขาเพิ่มแรงนิ้วเล็กน้อย ขณะที่สะโพกยังคงเคลื่อนช้า ๆ ลึก ๆ ความสุขค่อย ๆ สะสม หลิงซีรู้สึกอะไรบางอย่างบีบแน่นในท้องน้อย เธอกอดเขาแน่นขึ้น กัดไหล่เบา ๆ เพื่อกลั้นเสียง
จิ้งเหยียนรู้สึกถึงการหดตัวรอบตัวเขา เขาเร่งจังหวะขึ้นเล็กน้อยแต่ยังคงอ่อนโยน มือลูบหลังนางไม่หยุด
“ปล่อย…ไม่เป็นไร”
หลิงซีตัวแข็งทื่อ คลื่นความสุขซัดผ่านร่าง เธอครางชื่อของเขาแผ่วเบา น้ำตาไหลลงแก้มโดยไม่รู้ตัว จิ้งเหยียนกอดนางแน่น ดันเข้าลึกครั้งสุดท้ายแล้วปล่อยตัวเองตาม ร้อนและหนัก ภายในความอบอุ่นของนาง
ทั้งคู่นิ่งเงียบ เหลือเพียงเสียงหายใจหอบและหัวใจที่เต้นแรง หลิงซียังคร่อมอยู่ หน้าผากพิงหน้าผากเขา เหงื่อผสมกัน
จิ้งเหยียนลูบผมเปียกของนางช้า ๆ แล้วพูดเสียงเบา
“ถ้า…ถ้านางเสียใจในภายหลัง ข้ายอมปล่อยนางไปเมื่อทุกอย่างจบลง”
หลิงซีเงยหน้าขึ้น มองเขาตรง ๆ ดวงตายังชื้น
“ข้ายังไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นเช่นไร” เธอตอบชัดเจน
“แต่ท่านไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจแทนข้า ว่าจะอยู่หรือไป”
จิ้งเหยียนมองนางเงียบ ๆ แล้วค่อย ๆ ยิ้มเล็กน้อยที่มุมปาก แม้ไข้จะยังสูง รอยยิ้มนั้นกลับอบอุ่นผิดปกติ เขาจูบหน้าผากนางอีกครั้ง แล้วดึงผ้าห่มคลุมร่างทั้งสอง
“งั้น…ข้าจะไม่ตัดสินใจแทนอีก”
หลิงซีวางหัวลงบนอกเขา ฟังเสียงหัวใจที่ค่อย ๆ สงบ มือยังจับมือของเขาไว้แน่น ไข้ยังไม่ลด แต่ความเจ็บปวดดูเหมือนจะเบาบางลงด้วยความอบอุ่นที่ห่อหุ้ม
คืนนั้นทั้งคู่นอนกอดกันตลอด หลิงซีคอยเช็ดตัวและป้อนยาตามเวลา จิ้งเหยียนหลับ ๆ ตื่น ๆ แต่ทุกครั้งที่ลืมตา มือของเขายังคงกุมนิ้วของนางไว้ไม่ยอมปล่อย
รุ่งเช้า หิมะด้านนอกหยุดตกแล้ว
อาการไข้ของจิ้งเหยียนลดลง แม้ร่างกายยังอ่อนแรง แต่หมอยืนยันว่าพิษส่วนใหญ่ถูกขับออกและไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต
ขณะที่หลิงซีกำลังช่วยป้อนยา กู้เหยียนก็รีบร้อนเข้ามารายงาน สีหน้าของเขาเคร่งเครียดจนความอบอุ่นภายในห้องจางหายไปในทันที
“ท่านแม่ทัพ ฮูหยิน คนของเรากลับมาจากบ้านพักนอกเมืองแล้วขอรับ”
หลิงซีวางถ้วยยาลง
“พบมารดากับน้องชายของข้าหรือไม่”
กู้เหยียนส่ายหน้า
“บ้านพักถูกปิดทิ้งมานาน ภายในไม่มีร่องรอยว่ามีคนอาศัยอยู่ในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา ชาวบ้านโดยรอบยืนยันว่าไม่เคยเห็นรถม้าจากจวนเสิ่นเดินทางไปถึงที่นั่นเลย”
สีหน้าของหลิงซีซีดลง
ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา บิดาบอกทุกคนว่ามารดากับน้องชายเดินทางไปรักษาอาการป่วยนอกเมือง จึงไม่สามารถกลับมาร่วมพิธีวิวาห์ได้
แต่หากพวกเขาไม่เคยอยู่ที่บ้านพัก แล้วเวลานี้ทั้งสองคนอยู่ที่ใด
จิ้งเหยียนวางมือลงบนมือของนาง ก่อนกล่าวเสียงเคร่งขรึม
“คนที่บิดาเจ้าพยายามช่วยเมื่อคืน อาจไม่ใช่เพียงคนของเขา”
หลิงซีมองเขา หัวใจซึ่งเพิ่งอบอุ่นขึ้นจากค่ำคืนที่ผ่านมา พลันถูกความหวาดกลัวเข้าครอบงำอีกครั้ง
“ท่านหมายความว่า…”
“มารดากับน้องชายของเจ้าอาจถูกจับเป็นตัวประกัน”
หนึ่งปีหลังเหตุการณ์กบฏ เมืองหลวงกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้งร่องรอยความเสียหายภายในพระราชวังได้รับการบูรณะ ถนนซึ่งเคยเปื้อนเลือดกลับมาคึกคักด้วยพ่อค้าและประชาชน เสียงระฆังเตือนภัยที่เคยดังตลอดคืนถูกแทนที่ด้วยเสียงดนตรีจากโรงน้ำชาฮ่องเต้ทรงฟื้นจากพิษ แต่พระวรกายไม่แข็งแรงดังเดิม จึงมอบหมายงานราชการส่วนใหญ่ให้รัชทายาทภายใต้การดูแลของหมอหลวง รัชทายาทมีสุขภาพดีขึ้นมาก พระองค์เริ่มปฏิรูประบบทหาร แยกอำนาจควบคุมคลังอาวุธ การเคลื่อนกำลัง และเวรยามออกจากกัน เพื่อไม่ให้ผู้ใดรวบอำนาจทางทหารไว้ในมือเพียงคนเดียวได้อีกคำสั่งเคลื่อนกองทัพขนาดใหญ่ต้องใช้ตรารับรองจากหลายฝ่าย ส่วนครอบครัวของทหารกับขุนนางไม่อาจถูกนำมาเป็นตัวประกันเพื่อบีบบังคับได้อีก หากผู้ใดฝ่าฝืนจะได้รับโทษสถานหนักเสิ่นเหวินโจวลาออกจากตำแหน่งเสนาบดีกรมกลาโหมตามที่ตั้งใจไว้ เขาย้ายไปอยู่ต่างเมืองพร้อมภรรยาและบุตรชาย ใช้ชีวิตเรียบง่ายในบ้านหลังเล็กซึ่งอยู่ห่างจากความวุ่นวายของราชสำนักก่อนออกเดินทาง เขาขอพูดกับหลิงซีตามลำพังสองพ่อลูกยืนอยู่ภายในเรือนเก่าของนาง อาภรณ์เจ้าสาวสีแดงจากพิธีวิวาห์ครั้งแรกยังถูกเก็บไว้ในหีบ แต่สีของมันซีดล
ลูกธนูหลายร้อยดอกพุ่งลงจากหลังคาตำหนักพร้อมกันทหารกองพยัคฆ์ทมิฬยกโล่ขึ้นสร้างแนวป้องกัน เสียงโลหะกระทบแผ่นไม้ดังสนั่นไปทั่วลาน ลูกธนูบางดอกทะลุผ่านช่องว่างเข้าปักร่างทหารซึ่งยืนอยู่ด้านหน้า เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดปะปนกับเสียงสั่งการและเสียงกลองศึกจนแทบไม่อาจแยกออกจากกันจิ้งเหยียนดึงหลิงซีเข้ามาอยู่ในอ้อมแขน ใช้ร่างของตนบังนางไว้ ขณะที่คมดาบในมือปัดลูกธนูซึ่งพุ่งเข้ามาจากด้านข้าง“อยู่ใกล้ข้า ห้ามแยกไปที่ใด”“ท่านเองก็ห้ามทิ้งข้าเช่นกัน”หลิงซีใช้กริชสั้นป้องกันตนเอง ดวงตากวาดมองฮ่องเต้กับรัชทายาทซึ่งยังถูกจับเป็นตัวประกันอยู่บนบันไดตำหนักหากฝ่ายของจิ้งเหยียนบุกเข้าไปอย่างเร่งรีบ องค์ชายรองอาจสังหารทั้งสองพระองค์ทันที แต่หากถอยออกมา กองทัพกบฏก็จะมีเวลาปิดประตูและรวบรวมกำลังเพิ่มเติมจิ้งเหยียนส่งสัญญาณให้ทหารแบ่งออกเป็นสามกอง กองแรกตั้งแนวโล่ป้องกันลูกธนู กองที่สองกระจายขึ้นไปจัดการพลธนูบนหลังคา ส่วนกองที่สามติดตามเสิ่นเหวินโจวอ้อมไปปิดประตูหลังของตำหนักทหารตระกูลเสิ่นกับกองพยัคฆ์ทมิฬค่อย ๆ ตีวงล้อมให้แคบลงองค์ชายรองเห็นสถานการณ์เริ่มเสียเปรียบจึงกระชากรัชทายาทถอยกลับเข้าไปในท้อง
ระฆังเตือนภัยจากหอคอยทั้งสี่ทิศดังขึ้นพร้อมกัน ปลุกเมืองหลวงให้ตื่นจากความหลับใหลในกลางยามโฉ่วเปลวไฟจากคบเพลิงส่องสว่างตลอดแนวกำแพง ทหารม้าจำนวนมากเคลื่อนกำลังเข้าสู่ถนนสายหลัก เสียงเกือกม้ากระแทกพื้นหินดังต่อเนื่องราวกับฟ้าร้อง ประชาชนพากันปิดประตูบ้าน ดับตะเกียง และซ่อนตัวอยู่ภายใน ไม่มีผู้ใดกล้าออกมาดูว่าเกิดสิ่งใดขึ้นข่าวลือแพร่กระจายอย่างรวดเร็วบ้างกล่าวว่าฮ่องเต้ถูกวางยาจนอาการประชวรหนัก บ้างกล่าวว่ารัชทายาทรวบรวมทหารเพื่อบังคับให้ฮ่องเต้สละราชสมบัติ ขณะที่ข่าวอีกกระแสหนึ่งกลับบอกว่า แม่ทัพพยัคฆ์ทมิฬเป็นผู้เคลื่อนกองกำลังเข้ายึดเมืองหลวงไม่มีผู้ใดรู้ว่าข่าวใดเป็นความจริงภายในพระราชวัง เซียวเฉิงรุ่ยสวมชุดเกราะสีเงิน ยืนอยู่หน้าบันไดตำหนักไท่เหอ ทหารภายใต้บัญชาของเขากระจายกำลังปิดทางเข้าออกทุกด้าน ขุนนางหลายคนซึ่งเข้าร่วมแผนการยืนรวมกันอยู่ด้านหลัง บางคนมีสีหน้ามั่นใจ บางคนกลับหวาดกลัวเมื่อรู้ว่าตนไม่อาจถอนตัวได้อีกแล้ว“เสด็จพ่อถูกคนของรัชทายาทวางยาพิษ”องค์ชายรองประกาศต่อหน้าทหารรักษาวัง“รัชทายาทคิดใช้ช่วงเวลาที่พระองค์ประชวรยึดตราแผ่นดินและสังหารเชื้อพระวงศ์ ข้านำทหารมาใน
ทันทีที่อ่านข้อความลับด้านหลังผ้าปักจบ หลิงซีก็เรียกทหารซึ่งเฝ้าอยู่หน้าเรือนเข้ามา“ส่งม้าเร็วไปตามท่านแม่ทัพ บอกเขาว่ากู้เหยียนอาจเป็นคนทรยศ ห้ามเข้าอุโมงค์จนกว่าจะตรวจสอบเส้นทางทั้งหมดอีกครั้ง”นายทหารรับผ้าปักซึ่งนางใช้เป็นหลักฐาน ก่อนรีบออกจากจวนทางประตูด้านตะวันตกหลิงซียังไม่วางใจ จึงเขียนข้อความอีกสองฉบับและสั่งให้ทหารแยกกันเดินทางไปคนละเส้นทาง หากผู้ส่งสารคนหนึ่งถูกขัดขวาง อย่างน้อยอีกสองคนอาจไปถึงจิ้งเหยียนได้ทันเวลาทว่าผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ทหารคนแรกก็ถูกหามกลับมาลูกธนูปักอยู่ตรงต้นแขน ม้าของเขาถูกสังหารก่อนพ้นเขตเมือง ส่วนข้อความซึ่งนำติดตัวไปถูกชิงหายไม่นานทหารคนที่สองกับคนที่สามก็กลับมาพร้อมข่าวร้าย ประตูเล็กทุกแห่งถูกสั่งปิดกะทันหัน ถนนซึ่งมุ่งไปทางตำหนักตะวันตกมีทหารไม่ทราบฝ่ายตั้งด่านตรวจค้น หากไม่มีตรารับรองจากกรมกลาโหมจะไม่อนุญาตให้ผ่านเส้นทางส่งข่าวถูกตัดขาดทั้งหมด“องค์ชายรองรู้ว่าเราจะส่งคนไปเตือน”หลิงซีมองเปลวเทียนซึ่งกำลังไหวอยู่ในห้อง ความหวาดกลัวแล่นขึ้นมาตามแผ่นหลังนั่นหมายความว่ากับดักถูกเตรียมไว้อย่างสมบูรณ์ และเวลานี้จิ้งเหยียนอาจเข้าไปอยู่ภายในแ
ค่ำคืนก่อนภารกิจช่วยตัวประกัน จวนแม่ทัพเงียบสงัดผิดปกติทหารกองพยัคฆ์ทมิฬทยอยออกจากจวนเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ผ่านเส้นทางต่างกัน เพื่อไม่ให้สายลับขององค์ชายรองสังเกตเห็น อาวุธถูกซ่อนไว้ใต้ผ้าคลุม รถม้าสำหรับขนเสบียงถูกดัดแปลงให้สามารถบรรทุกคนได้ ส่วนทหารอีกกลุ่มหนึ่งปลอมตัวเป็นพ่อค้าและออกจากประตูเมืองตั้งแต่ยามเย็นทุกคนจะกลับมารวมตัวกันในป่านอกกำแพง ก่อนลอบเข้าอุโมงค์ใต้ตำหนักร้างทางทิศตะวันตกหลิงซีได้รับอนุญาตให้ออกจากคุกลับ แต่ยังต้องเก็บตัวอยู่ภายในเรือนหลัก เพื่อทำให้คนในจวนเชื่อว่านางยังถูกกักบริเวณ จิ้งเหยียนสั่งเปลี่ยนเวรยามทั้งหมด เหลือเพียงทหารซึ่งไว้วางใจได้คอยดูแลใกล้ห้องนอนภายในห้อง เทียนสองเล่มถูกจุดไว้บนโต๊ะ แสงสีส้มทอดเงาของคนทั้งคู่ลงบนพื้นจิ้งเหยียนยืนอยู่หน้าโต๊ะแผนที่ เขาสวมอาภรณ์สีดำรัดกุม เกราะอ่อนถูกซ่อนไว้ใต้เสื้อคลุม ดาบประจำกายวางอยู่ด้านข้าง ส่วนหลิงซีกำลังช่วยผูกปลอกแขนหนังให้เขาทั้งสองตรวจสอบแผนทุกขั้นตอนร่วมกันตามคำสัญญาจิ้งเหยียนจะนำทหารยี่สิบนายเข้าสู่ตำหนักร้างทางอุโมงค์ขนฟืน กู้เหยียนเป็นผู้เปิดทาง ส่วนทหารอีกสองกลุ่มจะซ่อนอยู่บริเวณทางออก หากเกิดการซุ่
คุกลับใต้จวนแม่ทัพเงียบสงัดเสียจนหลิงซีได้ยินเสียงหยดน้ำจากผนังหินอย่างชัดเจนนางถูกกักตัวอยู่ที่นี่เป็นวันที่สี่แล้ว แม้ห้องขังจะสะอาด มีเตียง โต๊ะเขียนหนังสือและอาหารครบถ้วน แต่การไม่เห็นแสงแดดทำให้ยากจะรู้ว่าเวลาภายนอกผ่านไปนานเพียงใด มีเพียงเสียงระฆังจากหอคอยของจวนซึ่งดังลอดลงมาอย่างแผ่วเบา ช่วยให้นางแยกกลางวันกับกลางคืนออกจากกันได้จิ้งเหยียนยังคงนำอาหารและรายงานข่าวมาส่งด้วยตนเองทุกวัน แต่หลิงซีพูดกับเขาเฉพาะเรื่องแผนกบฏกับตำหนักร้างเท่านั้นนางรู้แล้วว่าเขายอมใช้ชีวิตตนเองเป็นหลักประกันต่อฮ่องเต้ หากนางมีความผิด เขาจะรับโทษร่วมด้วย ความจริงนั้นทำให้ความโกรธในใจเบาบางลง แต่ยังไม่อาจลบความเจ็บปวดจากการถูกตัดสินใจแทนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจิ้งเหยียนเชื่อว่าการปกป้องคือการจัดการทุกอย่างด้วยตนเอง จากนั้นจึงวางนางไว้ในสถานที่ซึ่งเขาคิดว่าปลอดภัยที่สุดแต่เขาไม่เคยถามว่า นางต้องการความปลอดภัยซึ่งแลกมาด้วยการถูกปิดบังหรือไม่ระหว่างรอข่าวเพิ่มเติม หลิงซีใช้เวลาตรวจสอบตำราแผนที่เก่าที่จิ้งเหยียนนำมาให้ นางต้องการค้นหารายละเอียดของตำหนักไร้นาม รวมถึงเส้นทางเข้าออกอุโมงค์ด้านล่างตำราหลายเล่มมีอา







