“คุณมีอะไรจะพูดกับผมก็รีบพูดมา” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและเย็นชา
“รีบร้อนจังเลยนะคะ… ดื่มก่อนสิ” เธอพูดเสียงหวาน ก่อนจะเลื่อนเก้าอี้เข้ามาใกล้ ราวกับตั้งใจให้ระยะห่างระหว่างกันหายไป สายตาเจือแววยั่วยวนอย่างจงใจ
มุกดายกแก้วไวน์ขึ้น หวังจะชนแก้วกับเขา แต่ธีรภัทร์กลับไม่ขยับ เขาเพียงยกแก้วไวน์ของตัวเองขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด สายตาของเขาแทบไม่แม้แต่จะมองหญิงสาวตรงหน้า
ทันทีที่แก้วถูกวางลงบนบาร์ด้วยเสียง กึก หนักแน่น ความเงียบชั่ววินาที มุกดาชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มที่เคยมั่นใจเหมือนถูกสั่นคลอน
เพื่อไม่ให้เสียจังหวะ มุกดาเงยหน้าขึ้นยกแก้วไวน์ขึ้นแนบริมฝีปาก ดื่มรวดเดียวจนหมดเช่นกัน รสฝาดหอมขององุ่นยังไม่ทันจางหาย เธอก็วางแก้วลงอย่างแผ่วเบา ข้างแก้วของชายหนุ่มราวกับตั้งใจให้เป็นคู่กัน
แววตาคมกริบของมุกดายังคงจับจ้องเขาไม่วาง คล้ายจะท้าทาย คล้ายจะรุกเร้า ไม่มีทีท่าจะถอยห่างแม้แต่น้อย
เธอค่อย ๆ เอื้อมมือไปคว้าไวน์ขวดเดิม รินลงในแก้วทั้งสองอีกครั้งอย่างใจเย็น ก่อนที่เธอจะเลื่อนแก้วหนึ่งไปวางตรงหน้าเขาอย่างจงใจ
ริมฝีปากอิ่มยกยิ้มบาง สายตาเป็นประกายวาวที่ยากจะอ่านออก
“ฉันมีเรื่องสำคัญจะบอกคุณ…”
ธีรภัทร์ขยับตัวเล็กน้อย ดวงตาคมจ้องกลับมาอย่างไม่ไว้ใจ
“เรื่องอะไร” น้ำเสียงเขายังคงเย็นชาและเรียบนิ่ง
มุกดายกแก้วของตัวเองขึ้นจิบเบา ๆ ก่อนจะวางแก้วลงแล้วสูดหายใจเข้าลึก ๆ เธอหัวเราะน้อย ๆ ทั้งที่หัวใจสั่นระรัว
“อย่ามองฉันแบบนั้นสิ… ฉันกำลังพยายามพูดเรื่องจริงจังนะคะ”
เธอเว้นจังหวะ ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยการยั่วยวนกลับฉายแววลังเลชั่วครู่ ก่อนที่ริมฝีปากอิ่มจะขยับช้าๆ “ฉันท้อง…”
เสียงนั้นแผ่วจนแทบเป็นกระซิบ ทว่าในความเงียบของค่ำคืน มันกลับดังชัดเจนพอจะทำให้แก้วไวน์ในมือธีรภัทร์ชะงักค้างกลางอากาศ
ธีรภัทร์วางแก้วไวน์ลงบนเคาน์เตอร์บาร์ ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความตกใจ เขาใช้เวลาหลายวินาทีกว่าจะประมวลผลคำพูดนั้นได้
“เมื่อกี้คุณพูดว่าอะไรนะ” ธีรภัทร์ถามเสียงพร่า ความเย็นชาที่เคยมีหายไปหมดสิ้น เหลือเพียงความงุนงงและความไม่เชื่อ
“ฉันท้อง...กับคุณพ่อของคุณ”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องโถงอีกครั้ง คราวนี้มันหนักอึ้งและน่าอึดอัดกว่าครั้งไหนๆ ธีรภัทร์เอนหลังพิงเก้าอี้ ดวงตาหลับลงชั่วครู่เพื่อสงบสติอารมณ์ เขาลืมตาขึ้นมามองเธออีกครั้ง สีหน้าของเขาตอนนี้เรียบนิ่ง ทว่าภายในอกกลับปั่นป่วนราวกับถูกค้อนหนัก ๆ กระแทกซ้ำ ๆ
ท้องงั้นเหรอ… เป็นไปไม่ได้
สมองของเขาพุ่งย้อนกลับไปยังเรื่องหนึ่งที่ไม่เคยเลือนหายไปไหน อุบัติเหตุเมื่อหลายปีก่อนที่พรากความสามารถในการมีทายาทของพีรพงษ์ไปอย่างถาวร เรื่องนี้มีเพียงคนในครอบครัวไม่กี่คนที่รู้ และเขาคือหนึ่งในนั้น
พ่อผม…จะทำให้คุณท้องได้ยังไงกัน ในเมื่อท่านเป็นหมันมานานแล้ว
สายตาคมจ้องไปยังมุกดาอย่างจับผิด ขณะที่ริมฝีปากยังคงปิดสนิท ไม่ยอมหลุดคำใดออกมา แต่ในใจของเขากลับชัดเจนยิ่งกว่าครั้งไหน เด็กคนนั้น…ไม่มีวันเป็นลูกของพ่ออย่างที่เธออ้างแน่นอน
ธีรภัทร์ยกแก้วไวน์ขึ้นดื่มจนหมด และวางมันไว้บนเคาน์เตอร์บาร์อย่างหนักแน่น เขาหันไปหามุกดา ดวงตาคมจ้องตรงไปอย่างไม่หลบเลี่ยง “มีแค่นี้ใช่ไหมเรื่องที่คุณจะบอกผม”
“ใช่ค่ะ” มุกดาตอบอย่างมั่นใจ รอยยิ้มมุมปากของเธอดูหวาน แต่ธีรภัทร์กลับเห็นความเย้ายวนและแฝงความเหยียดหยามอยู่ในนั้น
“งั้นผมขอตัว” เขาพูดเสียงเย็น และกำลังลุกขึ้นจากเก้าอี้
แต่มุกดากลับยกมือขัดไว้เสียก่อน
“เดี๋ยวก่อนสิคะคุณภีม…ใจคอจะไม่แสดงความยินดีกับฉันหน่อยเหรอคะ เด็กในท้องนี่เป็นน้องแท้ ๆ ของคุณเลยนะค่ะ” เธอยิ้มมุมปาก แล้วยกแก้วไวน์ขึ้นชี้ไปยังเขา “ดื่มฉลองกับฉันอีกสักแก้วสิคะ”
ธีรภัทร์คิดในใจ น้องแท้ ๆ ของเขางั้นเหรอ ได้ในเมื่อเธอพูดแบบนี้ งั้นเขาจะเล่นไปตามเธอก็แล้วกัน
“แล้วพ่อผม…รู้เรื่องนี้หรือยัง” เขาพูดขึ้น น้ำเสียงเย็นกระด้าง ไร้อารมณ์ใด ๆ
มุกดากวาดสายตามองเขาอย่างไม่สะทกสะท้าน “ยังค่ะ…ฉันอยากให้คุณเป็นคนแรกที่รู้”
ธีรภัทร์ยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา “โอเค งั้นผมจะดื่มฉลองให้กับคุณ”
เขาเอื้อมมือไปคว้าขวดไวน์ รินใส่แก้วของตัวเอง แล้วยกแก้วไปทางเธอ “ว่าแต่...คุณกำลังท้องอยู่ คุณดื่มได้ด้วยเหรอ”
คำถามนั้นทำให้มุกดาชะงักเล็กน้อย
“แค่นิดเดียวเอง…ไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ” เธอตอบอย่างมั่นใจ
เธอเอาแก้วตัวเองชนกับแก้วของ ธีรภัทร์ เสียงแก้วกระทบกันดัง กริ๊ง เบาๆ แล้วยกแก้วขึ้นดื่มในรวดเดียวอย่างท้าทาย
“งั้นผมขอฉลองให้คุณล่วงหน้าก็แล้วกัน” ธีรภัทร์พูดเสียงเรียบ “หวังว่าคุณจะได้อยู่ในบ้านหลังนี้ไปนาน ๆ” เขาเน้นคำว่า 'นานๆ' อย่างมีนัยยะ
มุกดาไม่แน่ใจว่าคำพูดนั้นเป็นการอวยพรหรือคำขู่ แต่เธอก็พยายามยิ้มรับ “แน่นอนค่ะ”
ธีรภัทร์วางแก้วลงบนบาร์ “เอาล่ะ” เขาพูดเสียงเด็ดขาด “ตอนนี้ผมฉลองให้คุณแล้ว ผมขอตัว”
มุกดายิ้มมุมปาก ก่อนจะแกล้งทำโทรศัพท์ตกลงไปบนพื้น เพื่อเรียกร้องความสนใจจากเขา
“อุ้ย…ช่วยเก็บให้หน่อยสิคะ” เธอเอ่ยเสียงใส พลางก้มลงเล็กน้อย
ธีรภัทร์ถอนหายใจอย่างหงุดหงิดกับความพยายามที่ชัดเจนของเธอ เขาก้มลงหยิบโทรศัพท์ให้หญิงสาว แต่ในระหว่างที่กำลังก้มลง มุกดาเธอก็ขยับตัวเป็นนั่งไขว่ห้างอย่างตั้งใจ ทำให้ชายกระโปรงผ้าซาตินเลิกขึ้น เผยให้เห็นเรียวขาขาวเนียนที่แทบจะไม่มีอะไรปิดบัง
ธีรภัทร์หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ดวงตาของเขากวาดมองร่างของเธอเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น และเขาก็กลับมายืนตัวตรงในทันที สีหน้าของเขาไม่ได้แสดงความหื่นกระหายใด ๆ มีแต่ความรำคาญที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
“นี่ครับ” ธีรภัทร์ยื่นโทรศัพท์คืนให้เธอด้วยสีหน้าเย็นชา และเดินออกจากเธอทันที
มุกดารับโทรศัพท์มาไว้ในมือ แต่ไม่ได้มองโทรศัพท์เลย สายตาเธอยังคงจ้องมองแผ่นหลังเขาด้วยความผิดหวังเล็กน้อยที่แผนการยั่วยวนไม่เป็นผล
เสียงฝีท้ายของธีรภัทร์ค่อย ๆ ห่างออกไป มุกดายังคงนั่งนิ่งอยู่ตรงบาร์ มือที่ถือโทรศัพท์แน่นจนปลายนิ้วขาวซีด รอยยิ้มบางที่เคยฝืนไว้เลือนหายไป เหลือเพียงความว่างเปล่าและความรู้สึกขมขื่นที่เอ่อล้นในอก
เธอสูดหายใจเข้าลึก ดวงตาสั่นไหววูบหนึ่ง ก่อนหันไปมองแก้วไวน์ของธีรภัทร์ที่ยังคงตั้งนิ่งอยู่ตรงหน้า ร่องรอยริมฝีปากของเขายังชัดเจนบนขอบแก้ว
มุกดาเอื้อมมือไปรินไวน์เพิ่มอย่างช้า ๆ ก่อนจะยกแก้วขึ้นแนบริมฝีปาก ราวกับต้องการสัมผัสร่องรอยเดียวกับที่เขาเคยแตะไว้ เธอหลับตาลง ปล่อยให้รสฝาดขมไหลผ่านริมฝีปากโดยไม่รับรู้รสใด ๆ สิ่งเดียวที่เธอโหยหาคือการได้อยู่ใกล้เขา แจ่เขาไม่เคยคิดที่จะสนใจเธอเลย ดวงตาของเธอแข็งกร้าวขึ้นช้า ๆ ริมฝีปากเม้มแน่นก่อนจะแค่นหัวเราะเบา ๆ
“ทำเป็นหยิ่งเข้าไป ถ้าลูกฉันออกมา นายได้เป็นหมาหัวเน่าแน่ภีม”
---
วันทำงานผ่านไปอย่างเชื่องช้าสำหรับ รัญชิดา นาฬิกาบนผนังร้านดูเหมือนจะเดินอืดอาดผิดปกติ ทุกครั้งที่ลูกค้าเปิดประตูเข้ามา เธอก็เผลอเงยหน้ามองด้วยความคาดหวังเล็กๆ แม้จะรู้ดีว่า ธีรภัทร์ ไม่ได้นัดหมายไว้ล่วงหน้า แต่หัวใจของเธอก็ยังคงเต้นแรงและอบอุ่นทุกครั้งที่นึกถึงสถานะ 'แฟน' ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อคืนนี้
รัญชิดาพยายามทำตัวให้เป็นปกติที่สุด แต่รอยยิ้มบาง ๆ ก็มักจะผุดขึ้นมาบนริมฝีปากโดยไม่รู้ตัว จนเพื่อนร่วมงานบางคนเริ่มแซว
เมื่อได้เวลาเลิกงาน เธอรีบเปลี่ยนชุดพนักงานเป็นเสื้อผ้าธรรมดา แล้วก้าวออกจากร้านกาแฟทันทีราวกับกำลังหนีอะไรบางอย่าง เธอเดินออกมาถึงทางเท้าด้านนอกที่เริ่มมีผู้คนบางตา แสงแดดยามเย็นเริ่มทอสีส้มอ่อน ๆ แต่แล้วเธอก็ต้องชะงัก
รถยนต์คันหรูสีดำที่เธอจำได้ดีจอดอยู่ริมถนน รัญชิดาเผยรอยยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว ความกังวลและความเหนื่อยล้าจากวันทำงานมลายหายไปทันที เธอรีบเดินตรงไปยังรถของเขา
เมื่อเธอเดินเข้าไปใกล้ กระจกรถฝั่งคนขับก็เลื่อนลงอย่างเงียบเชียบ เผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาที่ยิ้มบาง ๆ
“คุณภีม!” เธออุทานด้วยความประหลาดใจ “คุณมาแถวนี้…มีธุระอะไรหรือเปล่าคะ”
ธีรภัทร์เลิกคิ้วเล็กน้อย ดวงตาคมจับจ้องเธอ “ทำไมผมจะมาแถวนี้ต้องมีธุระด้วยเหรอ”
รัญชิดารีบส่ายหน้า “เปล่าค่ะ…”
เขาเอนกายเล็กน้อย ริมฝีปากคลี่ยิ้มเจือเย็น “ผมมารับแฟนผมไปทานข้าว”
เพียงประโยคนั้นทำให้เลือดสูบฉีดทั่วใบหน้าของรัญชิดา แก้มเนียนเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อทันที หัวใจเต้นแรงจนแทบไม่เป็นจังหวะ
รัญชิดาเม้มริมฝีปากแน่น พยายามซ่อนรอยยิ้มที่กำลังเผยออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ เธอก้าวไปเปิดประตูฝั่งข้างคนขับและนั่งลงข้างเขา กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ จากตัวชายหนุ่มลอยคลุ้งเข้ามา ทำให้เธอรู้สึกใจสั่นอย่างประหลาด
ธีรภัทร์หันมามองเธอเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะขับรถออกไป
“คุณภีมมารอรันนานหรือยังคะ” รัญชิดาถามเสียงแผ่ว สายตาเหลือบมองเขาอย่างเกรงใจ
“ไม่นานหรอกครับ ผมเพิ่งมาถึง” ธีรภัทร์ตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ แต่แฝงความอบอุ่นอยู่ในที
“อ๋อ…ค่ะ” รัญชิดาพยักหน้ารับ พลางก้มหน้าลงนิดหน่อย แก้มเธอแดงขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ความเงียบเข้ามาแทนที่ชั่วครู่ แต่กลับไม่ใช่ความอึดอัด ทว่าเป็นความเงียบที่ทำให้หัวใจเธอเต้นแรงจนแทบได้ยินเสียงของตัวเอง รัญชิดาเม้มริมฝีปากแน่น ไม่กล้าเงยหน้ามองเขาตรง ๆ ขณะที่ธีรภัทร์เหลือบตามองเธอเป็นระยะ ราวกับกำลังพอใจที่เห็นเธอมีอาการเช่นนั้น
รถยนต์คันหรูของธีรภัทร์มาจอดที่ร้านอาหารอิตาเลียนหรูหราแห่งหนึ่ง ที่ดูเป็นส่วนตัวและเงียบสงบ พนักงานต้อนรับรู้จักรธีรภัทร์เป็นอย่างดี และพาพวกเขาไปยังโต๊ะที่จัดไว้ริมหน้าต่าง พร้อมด้วยแสงเทียนและดอกไม้ที่จัดไว้อย่างประณีต
“ที่นี่สวยจังเลยค่ะ” รัญชิดาพูดด้วยความทึ่ง เธอรู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในความฝัน
ธีรภัทร์ยิ้มอย่างอ่อนโยน เขาเลื่อนเก้าอี้ให้เธอนั่งอย่างสุภาพ ก่อนจะนั่งลงฝั่งตรงข้าม “ไม่ใช่สวยธรรมดานะ แต่ที่นี้อาหารยังอร่อยอีกด้วย”
“คุณภีมพารันมาที่แบบนี้...คงแพงน่าดูเลยนะคะ” รัญชิดาถามอย่างเกรงใจ
ธีรภัทร์หัวเราะเบา ๆ “อย่าคิดมากสิครับ…รัน” เขาเรียกชื่อเล่นของเธออย่างเป็นธรรมชาติ น้ำเสียงทุ้มฟังอบอุ่นผิดกับท่าทีเย็นชาที่มักแสดงต่อคนอื่น “คุณทำงานมาทั้งวัน ต้องได้กินของอร่อย ๆ ถึงจะหายเหนื่อย เชื่อผมสิ”
รัญชิดาหัวเราะคิกออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ “ขนาดนั้นเลยเหรอคะ”
“ใช่แล้ว” เขาตอบเรียบ ๆ แต่แววตาที่มองมามีประกายอ่อนโยน จนทำให้หัวใจของเธอสั่นไหวไม่เป็นจังหวะ
พนักงานเดินเข้ามาพร้อมสมุดจดเพื่อรับออเดอร์ ธีรภัทร์หันไปมองรัญชิดา
“สั่งสิ” ธีรภัทร์พูด “คุณอยากกินอะไรก็สั่งเลย ไม่ต้องเกรงใจ”
รัญชิดาทำท่าอึกอักเล็กน้อย พลางมองเมนูเล่มหนาอย่างไม่คุ้นเคย “รันไม่เคยกินอาหารพวกนี้เลยค่ะ คุณภีมสั่งให้รันเลยค่ะ”
ธีรภัทร์ยิ้มอย่างอ่อนโยน เขาเข้าใจความรู้สึกของเธอดี “ได้สิครับ” น้ำเสียงของเขานุ่มนวลและมั่นคง ราวกับอยากบอกเธอว่าให้วางใจได้
เขาหันไปบอกพนักงานอย่างคล่องแคล่ว สั่งอาหารอิตาเลียนยอดนิยมที่เหมาะกับเธอโดยไม่ต้องเปิดเมนูเลยด้วยซ้ำ ความรู้ใจนั้นทำให้รัญชิดาเผลอจ้องมองเขาอย่างเงียบ ๆ …ทั้งที่เธอเองยังไม่เคยเล่าให้เขาฟังด้วยซ้ำว่าชอบอะไร
จากนั้นเขาจึงสั่งอาหารของตัวเองตามมา พนักงานจดเสร็จเรียบร้อยและถอยออกไปอย่างสุภาพ
ทันทีที่เหลือกันเพียงสองคน ธีรภัทร์ก็เอื้อมมือข้ามโต๊ะมากุมมือเธอไว้โดยไม่ลังเล ความอบอุ่นจากสัมผัสนั้นแทรกซึมผ่านผิวกายเข้าสู่หัวใจ รัญชิดาชะงักเล็กน้อย ม่านตาสั่นระริก หัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลุออกมาจากอก
“วันนี้รันทำงานเหนื่อยไหม” ธีรภัทร์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แววตาที่ทอดมองเธอเต็มไปด้วยความใส่ใจ
“ไม่ค่ะคุณภีม” รัญชิดารีบตอบ แม้ความจริงจะเหนื่อยล้าแทบหมดแรง แต่เพียงได้อยู่ตรงนี้กับเขา ความเหนื่อยทั้งหมดกลับหายไปอย่างน่าอัศจรรย์
“ครับ…แต่ก็อย่าหักโหมให้มากนักล่ะ” เขาพูดพร้อมบีบมือเธอเบา ๆ ก่อนจะค่อย ๆ ปล่อยออก
รัญชิดาหัวเราะเบา ๆ ส่ายหน้า “คุณภีมพูดแบบนี้ก็ไม่ถูกนะคะ รันเป็นลูกน้องคุณ ก็ต้องทำงานให้เต็มที่ที่สุดสิคะ ไม่งั้นคงโดนไล่ออกแน่ ๆ”
คำตอบที่ตรงไปตรงมาและแฝงอารมณ์ขันของเธอทำให้ธีรภัทร์หัวเราะออกมาอย่างจริงใจ เสียงหัวเราะของเขาผสมกับเสียงหัวเราะใส ๆ ของเธอ คล้ายบรรยากาศรอบตัวพลันสดใสขึ้นทันที