Mag-log in"จื่อรุ่ย สั่งให้เซี่ยจูนำของหมั้นเหล่านี้ไปเก็บรวมกับสินเดิมของข้า" นางหันหลังกลับ เด็ดเดี่ยวและไร้ความลังเล "และเตรียมเทียบเชิญขุนนางผู้ใหญ่บางส่วน จัดการทุกอย่างให้เงียบกะทัดรัดแต่อย่าให้บกพร่องเรื่องมารยาท ใต้เท้ากู้ต้องการความรวดเร็ว ข้าก็จะแต่งให้เขาภายในเจ็ดวันนี้"
...
เจ็ดวันต่อมา ลมวสันต์พัดโชยกลิ่นดอกท้อจางๆ อบอวลไปทั่วเมืองเปี้ยนจิง
ตามธรรมเนียมราชวงศ์ซ่งเหนือ งานวิวาห์ของขุนนางย่อมต้องจัดอย่างสมเกียรติ ทว่างานมงคลระหว่างใต้เท้ากู้แห่งสำนักตรวจการและเถ้าแก่เนี้ยสกุลเสิ่น กลับเป็นงานที่แปลกประหลาดที่สุดเท่าที่ชาวเมืองเคยพบเห็น
ไม่มีขบวนเกี้ยวเจ้าสาวยาวสิบลี้ ไม่มีเสียงเป่าหอยสังข์และตีกลองป่าวประกาศอย่างครึกโครม มีเพียงเกี้ยวไม้หอมสลักลวดลายเรียบหรู คุ้มกันด้วยองครักษ์ในชุดสีเข้มทะมึนกว่าสามสิบนาย เคลื่อนตัวไปตามถนนปูหินอย่างเงียบเชียบและทรงพลัง รังสีอำมหิตของเหล่าองครักษ์ทำให้ชาวเมืองที่มุงดูอยู่สองข้างทางไม่กล้าส่งเสียงโห่ร้องยินดี ได้แต่กระซิบกระซาบและแหวกทางให้แต่โดยดี
ภายในเกี้ยว เสิ่นจือเวยนั่งหลังตรง นางสวมชุดวิวาห์สีเขียวอมฟ้าปักลายนกเฟิ่งหวงด้วยด้ายทองคำตามจารีตของสตรีชนชั้นสูงในยุคซ่ง สวมมงกุฎไข่มุกประดับระย้า และคลุมทับด้วยผ้าไหมสีแดงเข้มซ่อนใบหน้างดงามไว้มิดชิด
มือของนางที่ประสานอยู่บนตักเย็นเฉียบ แม้จะผ่านการแต่งงานมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่วิวาห์ครั้งก่อนนางเป็นเพียงหมากที่ถูกบิดามารดาจับวาง ครั้งนี้... นางเป็นผู้เลือกเดินลงกระดานด้วยตนเอง เดิมพันครั้งนี้คืออิสรภาพและทรัพย์สินทั้งหมด นางไม่ยอมให้เกิดข้อผิดพลาดใดๆ ทั้งสิ้น
เกี้ยวเจ้าสาวหยุดลงหน้าจวนขุนนางสกุลกู้ในตรอกหยางหลิว
เสิ่นจือเวยรับรู้ได้ถึงบรรยากาศที่แตกต่างจากงานมงคลทั่วไป เสียงแขกเหรื่อที่มาร่วมงานด้านนอกนั้นเบาหวิวราวกับกำลังประชุมอยู่ในท้องพระโรง ขุนนางที่มาร่วมงานล้วนเป็นระดับหัวกะทิและขุนนางฝ่ายตรวจการ ไม่มีผู้ใดกล้าดื่มสุราส่งเสียงเอะอะ เพราะเจ้าภาพของงานคือบุรุษที่กุมความลับและรอยด่างพร้อยของพวกเขาทุกคนไว้ในมือ
ม่านเกี้ยวถูกเลิกขึ้น แม่สื่อประคองนางก้าวลงมา เสิ่นจือเวยมองลอดรอยแยกของผ้าคลุมหน้าสีแดง เห็นเพียงชายขอบชุดมงคลสีแดงเข้มและรองเท้าหุ้มข้อสีดำสนิทของบุรุษที่ยืนรอรับนางอยู่
ไม่มีการจูงริบบิ้นแดงร่วมกัน ทว่ากู้ถิงเหิงกลับยื่นมือใหญ่ที่มีรอยด้านจากการจับดาบออกมาตรงหน้านาง เสิ่นจือเวยลังเลเพียงเสี้ยวอึดใจ ก่อนจะวางมือของตนลงบนฝ่ามือของเขา ความร้อนจากมือของเขาแผ่ซ่านผ่านผ้าไหมเนื้อบาง บีบกระชับมือนางไว้อย่างมั่นคง ทว่าไม่รุนแรงจนเจ็บปวด
เขาจูงนางก้าวข้ามกระถางไฟใบเล็กและอานม้าหน้าประตูจวนอย่างช้าๆ
การกราบไหว้ฟ้าดินและบิดามารดาดำเนินไปอย่างรัดกุม ฮูหยินกู้ซึ่งนั่งอยู่ตำแหน่งประธานรับน้ำชาจากสะใภ้ม่ายด้วยสีหน้าตึงเครียด นางกระแอมกระไอเล็กน้อยและกล่าวถ้อยคำอวยพรตามจารีตอย่างแกนๆ เสิ่นจือเวยก้มหน้าตอบรับอย่างสงบเสงี่ยม นางไม่ได้คาดหวังความเมตตาจากแม่สามีอยู่แล้ว สิ่งที่นางสนใจมีเพียงการรักษาสัญญาของบุรุษที่ยืนอยู่เคียงข้าง
"ส่งตัวเข้าหอ!"
เสียงประกาศของแม่สื่อดังขึ้น เสิ่นจือเวยถูกประคองเดินตามระเบียงทางเดิน เลี้ยวผ่านสวนหินที่ร่มรื่น มุ่งหน้าสู่เรือนด้านใน นางจำแผนผังจวนกู้ที่ให้ลูกน้องไปสืบมาได้ดี นี่ไม่ใช่ทางไปเรือนตะวันออกตามข้อตกลง แต่นี่คือทิศทางของ 'เรือนหลัก' อันเป็นศูนย์กลางของจวน
คิ้วเรียวภายใต้ผ้าคลุมหน้าขมวดเข้าหากัน ทว่านางไม่สามารถเอ่ยท้วงขึ้นกลางคันได้ ทำได้เพียงก้าวตามไปจนกระทั่งนั่งลงบนเตียงไม้หนานมู่ที่ปูด้วยฟูกสีแดงมงคลภายในห้องหอ
ประตูห้องถูกปิดลง เสียงฝีเท้าของแม่สื่อและสาวใช้ถอยห่างออกไป เหลือเพียงความเงียบงันและกลิ่นกำยานมงคลที่ลอยอวลผสมกับกลิ่นสนเย็นเยียบอันเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของกู้ถิงเหิง
จือเวยเกร็งแผ่นหลัง เตรียมพร้อมสำหรับการเจรจา นางตกลงแยกเรือนชัดเจนแล้ว เหตุใดเขาจึงพานางมาที่เรือนหลัก
แสงเงาวูบไหวเมื่อร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาใกล้ คันชั่งทองคำสัมผัสขอบผ้าคลุมหน้าสีแดง ก่อนจะเลิกขึ้นอย่างเชื่องช้าและนุ่มนวล
แสงจากเทียนมังกรหงส์สาดส่องกระทบใบหน้าของคนทั้งสอง เสิ่นจือเวยช้อนสายตาขึ้นมองกู้ถิงเหิง นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้เห็นเขาในชุดมงคลสีแดง สีสันที่ฉูดฉาดไม่ได้ทำให้ความน่าเกรงขามของเขาลดลง กลับยิ่งขับเน้นใบหน้าคมคายและดวงตาสีหมึกที่ลึกล้ำราวกับห้วงน้ำไร้ก้นบึ้งให้ดูอันตรายและดึงดูดสายตามากยิ่งขึ้น
ถิงเหิงมองใบหน้าที่ถูกแต่งแต้มด้วยชาดสีแดงของนาง ปิ่นหยกขาวดอกอวี้หลานที่เขาส่งไปเป็นของหมั้น ถูกประดับอยู่บนมวยผมของนางอย่างลงตัว ประกายความพึงใจวาบผ่านดวงตาของเขารวดเร็วจนจือเวยจับสังเกตไม่ทัน
"ใต้เท้ากู้" เสิ่นจือเวยเปิดบทสนทนาทันที น้ำเสียงของนางราบเรียบและเป็นงานเป็นการ "เมื่อครู่ที่โถงใหญ่ บ่าวไพร่มากมาย ข้าจึงไม่สะดวกเอ่ยปาก ทว่าตามข้อตกลงของเรา ข้าควรพำนักที่เรือนตะวันออกมิใช่หรือเจ้าคะ เหตุใดท่านจึงสั่งให้คนจัดห้องหอที่เรือนหลัก"
กู้ถิงเหิงวางคันชั่งทองคำลงบนโต๊ะ เขาเดินไปรินสุรามงคลสองจอก ก่อนจะถือกลับมาส่งให้นางจอกหนึ่ง "ดื่มสุราเจียวเปยก่อน ถือเป็นการเสร็จสิ้นพิธีต่อหน้าฟ้าดิน"
จือเวยรับจอกสุรามาถือไว้ด้วยความหวาดระแวง นางไม่ได้คล้องแขนกับเขาตามธรรมเนียมคู่รัก เพียงแต่ยกจอกสุราขึ้นจิบพอเป็นพิธีแล้ววางลงบนถาด ถิงเหิงก็ไม่ได้บังคับฝืนใจ เขาจิบสุราในจอกของตนจนหมดแล้ววางลงเช่นกัน
"เปิ่นกวนรักษาสัญญาเสมอ เสิ่นจือเวย" ถิงเหิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบ เขาก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวเพื่อลดความกดดันให้นาง "พรุ่งนี้เช้า เจ้าสามารถย้ายของใช้ส่วนตัวทั้งหมดไปที่เรือนตะวันออก และจัดแจงพื้นที่ส่วนตัวของเจ้าได้ตามสบาย ข้าจะไม่ก้าวล่วงเข้าไปแม้แต่ครึ่งก้าวหากเจ้าไม่อนุญาต"
"เช่นนั้นคืนนี้..."
ย่านการค้าทิศตะวันออกของเมืองเปี้ยนจิงยามบ่ายยังคงคึกคักไปด้วยผู้คน รถม้าและเกี้ยวของคหบดีและขุนนางสัญจรไปมาไม่ขาดสาย กลิ่นหอมของแป้งชาดจากร้านเครื่องหอมผสมผสานกับกลิ่นชาชั้นดีจากโรงเตี๊ยมลอยอวลอยู่ในอากาศกู้ถิงเหิงไม่ได้ขี่ม้าเข้าไปอย่างเอิกเกริก เขาสั่งให้เจิ้งอวี่นำม้าไปผูกไว้ที่ตรอกด้านหลัง แล้วเลือกเดินเท้าฝ่าฝูงชนตรงไปยังร้านผ้าไหมอวี้หลาน เขาจงใจสวมเสื้อคลุมสีเข้มทับชุดขุนนางสีแดง เพื่อไม่ให้ดึงดูดสายตาผู้คนมากเกินไปเมื่อเดินมาถึงฝั่งตรงข้ามของร้านผ้าไหม กู้ถิงเหิงหยุดฝีเท้าลงใต้ร่มเงาของกันสาดร้านขายชา เขายืนนิ่งดุจรูปสลักหยก สายตาคมกริบกวาดมองข้ามถนนไปยังภายในร้านอวี้หลานที่เปิดประตูโล่งต้อนรับลูกค้าที่หลังโต๊ะไม้จันทน์แดงสลักลวดลาย เสิ่นจือเวยยืนอยู่ตรงนั้นนางสวมชุดเป้ยจื่อสีพลัมอ่อนขับผิวให้ดูขาวกระจ่าง ทรงผมเกล้ามวยประดับปิ่นหยกขาวดอกอวี้หลานที่เขามอบให้ ใบหน้างดงามกำลังแย้มยิ้มบางๆ ขณะเจรจาการค้ากับลูกค้าที่เป็นฮูหยินขุนนาง นิ้วมือเรียวยาวของนางคลี่ม้วนผ้าไหมสีปีกแมลงทับทิมออกให้ลูกค้าชม ท่วงท่าของนางพลิ้วไหว งดงาม และเต็มไปด้วยความมั่นใจอย่างเปี่ยมล้นกู้ถิงเหิงทอดมอ
ทว่าความเงียบสงบนั้นกลับถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าที่เร่งรีบแต่พยายามรักษาความเบาบาง เจิ้งอวี่ องครักษ์คนสนิทในชุดสีเข้ม ผลักประตูเข้ามาและรีบปิดลงอย่างมิดชิด ก่อนจะประสานมือคารวะอย่างนอบน้อมกู้ถิงเหิงไม่ได้ละสายตาจากฎีกาตรงหน้า "มีเรื่องอันใด หากเป็นรายงานจากกรมราชทัณฑ์เรื่องจ้าวผิง ให้วางไว้บนโต๊ะมุมขวา""มิใช่เรื่องของจ้าวผิงขอรับนายท่าน" เจิ้งอวี่ลดเสียงลงเล็กน้อย "เป็นรายงานจากสายข่าวที่จวนสกุลกู้ขอรับ"พู่กันในมือของพญายมแห่งอวี้สื่อไถชะงักค้างอยู่กลางอากาศ หยดน้ำหมึกสีดำหยดลงบนกระดาษจนเกิดเป็นรอยด่าง ทว่าเขาไม่ได้สนใจมัน ดวงตาคมกริบตวัดขึ้นมององครักษ์คนสนิททันที"เกิดอะไรขึ้นที่เรือน" น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและแฝงความกดดันที่ทำให้ผู้ฟังต้องลอบกลืนน้ำลาย"เมื่อราวหนึ่งชั่วยามก่อน ฮูหยินผู้เฒ่าให้คนไปเชิญฮูหยินจากเรือนตะวันออกไปพบที่เจิ้งถังขอรับ" เจิ้งอวี่รายงานอย่างรวดเร็ว "สายข่าวแจ้งว่า มีแม่สื่อจากตระกูลสวี ขุนนางระดับหก นำรูปวาดของคุณหนูสามตระกูลสวีมาให้ฮูหยินผู้เฒ่าเลือกดู ฮูหยินผู้เฒ่าตั้งใจจะใช้จารีตเรื่องทายาทบีบให้ฮูหยินยอมรับคุณหนูสามเข้ามาเป็นอนุภรรยาของนายท่านขอรับ"อ
เสิ่นจือเวยก้าวเดินไปตามระเบียงทางเดินหินด้วยฝีเท้าที่เร็วกว่าปกติ ลมวสันต์ที่พัดมาปะทะใบหน้าไม่ได้ช่วยลดทอนความร้อนผ่าวบนพวงแก้มของนางลงได้เลยเมื่อนางกลับมาถึงห้องรับรองในเรือนตะวันออก นางทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้หวงฮวาหลี วางตำรากฎหมายลงบนโต๊ะ ก่อนจะยกมือขึ้นทาบบนหน้าอกซ้ายของตนเองหัวใจของนางยังคงเต้นรัวแรงผิดจังหวะ ฝ่ามือทั้งสองข้างชื้นไปด้วยเหงื่อเย็นเยียบภาพดวงตาสีหมึกที่เต็มไปด้วยความกดดันและหวงแหนของเขายังคงสลักแน่นอยู่ในห้วงความคิด ความใกล้ชิดที่ชวนให้หายใจไม่ออก กลิ่นสนและกลิ่นชาที่โอบล้อมรอบตัวนาง... ทุกอย่างช่างแตกต่างจากภาพลักษณ์ของขุนนางผู้เคร่งขรึมและเยือกเย็นที่นางเคยประเมินไว้กู้ถิงเหิงมีมุมที่ซ่อนเร้น เขาไม่ได้ไร้อารมณ์ความรู้สึกดุจหยกสลักอย่างที่แสดงออก กล่องไม้ใบนั้นคือความลับที่สามารถสั่นคลอนความเยือกเย็นของพญายมผู้นี้ได้อย่างรุนแรงใบเทียบดวงชะตาสมรส... เสิ่นจือเวยขบคิดอย่างหนัก ของสตรีใดกัน ที่ทำให้เขาต้องเก็บซ่อนไว้ลึกซึ้งถึงเพียงนั้น สตรีที่เขาเคยรักแต่ไม่อาจสมหวังงั้นหรือ?หากเป็นเช่นนั้นจริง นางควรจะรู้สึกโล่งใจ เพราะนั่นหมายความว่าเขามีคนที่อยู่ในใจอยู่แ
เมื่อกล่องไม้หายวับไปจากสายตา กู้ถิงเหิงจึงค่อยๆ ยืดตัวขึ้นยืนเต็มความสูงอีกครั้ง คราวนี้ดวงตาคมกริบของเขากดต่ำลง จับจ้องมองมาที่ใบหน้าของสตรีที่ยืนพิงชั้นหนังสืออยู่ความเงียบที่โรยตัวอยู่ระหว่างคนทั้งสองนั้นน่ากลัวยิ่งกว่าเสียงตวาดด่าเสิ่นจือเวยพยายามบังคับลมหายใจให้เป็นปกติ นางเชิดคางขึ้นเล็กน้อย ใช้ความหยิ่งทะนงของเถ้าแก่เนี้ยมาเป็นเกราะกำบังความสั่นไหวในดวงตา "ข้า... ข้าขออภัยใต้เท้า ข้าเพียงเข้ามาหาตำรากฎหมายพาณิชย์ ไม่ทันระวังจึงปัดโดนสิ่งของของท่านหล่น ข้าไม่ได้ตั้งใจจะละลาบละล้วง..."คำแก้ตัวของนางขาดหายไปในลำคอ เมื่อกู้ถิงเหิงขยับตัวเข้ามาใกล้อีกนิดระยะห่างระหว่างพวกเขาบัดนี้ใกล้ชิดจนเกินควร ใกล้จนนางสามารถมองเห็นแพขนตาหนาของเขา ใกล้จนสัมผัสได้ถึงไอความร้อนที่แผ่ออกมาจากแผงอกกว้าง และใกล้จนนางได้กลิ่นชาจางๆ ที่ลอยอวลมาจากลมหายใจของเขามือข้างหนึ่งของกู้ถิงเหิงยกขึ้น วางทาบลงบนขอบชั้นหนังสือในระดับสายตาของนาง ปิดกั้นทางหนีฝั่งขวาอย่างสมบูรณ์ ท่วงท่านี้คล้ายคลึงกับการกักขัง ทว่ากลับไม่ได้สัมผัสโดนตัวนางแม้แต่ปลายผม"เปิ่นกวนเคยบอกบ่าวไพร่ไว้ชัดเจน" น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและแห
"เจอแล้ว" รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของนางทว่าตำราเล่มนั้นถูกอัดแน่นอยู่ระหว่างหนังสือเล่มหนาอีกสองเล่ม เสิ่นจือเวยต้องออกแรงดึงเล็กน้อย นางเขย่งปลายเท้าขึ้นเพื่อเพิ่มแรง ทว่าจังหวะที่หนังสือหลุดพรวดออกมาจากช่องว่างนั้น ข้อศอกของนางที่สวมทับด้วยแขนเสื้อเป้ยจื่อกว้างๆ กลับไปปัดโดนบางสิ่งบนชั้นหนังสือที่อยู่ลึกเข้าไปด้านในกึก... เคร้ง!เสียงวัตถุบางอย่างร่วงหล่นกระแทกพื้นกระดานไม้ดังสนั่นท่ามกลางความเงียบสงัดของห้องชูฝางเสิ่นจือเวยสะดุ้งสุดตัว นางรีบก้าวลงจากม้านั่งไม้ หันขวับไปมองที่พื้นด้วยหัวใจที่เต้นรัวแรงสิ่งที่ร่วงหล่นลงมาไม่ใช่ตำรา แต่เป็น 'กล่องไม้' ขนาดเท่าฝ่ามือใบหนึ่งมันคือกล่องไม้ที่ทำจากไม้จันทน์แดงเนื้อดี ทว่าสิ่งที่สะดุดตานางในฐานะแม่ค้าที่คุ้นเคยกับการประเมินคุณภาพสินค้าคือ ร่องรอยบนตัวกล่องกล่องไม้ใบนี้ไม่ใช่ของใหม่ มุมทั้งสี่ด้านของมันมีรอยสึกหรอและมนโค้ง บ่งบอกว่ามันถูกหยิบจับและลูบคลำมานับครั้งไม่ถ้วนตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตัวล็อกทองเหลืองด้านหน้ามีคราบสนิมสีเขียวจางๆ เกาะอยู่ และที่สำคัญ... บนฝากล่องมีฝุ่นบางๆ เกาะอยู่ บ่งชี้ว่ามันถูกซ่อนเก็บไว้ในซอกลึกสุด
"การค้าก็คือสงครามที่ไร้หยาดเลือด" เสิ่นจือเวยจิบชาเพียงเล็กน้อย รสชาติฝาดเฝื่อนของชาปลุกให้สติของนางแจ่มใสขึ้น "ข้าจะไม่ยอมให้พวกมันใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายมาปล้นหยาดเหงื่อของตระกูลเสิ่น ข้าจำได้ว่ากฎหมายพาณิชย์ของต้าซ่งมีหมวดที่ระบุถึงสิทธิ์ของทายาทสตรีในการสืบทอดสัญญาคู่ค้า ทว่าข้าต้องตรวจสอบตัวอักษรให้แน่ชัดทุกบรรทัด ก่อนจะให้จื่อรุ่ยร่างหนังสือตอบโต้กลับไป"นางวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ "เซี่ยจู ในห้องหนังสือที่เรือนของข้า มีตำรากฎหมายการค้าต้าซ่งหรือไม่"สาวใช้ขมวดคิ้วคิดชั่วครู่ก่อนจะส่ายหน้า "ตอนที่เราย้ายสินเดิมมาจากตระกูลหลี่ ตำราส่วนใหญ่ถูกทิ้งไว้ที่นั่นเจ้าค่ะ นายหญิงนำมาเพียงสมุดบัญชีและบันทึกการค้าเท่านั้น หากต้องการตำรากฎหมาย บ่าวจะให้คนไปหาซื้อที่ตลาดหนังสือให้เดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ""กว่าจะหาซื้อและนำกลับมา คงเสียเวลาไปค่อนวัน" เสิ่นจือเวยปฏิเสธ นิ้วเรียวเคาะลงบนขอบโต๊ะอย่างใช้ความคิด ก่อนที่สายตาของนางจะเบนกลับไปทางชูฝางของเรือนหลักอีกครั้ง "ใต้เท้ากู้เป็นขุนนางสำนักตรวจการ ในห้องหนังสือของเขาย่อมต้องมีตำรากฎหมายทุกหมวดของต้าซ่งอย่างครบถ้วนแน่นอน"เซี่ยจูเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย "นายหญิ







