Mag-log in
กลิ่นธูปเก่าเก็บในห้องโถงใหญ่ของจวนตระกูลหลี่ชวนให้รู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
เสิ่นจือเวยนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้หนานมู่ตัวขวาอันเป็นตำแหน่งของสะใภ้ นิ้วมือเรียวยาวซึ่งคุ้นเคยกับการดีดลูกคิดและลูบคลำเนื้อผ้าไหมชั้นดี กำลังวางนิ่งอยู่บนหน้าตัก วันนี้เป็นวันแรกที่นางถอดชุดไว้ทุกข์สีขาวหยาบกระด้างออก เปลี่ยนมาสวมชุดเป้ยจื่อสีฟ้าหม่นปักลายดอกอวี้หลาน แม้สีสันจะยังไม่ฉูดฉาด แต่นี่คือสัญญาณของการสิ้นสุดพันธะสามปีที่นางมีต่ออดีตสามีผู้ล่วงลับ
สามปีแห่งการไว้ทุกข์ให้บุรุษที่นางแทบไม่รู้จักนิสัยใจคอ บุรุษที่ตระกูลเสิ่นใช้เงินทองมากมายมหาศาลปูทางให้เขาสอบขุนนาง ทว่าเขากลับด่วนจากไปเพราะโรคภัย ทิ้งนางไว้กลางจวนตระกูลหลี่ที่เปรียบเสมือนบึงน้ำครำอันเต็มไปด้วยปลิงดูดเลือด
"สะใภ้หลี่ เจ้าพ้นไว้ทุกข์แล้ว ถือเป็นเรื่องน่ายินดียิ่งนัก"
เสียงแหบพร่าของนายท่านผู้เฒ่าหลี่ดังขึ้นจากตำแหน่งประธาน ชายชราสวมชุดผ้าไหมที่ทอจากโรงงานของสกุลเสิ่น ทว่ากลับวางท่าทีสูงส่งเยี่ยงบัณฑิตผู้หยิ่งทะนง ขุนนางระดับล่างที่เกษียณตัวเองผู้นี้มักใช้จารีตประเพณีเป็นข้ออ้างในการกดข่มผู้อื่นเสมอ
เสิ่นจือเวยละสายตาจากถ้วยชาเตาจิงเต๋อเจิ้นที่น้ำชาด้านในเย็นชืดไปนานแล้ว มองตรงไปยังพ่อตา ถัดจากเขาคือฮูหยินผู้เฒ่าหลี่ และบรรดาญาติสายรองที่นั่งสลอนกันอยู่เต็มโถง ทุกดวงตาจ้องมองมาที่นางราวกับฝูงแร้งรอทึ้งซากศพ
ตรงกลางห้องโถง มีเด็กชายวัยเจ็ดแปดขวบยืนก้มหน้าซ่อนแววตาหวาดกลัว เสื้อผ้าของเด็กคนนั้นหลวมโพรกเกินตัว สะท้อนให้เห็นว่าเพิ่งถูกจับแต่งกายด้วยของมีราคาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ
"ท่านพ่อมีเรื่องอันใดจะสั่งการข้าหรือเจ้าคะ" นางเอ่ยถาม น้ำเสียงราบเรียบ ไร้ระลอกคลื่นแห่งความตื่นตระหนก
นายท่านผู้เฒ่าหลี่ยกถ้วยชาขึ้นจิบ ชำเลืองมองเด็กชายกลางห้อง "สามีเจ้าจากไปโดยไร้ทายาทสืบสกุล สายเลือดสายตรงของบ้านหลักต้องขาดสะบั้น ผีสางบรรพชนย่อมไม่สงบสุข ข้ากับแม่สามีของเจ้าปรึกษากันแล้ว หลี่คังผู้นี้เป็นบุตรชายของญาติผู้น้องสายรอง แม้จะไม่ได้เกิดจากครรภ์ของเจ้า แต่สายเลือดในตัวเขาก็คือสกุลหลี่ วันนี้ข้าจะให้เจ้าทำพิธีรับหลี่คังเป็นบุตรบุญธรรม ให้เขาเรียกเจ้าว่ามารดา เพื่อสืบทอดธูปเทียนของเรือนหลักต่อไป"
คำว่า 'สืบทอดธูปเทียน' ดังก้องในห้องโถง ทว่าสิ่งที่เสิ่นจือเวยได้ยินกลับเป็นคำว่า 'สืบทอดสินเดิม'
ฮูหยินผู้เฒ่าหลี่รีบเสริมด้วยน้ำเสียงที่พยายามดัดให้ดูเมตตา "จือเวยเอ๋ย เจ้าเป็นหญิงม่ายตัวคนเดียว อนาคตย่อมอ้างว้างไร้ที่พึ่งพิง การมีบุตรชายไว้ดูแลยามแก่เฒ่าย่อมเป็นเรื่องประเสริฐ หลี่คังเป็นเด็กหัวอ่อน สอนง่าย เจ้าเพียงมอบชื่อให้เขา ต่อไปทรัพย์สินของเจ้า... ของเรือนหลัก ก็จะมีผู้ดูแลสานต่อ ไม่ต้องตกไปเป็นของคนนอก"
ริมฝีปากของเสิ่นจือเวยเหยียดออกเป็นรอยยิ้มบางเบา นางมองทะลุคำพูดเคลือบน้ำตาลเหล่านั้นจนเห็นก้นบึ้งของความโลภ
สตรีในยุคซ่งนี้ เมื่อออกเรือนย่อมนำ 'จวงเหลียน' หรือสินเดิมของเจ้าสาวติดตัวมาด้วย ตระกูลเสิ่นเป็นคหบดีใหญ่แห่งเจียงหนาน สินเดิมที่บิดามารดามอบให้นางนั้นยาวเหยียดเป็นขบวนกว่าสิบลี้ ประกอบด้วยร้านผ้าไหมในเปี้ยนจิงสามแห่ง โรงย้อมผ้านอกเมือง ที่ดินนาดีอีกหลายร้อยหมู่ รวมถึงตั๋วเงินอีกนับหมื่นก้วน
ตามกฎหมาย หากสามีสิ้นใจและภรรยาไม่มีทายาท ภรรยาย่อมมีสิทธิ์เด็ดขาดในการจัดการสินเดิมของตนเอง หรือแม้แต่ขนสินเดิมทั้งหมดกลับตระกูลเดิมเพื่อแต่งงานใหม่ หากนางรับหลี่คังเป็นบุตรบุญธรรม เด็กคนนี้จะกลายเป็นทายาทตามกฎหมายทันที และผู้ที่บิดเชิดหุ่นเชิดวัยแปดขวบผู้นี้ ก็คือตระกูลหลี่
พวกเขากำลังใช้คำว่า 'ความกตัญญู' และ 'บุตรธรรม' มามัดมือมัดเท้านาง เพื่อฮุบร้านผ้าไหมและที่ดินทั้งหมด
"ความปรารถนาดีของท่านพ่อและท่านแม่ ข้าซาบซึ้งใจยิ่งนัก" เสิ่นจือเวยขยับตัวลุกขึ้นยืน ชายกระโปรงผ้าไหมทิ้งตัวลงอย่างงดงามไร้รอยยับ "ทว่าข้าอายุเพียงยี่สิบหก ภาระการอบรมสั่งสอนบุตรชายของตระกูลให้เติบโตเป็นบัณฑิตนั้นหนักหนาเกินกว่าที่สตรีโง่เขลาเช่นข้าจะรับไหว อีกประการ... หลี่คังมีมารดาผู้ให้กำเนิดอยู่แล้ว การพรากสายใยแม่ลูก ย่อมขัดต่อหลักฟ้าดิน"
ใบหน้าของมารดาหลี่คังที่นั่งอยู่มุมห้องซีดเผือดลงเล็กน้อย แต่นางถูกญาติผู้ใหญ่ถลึงตาใส่จนต้องก้มหน้าเงียบ
"เจ้าพูดอันใดกัน!" นายท่านผู้เฒ่าหลี่กระแทกถ้วยชาลงบนโต๊ะจนน้ำชาสีอำพันกระฉอก "การสืบสายเลือดสกุลหลี่คือเรื่องสำคัญที่สุด เจ้าแต่งเข้าสกุลหลี่ เป็นคนของสกุลหลี่ ตายไปก็ต้องเป็นผีสกุลหลี่! หน้าที่ของเจ้าคือการเลี้ยงดูทายาท ข้าตัดสินใจแล้ว พรุ่งนี้จะเปิดศาลบรรพชน บันทึกชื่อหลี่คังลงในผังตระกูลภายใต้ชื่อของเจ้า!"
"ข้าไม่รับเจ้าค่ะ"
น้ำเสียงของนางไม่ได้ดังขึ้นแม้แต่น้อย ทว่ากลับเฉียบขาดจนทุกคนในห้องโถงชะงัก
"เสิ่นจือเวย!" ฮูหยินผู้เฒ่าหลี่ชี้นิ้วสั่นเทามาที่นาง "เจ้ากล้าขัดคำสั่งผู้อาวุโสเชียวหรือ! บิดามารดาตระกูลพ่อค้าของเจ้าสอนมารยาทสตรีมาเช่นไร ถึงได้กล้ากำเริบเสิบสานต่อหน้าพ่อผัวแม่ผัวเช่นนี้!"
"บิดามารดาของข้าสอนให้รู้จักแยกแยะดีชั่ว และสอนให้รู้จักปกป้องหยาดเหงื่อแรงกายของบรรพชนเจ้าค่ะ" เสิ่นจือเวยกวาดสายตามองคนในห้องโถงทีละคน สายตาของนางไม่ต่างจากเวลาประเมินคุณภาพม้วนผ้าไหมชั้นเลว "ร้านผ้าไหมสกุลเสิ่นก่อตั้งมาจากน้ำพักน้ำแรงของปู่ทวดข้า ตั๋วเงินทุกใบในหีบสินเดิมแลกมาด้วยความเหนื่อยยากของบิดาข้า การที่ข้าแต่งเข้าสกุลหลี่ ข้าได้ทำหน้าที่ภรรยาอย่างสมบูรณ์แล้ว ข้าดูแลปรนนิบัติสามีจนวาระสุดท้าย ไว้ทุกข์ให้เขาสามปีเต็มตามจารีต ไม่เคยขาดตกบกพร่องสิ่งใด"
ย่านการค้าทิศตะวันออกของเมืองเปี้ยนจิงยามบ่ายยังคงคึกคักไปด้วยผู้คน รถม้าและเกี้ยวของคหบดีและขุนนางสัญจรไปมาไม่ขาดสาย กลิ่นหอมของแป้งชาดจากร้านเครื่องหอมผสมผสานกับกลิ่นชาชั้นดีจากโรงเตี๊ยมลอยอวลอยู่ในอากาศกู้ถิงเหิงไม่ได้ขี่ม้าเข้าไปอย่างเอิกเกริก เขาสั่งให้เจิ้งอวี่นำม้าไปผูกไว้ที่ตรอกด้านหลัง แล้วเลือกเดินเท้าฝ่าฝูงชนตรงไปยังร้านผ้าไหมอวี้หลาน เขาจงใจสวมเสื้อคลุมสีเข้มทับชุดขุนนางสีแดง เพื่อไม่ให้ดึงดูดสายตาผู้คนมากเกินไปเมื่อเดินมาถึงฝั่งตรงข้ามของร้านผ้าไหม กู้ถิงเหิงหยุดฝีเท้าลงใต้ร่มเงาของกันสาดร้านขายชา เขายืนนิ่งดุจรูปสลักหยก สายตาคมกริบกวาดมองข้ามถนนไปยังภายในร้านอวี้หลานที่เปิดประตูโล่งต้อนรับลูกค้าที่หลังโต๊ะไม้จันทน์แดงสลักลวดลาย เสิ่นจือเวยยืนอยู่ตรงนั้นนางสวมชุดเป้ยจื่อสีพลัมอ่อนขับผิวให้ดูขาวกระจ่าง ทรงผมเกล้ามวยประดับปิ่นหยกขาวดอกอวี้หลานที่เขามอบให้ ใบหน้างดงามกำลังแย้มยิ้มบางๆ ขณะเจรจาการค้ากับลูกค้าที่เป็นฮูหยินขุนนาง นิ้วมือเรียวยาวของนางคลี่ม้วนผ้าไหมสีปีกแมลงทับทิมออกให้ลูกค้าชม ท่วงท่าของนางพลิ้วไหว งดงาม และเต็มไปด้วยความมั่นใจอย่างเปี่ยมล้นกู้ถิงเหิงทอดมอ
ทว่าความเงียบสงบนั้นกลับถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าที่เร่งรีบแต่พยายามรักษาความเบาบาง เจิ้งอวี่ องครักษ์คนสนิทในชุดสีเข้ม ผลักประตูเข้ามาและรีบปิดลงอย่างมิดชิด ก่อนจะประสานมือคารวะอย่างนอบน้อมกู้ถิงเหิงไม่ได้ละสายตาจากฎีกาตรงหน้า "มีเรื่องอันใด หากเป็นรายงานจากกรมราชทัณฑ์เรื่องจ้าวผิง ให้วางไว้บนโต๊ะมุมขวา""มิใช่เรื่องของจ้าวผิงขอรับนายท่าน" เจิ้งอวี่ลดเสียงลงเล็กน้อย "เป็นรายงานจากสายข่าวที่จวนสกุลกู้ขอรับ"พู่กันในมือของพญายมแห่งอวี้สื่อไถชะงักค้างอยู่กลางอากาศ หยดน้ำหมึกสีดำหยดลงบนกระดาษจนเกิดเป็นรอยด่าง ทว่าเขาไม่ได้สนใจมัน ดวงตาคมกริบตวัดขึ้นมององครักษ์คนสนิททันที"เกิดอะไรขึ้นที่เรือน" น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและแฝงความกดดันที่ทำให้ผู้ฟังต้องลอบกลืนน้ำลาย"เมื่อราวหนึ่งชั่วยามก่อน ฮูหยินผู้เฒ่าให้คนไปเชิญฮูหยินจากเรือนตะวันออกไปพบที่เจิ้งถังขอรับ" เจิ้งอวี่รายงานอย่างรวดเร็ว "สายข่าวแจ้งว่า มีแม่สื่อจากตระกูลสวี ขุนนางระดับหก นำรูปวาดของคุณหนูสามตระกูลสวีมาให้ฮูหยินผู้เฒ่าเลือกดู ฮูหยินผู้เฒ่าตั้งใจจะใช้จารีตเรื่องทายาทบีบให้ฮูหยินยอมรับคุณหนูสามเข้ามาเป็นอนุภรรยาของนายท่านขอรับ"อ
เสิ่นจือเวยก้าวเดินไปตามระเบียงทางเดินหินด้วยฝีเท้าที่เร็วกว่าปกติ ลมวสันต์ที่พัดมาปะทะใบหน้าไม่ได้ช่วยลดทอนความร้อนผ่าวบนพวงแก้มของนางลงได้เลยเมื่อนางกลับมาถึงห้องรับรองในเรือนตะวันออก นางทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้หวงฮวาหลี วางตำรากฎหมายลงบนโต๊ะ ก่อนจะยกมือขึ้นทาบบนหน้าอกซ้ายของตนเองหัวใจของนางยังคงเต้นรัวแรงผิดจังหวะ ฝ่ามือทั้งสองข้างชื้นไปด้วยเหงื่อเย็นเยียบภาพดวงตาสีหมึกที่เต็มไปด้วยความกดดันและหวงแหนของเขายังคงสลักแน่นอยู่ในห้วงความคิด ความใกล้ชิดที่ชวนให้หายใจไม่ออก กลิ่นสนและกลิ่นชาที่โอบล้อมรอบตัวนาง... ทุกอย่างช่างแตกต่างจากภาพลักษณ์ของขุนนางผู้เคร่งขรึมและเยือกเย็นที่นางเคยประเมินไว้กู้ถิงเหิงมีมุมที่ซ่อนเร้น เขาไม่ได้ไร้อารมณ์ความรู้สึกดุจหยกสลักอย่างที่แสดงออก กล่องไม้ใบนั้นคือความลับที่สามารถสั่นคลอนความเยือกเย็นของพญายมผู้นี้ได้อย่างรุนแรงใบเทียบดวงชะตาสมรส... เสิ่นจือเวยขบคิดอย่างหนัก ของสตรีใดกัน ที่ทำให้เขาต้องเก็บซ่อนไว้ลึกซึ้งถึงเพียงนั้น สตรีที่เขาเคยรักแต่ไม่อาจสมหวังงั้นหรือ?หากเป็นเช่นนั้นจริง นางควรจะรู้สึกโล่งใจ เพราะนั่นหมายความว่าเขามีคนที่อยู่ในใจอยู่แ
เมื่อกล่องไม้หายวับไปจากสายตา กู้ถิงเหิงจึงค่อยๆ ยืดตัวขึ้นยืนเต็มความสูงอีกครั้ง คราวนี้ดวงตาคมกริบของเขากดต่ำลง จับจ้องมองมาที่ใบหน้าของสตรีที่ยืนพิงชั้นหนังสืออยู่ความเงียบที่โรยตัวอยู่ระหว่างคนทั้งสองนั้นน่ากลัวยิ่งกว่าเสียงตวาดด่าเสิ่นจือเวยพยายามบังคับลมหายใจให้เป็นปกติ นางเชิดคางขึ้นเล็กน้อย ใช้ความหยิ่งทะนงของเถ้าแก่เนี้ยมาเป็นเกราะกำบังความสั่นไหวในดวงตา "ข้า... ข้าขออภัยใต้เท้า ข้าเพียงเข้ามาหาตำรากฎหมายพาณิชย์ ไม่ทันระวังจึงปัดโดนสิ่งของของท่านหล่น ข้าไม่ได้ตั้งใจจะละลาบละล้วง..."คำแก้ตัวของนางขาดหายไปในลำคอ เมื่อกู้ถิงเหิงขยับตัวเข้ามาใกล้อีกนิดระยะห่างระหว่างพวกเขาบัดนี้ใกล้ชิดจนเกินควร ใกล้จนนางสามารถมองเห็นแพขนตาหนาของเขา ใกล้จนสัมผัสได้ถึงไอความร้อนที่แผ่ออกมาจากแผงอกกว้าง และใกล้จนนางได้กลิ่นชาจางๆ ที่ลอยอวลมาจากลมหายใจของเขามือข้างหนึ่งของกู้ถิงเหิงยกขึ้น วางทาบลงบนขอบชั้นหนังสือในระดับสายตาของนาง ปิดกั้นทางหนีฝั่งขวาอย่างสมบูรณ์ ท่วงท่านี้คล้ายคลึงกับการกักขัง ทว่ากลับไม่ได้สัมผัสโดนตัวนางแม้แต่ปลายผม"เปิ่นกวนเคยบอกบ่าวไพร่ไว้ชัดเจน" น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและแห
"เจอแล้ว" รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของนางทว่าตำราเล่มนั้นถูกอัดแน่นอยู่ระหว่างหนังสือเล่มหนาอีกสองเล่ม เสิ่นจือเวยต้องออกแรงดึงเล็กน้อย นางเขย่งปลายเท้าขึ้นเพื่อเพิ่มแรง ทว่าจังหวะที่หนังสือหลุดพรวดออกมาจากช่องว่างนั้น ข้อศอกของนางที่สวมทับด้วยแขนเสื้อเป้ยจื่อกว้างๆ กลับไปปัดโดนบางสิ่งบนชั้นหนังสือที่อยู่ลึกเข้าไปด้านในกึก... เคร้ง!เสียงวัตถุบางอย่างร่วงหล่นกระแทกพื้นกระดานไม้ดังสนั่นท่ามกลางความเงียบสงัดของห้องชูฝางเสิ่นจือเวยสะดุ้งสุดตัว นางรีบก้าวลงจากม้านั่งไม้ หันขวับไปมองที่พื้นด้วยหัวใจที่เต้นรัวแรงสิ่งที่ร่วงหล่นลงมาไม่ใช่ตำรา แต่เป็น 'กล่องไม้' ขนาดเท่าฝ่ามือใบหนึ่งมันคือกล่องไม้ที่ทำจากไม้จันทน์แดงเนื้อดี ทว่าสิ่งที่สะดุดตานางในฐานะแม่ค้าที่คุ้นเคยกับการประเมินคุณภาพสินค้าคือ ร่องรอยบนตัวกล่องกล่องไม้ใบนี้ไม่ใช่ของใหม่ มุมทั้งสี่ด้านของมันมีรอยสึกหรอและมนโค้ง บ่งบอกว่ามันถูกหยิบจับและลูบคลำมานับครั้งไม่ถ้วนตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตัวล็อกทองเหลืองด้านหน้ามีคราบสนิมสีเขียวจางๆ เกาะอยู่ และที่สำคัญ... บนฝากล่องมีฝุ่นบางๆ เกาะอยู่ บ่งชี้ว่ามันถูกซ่อนเก็บไว้ในซอกลึกสุด
"การค้าก็คือสงครามที่ไร้หยาดเลือด" เสิ่นจือเวยจิบชาเพียงเล็กน้อย รสชาติฝาดเฝื่อนของชาปลุกให้สติของนางแจ่มใสขึ้น "ข้าจะไม่ยอมให้พวกมันใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายมาปล้นหยาดเหงื่อของตระกูลเสิ่น ข้าจำได้ว่ากฎหมายพาณิชย์ของต้าซ่งมีหมวดที่ระบุถึงสิทธิ์ของทายาทสตรีในการสืบทอดสัญญาคู่ค้า ทว่าข้าต้องตรวจสอบตัวอักษรให้แน่ชัดทุกบรรทัด ก่อนจะให้จื่อรุ่ยร่างหนังสือตอบโต้กลับไป"นางวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ "เซี่ยจู ในห้องหนังสือที่เรือนของข้า มีตำรากฎหมายการค้าต้าซ่งหรือไม่"สาวใช้ขมวดคิ้วคิดชั่วครู่ก่อนจะส่ายหน้า "ตอนที่เราย้ายสินเดิมมาจากตระกูลหลี่ ตำราส่วนใหญ่ถูกทิ้งไว้ที่นั่นเจ้าค่ะ นายหญิงนำมาเพียงสมุดบัญชีและบันทึกการค้าเท่านั้น หากต้องการตำรากฎหมาย บ่าวจะให้คนไปหาซื้อที่ตลาดหนังสือให้เดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ""กว่าจะหาซื้อและนำกลับมา คงเสียเวลาไปค่อนวัน" เสิ่นจือเวยปฏิเสธ นิ้วเรียวเคาะลงบนขอบโต๊ะอย่างใช้ความคิด ก่อนที่สายตาของนางจะเบนกลับไปทางชูฝางของเรือนหลักอีกครั้ง "ใต้เท้ากู้เป็นขุนนางสำนักตรวจการ ในห้องหนังสือของเขาย่อมต้องมีตำรากฎหมายทุกหมวดของต้าซ่งอย่างครบถ้วนแน่นอน"เซี่ยจูเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย "นายหญิ







