Share

บทที่ 2

Author: Wabibi
last update publish date: 2026-09-25 16:00:34

นางก้าวออกมายืนกลางโถง เผชิญหน้ากับนายท่านผู้เฒ่าหลี่โดยไม่หลบสายตา

"บัดนี้พันธะของข้ากับสกุลหลี่สิ้นสุดลงแล้ว ข้าจะไม่รับผู้ใดเป็นบุตรบุญธรรมทั้งสิ้น และในเมื่อข้าไม่มีทายาทสืบสกุลหลี่ ข้าก็จะขอใช้สิทธิ์ตามกฎหมายต้าซ่ง นำสินเดิมทั้งหมดของข้า... กลับคืนตระกูลเสิ่น"

สิ้นประโยคนั้น ห้องโถงใหญ่พลันเงียบกริบราวกับป่าช้า ก่อนจะปะทุขึ้นด้วยเสียงก่นด่าและเสียงสูดลมหายใจด้วยความตกตะลึง

"เจ้า... หญิงแพศยา!" นายท่านผู้เฒ่าหลี่ผุดลุกขึ้นยืน ชี้หน้าด่านางอย่างลืมมาดบัณฑิต "เจ้าคิดจะหอบเงินทองหนีไปเสวยสุขงั้นหรือ! ตระกูลหลี่ของข้าเป็นตระกูลขุนนาง ให้เกียรติแต่งลูกสาวพ่อค้าต่ำต้อยเช่นเจ้าเข้ามาก็ถือเป็นวาสนาสูงสุดในชีวิตเจ้าแล้ว! เจ้าก้าวออกจากประตูนี้ไปพร้อมสินเดิม ข้าจะให้คนปล่อยข่าวไปทั่วเปี้ยนจิง ว่าเจ้าเป็นหญิงม่ายไร้ยางอาย คบชู้สู่ชายระหว่างไว้ทุกข์ ดูซิว่าตระกูลเสิ่นของเจ้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด! ร้านผ้าไหมของเจ้าจะมีผู้ใดกล้าเหยียบเข้าไปอีก!"

คำขู่ขวัญนั้นสะท้อนความตื้นเขินของบุรุษตรงหน้า เสิ่นจือเวยไม่สะทกสะท้าน นางคาดเดาปฏิกิริยานี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว คนเหล่านี้ไม่มีสติปัญญาพอจะทำการค้า จึงได้แต่ใช้ความหน้าบางและชื่อเสียงทางสังคมมาข่มขู่สตรี

"เชิญท่านพ่อปล่อยข่าวตามสบายเจ้าค่ะ" เสิ่นจือเวยยิ้มเย็น "แต่ข้าขอเตือนไว้สักนิด บัญชีการใช้จ่ายของตระกูลหลี่ตลอดสามปีที่ผ่านมา ข้าเป็นผู้จดบันทึกไว้ทุกอีแปะ เงินที่ท่านนำไปซื้อภาพวาดโบราณ เงินที่ท่านแม่นำไปซื้อเครื่องประดับหยกไข่มุก ล้วนดึงมาจากกำไรของร้านผ้าไหมสกุลเสิ่น หากท่านพ่อต้องการขึ้นศาลว่าการเมืองเพื่อฟ้องร้องเรื่องชื่อเสียง ข้าก็จะนำบัญชีเหล่านี้ไปกางต่อหน้าใต้เท้าผู้ว่าการ ให้ชาวเมืองเปี้ยนจิงได้รับรู้ว่า ตระกูลขุนนางเก่าแก่อย่างสกุลหลี่ แท้จริงแล้วใช้ชีวิตหรูหราอยู่ได้ด้วยเงินของสตรีม่ายที่พวกท่านด่าทอว่าต่ำต้อย"

ใบหน้าของนายท่านผู้เฒ่าหลี่เปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีเขียวคล้ำ เขายกมือขึ้นกุมหน้าอก หอบหายใจรุนแรงจนฮูหยินผู้เฒ่าต้องรีบเข้ามาประคอง

เสิ่นจือเวยไม่รั้งรอให้พวกเขาตั้งสติได้ นางหันหลังกลับ เดินตรงไปยังประตูห้องโถง สาวใช้คนสนิทนามว่า 'เซี่ยจู' ยืนรออยู่ด้านนอกด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

"เซี่ยจู สั่งให้บ่าวชายเตรียมรถม้า" นางออกคำสั่งเสียงเฉียบ "แล้วให้คนของเราไปที่คลังสมบัติ เริ่มขนหีบสินเดิมของข้าขึ้นเกวียน ทุกอย่างที่มีตราประทับสกุลเสิ่น ห้ามตกหล่นแม้แต่ชิ้นเดียว"

"เจ้าค่ะนายหญิง" เซี่ยจูรับคำสั่งแล้วรีบวิ่งออกไปจัดการทันที

เสิ่นจือเวยก้าวเดินไปตามระเบียงทางเดินของจวนตระกูลหลี่ ทิ้งเสียงก่นด่าสาปแช่งของอดีตแม่สามีไว้เบื้องหลัง บ่าวไพร่ตระกูลหลี่พยายามจะเข้ามาขวาง แต่เมื่อปะทะกับสายตาดุดันและท่วงท่าสง่างามที่แผ่อำนาจของสตรีผู้กุมชะตาการเงินของทั้งจวน พวกเขาก็ได้แต่ถอยร่นไปด้านข้าง ไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้องตัวนาง

เมื่อก้าวพ้นธรณีประตูใหญ่ของจวนตระกูลหลี่ ลมวสันต์ฤดูพัดมาปะทะใบหน้า เสิ่นจือเวยสูดลมหายใจเข้าลึก นางหลุดพ้นจากกรงขังแห่งความตายนี้แล้ว ทว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการต่อสู้เท่านั้น

นางขึ้นไปนั่งบนรถม้าไม้หอมที่บ่าวเตรียมไว้ เซี่ยจูตามขึ้นมานั่งฝั่งตรงข้าม รถม้าเริ่มเคลื่อนตัวออกสู่ถนนใหญ่ของเมืองเปี้ยนจิง

"นายหญิง เราจะกลับเรือนสกุลเสิ่นเลยหรือไม่เจ้าคะ" เซี่ยจูถามด้วยความเป็นห่วง "คุณชายรองส่งจดหมายมาบอกว่าเตรียมห้องหับไว้รอนายหญิงแล้วเจ้าค่ะ"

เสิ่นจือเวยส่ายหน้าช้าๆ นิ้วมือของนางคลึงผ้าเช็ดหน้าไหมในมืออย่างใช้ความคิด "กลับไปตอนนี้ก็มีแต่จะนำภัยไปให้จื่อรุ่ย ตระกูลหลี่ย่อมไม่ยอมรามือเพียงแค่นี้ พวกเขามีเส้นสายกับผู้ช่วยนายอำเภอที่ศาลว่าการเมือง หากพวกเขายัดเงินใต้โต๊ะ ฟ้องร้องอายัดสินเดิมของข้าด้วยข้อหาบิดเบือน จื่อรุ่ยที่เป็นเพียงพ่อค้าย่อมไม่อาจงัดข้อกับขุนนางท้องถิ่นได้"

เปี้ยนจิงคือศูนย์กลางของราชวงศ์ซ่งเหนือ เมืองที่เจริญรุ่งเรืองที่สุด เต็มไปด้วยตลาดน้ำ ตลาดโต้รุ่ง และความมั่งคั่งมหาศาล เสียงพ่อค้าแม่ขายตะโกนเรียกลูกค้าดังลอดผ้าม่านรถม้าเข้ามา ถนนหนทางปูด้วยหินกว้างขวาง รถม้าและเกี้ยวสัญจรไปมาขวักไขว่ แม้พ่อค้าจะมีเงินทองล้นฟ้า แต่ในลำดับชั้นทางสังคม ขุนนางยังคงเป็นผู้กุมอำนาจสูงสุด บัณฑิตบุ๋นได้รับการเชิดชูเหนือสิ่งอื่นใด หากไม่มีขุนนางหนุนหลัง ทรัพย์สินของคหบดีก็เป็นเพียงชิ้นเนื้อหอมหวานที่รอวันถูกสุนัขป่ารุมทึ้ง

"เช่นนั้นเราควรทำอย่างไรดีเจ้าคะ" เซี่ยจูกังวลจนคิ้วขมวด

เสิ่นจือเวยหลับตาลง ภาพโครงข่ายอำนาจในเมืองเปี้ยนจิงปรากฏขึ้นในหัว นางต้องการโล่กำบัง โล่ที่แข็งแกร่งพอจะต้านทานเส้นสายของตระกูลหลี่ โล่ที่ผู้ว่าการเมืองยังต้องหวาดเกรง และที่สำคัญ โล่ผู้นั้นต้องไม่มีความสนใจในความรักใคร่ฉันท์ชายหญิง เพื่อที่นางจะไม่ต้องตกเป็นนกในกรงทองซ้ำสอง

นางต้องการพันธมิตรที่ขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์อย่างแท้จริง

ชื่อของบุรุษผู้หนึ่งวาบขึ้นมาในความคิด ขุนนางหนุ่มผู้ไต่เต้าขึ้นมาด้วยความสามารถอันโดดเด่นและเด็ดขาดแห่งสำนักตรวจการ 'อวี้สื่อไถ'

กู้ถิงเหิง.

ขุนนางฝ่ายตรวจการขั้นสี่ ผู้มีอำนาจถวายฎีกาตรวจสอบขุนนางได้ทั่วแผ่นดินตั้งแต่เสนาบดีลงมาถึงนายอำเภอ บุรุษผู้ได้ฉายาจากขุนนางในราชสำนักว่า 'พญายม' เพราะเขาไม่เคยเห็นแก่หน้าผู้ใด ไม่รับสินบน ไม่ปรานีต่อความผิดพลาด และไม่เคยสนใจสตรี

ตระกูลกู้เป็นตระกูลขุนนางเก่าแก่ ทว่าบิดาของเขาซื่อสัตย์เกินไปจนไร้ซึ่งทรัพย์สมบัติจุนเจือตระกูล กู้ถิงเหิงจำต้องแบกรับภาระจวนขนาดใหญ่ด้วยเบี้ยหวัดขุนนางเพียงอย่างเดียว จวนขุนนางหากไร้ซึ่งเงินทองอุดหนุน ย่อมยากจะรักษาหน้าตาในสังคมสังคมเปี้ยนจิงที่เต็มไปด้วยงานเลี้ยงสังสรรค์และการมอบของขวัญตามเทศกาลได้

เขามีอำนาจที่นางต้องการ และนางมีเงินทองที่ตระกูลเขาขาดแคลน

นี่คือการแลกเปลี่ยนที่ยุติธรรมที่สุด

"เซี่ยจู สั่งคนขับรถม้า"

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • วิวาห์ใต้ม่านวสันต์   บทที่ 27

    เหล่าผู้อาวุโสในห้องต่างพยักหน้าสนับสนุน ส่งเสียงพึมพำเห็นพ้องต้องกันประหนึ่งฝูงกาที่รุมล้อมซากเหยื่อ"ถูกต้องแล้วสะใภ้ใหญ่ สตรีไร้บุตรย่อมไร้ที่พึ่งพิงในบั้นปลาย การรับคังเอ๋อร์เป็นบุตรมีแต่จะสร้างเกียรติยศให้นาง""ร้านผ้าไหมและโรงย้อมของเจ้า มีผู้หญิงคอยดูแลย่อมไม่สะดวก ให้คังเอ๋อร์และคนในตระกูลช่วยดูแล ย่อมปลอดภัยกว่าเงินทองตกไปอยู่ในมือคนนอก"เสิ่นจือเวยฟังคำลวงโลกเหล่านั้นด้วยความรู้สึกเวทนา นางมิได้แสดงความโกรธเกรี้ยวออกมาทางสีหน้าแม้แต่น้อย หากแต่นัยน์ตากลับเย็นยะเยียบประดุจน้ำแข็งใต้บึงลึก นางก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว รัศมีความสง่างามและเด็ดเดี่ยวแผ่กระจายออกมาจนเด็กชายหลี่คังถึงกับสะดุ้งถอยหลังไปครึ่งก้าว"เกียรติยศหรือเจ้าคะ? หรือว่าเป็นเกียรติยศที่แลกมาด้วยการสูบเลือดสูบเนื้อของข้า?"เสียงของนางตัดผ่านเสียงพึมพำของคนทั้งโถงจนเงียบกริบ"ตามประมวลกฎหมายแห่งราชวงศ์ซ่งเหนือ บัญญัติไว้อย่างชัดเจนในหมวดทรัพย์สินครอบครัว... 'สตรีม่ายที่ไร้บุตร หากพ้นกำหนดไว้ทุกข์ ย่อมมีสิทธิ์สมบูรณ์ในการนำสินเดิม (Zhuanglian) ทั้งหมดที่นำติดตัวมาแต่บ้านเดิมกลับคืนไปได้ และมีสิทธิ์อันชอบธรรมในการตัดส

  • วิวาห์ใต้ม่านวสันต์   บทที่ 26

    เสียงผ้ากระสอบหยาบกรีดผ่านผิวเนื้อยามที่เสิ่นจือเวยปลดสายรัดเอวสีขาวหม่นออก เป็นเสียงที่นางเฝ้ารอคอยมาตลอดสามปีเต็มกลิ่นควันธูปที่อบอวลอยู่ในโถงบรรพชนของสกุลหลี่เริ่มจางคลายลงไปพร้อมกับแสงตะวันยามเช้าที่สาดส่องผ่านรอยแยกของบานหน้าต่างไม้แกะสลัก เสิ่นจือเวยยืนอยู่เบื้องหน้ากระจกทองเหลืองบานใหญ่ ปล่อยให้ชุนเถา—สาวใช้คนสนิทที่ติดตามมาจากตระกูลเสิ่นตั้งแต่เยาว์วัย—ค่อยๆ บรรจงถอดชุดไว้ทุกข์ตัวนอกที่ทำจากผ้าป่านหยาบกร้านออกไปทีละชิ้น ความหนักอึ้งที่เคยกดทับบ่าทั้งสองข้างประหนึ่งศิลาแลงดูเหมือนจะมลายหายไปพร้อมกับอาภรณ์สีขาวหม่นผืนนั้นเบื้องหลังผ้าป่านผืนหนา คือชุดเป้ยจื่อตัวยาวตัดเย็บจากผ้าไหมเนื้อดีสีครามเข้ม ปักลวดลายกิ่งเหมยสีเงินเรียบหรูทว่าเคร่งขรึม ชายเสื้อทิ้งตัวพลิ้วไหวตามทรวดทรงที่ซ่อนเร้นความงามสะพรั่งของสตรีวัยยี่สิบหกปีไว้ได้อย่างมิดชิด หากมองเพียงผิวเผิน ผู้คนในเมืองเปี้ยนจิงย่อมเห็นเพียงสตรีม่ายที่เพิ่งพ้นมลทินแห่งความตาย ทว่าหากพินิจลึกเข้าไปในดวงตาดอกท้อคู่นั้น จะพบเพียงประกายคมปลาบประดุจคมมีดที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนน้ำอันนิ่งสงบสามปีแล้ว... นับตั้งแต่วันที่หลี่ซิว อดีตสามีผู้มีต

  • วิวาห์ใต้ม่านวสันต์   บทที่ 25

    ย่านการค้าทิศตะวันออกของเมืองเปี้ยนจิงยามบ่ายยังคงคึกคักไปด้วยผู้คน รถม้าและเกี้ยวของคหบดีและขุนนางสัญจรไปมาไม่ขาดสาย กลิ่นหอมของแป้งชาดจากร้านเครื่องหอมผสมผสานกับกลิ่นชาชั้นดีจากโรงเตี๊ยมลอยอวลอยู่ในอากาศกู้ถิงเหิงไม่ได้ขี่ม้าเข้าไปอย่างเอิกเกริก เขาสั่งให้เจิ้งอวี่นำม้าไปผูกไว้ที่ตรอกด้านหลัง แล้วเลือกเดินเท้าฝ่าฝูงชนตรงไปยังร้านผ้าไหมอวี้หลาน เขาจงใจสวมเสื้อคลุมสีเข้มทับชุดขุนนางสีแดง เพื่อไม่ให้ดึงดูดสายตาผู้คนมากเกินไปเมื่อเดินมาถึงฝั่งตรงข้ามของร้านผ้าไหม กู้ถิงเหิงหยุดฝีเท้าลงใต้ร่มเงาของกันสาดร้านขายชา เขายืนนิ่งดุจรูปสลักหยก สายตาคมกริบกวาดมองข้ามถนนไปยังภายในร้านอวี้หลานที่เปิดประตูโล่งต้อนรับลูกค้าที่หลังโต๊ะไม้จันทน์แดงสลักลวดลาย เสิ่นจือเวยยืนอยู่ตรงนั้นนางสวมชุดเป้ยจื่อสีพลัมอ่อนขับผิวให้ดูขาวกระจ่าง ทรงผมเกล้ามวยประดับปิ่นหยกขาวดอกอวี้หลานที่เขามอบให้ ใบหน้างดงามกำลังแย้มยิ้มบางๆ ขณะเจรจาการค้ากับลูกค้าที่เป็นฮูหยินขุนนาง นิ้วมือเรียวยาวของนางคลี่ม้วนผ้าไหมสีปีกแมลงทับทิมออกให้ลูกค้าชม ท่วงท่าของนางพลิ้วไหว งดงาม และเต็มไปด้วยความมั่นใจอย่างเปี่ยมล้นกู้ถิงเหิงทอดมอ

  • วิวาห์ใต้ม่านวสันต์   บทที่ 24

    ทว่าความเงียบสงบนั้นกลับถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าที่เร่งรีบแต่พยายามรักษาความเบาบาง เจิ้งอวี่ องครักษ์คนสนิทในชุดสีเข้ม ผลักประตูเข้ามาและรีบปิดลงอย่างมิดชิด ก่อนจะประสานมือคารวะอย่างนอบน้อมกู้ถิงเหิงไม่ได้ละสายตาจากฎีกาตรงหน้า "มีเรื่องอันใด หากเป็นรายงานจากกรมราชทัณฑ์เรื่องจ้าวผิง ให้วางไว้บนโต๊ะมุมขวา""มิใช่เรื่องของจ้าวผิงขอรับนายท่าน" เจิ้งอวี่ลดเสียงลงเล็กน้อย "เป็นรายงานจากสายข่าวที่จวนสกุลกู้ขอรับ"พู่กันในมือของพญายมแห่งอวี้สื่อไถชะงักค้างอยู่กลางอากาศ หยดน้ำหมึกสีดำหยดลงบนกระดาษจนเกิดเป็นรอยด่าง ทว่าเขาไม่ได้สนใจมัน ดวงตาคมกริบตวัดขึ้นมององครักษ์คนสนิททันที"เกิดอะไรขึ้นที่เรือน" น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและแฝงความกดดันที่ทำให้ผู้ฟังต้องลอบกลืนน้ำลาย"เมื่อราวหนึ่งชั่วยามก่อน ฮูหยินผู้เฒ่าให้คนไปเชิญฮูหยินจากเรือนตะวันออกไปพบที่เจิ้งถังขอรับ" เจิ้งอวี่รายงานอย่างรวดเร็ว "สายข่าวแจ้งว่า มีแม่สื่อจากตระกูลสวี ขุนนางระดับหก นำรูปวาดของคุณหนูสามตระกูลสวีมาให้ฮูหยินผู้เฒ่าเลือกดู ฮูหยินผู้เฒ่าตั้งใจจะใช้จารีตเรื่องทายาทบีบให้ฮูหยินยอมรับคุณหนูสามเข้ามาเป็นอนุภรรยาของนายท่านขอรับ"อ

  • วิวาห์ใต้ม่านวสันต์   บทที่ 23

    เสิ่นจือเวยก้าวเดินไปตามระเบียงทางเดินหินด้วยฝีเท้าที่เร็วกว่าปกติ ลมวสันต์ที่พัดมาปะทะใบหน้าไม่ได้ช่วยลดทอนความร้อนผ่าวบนพวงแก้มของนางลงได้เลยเมื่อนางกลับมาถึงห้องรับรองในเรือนตะวันออก นางทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้หวงฮวาหลี วางตำรากฎหมายลงบนโต๊ะ ก่อนจะยกมือขึ้นทาบบนหน้าอกซ้ายของตนเองหัวใจของนางยังคงเต้นรัวแรงผิดจังหวะ ฝ่ามือทั้งสองข้างชื้นไปด้วยเหงื่อเย็นเยียบภาพดวงตาสีหมึกที่เต็มไปด้วยความกดดันและหวงแหนของเขายังคงสลักแน่นอยู่ในห้วงความคิด ความใกล้ชิดที่ชวนให้หายใจไม่ออก กลิ่นสนและกลิ่นชาที่โอบล้อมรอบตัวนาง... ทุกอย่างช่างแตกต่างจากภาพลักษณ์ของขุนนางผู้เคร่งขรึมและเยือกเย็นที่นางเคยประเมินไว้กู้ถิงเหิงมีมุมที่ซ่อนเร้น เขาไม่ได้ไร้อารมณ์ความรู้สึกดุจหยกสลักอย่างที่แสดงออก กล่องไม้ใบนั้นคือความลับที่สามารถสั่นคลอนความเยือกเย็นของพญายมผู้นี้ได้อย่างรุนแรงใบเทียบดวงชะตาสมรส... เสิ่นจือเวยขบคิดอย่างหนัก ของสตรีใดกัน ที่ทำให้เขาต้องเก็บซ่อนไว้ลึกซึ้งถึงเพียงนั้น สตรีที่เขาเคยรักแต่ไม่อาจสมหวังงั้นหรือ?หากเป็นเช่นนั้นจริง นางควรจะรู้สึกโล่งใจ เพราะนั่นหมายความว่าเขามีคนที่อยู่ในใจอยู่แ

  • วิวาห์ใต้ม่านวสันต์   บทที่ 22

    เมื่อกล่องไม้หายวับไปจากสายตา กู้ถิงเหิงจึงค่อยๆ ยืดตัวขึ้นยืนเต็มความสูงอีกครั้ง คราวนี้ดวงตาคมกริบของเขากดต่ำลง จับจ้องมองมาที่ใบหน้าของสตรีที่ยืนพิงชั้นหนังสืออยู่ความเงียบที่โรยตัวอยู่ระหว่างคนทั้งสองนั้นน่ากลัวยิ่งกว่าเสียงตวาดด่าเสิ่นจือเวยพยายามบังคับลมหายใจให้เป็นปกติ นางเชิดคางขึ้นเล็กน้อย ใช้ความหยิ่งทะนงของเถ้าแก่เนี้ยมาเป็นเกราะกำบังความสั่นไหวในดวงตา "ข้า... ข้าขออภัยใต้เท้า ข้าเพียงเข้ามาหาตำรากฎหมายพาณิชย์ ไม่ทันระวังจึงปัดโดนสิ่งของของท่านหล่น ข้าไม่ได้ตั้งใจจะละลาบละล้วง..."คำแก้ตัวของนางขาดหายไปในลำคอ เมื่อกู้ถิงเหิงขยับตัวเข้ามาใกล้อีกนิดระยะห่างระหว่างพวกเขาบัดนี้ใกล้ชิดจนเกินควร ใกล้จนนางสามารถมองเห็นแพขนตาหนาของเขา ใกล้จนสัมผัสได้ถึงไอความร้อนที่แผ่ออกมาจากแผงอกกว้าง และใกล้จนนางได้กลิ่นชาจางๆ ที่ลอยอวลมาจากลมหายใจของเขามือข้างหนึ่งของกู้ถิงเหิงยกขึ้น วางทาบลงบนขอบชั้นหนังสือในระดับสายตาของนาง ปิดกั้นทางหนีฝั่งขวาอย่างสมบูรณ์ ท่วงท่านี้คล้ายคลึงกับการกักขัง ทว่ากลับไม่ได้สัมผัสโดนตัวนางแม้แต่ปลายผม"เปิ่นกวนเคยบอกบ่าวไพร่ไว้ชัดเจน" น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและแห

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status