LOGINม่านหน้าต่างรถม้าถูกเลิกขึ้น กู้ถิงเหิงก้าวลงมายืนบนพื้นถนนหิน
เขาสวมชุดขุนนางสีแดงเข้มประจำตำแหน่งอวี้สื่อขั้นสี่ รูปร่างสูงใหญ่ตระหง่านราวกับกำแพงเมือง ใบหน้าหล่อเหลาคมคายทว่าราบเรียบไร้อารมณ์ ราวกับรูปสลักหยกเย็นที่ไร้ชีวิต กลิ่นอายกดดันมหาศาลแผ่กระจายออกมาจากตัวเขาจนผู้คนรอบด้านแทบหยุดหายใจ
อันธพาลที่กำลังจะฟาดพลองไม้ชะงักค้าง พวกมันอาจไม่รู้จักหน้ากู้ถิงเหิง แต่ชุดขุนนางสีแดงเข้มและสายรัดเอวหยกนั้น บ่งบอกชัดเจนว่าเป็นขุนนางระดับสูงแห่งราชสำนัก
"ที่นี่คือถนนการค้าของเปี้ยนจิง ภายใต้เบื้องพระยุคลบาท" น้ำเสียงของกู้ถิงเหิงทุ้มต่ำ ราบเรียบ ทว่าดังกังวานไปทั่วบริเวณ "พวกเจ้าถืออาวุธก่อความวุ่นวาย ทำลายทรัพย์สินผู้อื่น เป็นกบฏต่อกฎหมายต้าซ่งหรืออย่างไร"
หัวหน้าอันธพาลกลืนน้ำลายเหนียวลงคอ พยายามรวบรวมความกล้า "ตะ... ใต้เท้า นี่เป็นเรื่องภายในของสกุลหลี่กับสกุลเสิ่น หญิงม่ายผู้นี้ขโมย..."
"เปิ่นกวนไม่ได้ถามว่าพวกเจ้าเป็นสุนัขรับใช้ผู้ใด" กู้ถิงเหิงขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบลงอีกระดับ ดวงตาสีหมึกของเขาปรายมองพับผ้าไหมที่เปื้อนฝุ่นบนพื้น "เจิ้งอวี่"
"ขอรับนายท่าน!" เจิ้งอวี่ยืนตัวตรง เขาไม่ได้ชักดาบ แต่ล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ ชูป้ายหยกสลักอักษร 'อวี้สื่อ' สีขาวกระจ่างขึ้นสูง "ใต้เท้ากู้แห่งสำนักตรวจการ มีอำนาจตรวจสอบและจับกุมผู้กระทำผิดกฎหมายได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านศาลว่าการเมือง ผู้ใดกล้าขัดขืน โทษคือโบยห้าสิบไม้ เนรเทศสามพันลี้!"
คำว่า 'ใต้เท้ากู้แห่งสำนักตรวจการ' และ 'พญายม' ทำให้อันธพาลเหล่านั้นหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ พวกมันเคยได้ยินกิตติศัพท์ของขุนนางผู้นี้มาบ้าง ขุนนางที่แม้แต่เสนาบดียังต้องเกรงใจ นับประสาอะไรกับชาวบ้านรับจ้างตีหัวคนเช่นพวกมัน
เสียงพลองไม้ร่วงหล่นกระแทกพื้นดังเคร้ง อันธพาลกว่าสิบคนไม่รอให้เจิ้งอวี่อ่านกฎหมายจบ พวกมันรีบหันหลังวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิง ชนกันเองจนล้มลุกคลุกคลาน หายวับไปจากหน้าร้านภายในเวลาไม่ถึงอึดใจ
ชาวเมืองที่มุงดูอยู่ต่างเงียบกริบ ไม่มีผู้ใดกล้าส่งเสียงซุบซิบอีกต่อไป พวกเขาต่างก้มหน้ามองพื้น ไม่กล้าสบตากับบุรุษในชุดสีแดงเข้ม
กู้ถิงเหิงไม่ได้ปรายตามองพวกสุนัขจรจัดที่วิ่งหนีไป เขาก้าวเท้าเดินฝ่าฝูงชน ตรงเข้าไปในร้านผ้าไหมอวี้หลาน
เสิ่นจือเวยยืนรออยู่ด้านหลังโต๊ะบัญชี นางไม่ได้แสดงอาการดีใจจนออกนอกหน้า ทว่าประกายความพึงพอใจลึกๆ วาบผ่านดวงตาของนาง การตัดสินใจของนางเมื่อวานถูกต้อง บุรุษผู้นี้มีอำนาจมากพอจะหุบปากสกุลหลี่ได้โดยไม่ต้องออกแรงแม้แต่น้อย
"ใต้เท้ากู้ ช่างบังเอิญยิ่งนักที่ท่านมาตรวจตราย่านการค้าในวันนี้" เสิ่นจือเวยเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ รักษามารยาทต่อหน้าบ่าวไพร่และผู้คนภายนอก นางเดินออกมาจากหลังโต๊ะบัญชี ประสานมือยอบกายคารวะอย่างงดงาม
กู้ถิงเหิงมองกิริยาสง่างามนั้น สายตาของเขากวาดมองตั้งแต่ปิ่นหยกขาวจรดปลายกระโปรงสีเขียวอ่อนของนาง เขาประเมินความนิ่งสงบของนางในใจ สตรีผู้นี้ช่างแข็งแกร่ง ไม่มีความตื่นตระหนก หรือแสร้งทำเป็นอ่อนแอเรียกร้องความสงสาร นางมองเขาเป็นเพียง 'เครื่องมือ' ชิ้นหนึ่งที่ทำงานได้ตามเป้าหมาย
"เปิ่นกวนไม่ได้มาตรวจตราย่านการค้า" เขาตอบเสียงเรียบ "เปิ่นกวนมาหารือเรื่องสำคัญตามที่ฮูหยินได้กล่าวไว้เมื่อวาน"
คำพูดนั้นทำให้บ่าวไพร่ในร้านต่างลอบมองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ ขุนนางขั้นสี่มีธุระอันใดกับเถ้าแก่เนี้ยร้านผ้าไหมที่เพิ่งเป็นม่าย
เสิ่นจือเวยไม่สะทกสะท้าน นางผายมือเชิญเขาไปด้านหลังร้าน "เช่นนั้นเชิญใต้เท้าที่ห้องรับรองส่วนตัวด้านในเถิดเจ้าค่ะ"
ห้องรับรองด้านหลังร้านถูกตกแต่งอย่างประณีตและหรูหรากว่าจวนสกุลกู้หลายเท่านัก โต๊ะและเก้าอี้ทำจากไม้หวงฮวาหลีสลักลวดลายดอกเหมย ฉากกั้นห้องทำจากผ้าไหมทอสองหน้าลวดลายทิวทัศน์เจียงหนาน บนโต๊ะมีกระถางกำยานทองเหลืองจุดเครื่องหอมกลิ่นดอกมู่หลานลอยอวล
กู้ถิงเหิงนั่งลงบนเก้าอี้ตำแหน่งประธาน เสิ่นจือเวยนั่งฝั่งตรงข้าม นางสั่งให้เซี่ยจูนำชาที่ดีที่สุดของร้านมาต้อนรับ ก่อนจะโบกมือไล่บ่าวไพร่ทุกคนออกไป ปิดประตูห้องรับรองจนสนิท
เมื่อเหลือเพียงสองคน บรรยากาศภายในห้องก็เปลี่ยนไป ความเป็นทางการลดลง ทว่าถูกแทนที่ด้วยความตึงเครียดของการเจรจาผลประโยชน์
เสิ่นจือเวยรินชาลงในถ้วยเคลือบสีศิลาดล ส่งให้เขาด้วยท่วงท่าสง่างาม "ชาอู่หลงต้าหงเผาเจ้าค่ะ หวังว่าใต้เท้าจะถูกปาก... และขอบคุณสำหรับการออกหน้าช่วยไล่สุนัขจรจัดเมื่อครู่"
กู้ถิงเหิงรับถ้วยชามาถือไว้ ความร้อนจากน้ำชาแผ่ซ่านผ่านผิวกระเบื้อง ทว่าปลายนิ้วของเขากลับจดจ่ออยู่ที่ความอบอุ่นบางเบาจากมือของนางที่บังเอิญสัมผัสกันเพียงเสี้ยววินาที เขาดึงมือกลับอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ให้นางสังเกตเห็นความผิดปกติ
"เรื่องเล็กน้อย" เขาจิบชาเพียงจิบเดียว "ตระกูลหลี่ไร้ปัญญา ทำได้เพียงใช้วิธีสกปรกข่มขู่ชาวบ้าน แต่พวกมันไม่มีวันกล้าท้าทายอวี้สื่อไถ"
"ข้าทราบดีเจ้าค่ะ" เสิ่นจือเวยหยิบม้วนกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ คลี่ออกและเลื่อนไปตรงหน้าเขา "นี่คือข้อตกลงที่ข้าร่างขึ้นเมื่อคืน ใต้เท้าลองพิจารณาดู หากเห็นสมควร เราก็สามารถดำเนินการขั้นต่อไปได้"
กู้ถิงเหิงหลุบตามองข้อความบนกระดาษ มันคือสัญญาร่วมทุนทางการค้า มากกว่าจะเป็นสัญญาแต่งงาน
ลายมือของนางงดงาม ทรงพลัง และเด็ดขาดเฉกเช่นนิสัยของนาง เนื้อหาในสัญญาเขียนไว้ชัดเจนว่า
ย่านการค้าทิศตะวันออกของเมืองเปี้ยนจิงยามบ่ายยังคงคึกคักไปด้วยผู้คน รถม้าและเกี้ยวของคหบดีและขุนนางสัญจรไปมาไม่ขาดสาย กลิ่นหอมของแป้งชาดจากร้านเครื่องหอมผสมผสานกับกลิ่นชาชั้นดีจากโรงเตี๊ยมลอยอวลอยู่ในอากาศกู้ถิงเหิงไม่ได้ขี่ม้าเข้าไปอย่างเอิกเกริก เขาสั่งให้เจิ้งอวี่นำม้าไปผูกไว้ที่ตรอกด้านหลัง แล้วเลือกเดินเท้าฝ่าฝูงชนตรงไปยังร้านผ้าไหมอวี้หลาน เขาจงใจสวมเสื้อคลุมสีเข้มทับชุดขุนนางสีแดง เพื่อไม่ให้ดึงดูดสายตาผู้คนมากเกินไปเมื่อเดินมาถึงฝั่งตรงข้ามของร้านผ้าไหม กู้ถิงเหิงหยุดฝีเท้าลงใต้ร่มเงาของกันสาดร้านขายชา เขายืนนิ่งดุจรูปสลักหยก สายตาคมกริบกวาดมองข้ามถนนไปยังภายในร้านอวี้หลานที่เปิดประตูโล่งต้อนรับลูกค้าที่หลังโต๊ะไม้จันทน์แดงสลักลวดลาย เสิ่นจือเวยยืนอยู่ตรงนั้นนางสวมชุดเป้ยจื่อสีพลัมอ่อนขับผิวให้ดูขาวกระจ่าง ทรงผมเกล้ามวยประดับปิ่นหยกขาวดอกอวี้หลานที่เขามอบให้ ใบหน้างดงามกำลังแย้มยิ้มบางๆ ขณะเจรจาการค้ากับลูกค้าที่เป็นฮูหยินขุนนาง นิ้วมือเรียวยาวของนางคลี่ม้วนผ้าไหมสีปีกแมลงทับทิมออกให้ลูกค้าชม ท่วงท่าของนางพลิ้วไหว งดงาม และเต็มไปด้วยความมั่นใจอย่างเปี่ยมล้นกู้ถิงเหิงทอดมอ
ทว่าความเงียบสงบนั้นกลับถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าที่เร่งรีบแต่พยายามรักษาความเบาบาง เจิ้งอวี่ องครักษ์คนสนิทในชุดสีเข้ม ผลักประตูเข้ามาและรีบปิดลงอย่างมิดชิด ก่อนจะประสานมือคารวะอย่างนอบน้อมกู้ถิงเหิงไม่ได้ละสายตาจากฎีกาตรงหน้า "มีเรื่องอันใด หากเป็นรายงานจากกรมราชทัณฑ์เรื่องจ้าวผิง ให้วางไว้บนโต๊ะมุมขวา""มิใช่เรื่องของจ้าวผิงขอรับนายท่าน" เจิ้งอวี่ลดเสียงลงเล็กน้อย "เป็นรายงานจากสายข่าวที่จวนสกุลกู้ขอรับ"พู่กันในมือของพญายมแห่งอวี้สื่อไถชะงักค้างอยู่กลางอากาศ หยดน้ำหมึกสีดำหยดลงบนกระดาษจนเกิดเป็นรอยด่าง ทว่าเขาไม่ได้สนใจมัน ดวงตาคมกริบตวัดขึ้นมององครักษ์คนสนิททันที"เกิดอะไรขึ้นที่เรือน" น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและแฝงความกดดันที่ทำให้ผู้ฟังต้องลอบกลืนน้ำลาย"เมื่อราวหนึ่งชั่วยามก่อน ฮูหยินผู้เฒ่าให้คนไปเชิญฮูหยินจากเรือนตะวันออกไปพบที่เจิ้งถังขอรับ" เจิ้งอวี่รายงานอย่างรวดเร็ว "สายข่าวแจ้งว่า มีแม่สื่อจากตระกูลสวี ขุนนางระดับหก นำรูปวาดของคุณหนูสามตระกูลสวีมาให้ฮูหยินผู้เฒ่าเลือกดู ฮูหยินผู้เฒ่าตั้งใจจะใช้จารีตเรื่องทายาทบีบให้ฮูหยินยอมรับคุณหนูสามเข้ามาเป็นอนุภรรยาของนายท่านขอรับ"อ
เสิ่นจือเวยก้าวเดินไปตามระเบียงทางเดินหินด้วยฝีเท้าที่เร็วกว่าปกติ ลมวสันต์ที่พัดมาปะทะใบหน้าไม่ได้ช่วยลดทอนความร้อนผ่าวบนพวงแก้มของนางลงได้เลยเมื่อนางกลับมาถึงห้องรับรองในเรือนตะวันออก นางทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้หวงฮวาหลี วางตำรากฎหมายลงบนโต๊ะ ก่อนจะยกมือขึ้นทาบบนหน้าอกซ้ายของตนเองหัวใจของนางยังคงเต้นรัวแรงผิดจังหวะ ฝ่ามือทั้งสองข้างชื้นไปด้วยเหงื่อเย็นเยียบภาพดวงตาสีหมึกที่เต็มไปด้วยความกดดันและหวงแหนของเขายังคงสลักแน่นอยู่ในห้วงความคิด ความใกล้ชิดที่ชวนให้หายใจไม่ออก กลิ่นสนและกลิ่นชาที่โอบล้อมรอบตัวนาง... ทุกอย่างช่างแตกต่างจากภาพลักษณ์ของขุนนางผู้เคร่งขรึมและเยือกเย็นที่นางเคยประเมินไว้กู้ถิงเหิงมีมุมที่ซ่อนเร้น เขาไม่ได้ไร้อารมณ์ความรู้สึกดุจหยกสลักอย่างที่แสดงออก กล่องไม้ใบนั้นคือความลับที่สามารถสั่นคลอนความเยือกเย็นของพญายมผู้นี้ได้อย่างรุนแรงใบเทียบดวงชะตาสมรส... เสิ่นจือเวยขบคิดอย่างหนัก ของสตรีใดกัน ที่ทำให้เขาต้องเก็บซ่อนไว้ลึกซึ้งถึงเพียงนั้น สตรีที่เขาเคยรักแต่ไม่อาจสมหวังงั้นหรือ?หากเป็นเช่นนั้นจริง นางควรจะรู้สึกโล่งใจ เพราะนั่นหมายความว่าเขามีคนที่อยู่ในใจอยู่แ
เมื่อกล่องไม้หายวับไปจากสายตา กู้ถิงเหิงจึงค่อยๆ ยืดตัวขึ้นยืนเต็มความสูงอีกครั้ง คราวนี้ดวงตาคมกริบของเขากดต่ำลง จับจ้องมองมาที่ใบหน้าของสตรีที่ยืนพิงชั้นหนังสืออยู่ความเงียบที่โรยตัวอยู่ระหว่างคนทั้งสองนั้นน่ากลัวยิ่งกว่าเสียงตวาดด่าเสิ่นจือเวยพยายามบังคับลมหายใจให้เป็นปกติ นางเชิดคางขึ้นเล็กน้อย ใช้ความหยิ่งทะนงของเถ้าแก่เนี้ยมาเป็นเกราะกำบังความสั่นไหวในดวงตา "ข้า... ข้าขออภัยใต้เท้า ข้าเพียงเข้ามาหาตำรากฎหมายพาณิชย์ ไม่ทันระวังจึงปัดโดนสิ่งของของท่านหล่น ข้าไม่ได้ตั้งใจจะละลาบละล้วง..."คำแก้ตัวของนางขาดหายไปในลำคอ เมื่อกู้ถิงเหิงขยับตัวเข้ามาใกล้อีกนิดระยะห่างระหว่างพวกเขาบัดนี้ใกล้ชิดจนเกินควร ใกล้จนนางสามารถมองเห็นแพขนตาหนาของเขา ใกล้จนสัมผัสได้ถึงไอความร้อนที่แผ่ออกมาจากแผงอกกว้าง และใกล้จนนางได้กลิ่นชาจางๆ ที่ลอยอวลมาจากลมหายใจของเขามือข้างหนึ่งของกู้ถิงเหิงยกขึ้น วางทาบลงบนขอบชั้นหนังสือในระดับสายตาของนาง ปิดกั้นทางหนีฝั่งขวาอย่างสมบูรณ์ ท่วงท่านี้คล้ายคลึงกับการกักขัง ทว่ากลับไม่ได้สัมผัสโดนตัวนางแม้แต่ปลายผม"เปิ่นกวนเคยบอกบ่าวไพร่ไว้ชัดเจน" น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและแห
"เจอแล้ว" รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของนางทว่าตำราเล่มนั้นถูกอัดแน่นอยู่ระหว่างหนังสือเล่มหนาอีกสองเล่ม เสิ่นจือเวยต้องออกแรงดึงเล็กน้อย นางเขย่งปลายเท้าขึ้นเพื่อเพิ่มแรง ทว่าจังหวะที่หนังสือหลุดพรวดออกมาจากช่องว่างนั้น ข้อศอกของนางที่สวมทับด้วยแขนเสื้อเป้ยจื่อกว้างๆ กลับไปปัดโดนบางสิ่งบนชั้นหนังสือที่อยู่ลึกเข้าไปด้านในกึก... เคร้ง!เสียงวัตถุบางอย่างร่วงหล่นกระแทกพื้นกระดานไม้ดังสนั่นท่ามกลางความเงียบสงัดของห้องชูฝางเสิ่นจือเวยสะดุ้งสุดตัว นางรีบก้าวลงจากม้านั่งไม้ หันขวับไปมองที่พื้นด้วยหัวใจที่เต้นรัวแรงสิ่งที่ร่วงหล่นลงมาไม่ใช่ตำรา แต่เป็น 'กล่องไม้' ขนาดเท่าฝ่ามือใบหนึ่งมันคือกล่องไม้ที่ทำจากไม้จันทน์แดงเนื้อดี ทว่าสิ่งที่สะดุดตานางในฐานะแม่ค้าที่คุ้นเคยกับการประเมินคุณภาพสินค้าคือ ร่องรอยบนตัวกล่องกล่องไม้ใบนี้ไม่ใช่ของใหม่ มุมทั้งสี่ด้านของมันมีรอยสึกหรอและมนโค้ง บ่งบอกว่ามันถูกหยิบจับและลูบคลำมานับครั้งไม่ถ้วนตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตัวล็อกทองเหลืองด้านหน้ามีคราบสนิมสีเขียวจางๆ เกาะอยู่ และที่สำคัญ... บนฝากล่องมีฝุ่นบางๆ เกาะอยู่ บ่งชี้ว่ามันถูกซ่อนเก็บไว้ในซอกลึกสุด
"การค้าก็คือสงครามที่ไร้หยาดเลือด" เสิ่นจือเวยจิบชาเพียงเล็กน้อย รสชาติฝาดเฝื่อนของชาปลุกให้สติของนางแจ่มใสขึ้น "ข้าจะไม่ยอมให้พวกมันใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายมาปล้นหยาดเหงื่อของตระกูลเสิ่น ข้าจำได้ว่ากฎหมายพาณิชย์ของต้าซ่งมีหมวดที่ระบุถึงสิทธิ์ของทายาทสตรีในการสืบทอดสัญญาคู่ค้า ทว่าข้าต้องตรวจสอบตัวอักษรให้แน่ชัดทุกบรรทัด ก่อนจะให้จื่อรุ่ยร่างหนังสือตอบโต้กลับไป"นางวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ "เซี่ยจู ในห้องหนังสือที่เรือนของข้า มีตำรากฎหมายการค้าต้าซ่งหรือไม่"สาวใช้ขมวดคิ้วคิดชั่วครู่ก่อนจะส่ายหน้า "ตอนที่เราย้ายสินเดิมมาจากตระกูลหลี่ ตำราส่วนใหญ่ถูกทิ้งไว้ที่นั่นเจ้าค่ะ นายหญิงนำมาเพียงสมุดบัญชีและบันทึกการค้าเท่านั้น หากต้องการตำรากฎหมาย บ่าวจะให้คนไปหาซื้อที่ตลาดหนังสือให้เดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ""กว่าจะหาซื้อและนำกลับมา คงเสียเวลาไปค่อนวัน" เสิ่นจือเวยปฏิเสธ นิ้วเรียวเคาะลงบนขอบโต๊ะอย่างใช้ความคิด ก่อนที่สายตาของนางจะเบนกลับไปทางชูฝางของเรือนหลักอีกครั้ง "ใต้เท้ากู้เป็นขุนนางสำนักตรวจการ ในห้องหนังสือของเขาย่อมต้องมีตำรากฎหมายทุกหมวดของต้าซ่งอย่างครบถ้วนแน่นอน"เซี่ยจูเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย "นายหญิ







