LOGINลายมือของนางงดงาม ทรงพลัง และเด็ดขาดเฉกเช่นนิสัยของนาง เนื้อหาในสัญญาเขียนไว้ชัดเจนว่า
หนึ่ง ทรัพย์สินและสินเดิมทั้งหมดของสกุลเสิ่น ยังคงเป็นสิทธิ์ขาดของเสิ่นจือเวยแต่เพียงผู้เดียว กู้ถิงเหิงไม่มีสิทธิ์ก้าวก่ายการบริหารจัดการร้านผ้าไหม โรงย้อม หรือที่ดิน สอง เสิ่นจือเวยจะแบ่งกำไรสุทธิจากร้านผ้าไหมทั้งสามแห่งในเปี้ยนจิง จำนวนห้าส่วน (ครึ่งหนึ่ง) ให้แก่จวนสกุลกู้ทุกเดือน เพื่อใช้เป็นค่าบำรุงจวนและจ่ายเบี้ยหวัดบ่าวไพร่ สาม เมื่อแต่งเข้าจวนกู้ เสิ่นจือเวยจะพำนักอยู่ที่ 'เรือนตะวันออก' ส่วนกู้ถิงเหิงพำนักที่ 'เรือนตะวันตก' ต่างฝ่ายต่างมีพื้นที่ส่วนตัว ไม่ก้าวก่ายชีวิตส่วนตัวของกันและกัน สี่ หากวันใดวันหนึ่ง กู้ถิงเหิงต้องการรับอนุภรรยา หรือต้องการทายาทสืบสกุล เสิ่นจือเวยจะยอมมอบหนังสือหย่าขาดให้โดยไม่เรียกร้องสิ่งใดเพิ่มเติม และจะนำสินเดิมทั้งหมดกลับคืน
กู้ถิงเหิงอ่านข้อตกลงเหล่านั้นอย่างรวดเร็ว ดวงตาของเขานิ่งสนิท ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ เขารู้อยู่แล้วว่านางต้องขีดเส้นแบ่งอาณาเขตอย่างชัดเจน นางเพิ่งหนีจากกรงขัง ย่อมไม่ยอมเดินเข้าสู่กรงขังใบใหม่โดยไม่เตรียมทางหนีทีไล่
แต่สตรีที่นั่งอยู่ตรงหน้าเขา ไม่รู้เลยว่าบุรุษที่นางกำลังเจรจาด้วย เป็นนักล่าที่เชี่ยวชาญการกางตาข่ายฟ้าดินมากเพียงใด
"ตกลง"
กู้ถิงเหิงเอ่ยขึ้นสั้นๆ พลางหยิบพู่กันที่วางอยู่ข้างกระดาษ จุ่มน้ำหมึกและตวัดลายเซ็นของตนลงไปบนสัญญาอย่างรวดเร็ว โดยไม่หยุดคิดพิจารณาหรือต่อรองแม้แต่คำเดียว
เสิ่นจือเวยชะงักไปเล็กน้อย คิ้วเรียวพาดเฉียงของนางขมวดเข้าหากัน นางเตรียมคำพูดมาหว่านล้อมมากมาย เตรียมพร้อมรับมือกับการต่อรองเรื่องส่วนแบ่งกำไร หรือเรื่องที่อยู่อาศัย แต่นางไม่คาดคิดว่าเขาจะตอบรับอย่างง่ายดายเช่นนี้
"ใต้เท้าไม่อ่านทบทวนดูอีกสักรอบหรือเจ้าคะ" นางถามด้วยความหวาดระแวง "ท่านยอมรับเงื่อนไขการแยกเรือนและไม่ยุ่งเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของข้าได้จริงหรือ ท่านเป็นถึงขุนนางขั้นสี่ การแต่งภรรยาที่แยกห้องนอนตั้งแต่คืนแรก อาจทำให้ท่านถูกมารดาต่อว่าได้"
กู้ถิงเหิงวางพู่กันลง เขาประสานมือวางไว้บนตัก มองลึกเข้าไปในดวงตาที่เต็มไปด้วยความระแวดระวังของนาง
"จวนสกุลกู้หลังคารั่วมาสามปีแล้ว เสิ่นจือเวย" เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่จงใจให้ดูแห้งแล้งและเป็นเหตุเป็นผลที่สุด "เงินเบี้ยหวัดขุนนางของข้า แทบไม่พอจ่ายค่าหมอให้มารดาที่เจ็บป่วยออดแอด ข้าต้องการเงินทุนของเจ้าเพื่อพยุงตระกูล และข้าก็ยุ่งกับราชการที่อวี้สื่อไถเกินกว่าจะมานั่งใส่ใจเรื่องรักใคร่ฉันท์ชายหญิง การแยกเรือนอยู่ย่อมเป็นผลดีต่อความสงบสุขของข้าเช่นกัน"
เหตุผลนั้นฟังดูสมบูรณ์แบบ มันสอดคล้องกับภาพลักษณ์ของขุนนางผู้ซื่อตรงแต่ยากจน และตอบสนองต่อความต้องการของนางที่มองโลกในแง่ของผลประโยชน์
เสิ่นจือเวยผ่อนลมหายใจออกมาช้าๆ กำแพงความระแวงในใจนางลดลงไปส่วนหนึ่ง "หากใต้เท้าเข้าใจแจ่มแจ้ง ข้าก็สบายใจเจ้าค่ะ"
นางเอื้อมมือจะไปเก็บสัญญา ทว่ากู้ถิงเหิงกลับวางมือทับลงบนกระดาษแผ่นนั้น
ปลายนิ้วของเขาเฉียดผ่านหลังมือของนางอีกครั้ง คราวนี้เขาสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบจากผิวของนาง เสิ่นจือเวยชะงัก แต่ไม่ได้ดึงมือกลับ นางช้อนสายตามองเขาเป็นเชิงตั้งคำถาม
บรรยากาศในห้องรับรองที่เคยผ่อนคลาย กลับมาตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง กลิ่นสนเย็นเยียบจากตัวเขาแผ่ขยายเข้าครอบงำพื้นที่
"เปิ่นกวนยอมรับเงื่อนไขของเจ้าทุกข้อ" กู้ถิงเหิงโน้มตัวเข้าไปใกล้นางเล็กน้อย น้ำเสียงของเขาพร่าต่ำลงและทรงอำนาจ "ทว่าการเจรจาการค้า ย่อมต้องมีความเท่าเทียม ข้ามีเงื่อนไขเพียงข้อเดียวที่เจ้าต้องปฏิบัติตาม"
"เงื่อนไขอันใดเจ้าคะ" เสิ่นจือเวยถาม เสียงของนางยังคงราบเรียบ แต่นิ้วมือที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อบีบเข้าหากัน
"แต่งเข้าจวนกู้แล้ว เจ้าคือภรรยาข้าต่อหน้าผู้อื่น" ดวงตาสีหมึกของเขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนาง ราวกับจะพันธนาการนางไว้ด้วยสายตา "เมื่ออยู่นอกเรือนส่วนตัว เจ้าต้องทำหน้าที่ฮูหยินของอวี้สื่ออย่างสมบูรณ์แบบ ห้ามทำสิ่งใดให้ตระกูลกู้เสียเกียรติ ห้ามใกล้ชิดบุรุษอื่นจนเกิดข้อครหา... เจ้าเป็นคนของตระกูลกู้แล้ว"
คำว่า 'เป็นคนของตระกูลกู้แล้ว' สะท้อนก้องในความรู้สึกของเสิ่นจือเวย นางรู้สึกถึงความหนักอึ้งบางอย่างในน้ำเสียงของเขา มันไม่ใช่แค่การรักษาสถานภาพทางสังคม แต่แฝงไปด้วยความหวงแหนและสิทธิ์ขาดที่นางไม่อาจปฏิเสธได้
ทว่าเมื่อประเมินจากมุมมองของขุนนางผู้รักหน้าตายิ่งชีพ เงื่อนไขนี้ย่อมสมเหตุสมผลที่สุด นางพยักหน้าช้าๆ "ใต้เท้าโปรดวางใจ ข้าเป็นแม่ค้าที่รักษาเครดิต เมื่อรับป้ายชื่อสกุลกู้มาแขวนไว้ ข้าย่อมรักษาชื่อเสียงของท่านยิ่งกว่าชีวิตตนเอง"
กู้ถิงเหิงมองริมฝีปากที่เอ่ยคำมั่นสัญญานั้น เขายอมถอนมือออกจากกระดาษ ปล่อยให้นางเก็บสัญญาไป
ทุกอย่างเป็นไปตามแผน นกน้อยยอมสวมปลอกคอทองคำด้วยความสมัครใจ โดยคิดว่ามันคือเครื่องประดับ
"ในเมื่อตกลงกันได้แล้ว เปิ่นกวนก็ขอตัวไปจัดการราชการต่อ" กู้ถิงเหิงลุกขึ้นยืน จัดแจงแขนเสื้อให้เรียบร้อย "ส่วนเรื่องตระกูลหลี่ เจ้าไม่ต้องกังวล พวกมันจะไม่กล้ามาเหยียบถนนเส้นนี้อีก"
เสิ่นจือเวยลุกขึ้นยืนส่งเขา "ขอบพระคุณใต้เท้าเจ้าค่ะ ข้าจะรอฟังข่าวเรื่องการหาฤกษ์ยาม..."
"ไม่ต้องหา" กู้ถิงเหิงเอ่ยขัดขึ้นเรียบๆ
เสิ่นจือเวยเลิกคิ้ว "หมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ"
"การแต่งงานของขุนนางขั้นสี่กับหญิงม่าย หากปล่อยเวลายืดเยื้อย่อมเป็นขี้ปากชาวเมืองและอาจมีขุนนางฝ่ายตรงข้ามนำไปถวายฎีกาโจมตี"
ย่านการค้าทิศตะวันออกของเมืองเปี้ยนจิงยามบ่ายยังคงคึกคักไปด้วยผู้คน รถม้าและเกี้ยวของคหบดีและขุนนางสัญจรไปมาไม่ขาดสาย กลิ่นหอมของแป้งชาดจากร้านเครื่องหอมผสมผสานกับกลิ่นชาชั้นดีจากโรงเตี๊ยมลอยอวลอยู่ในอากาศกู้ถิงเหิงไม่ได้ขี่ม้าเข้าไปอย่างเอิกเกริก เขาสั่งให้เจิ้งอวี่นำม้าไปผูกไว้ที่ตรอกด้านหลัง แล้วเลือกเดินเท้าฝ่าฝูงชนตรงไปยังร้านผ้าไหมอวี้หลาน เขาจงใจสวมเสื้อคลุมสีเข้มทับชุดขุนนางสีแดง เพื่อไม่ให้ดึงดูดสายตาผู้คนมากเกินไปเมื่อเดินมาถึงฝั่งตรงข้ามของร้านผ้าไหม กู้ถิงเหิงหยุดฝีเท้าลงใต้ร่มเงาของกันสาดร้านขายชา เขายืนนิ่งดุจรูปสลักหยก สายตาคมกริบกวาดมองข้ามถนนไปยังภายในร้านอวี้หลานที่เปิดประตูโล่งต้อนรับลูกค้าที่หลังโต๊ะไม้จันทน์แดงสลักลวดลาย เสิ่นจือเวยยืนอยู่ตรงนั้นนางสวมชุดเป้ยจื่อสีพลัมอ่อนขับผิวให้ดูขาวกระจ่าง ทรงผมเกล้ามวยประดับปิ่นหยกขาวดอกอวี้หลานที่เขามอบให้ ใบหน้างดงามกำลังแย้มยิ้มบางๆ ขณะเจรจาการค้ากับลูกค้าที่เป็นฮูหยินขุนนาง นิ้วมือเรียวยาวของนางคลี่ม้วนผ้าไหมสีปีกแมลงทับทิมออกให้ลูกค้าชม ท่วงท่าของนางพลิ้วไหว งดงาม และเต็มไปด้วยความมั่นใจอย่างเปี่ยมล้นกู้ถิงเหิงทอดมอ
ทว่าความเงียบสงบนั้นกลับถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าที่เร่งรีบแต่พยายามรักษาความเบาบาง เจิ้งอวี่ องครักษ์คนสนิทในชุดสีเข้ม ผลักประตูเข้ามาและรีบปิดลงอย่างมิดชิด ก่อนจะประสานมือคารวะอย่างนอบน้อมกู้ถิงเหิงไม่ได้ละสายตาจากฎีกาตรงหน้า "มีเรื่องอันใด หากเป็นรายงานจากกรมราชทัณฑ์เรื่องจ้าวผิง ให้วางไว้บนโต๊ะมุมขวา""มิใช่เรื่องของจ้าวผิงขอรับนายท่าน" เจิ้งอวี่ลดเสียงลงเล็กน้อย "เป็นรายงานจากสายข่าวที่จวนสกุลกู้ขอรับ"พู่กันในมือของพญายมแห่งอวี้สื่อไถชะงักค้างอยู่กลางอากาศ หยดน้ำหมึกสีดำหยดลงบนกระดาษจนเกิดเป็นรอยด่าง ทว่าเขาไม่ได้สนใจมัน ดวงตาคมกริบตวัดขึ้นมององครักษ์คนสนิททันที"เกิดอะไรขึ้นที่เรือน" น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและแฝงความกดดันที่ทำให้ผู้ฟังต้องลอบกลืนน้ำลาย"เมื่อราวหนึ่งชั่วยามก่อน ฮูหยินผู้เฒ่าให้คนไปเชิญฮูหยินจากเรือนตะวันออกไปพบที่เจิ้งถังขอรับ" เจิ้งอวี่รายงานอย่างรวดเร็ว "สายข่าวแจ้งว่า มีแม่สื่อจากตระกูลสวี ขุนนางระดับหก นำรูปวาดของคุณหนูสามตระกูลสวีมาให้ฮูหยินผู้เฒ่าเลือกดู ฮูหยินผู้เฒ่าตั้งใจจะใช้จารีตเรื่องทายาทบีบให้ฮูหยินยอมรับคุณหนูสามเข้ามาเป็นอนุภรรยาของนายท่านขอรับ"อ
เสิ่นจือเวยก้าวเดินไปตามระเบียงทางเดินหินด้วยฝีเท้าที่เร็วกว่าปกติ ลมวสันต์ที่พัดมาปะทะใบหน้าไม่ได้ช่วยลดทอนความร้อนผ่าวบนพวงแก้มของนางลงได้เลยเมื่อนางกลับมาถึงห้องรับรองในเรือนตะวันออก นางทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้หวงฮวาหลี วางตำรากฎหมายลงบนโต๊ะ ก่อนจะยกมือขึ้นทาบบนหน้าอกซ้ายของตนเองหัวใจของนางยังคงเต้นรัวแรงผิดจังหวะ ฝ่ามือทั้งสองข้างชื้นไปด้วยเหงื่อเย็นเยียบภาพดวงตาสีหมึกที่เต็มไปด้วยความกดดันและหวงแหนของเขายังคงสลักแน่นอยู่ในห้วงความคิด ความใกล้ชิดที่ชวนให้หายใจไม่ออก กลิ่นสนและกลิ่นชาที่โอบล้อมรอบตัวนาง... ทุกอย่างช่างแตกต่างจากภาพลักษณ์ของขุนนางผู้เคร่งขรึมและเยือกเย็นที่นางเคยประเมินไว้กู้ถิงเหิงมีมุมที่ซ่อนเร้น เขาไม่ได้ไร้อารมณ์ความรู้สึกดุจหยกสลักอย่างที่แสดงออก กล่องไม้ใบนั้นคือความลับที่สามารถสั่นคลอนความเยือกเย็นของพญายมผู้นี้ได้อย่างรุนแรงใบเทียบดวงชะตาสมรส... เสิ่นจือเวยขบคิดอย่างหนัก ของสตรีใดกัน ที่ทำให้เขาต้องเก็บซ่อนไว้ลึกซึ้งถึงเพียงนั้น สตรีที่เขาเคยรักแต่ไม่อาจสมหวังงั้นหรือ?หากเป็นเช่นนั้นจริง นางควรจะรู้สึกโล่งใจ เพราะนั่นหมายความว่าเขามีคนที่อยู่ในใจอยู่แ
เมื่อกล่องไม้หายวับไปจากสายตา กู้ถิงเหิงจึงค่อยๆ ยืดตัวขึ้นยืนเต็มความสูงอีกครั้ง คราวนี้ดวงตาคมกริบของเขากดต่ำลง จับจ้องมองมาที่ใบหน้าของสตรีที่ยืนพิงชั้นหนังสืออยู่ความเงียบที่โรยตัวอยู่ระหว่างคนทั้งสองนั้นน่ากลัวยิ่งกว่าเสียงตวาดด่าเสิ่นจือเวยพยายามบังคับลมหายใจให้เป็นปกติ นางเชิดคางขึ้นเล็กน้อย ใช้ความหยิ่งทะนงของเถ้าแก่เนี้ยมาเป็นเกราะกำบังความสั่นไหวในดวงตา "ข้า... ข้าขออภัยใต้เท้า ข้าเพียงเข้ามาหาตำรากฎหมายพาณิชย์ ไม่ทันระวังจึงปัดโดนสิ่งของของท่านหล่น ข้าไม่ได้ตั้งใจจะละลาบละล้วง..."คำแก้ตัวของนางขาดหายไปในลำคอ เมื่อกู้ถิงเหิงขยับตัวเข้ามาใกล้อีกนิดระยะห่างระหว่างพวกเขาบัดนี้ใกล้ชิดจนเกินควร ใกล้จนนางสามารถมองเห็นแพขนตาหนาของเขา ใกล้จนสัมผัสได้ถึงไอความร้อนที่แผ่ออกมาจากแผงอกกว้าง และใกล้จนนางได้กลิ่นชาจางๆ ที่ลอยอวลมาจากลมหายใจของเขามือข้างหนึ่งของกู้ถิงเหิงยกขึ้น วางทาบลงบนขอบชั้นหนังสือในระดับสายตาของนาง ปิดกั้นทางหนีฝั่งขวาอย่างสมบูรณ์ ท่วงท่านี้คล้ายคลึงกับการกักขัง ทว่ากลับไม่ได้สัมผัสโดนตัวนางแม้แต่ปลายผม"เปิ่นกวนเคยบอกบ่าวไพร่ไว้ชัดเจน" น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและแห
"เจอแล้ว" รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของนางทว่าตำราเล่มนั้นถูกอัดแน่นอยู่ระหว่างหนังสือเล่มหนาอีกสองเล่ม เสิ่นจือเวยต้องออกแรงดึงเล็กน้อย นางเขย่งปลายเท้าขึ้นเพื่อเพิ่มแรง ทว่าจังหวะที่หนังสือหลุดพรวดออกมาจากช่องว่างนั้น ข้อศอกของนางที่สวมทับด้วยแขนเสื้อเป้ยจื่อกว้างๆ กลับไปปัดโดนบางสิ่งบนชั้นหนังสือที่อยู่ลึกเข้าไปด้านในกึก... เคร้ง!เสียงวัตถุบางอย่างร่วงหล่นกระแทกพื้นกระดานไม้ดังสนั่นท่ามกลางความเงียบสงัดของห้องชูฝางเสิ่นจือเวยสะดุ้งสุดตัว นางรีบก้าวลงจากม้านั่งไม้ หันขวับไปมองที่พื้นด้วยหัวใจที่เต้นรัวแรงสิ่งที่ร่วงหล่นลงมาไม่ใช่ตำรา แต่เป็น 'กล่องไม้' ขนาดเท่าฝ่ามือใบหนึ่งมันคือกล่องไม้ที่ทำจากไม้จันทน์แดงเนื้อดี ทว่าสิ่งที่สะดุดตานางในฐานะแม่ค้าที่คุ้นเคยกับการประเมินคุณภาพสินค้าคือ ร่องรอยบนตัวกล่องกล่องไม้ใบนี้ไม่ใช่ของใหม่ มุมทั้งสี่ด้านของมันมีรอยสึกหรอและมนโค้ง บ่งบอกว่ามันถูกหยิบจับและลูบคลำมานับครั้งไม่ถ้วนตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตัวล็อกทองเหลืองด้านหน้ามีคราบสนิมสีเขียวจางๆ เกาะอยู่ และที่สำคัญ... บนฝากล่องมีฝุ่นบางๆ เกาะอยู่ บ่งชี้ว่ามันถูกซ่อนเก็บไว้ในซอกลึกสุด
"การค้าก็คือสงครามที่ไร้หยาดเลือด" เสิ่นจือเวยจิบชาเพียงเล็กน้อย รสชาติฝาดเฝื่อนของชาปลุกให้สติของนางแจ่มใสขึ้น "ข้าจะไม่ยอมให้พวกมันใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายมาปล้นหยาดเหงื่อของตระกูลเสิ่น ข้าจำได้ว่ากฎหมายพาณิชย์ของต้าซ่งมีหมวดที่ระบุถึงสิทธิ์ของทายาทสตรีในการสืบทอดสัญญาคู่ค้า ทว่าข้าต้องตรวจสอบตัวอักษรให้แน่ชัดทุกบรรทัด ก่อนจะให้จื่อรุ่ยร่างหนังสือตอบโต้กลับไป"นางวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ "เซี่ยจู ในห้องหนังสือที่เรือนของข้า มีตำรากฎหมายการค้าต้าซ่งหรือไม่"สาวใช้ขมวดคิ้วคิดชั่วครู่ก่อนจะส่ายหน้า "ตอนที่เราย้ายสินเดิมมาจากตระกูลหลี่ ตำราส่วนใหญ่ถูกทิ้งไว้ที่นั่นเจ้าค่ะ นายหญิงนำมาเพียงสมุดบัญชีและบันทึกการค้าเท่านั้น หากต้องการตำรากฎหมาย บ่าวจะให้คนไปหาซื้อที่ตลาดหนังสือให้เดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ""กว่าจะหาซื้อและนำกลับมา คงเสียเวลาไปค่อนวัน" เสิ่นจือเวยปฏิเสธ นิ้วเรียวเคาะลงบนขอบโต๊ะอย่างใช้ความคิด ก่อนที่สายตาของนางจะเบนกลับไปทางชูฝางของเรือนหลักอีกครั้ง "ใต้เท้ากู้เป็นขุนนางสำนักตรวจการ ในห้องหนังสือของเขาย่อมต้องมีตำรากฎหมายทุกหมวดของต้าซ่งอย่างครบถ้วนแน่นอน"เซี่ยจูเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย "นายหญิ







