LOGIN“หนูอัยย์” เสียงเรียกจากด้านหลังส่งผลให้ร่างเล็กที่กำลังก้ม ๆ เงย ๆ กับการถอนวัชพืชให้แปลงผักของตนเงยหน้าขึ้น ดวงตากลมโศกคู่เดิมมีทอประกายสดใส ร่างน้อยค่อย ๆ ลุกยืน เอื้อมหยิบบัวรดน้ำขึ้นมาพรมรดตรงพื้นส่วนเพาะปลูก เสร็จงานแล้วจึงแวะเก็บข้าวของ ล้างไม้ล้างมือ ก่อนเดินเข้ามาพนมมือไหว้ผู้มีพระคุณอย่างน่าเอ็นดู
“สวัสดีตอนเช้าค่ะคุณท่าน เรียกหาหนูเหรอคะ”
คุณหญิงวารียิ้มอาทรกวักมือเรียกคนตัวน้อยให้เข้ามาใกล้ ก่อนเอื้อมมือไปเกลี่ยไรผมระแก้มนุ่มออกเบา ๆ แล้วเอ่ยอย่างอารี
“ไปอาบน้ำแต่งตัวนะลูก วันนี้พี่ชายเราจะกลับมา”
ดวงหน้าจิ้มลิ้ม ขมวดคิ้วสวยจนยุ่ง ครุ่นคิดอย่างมึนงงพลางนึกในใจ ไม่ใช่ว่าที่ผ่านมาวาคินไม่อยู่ในสายตาของท่านหรอกหรือ
ทว่า… ยังไม่ทันซักถาม อีกฝ่ายก็ดีดสิ่งที่อยู่ในหัวของเธอทิ้งไป
“ไฟลต์ของพี่วินจะถึงตอนบ่าย ๆ เราแวะไปซื้อขนมร้านโปรดของพี่เขา แล้วไปรอรับพร้อมแม่นะลูก”
อัยรินกระจ่างชัด ‘พี่ชาย’ ในความหมายของคุณหญิงคือใคร
เด็กหญิงครุ่นคิด เม้มปาก ขมวดคิ้วเมื่อคิดถึงคนที่เคยพบหน้ากันเพียงครั้งเดียว จากนั้นก็ไม่ได้พบหน้ามาหลายปีจนกระทั่งหลงลืมการมีอยู่ของเขาไปเสียสนิท คนคนนั้นไปเรียนต่อเมืองนอกตั้งแต่เธออายุได้สามขวบเห็นจะได้ ครั้งสุดท้ายที่พบกันไม่อยู่ในเศษเสี้ยวของสมองเลยด้วยซ้ำ จึงยุ่งยากใจในการไปรับคนแปลกหน้าตามประสาเด็กอยู่บ้าง แต่พอเห็นแววตาอารีของผู้มีพระคุณพราวแสงแห่งความดีใจก็ลอบถอนหายใจแล้วตอบรับทันที
“ได้ค่ะ งั้นหนูไปเตรียมตัวเลยนะคะ”
ท่านยิ้มกว้างขึ้น ก้มลงมาหอมแก้มนุ่มสองข้างเบา ๆ แล้วประคองดวงหน้าจิ้มลิ้มอย่างชื่นชม แววตาอบอุ่นทอดมองอย่างภาคภูมิใจ
“แต่งตัวให้สวย ๆ เลยนะลูก”
อัยรินยิ้มรับ ไม่ปฏิเสธ หากก็ไม่ตอบรับทันที
ทำไมเธอต้องแต่งตัวสวยไปรับคนที่แทบไม่เคยเจอหน้า แถมยังเป็นคนที่สร้างเรื่องราวมากมายให้หัวใจของผู้มีพระคุณของเธอต้องปวดร้าวอยู่เสมอ ไม่ใช่ว่าเธอเด็กแล้วจะไม่รับรู้เรื่องราวของเขา ทุกครั้งที่ลุงวรันย์นำข่าวของ ‘ลูกชายคนโต’ ของคุณหญิงมาบอก สีหน้าที่เคยสดใสจะซูบซีดลง แววตาอ่อนแสงจนเธอยังสังเกตได้
ตั้งแต่เขาจากไปก็ไม่เคยกลับมาเยี่ยมบ้านอีกเลย ไม่โทรศัพท์มา ไม่ส่งข่าว มีเพียงลุงวรันย์และคุณหญิงที่ไป ๆ มา ๆ เมืองไทยกับเมืองนอกมาตลอดหลายปี เด็กหญิงยังนึกขุ่นใจ เขาช่างใจร้ายเสียจริง
ยิ่งเรื่องงาน เรื่องบริษัทของตระกูลก็ทิ้งภาระให้ ‘พี่ชาย’ ของเธอรับผิดชอบ ทันทีที่เข้ามหาวิทยาลัยวาคินก็ต้องเข้าไปเรียนรู้งานที่นั่น ทำให้เวลาที่จะได้ใช้ร่วมกับน้องสาวเช่นเธอลดลง จากเดิมที่แทบไม่มียิ่งไม่มีเลยหลังจากอีกฝ่ายเรียนจบ ปัจจุบันคนใจร้ายคนนั้นอายุน่าจะสักยี่สิบปลายๆ เห็นจะได้ ถ้านับคำนวณจากอายุของวาคินน่ะนะ
ตอนนี้พี่ชายของเธอเรียนจบปริญญาตรีแล้ว และกำลังศึกษาต่อในระดับปริญญาโท คุณเตชินอดีตสามีของคุณหญิงวารีผู้เป็นที่ปรึกษาลับ ๆ ของบริษัทเคยมาที่นี่ ขอร้องคุณหญิงให้ส่งบุตรชายคนเล็กไปร่ำเรียนปริญญาโทต่อที่ต่างประเทศ ซึ่งตอนนั้นอัยรินจำได้ว่าคุณหญิงมีทีท่าไม่ค่อยเต็มใจนัก ทว่าสุดท้ายก็ตอบรับไป เพราะคุณเตชินออกปากจะให้มาวินกลับมาแทน
ถ้าต้องแลก แน่นอนว่าคุณหญิงวารีย่อมไม่ต้องขบคิดให้เหนื่อยใจ
อัยรินถอนหายใจเมื่อเดินมาถึงหน้าบ้านของตน ตั้งแต่เข้าประถม คุณหญิงวารีก็สร้างบ้านหลังเล็กภายในรั้วบ้านเดียวกันให้เธอ ท่านบอกว่าอยากให้เธอมีบ้านเป็นของตัวเอง จะได้ไม่ต้องคิดว่าอาศัยคนอื่นอยู่ บ้านหลังนี้มีนมแม้นมาอยู่เป็นเพื่อน เนื่องจากวรันย์เป็นชาย แม้มีสถานะเป็นลุงตามกฎหมาย ทว่าก็ไม่ใช่สายเลือดเดียวกัน คุณหญิงห่วงใยกลัวข้อครหาจึงแวะมานอนค้างด้วยแทบทุกคืน ตั้งแต่มาอยู่ในบ้านเลิศวรานนท์จนอายุได้แปดขวบ ไม่มีคืนไหนที่ไม่ได้นอนเคียงข้างผู้มีพระคุณ แต่หลังจากเติบโตมากขึ้น งานของคุณหญิงที่รัดตัวก็ส่งผลให้บางคืนท่านต้องค้างที่ห้องทำงาน หรืออยู่ทำงานที่บริษัทดึกดื่นไม่อาจกลับมานอนบ้านได้ อ้อมกอดของคนข้างกายจึงเปลี่ยนเป็นนมแม้นแทน
อัยรินใช้ชีวิตอย่างสงบเสงี่ยม ไม่ได้ทะนงตนหรือผงาดเหนือใคร เพียงเพราะคุณหญิงหนุนหลัง เด็กหญิงมีสัมมาคารวะ รู้จักเจียมตัว จึงยิ่งเป็นที่รักของคนในบ้าน รวมถึงวาคิน
แม้อีกฝ่ายจะเว้นระยะห่าง เพราะคำสั่งของคุณหญิง ซึ่งอัยรินพอจะเข้าใจได้ว่าท่านห่วงใย นับวันเธอยิ่งเติบใหญ่จะให้ใกล้ชิดกับชายหนุ่มวัยฉกรรจ์บ่อยครั้งอาจก่อให้เกิดความไม่งามได้ เด็กหญิงน้อมรับ ปรับตัว และเชื่อฟังทุกสิ่ง ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ไม่มีเรื่องใดที่ส่งผลให้เด็กหญิง ‘ไม่เต็มใจ’ ทำเท่าเรื่องนี้เลยสักครั้ง
“ทำไมเราต้องไปรับเขาด้วยนะ”
เพียงคิดถึงเรื่องราวที่เขาก่อ แววตา สีหน้าของคุณเตชิน คุณหญิงวารี หรือแม้กระทั่งวาคินยามเอ่ยถึงคนคนนั้น เด็กหญิงก็เบ้ปาก ไม่นึกยินดีที่ต้องแบกหน้าไปต้อนรับคนที่ตนไม่ชอบสักนิด ทว่าก็ไม่อยากขัดผู้มีพระคุณของตน จึงก้มหน้าเลือกสรรเสื้อผ้าให้เรียบร้อยพอสมควรแล้วเดินเงียบ ๆ ออกไปขึ้นรถ
ตอนมาถึงสนามบิน เสียงรอบข้างอึกทึกจนเด็กหญิงที่ชอบความสงบต้องถอนหายใจเบา ๆ เดินตามแผ่นหลังสง่างามของคุณหญิงวารีมาจนถึงด้านใน ด้านหลังมีวรันย์เดินตามมาเงียบ ๆ เช่นเคย วันนี้คนที่มารับ ‘เจ้าชาย’ ของบ้านมีเพียงสามคน เนื่องจากวาคิน และคนของเขาบินไปต่างประเทศตั้งแต่อาทิตย์ก่อนแล้ว วันนั้นตอนเขาจากไป ไม่มีใครสักคนมาส่งถึงที่นี่ มีเพียงเธอที่วิ่งตามท้ายรถต้อย ๆ จนกระทั่งรถแท็กซี่สีเขียวเหลืองแล่นจากไปจึงหยุดยืนมองความว่างเปล่าอยู่นาน มันไม่ยุติธรรมเลย อัยรินเม้มปากพลางน้อยเนื้อต่ำใจแทนพี่ชายของตน
รอจนเกือบสองชั่วโมงคนที่ควรลงจากเครื่องนานแล้วกลับยังไม่โผล่หัวมา เด็กหญิงเอือมระอาจนต้องเม้มปากหลายต่อหลายครั้ง คุณหญิงวารีเองก็มีสีหน้าซีดเซียวลงเรื่อย ๆ แววตาอ่อนแสงลงอย่างเห็นได้ชัด กระทั่งวรันย์ต้องวิ่งไปวิ่งมาตามหาตัวคนคนนั้นอยู่นาน กว่าจะรับรู้ว่าคนที่มารับโผล่หัวตรงไปยังบ้าน ‘วรโชติพงศ์’ ทันที
อัยรินรู้สึกโกรธเป็นครั้งแรก โมโหจนเผลอสบถเบา ๆ อยู่ข้างกายคุณหญิงหลายต่อหลายครั้ง การกระทำที่แสนเลวร้ายของบุตรชายส่งผลให้ท่านถึงกับหลั่งน้ำตา จากที่หงุดหงิดอยู่แล้วคราวนี้คนตัวน้อยถึงกับเดือดดาลเลยทีเดียว กอดกระชับร่างระหงที่สั่นสะท้านเอาไว้แน่น พลางสาปส่งคนใจร้ายคนนั้นจนแทบจะเผาพริกเผาเกลือตามไป!
คุณหญิงวารีกลับมารอบุตรชายคนโตที่บ้านด้วยสภาพดวงตาแดงก่ำ ขอบตาบวมช้ำจากการร้องไห้มาตลอดทาง แม้จะอารมณ์ไม่ดี แต่อัยรินก็ยังคงนั่งกอดปลอบคุณหญิงของเธอไม่ห่างไปไหน คอยจับมือ ซบต้นแขนเสลาด้วยความห่วงใย
หลังจากนั้นอีกหลายชั่วโมง รถแท็กซี่สีชมพูก็แล่นเข้ามาจอด ร่างสูงเดินลงมาจากรถด้วยทีท่าไม่รีบร้อน พอเท้าแตะพื้นเขาก็เพียงเดินเข้ามาในบ้าน ปล่อยให้เด็กรับใช้ขนข้าวขนของลงจากรถ และวรันย์ไปจัดการเรื่องค่าโดยสาร อัยรินเห็นตั้งแต่เขาลงจากรถ ทำท่าทางมาดเท่ ถอดแว่นกันแดดสีชาออกแล้วยืนมองบ้านตัวเองเนิ่นนานจึงขยับก้าวเข้ามาในบ้าน เพียงก้าวเท้าเข้ามาข้างในตัวบ้าน ร่างระหงที่ยังซูบเซียวก็ดูกระฉับกระเฉงขึ้น คุณหญิงวารีผละลุกขึ้นเดินเร็ว ๆ ตรงไปหาบุตรชาย
ทว่าอีกฝ่ายชะงักไปเล็กน้อย สีหน้าที่ราบเรียบค่อยยิ้มบาง ๆ ออกมา หากมองผิวเผินคงคิดว่าเขายินดีที่ได้กลับบ้าน แต่อัยรินซึ่งเดินตามมาทันเห็นแววตาของเขาวาบผ่านบางวาบผ่านบางสิ่งไป มันเป็นแววตาที่มองอย่างไรก็ไม่มีความยินดีอยู่ในนั้นเลย
“วินลูกกลับมาแล้วเหรอ ชื่นใจของแม่” คุณหญิงวารีโถมกายกอดร่างสูงเอาไว้แน่น ทั้งกอดทั้งหอมจนพอใจแล้วจึงผละออก มองสำรวจร่างกายของคนที่แสนคิดถึงอย่างโหยหา ทว่าอีกคนกลับมีทีท่าเย็นชาอย่างชัดเจน
แม้จะเพียงแว็บเดียว แต่อัยรินก็สัมผัสมันได้
พอเขาเริ่มเห็นคนในบ้านทยอยขนของเข้ามา ตามมาด้วยนมแม้น เธอ และวรันย์ที่รั้งท้ายเสมอ สีหน้าที่อึดอัดใจจึงเปลี่ยนแปลง รอยยิ้มอบอุ่นทอประกายเต็มใบหน้า แววตาก็อ่อนโยนขึ้นหลายเท่า
“ผมกลับมาแล้วครับ”
รอยยิ้มแสนดีนั้นเผื่อแผ่มาถึงทุกคน รวมถึงเธอ
เพียงแต่อัยรินไม่ได้ยิ้มตอบเช่นคนอื่น ๆ เพียงขมวดคิ้วมองการกระทำของคนตรงหน้านิ่ง จนวรันย์ที่สังเกตเห็นต้องสะกิด แล้วกระซิบบอกเบา ๆ “ไปสวัสดีคุณวิน”
เด็กหญิงรัก และเคารพผู้มีพระคุณเสมอ ร่างเล็กจึงค่อย ๆ เดินเข้าไปใกล้คุณหญิง มือเรียวจึงหันมารั้งร่างคนตัวน้อยเข้าไปในอ้อมกอด ลูบศีรษะทุยเบา ๆ พลางเอ่ยแนะนำ
“นี่หนูอัยย์ วินจำน้องได้ไหมลูก”
มาวินเหลือบมอง ‘น้อง’ เพียงแว็บเดียวก็เบือนหน้าหนี หากรอยยิ้มยังเต็มดวงหน้า พลางเอ่ย
“จำได้ครับ”
เห็นชัด ๆ ว่าจำไม่ได้!
เด็กหญิงเถียงเข้าในใจ เม้มปาก หากก็ไม่ได้พูดสิ่งใดอีก ทำเพียงพนมมือไหว้ทักทาย ‘พี่ชายคนโต’ เท่านั้น
คุณหญิงวารีใช้เวลาพูดคุยกับบุตรชายอีกไม่นาน เขาก็ขอบอกว่าเหนื่อยล้าจากการเดินทางยาวนาน ขอตัวขึ้นไปพัก
ทุกคนจึงแยกย้าย อัยรินเองก็ไม่คิดจะอยู่ที่บ้านหลังใหญ่ต่อ เด็กหญิงจึงปลีกตัวออกไปที่แปลงผักหลังบ้านอย่างเคย ไปถึงก็ก้มลงพับขากางเกง ถลกแขนเสื้อขึ้นลงมือพรวนดิน ถอนหญ้าบนแปลงผักสวนครัวเงียบ ๆ โดยไม่รู้เลยว่ามีสายตาเย็นชาคู่หนึ่งมองมาตลอด
**** เนื้อหายังมีติดขัดต้องขออภัยนะคะ
ฝากหนูอัยย์กับมาวินด้วยนะคะ
เนื้อหาที่ลงยังไม่มีการปรับแก้ ตรวจคำผิด
อาจมีบางส่วนผิดพลาดต้องขออภัยด้วยนะคะ
ขอบคุณที่ติดตามกันมาตลอด ทุกๆ เรื่องเลยนะคะ
รัก... เอริณ
(ต่อ) ก๊อก ก๊อก ก๊อก เสียงเคาะกระจกตอนเช้ามืดเสียงดังกว่าปกติ มาวินจึงสะดุ้งตื่น เห็นใบหน้าคุ้นตาในความสลัวราง ใบหน้าหล่อเหลาอิดโรยจึงค่อยๆ ระบายยิ้มกว้าง เลื่อนกระจกลงทันที “หนูอัยย์” อัยรินหยัดกายขึ้นยืน ถอนหายใจเบาๆ ก่อนเอ่ย “เข้าไปนอนข้างในเถอะค่ะ” ชายหนุ่มผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าไปนอนในบ้านโดยไม่ทันตั้งตัว เบิกตาโต แต่รอยยิ้มกลับกว้างขึ้นอีก “อะ เอ่อ ให้พี่เข้าไปนอนในบ้านเหรอครับ” เห็นสีหน้าตื่นเต้นดีใจเกินกว่าเหตุก็อยากจะถอนหายใจ
บทที่33 “ฉันก็แค่อยากหาโอกาสได้อยู่กับลูกกับเมีย” ตอนแรกคริสยังนึกสงสัยกับคำพูดเศร้าสร้อยของเจ้านาย ทว่าหลังจากขนกระเป๋าข้าวของขึ้นหลังรถแล้วขับออกมาจากโรงแรมทันที โดยไม่รอให้ถึงเช้า จอดเทียบที่รั้วข้างบ้านของอัยรินอย่างไม่กลัวอีกฝ่ายจะเห็นเช่นเคยอีก หนุ่มนัยน์ตาสีฟ้าจึงค่อยๆ กระจ่างใจ “ก็คือมาขอที่นอนแบบไม่เอ่ยบอก แต่แสดงออกอย่างชัดเจน?” มาวินไม่ได้ตอบ เพียงกระแอมในลำคอ เสหลบสายตาด้วยการเหม่อออกไปนอกกระจกรถ เห็นบ้านหลังน้อยของอัยรินกับลูกอยู่เพียงระยะสายตา จึงถอนหายใจแผ่วเบา คิดถึงอุ้งมือน้อยๆ ของมิลินทรา สายตาเยือกเย็น แต่แฝงเร้นความคุ้นเคยของอัยรินแล้วถอนหายใจซ้ำอีกครั้ง ก่
(ต่อ) “งั้นวันนี้พี่กลับก่อนนะครับ พรุ่งนี้บ่ายๆ พี่เข้ามา จะได้ไม่รบกวนหนูอัยย์” อัยรินพยักหน้าตอบ ใบหน้ายังไม่มีรอยยิ้มแย้มสดใสเช่นวันวาน แต่แววตาไม่กร้าวกระด้างห่างเหินนักแล้ว หากคำตอบก็ยังสั้นกระชับเหมือนเดิม “ค่ะ” มาวินไม่ได้ว่าอะไร เพียงยิ้มกว้างขึ้น หันไปมองใบหน้ากลม เอื้อมมือไปลูบแก้มอิ่มเบาๆ แล้วเอ่ยลาเจ้าตัวน้อยด้วย “วันนี้ปะป๊ากลับก่อนนะครับ พรุ่งนี้ปะป๊ามาหาใหม่” คราวนี้ไม่รู้มิลินทราเข้าใจหรือไม่อีกเช่นเคย แต่เจ้าตัวเล็กก็ลุกจากม้าเด้งดึ๋ง เดินเตาะแตะเข้ามา สวมกอดบิดาเต็มรัก
บทที่32ปะปะของมิลิน ไม่ว่าสุดท้ายในใจของอัยรินจะสะใจหรือประทับใจ หญิงสาวก็ยังคงเดินเข้าบ้าน มองอดีตสามีเตรียมมื้อเย็น ตั้งโต๊ะ ทั้งยังช่วยขนข้าวของที่ซื้อมาจากตลาดเข้าไว้ในตู้เย็นอย่างขมีขมัน หญิงสาวทอดถอนหายใจ ยิ่งมองยิ่งรู้สึกแปลกประหลาด มาวินในฉบับ ‘คนดี’ ดูไม่ค่อยคุ้นเคยอย่างไรก็ไม่รู้ แต่สุดท้ายเธอก็ยังเดินเข้าไปช่วยเขาแกะถุงกับข้าวใส่ถ้วย ตักข้าวจากหม้อใส่จาน รวมถึงเตรียมโต๊ะกินข้าวของมิลินทรา ก่อนหันไปบอกคริสให้พาลูกสาวมานั่งรอ “คุณคริสพามิลินมานั่งรอก่อนนะคะ” กล่าวพลางกางโต๊ะญี่ปุ่นขนาดใหญ่ พลางเดินกลับเข้าครัวไปยกกับข้าวออกมาวาง คริสเห็นสองคน ‘สามีภรรยา’ ช่วยกันคนละไม้คนละมือ
(ต่อ) “กลับมาแล้วเหรอ” อัยรินพยักหน้าตอบ ก่อนหันไปมองบุตรสาว จากนั้นเหลือบมองเจ้าสี่ขาที่กำลังนั่งนิ่งข้างขาของมาวิน เห็นชัดว่าชายหนุ่มทำหน้าที่บิดาได้ดีพอสมควร นอกจากจะปลอบลูกได้ ยังทำให้เจ้ามอมแมมเชื่อฟังได้อีกด้วย หากแต่หญิงสาวไม่ได้เอ่ยความคิดในใจ เพียงเหลือบตาขึ้นมองอดีตสามี เห็นเขายังอุ้มลูกอยู่คาอกก็นึกรู้ว่าน่าจะใกล้ได้เวลากินข้าวเย็นของลูกสาวก็เลยถือโอกาสออกไปซื้อกับข้าวอีกครั้ง “ถ้ามิลินไม่งอแงแล้ว ฉันขอออกไปซื้อกับข้าวหน่อยนะคะ” มาวินชะงัก เม้มปากเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ยังพยักหน้าตกลง “ได้” ครุ่นคิดอีกครู่ใหญ่จึงอ้อมแอ้มเอ่ยถามออกไปเสียงเบา “เอ่อ พะ พี่ขอฝากท้องไว้อีกสักคนสองคนได้ไหมครับ” &nbs
บทที่31 มาวินไม่รู้หรอกว่าในอนาคตสถานะของเขาจะเป็นเช่นไร หากแต่วันนี้เขารู้เพียงว่าต้องทำทุกอย่างให้ดีที่สุด มีสติที่สุด และจะไม่ยอมให้ตัวเองทำร้ายอัยรินกับลูกอีก ดังนั้นเมื่อได้ยินว่าอัยรินต้องการออกไปดูร้านกาแฟเล็กๆ ของเธอ โดยจะให้เขากับคริสอยู่ดูแลลูกจนกว่าจะตื่น มาวินจึงทำได้เพียงพยักหน้ารับพร้อมกลืนน้ำลายลงคอ กระนั้นตอนที่หญิงสาวกำลังจะขับรถจักรยานยนต์คู่ใจของเธอออกไป เขาก็ยังเผลอเอ่ยปากรั้งเอาไว้เสียงเบา “หนะ หนูอัยย์” อัยรินชะงัก ผินหน้ากลับมาพร้อมถอนหายใจตอบ “เดี๋ยวก็กลับค่ะ ถ้าลูกตื่นก็พาเล่นหรืออาบน้ำก็ได้ค่ะ จะได้สดชื่น” กล่าวจบก็ควบขี่จักรยานยนต์ขาวแดงคันนั้นจากไปทันที มาวินกับคริสยืนมองส่งจนเงาหลังร่างบอบบางลับสายตาจึงหันกลับมาสบตากัน
บทที่22รอยร้าว“หรือคุณอัยย์จะท้อง!”
บทที่14ตั้งสติ“คุณ… ทำบ้าอะไร!”
(ต่อ)“พี่กลอยเป็นคนดี” อัยรินบอกอย่างสัตย์จริง ตั้งแต่ได้รับรู้ความยากลำบากของพี่สาวคนนั้น ชีวิตในวันวานของเธอกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปทันที เมื่อสมัยเด็กเธอท
บทที่9วิวาห์ล่ม“ขอโทษ…”โน้ตสั้นๆ ที่บรรจงเขียนด้วยลายมือถูกวางลงบนชุดเจ้าบ่าวบนเตียง







