ท้องฟ้าเหนือเมืองจือปั๋วเริ่มเปลี่ยนจากสีส้มแสดเป็นสีน้ำเงินเข้มของยามพลบค่ำ แสงไฟจากหลอดไส้ตามบ้านเรือนเริ่มติดขึ้นทีละดวง สร้างบรรยากาศที่ดูอบอุ่นสำหรับคนที่มีครอบครัวรอคอย แต่สำหรับซู่ชิง แสงไฟเหล่านั้นกลับตอกย้ำความโดดเดี่ยวและความหนาวเหน็บของโลกใบนี้ เธอเดินกลับมาถึงห้องเช่าซอมซ่อด้วยหัวใจที่เต้นรัวแรง ไม่ใช่เพราะความเหนื่อยจากการเดินเท้า แต่เป็นเพราะความตื่นเต้นระคนหวาดหวั่นกับการตัดสินใจครั้งใหญ่ที่เพิ่งก่อตัวขึ้นในสมอง
ซู่ชิงไขกุญแจห้องอย่างแผ่วเบา พบว่าอาอวี๋ยังคงนอนหลับปุ๋ยอยู่บนเตียง ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอของลูกสาวเปรียบเสมือนเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจเดียวที่ทำให้เธอยังยืนหยัดอยู่ได้ เธอทรุดตัวลงนั่งข้างเตียง มองดูใบหน้ามอมแมมของลูก แล้วหันไปมองห่อผ้าที่ซ่อนอยู่ใต้หมอน
มือที่สั่นเทาเล็กน้อยเอื้อมไปหยิบห่อผ้านั้นออกมา เธอค่อยๆ คลี่มันออก เผยให้เห็นธนบัตรใบละ 10 หยวน จำนวน 9 ใบที่เหลืออยู่ และเศษเหรียญอีกเล็กน้อย รวมแล้วประมาณ 90 กว่าหยวน นี่คือสมบัติชิ้นสุดท้าย คือเกราะป้องกันชั้นสุดท้ายระหว่างพวกเธอกับความอดอยาก หากเงินก้อนนี้หมดไปโดยไม่มีผลตอบแทนกลับมา นั่นหมายถึงหายนะที่ไม่อาจประเมินค่าได้
"การเป็นลูกจ้าง... ไม่มีทางรอด" ซู่ชิงพึมพำกับตัวเอง ทบทวนบทเรียนราคาแพงที่ได้รับมาตลอดทั้งวัน การถูกปฏิเสธ การถูกดูถูกเหยียดหยาม และค่าแรงที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ไม่เพียงพอที่จะสร้างอนาคตให้อาอวี๋ได้ การรอคอยความเมตตาจากนายจ้างในยุคนี้เป็นเรื่องเสียเวลาเปล่า
ในฐานะอดีตนักวิจัยระดับหัวกะทิ เธอรู้ดีว่าความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุด คือการไม่ยอมเสี่ยงอะไรเลย โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่หลังพิงฝาเช่นนี้ เธอต้องเปลี่ยนสถานะจากผู้ถูกเลือกให้กลายเป็นผู้เลือก และหนทางเดียวที่จะทำได้คือการเป็นผู้ประกอบการ
ซู่ชิงสูดลมหายใจลึก กัดริมฝีปากจนเจ็บเพื่อเรียกสติ เธอแบ่งเงิน 50 หยวนออกมา... ครึ่งหนึ่งของชีวิตที่เหลืออยู่ เธอจะใช้มันเป็นเงินทุนตั้งต้นส่วนที่เหลือเก็บไว้เป็นค่าเช่าห้องและค่าอาหารเผื่อฉุกเฉิน
"แม่ขอโทษนะอาอวี๋ ที่ต้องเอาเงินค่าข้าวหนูไปเสี่ยง..." เธอลูบหัวลูกสาวเบาๆ แววตาเปลี่ยนจากความลังเลเป็นความเด็ดเดี่ยว
"แต่ถ้าแม่ชนะ... หนูจะได้กินอิ่มไปตลอดชีวิต"
ซู่ชิงลุกขึ้นยืน เก็บเงินส่วนที่เหลือไว้ที่เดิม และกำเงิน 50 หยวนไว้ในมือแน่นจนชื้นเหงื่อ เธอห่มผ้าให้ลูก ล็อกประตูห้องอย่างแน่นหนาอีกครั้ง แล้วก้าวเท้าออกจากห้องไปสู่ความมืดมิดของค่ำคืน เพื่อตามหาวัตถุดิบแห่งความหวัง
การหาซื้อเคมีภัณฑ์ในปี 1985 ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนการเดินเข้าซูเปอร์มาร์เก็ตในโลกอนาคต ในยุคที่เศรษฐกิจจีนเพิ่งเริ่มเปิดกว้าง ร้านค้าส่วนใหญ่ยังคงเป็นของรัฐวิสาหกิจหรือสหกรณ์ ซึ่งมักจะขายสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐานเสียมากกว่า ร้านขายสารเคมีเฉพาะทางมักจะตั้งอยู่ในเขตอุตสาหกรรมและขายส่งให้กับโรงงานใหญ่ๆ เท่านั้น ไม่ค่อยต้อนรับลูกค้าปลีกรายย่อย
ซู่ชิงเดินลัดเลาะไปตามถนนสายรอง อาศัยความทรงจำเลือนรางของเจ้าของร่างเดิมและสัญชาตญาณในการสำรวจ เธอเดินผ่านร้านขายอุปกรณ์ก่อสร้าง ร้านขายยาแผนโบราณ และร้านรับซื้อของเก่า สอบถามเส้นทางจากคนถีบสามล้อบ้าง คนกวาดถนนบ้าง จนกระทั่งได้รับคำชี้แนะให้ไปที่ตรอกหลังตลาดค้าส่งวัตถุดิบ
บรรยากาศในตรอกนั้นเงียบเชียบและวังเวง กลิ่นฉุนของกำมะถันและสารระเหยบางอย่างลอยมาแตะจมูก ซู่ชิงเดินตามกลิ่นนั้นไปจนพบกับร้านค้าตึกแถวชั้นเดียวสภาพเก่าคร่ำครึ ป้ายหน้าร้านเขียนด้วยสีน้ำมันที่ลอกร่อนว่า "ร้านเคมีภัณฑ์ตระกูลหลิว"
หน้าร้านเต็มไปด้วยถังพลาสติกสีน้ำเงินและปี๊บเหล็กสนิมเขรอะวางระเกะระกะ แสงไฟนีออนสีขาวขุ่นกระพริบติดๆ ดับๆ สร้างบรรยากาศที่ดูไม่น่าไว้วางใจ แต่สำหรับซู่ชิง นี่คือถ้ำสมบัติที่เธอกำลังตามหา
เธอผลักประตูไม้บานเฟี้ยมเข้าไป เสียงกระดิ่งลมที่แขวนอยู่ดังกุ๊งกริ๊ง ภายในร้านอบอวลไปด้วยกลิ่นสารเคมีนานาชนิดตีกันมั่วไปหมด ทั้งกลิ่นกรด กลิ่นด่าง และกลิ่นน้ำมันหอมระเหยฉุนกึก ชั้นวางของไม้สูงจรดเพดานอัดแน่นไปด้วยขวดแก้วสีชา ถุงกระสอบ และกระป๋องสารพัดชนิดที่มีฉลากภาษาจีนเขียนด้วยลายมือหวัดๆ
ซู่ชิงกวาดตามองไปรอบๆ ร้านด้วยสายตาเป็นประกายของนักเคมีที่ได้กลับมาอยู่ในถิ่นที่คุ้นเคย สมองของเธอเริ่มประมวลผลสูตรการผลิตอีกครั้งอย่างรวดเร็ว เพื่อปรับให้เข้ากับวัตถุดิบที่หาได้จริงตรงหน้า
เธอต้องการทำครีมล้างมือช่างสูตรประหยัด ซึ่งมีกลไกการทำงานคือ ใช้สบู่เป็นตัวทำความสะอาดพื้นฐาน ผสมกับตัวทำละลายไขมัน และตัวขัดหยาบเพื่อขจัดคราบฝังลึก
เธอเดินตรงไปที่เคาน์เตอร์ไม้เก่าๆ ที่มีตาแป๊ะเจ้าของร้านนั่งสัปหงกอยู่ แล้วเริ่มสั่งของด้วยน้ำเสียงฉะฉานและมั่นใจ
"เถ้าแก่คะ... ฉันต้องการของตามนี้ค่ะ"
โซดาไฟเกล็ดสีขาวขุ่นในขวดโหลแก้ว นี่คือหัวใจสำคัญของการทำสบู่ ซู่ชิงรู้ดีว่าโซดาไฟมีฤทธิ์กัดกร่อนรุนแรงและอันตรายมากหากใช้ไม่ถูกวิธี แต่ถ้าคำนวณอัตราส่วนกับไขมันได้แม่นยำ มันจะเปลี่ยนเป็นสบู่ที่ทำความสะอาดได้ล้ำลึก เธอสั่งมา 1 กิโลกรัม
ไขมันสัตว์เกรดต่ำ ในยุคที่น้ำมันพืชแพงและหายาก ไขมันวัวหรือไขมันหมูเกรดอุตสาหกรรมที่โรงฆ่าสัตว์คัดทิ้งคืองานสวรรค์ของนักเคมีทุนน้อย มันมีกรดไขมันสูง เหมาะแก่การทำสบู่ถูตัวช่างที่ต้องการความแรงในการชะล้าง เธอชี้ไปที่ถังไขมันสีเหลืองขุ่นที่ตั้งอยู่มุมห้อง
"เอาไขมันนั่น 5 กิโลค่ะ"
ทรายละเอียด แม้ในใจเธออยากได้ขี้เลื่อยไม้เพราะอ่อนโยนต่อมือมากกว่า แต่ร้านเคมีภัณฑ์แห่งนี้ไม่มีขี้เลื่อยขาย และการไปหาที่โรงเลื่อยตอนนี้ก็มืดเกินไป ทรายละเอียดคือสารขัดถู ทางเลือกที่มีประสิทธิภาพสูงในการขูดลอกคราบน้ำมันเครื่องและจารบีที่แข็งตัวออกจากร่องผิวหนัง แม้จะสากมือหน่อยแต่ช่างซ่อมรถมักชอบความรู้สึกที่เกาถึงที่คันแบบนี้ เธอสั่งทรายซิลิกาเกรดละเอียดพิเศษ 1 กระสอบเล็ก
กลิ่นมะนาวสังเคราะห์ กลิ่นคาวของไขมันสัตว์คือศัตรูตัวฉกาจ หากไม่กลบกลิ่น สินค้าจะขายไม่ออก กลิ่นมะนาวคือตัวเลือกที่ดีที่สุด เพราะให้ความรู้สึกสะอาดและสดชื่น ตัดกับความสกปรกของงานช่าง อีกทั้งสาร Citral ในกลิ่นมะนาวยังช่วยละลายไขมันได้เล็กน้อยด้วย เธอสั่งหัวเชื้อน้ำหอมขวดเล็กที่สุดเท่าที่จะขาย
เถ้าแก่หลิว ชายชราผมขาวโพลนในชุดเสื้อกล้ามสีขาวและกางเกงแพร ลืมตาตื่นขึ้นมามองลูกค้าสาวแปลกหน้าด้วยความงุนงง เขาขยับแว่นสายตาที่ปลายจมูก มองดูรายการของที่ซู่ชิงสั่ง แล้วขมวดคิ้วมุ่นจนหน้าผากย่น
รายการของเหล่านี้มันดู... ไม่เข้ากันเลยสำหรับแม่บ้านธรรมดา โซดาไฟที่มีฤทธิ์กัดกร่อน ไขมันสัตว์เหม็นๆ ทราย และน้ำหอม?
"นังหนู..." เถ้าแก่หลิวเอ่ยถามเสียงแหบพร่า สายตามองสำรวจซู่ชิงอย่างระแวดระวัง
"เอ็งจะเอาของพวกนี้ไปทำอะไร? โซดาไฟนี่มันอันตรายนะ ผสมผิดสูตรระเบิดตู้มต้ามหรือหน้าแหกได้เลยนะ"
ในยุคนั้น ความกังวลเรื่องความมั่นคงและการก่อวินาศกรรมยังมีอยู่ การซื้อสารเคมีแปลกๆ อาจถูกมองว่านำไปทำวัตถุระเบิดหรืออาวุธ
ซู่ชิงรู้ทันความคิดของเถ้าแก่ เธอไม่ได้แสดงท่าทีตื่นตระหนก แต่กลับส่งรอยยิ้มหวานหยดย้อยที่แฝงไปด้วยความชาญฉลาดไปให้
"เถ้าแก่ช่างสังเกตจังเลยนะคะ" ซู่ชิงตอบกลับอย่างใจเย็น เธอแสร้งทำท่าทางกระซิบกระซาบเล็กน้อยเพื่อลดความตึงเครียด
"ฉันไม่ได้จะเอาไปทำระเบิดหรอกค่ะ... ระเบิดมันทำลายข้าวของ แต่สิ่งที่ฉันจะทำ... มันคือตัวทำเงินต่างหาก"
"ทำเงิน?" เถ้าแก่เลิกคิ้วสูง
"ขายสบู่รึ? สมัยนี้สบู่ก้อนโรงงานรัฐบาลขายกันเกร่อ เอ็งจะไปสู้เขาไหวรึ?"
"ไม่ใช่สบู่ธรรมดาค่ะเถ้าแก่... แต่เป็นของที่คนกลุ่มหนึ่งขาดไม่ได้ และยังไม่มีใครทำขาย" ซู่ชิงตอบด้วยแววตาเป็นประกายวาวโรจน์
"เถ้าแก่ขายให้ฉันเถอะค่ะ ถ้าฉันรวยเมื่อไหร่ ฉันจะมาเป็นลูกค้าประจำร้านเถ้าแก่เลย สัญญาว่าจะซื้อทีละเป็นตันๆ"
คำพูดที่ดูเกินตัวแต่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจของหญิงสาวมอมแมมตรงหน้า ทำให้เถ้าแก่หลิวชะงักไปครู่หนึ่ง เขามองเห็นไฟบางอย่างในดวงตาคู่นั้น... ไฟแห่งความทะเยอทะยานที่เขาไม่ได้เห็นในตัวคนหนุ่มสาวมานานแล้ว
"เฮอะ... ปากเก่งจริงนะแม่คุณ" เถ้าแก่หัวเราะในลำคอ
"เอ้าๆ เอาไป ขายให้ก็ได้ แต่ระวังตัวด้วยล่ะ โซดาไฟมันกัดมือเปื่อยนะ"
การคิดเงินเป็นช่วงเวลาที่บีบหัวใจที่สุด เถ้าแก่ดีดลูกคิดรางไม้เสียงดัง แกรก... แกรก... อย่างคล่องแคล่ว ซู่ชิงมองตามนิ้วมือของเขาด้วยใจระทึก
"ทั้งหมด 48 หยวน 5 เหมา" เถ้าแก่ประกาศราคา
ซู่ชิงกลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก 48.5 หยวน... เกือบครึ่งหนึ่งของทรัพย์สินทั้งหมดที่เธอมี เกือบเท่ากับเงินเดือนคนงานทั้งเดือนครึ่ง เธอล้วงเงินออกมานับด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อย พยายามควบคุมไม่ให้เถ้าแก่เห็นความกังวล
เมื่อจ่ายเงินเสร็จ เธอก็ได้รับของทั้งหมดมา แกลลอนโซดาไฟ ถุงไขมันที่เริ่มส่งกลิ่นหืนนิดๆ กระสอบทราย และขวดน้ำหอม ทั้งหมดนี้มีน้ำหนักรวมกันเกือบ 10 กิโลกรัม
ซู่ชิงแบกถุงไขมันและกระสอบทรายขึ้นพาดบ่า หิ้วแกลลอนโซดาไฟด้วยมืออีกข้าง น้ำหนักของมันกดทับลงบนไหล่ที่บอบบางจนเธอเซไปเล็กน้อย แต่เธอกัดฟันทรงตัวยืนหยัดขึ้นมา
"ขอบคุณค่ะเถ้าแก่" เธอกล่าวลาแล้วเดินออกจากร้าน
ระยะทางกลับบ้านพักดูเหมือนจะยาวไกลกว่าตอนขามาเป็นสิบเท่า แขนของเธอปวดร้าว ขาเริ่มล้าจนสั่น แต่ซู่ชิงไม่ยอมวางของพักแม้แต่ครั้งเดียว ทุกย่างก้าวที่เดินไปข้างหน้าคือการแบกรับอนาคตของเธอกับลูก
ระหว่างทางที่เดินผ่านความมืด ลมหนาวพัดกรรโชกแรง ซู่ชิงกอดสัมภาระแน่นขึ้น น้ำตาซึมออกมาที่หางตาไม่ใช่เพราะความหนัก แต่เพราะความกลัวลึกๆ ในใจ
ถ้าฉันพลาด... ถ้าสูตรนี้ล้มเหลว... เงินก้อนนี้จะกลายเป็นศูนย์ และเราอาจจะไม่มีข้าวกิน
แต่เมื่อภาพใบหน้าของอาอวี๋ที่กำลังเคี้ยวซาลาเปาอย่างมีความสุขลอยเข้ามาในหัว ความกลัวก็ถูกแทนที่ด้วยความมุ่งมั่น ซู่ชิงเงยหน้ามองดวงจันทร์บนท้องฟ้า สูดลมหายใจลึก
"ไม่มีคำว่าพลาด..." เธอกัดฟันกระซิบกับสายลม
"ฉันคือนักเคมีอัจฉริยะ ฉันคือเหวินซู่ชิง... คืนนี้ ห้องเช่ารูหนูนั้น จะกลายเป็นโรงงานผลิตทองคำ!"
เธอก้าวเท้าต่อไปอย่างมั่นคง ท่ามกลางราตรีที่มืดมิด แสงสว่างจากความหวังในใจของเธอกำลังลุกโชนนำทางกลับบ้าน