ราตรีกาลเข้าปกคลุมย่านสลัมเมืองจือปั๋วอย่างสมบูรณ์ ความเงียบสงัดภายนอกถูกแทนที่ด้วยเสียงแมลงกลางคืนและเสียงลมหวีดหวิวที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างผุพัง แต่ภายในห้องเช่าหมายเลข 204 บนชั้นสองของตึกแถวเก่าคร่ำครึ แสงสว่างจากตะเกียงน้ำมันดวงเล็กยังคงลุกโชน ขับไล่ความมืดและเป็นสักขีพยานในการกำเนิดของสิ่งที่ยิ่งใหญ่
ซู่ชิงยืนเท้าสะเอวอยู่กลางห้อง สายตาคมกริบของเธอกวาดมองไปที่มุมห้องด้านขวาซึ่งถูกจัดให้เป็นโซนทำอาหาร หรือจะเรียกให้ถูกคือ "ซอกหลืบที่มีเตาอั้งโล่เก่าๆ วางอยู่" พื้นบริเวณนั้นดำเมี่ยมไปด้วยคราบเขม่าสะสมจากผู้เช่าคนก่อนๆ ผนังมีรอยคราบน้ำมันกระเด็นเป็นดวงๆ ดูสกปรกและไม่ถูกสุขลักษณะ
สำหรับคนทั่วไป นี่คือครัวที่น่ารังเกียจ แต่สำหรับซู่ชิง นี่คือห้องปฏิบัติการเคมีแห่งแรกของเธอ
"เอาล่ะ... ก่อนจะสร้างสิ่งมหัศจรรย์ เราต้องเคลียร์พื้นที่กันก่อน" เธอพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น
ซู่ชิงถลกแขนเสื้อเชิ้ตขึ้นจนถึงข้อศอก เผยให้เห็นแขนผอมแห้งแต่มีมัดกล้ามเนื้อเล็กๆ จากการตรากตรำทำงาน เธอเริ่มลงมือทำความสะอาดพื้นที่นั้นอย่างบ้าคลั่ง เธอใช้มีดสั้นเก่าๆ ขูดคราบเขม่าหนาเตอะออกจากผนังและพื้น เศษผงสีดำร่วงกราวลงมา กองพะเนินเหมือนภูเขาไฟลูกย่อมๆ จากนั้นเธอใช้ผ้าขี้ริ้วชุบน้ำบิดหมาดเช็ดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนพื้นปูนซีเมนต์หยาบๆ เริ่มเผยสีเทาที่แท้จริงออกมา
อุปกรณ์ชิ้นสำคัญที่สุดในการทดลองครั้งนี้คือหม้อ ซู่ชิงหยิบหม้อเหล็กหล่อก้นดำปี๋ที่เจ้าของห้องทิ้งไว้ขึ้นมาพิจารณา ภายในมีคราบอาหารไหม้แห้งกรังติดแน่น เธอต้องใช้ทรายหยาบผสมน้ำขัดถูอยู่นานนับชั่วโมง แรงเสียดสี ระหว่างเม็ดทรายกับโลหะช่วยกะเทาะคราบคาร์บอนที่ยึดเกาะแน่นให้หลุดออก จนกระทั่งก้นหม้อด้านในเริ่มส่งประกายเงาวับของโลหะบริสุทธิ์
"ความสะอาดคือหัวใจของปฏิกิริยาเคมี" ซู่ชิงสอนตัวเอง การปนเปื้อนเพียงเล็กน้อยจากเศษอาหารเก่า อาจทำให้กระบวนการผิดเพี้ยน หรือทำให้ผลิตภัณฑ์เน่าเสียได้ง่าย
เมื่ออุปกรณ์พร้อม เชื้อเพลิงก็ต้องพร้อม ซู่ชิงจัดเรียงฟืนไม้และถ่านหินก้อนเล็กๆ ลงในเตาอั้งโล่อย่างเป็นระเบียบ เธอใช้วิธีการเรียงแบบกระโจมเพื่อให้อากาศไหลเวียนได้ดีที่สุด ซึ่งจะช่วยเร่งอุณหภูมิให้สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เธอจุดไฟด้วยไม้ขีดก้านสุดท้ายที่มี เปลวไฟสีส้มเริ่มเลียเล็มกิ่งไม้แห้ง ส่งเสียงแตกปะทุเบาๆ ราวกับเสียงปรบมือต้อนรับการเริ่มต้น
เมื่อไฟในเตาเริ่มติดดีแล้ว ซู่ชิงวางหม้อเหล็กที่ขัดจนสะอาดลงบนเตา ความร้อนเริ่มแผ่ซ่านผ่านก้นหม้อ เธอแกะถุงไขมันสัตว์เกรดต่ำที่ซื้อมาเทลงไป ก้อนไขมันสีเหลืองขุ่นที่มีเศษเนื้อเยื่อติดอยู่บ้างเริ่มสัมผัสกับความร้อน
ฉ่า...
เสียงไขมันละลายดังขึ้นพร้อมกับควันสีขาวจางๆ กลิ่นเหม็นหืนอันเป็นเอกลักษณ์ของไขมันสัตว์ที่เริ่มเสื่อมสภาพลอยฟุ้งขึ้นมาทันที มันเป็นกลิ่นที่ชวนคลื่นไส้ ผสมผสานระหว่างกลิ่นคาวเลือดจางๆ และกลิ่นสาบสาง ซู่ชิงต้องรีบเดินไปเปิดหน้าต่างบานเล็กให้กว้างที่สุด เพื่อระบายอากาศ แม้จะกลัวว่ากลิ่นจะไปรบกวนห้องข้างเคียง แต่ถ้าไม่เปิด เธอและลูกอาจจะสำลักควันตายก่อนรวย
"เหม็นหน่อยนะลูก... แต่นี่คือกลิ่นของเงิน" ซู่ชิงหันไปบอกอาอวี๋ที่เอามือปิดจมูกทำหน้าหยี
ซู่ชิงรอจนไขมันละลายกลายเป็นของเหลวใสสีทองทั้งหมด เธอใช้กระบวยไม้ตักเศษกากเนื้อเยื่อที่ลอยฟูฟ่องออกจนหมด เหลือเพียงน้ำมันล้วนๆ ขั้นตอนต่อไปคือช่วงเวลาที่อันตรายและสำคัญที่สุด
เธอหยิบแกลลอนพลาสติกที่บรรจุน้ำเปล่าเตรียมไว้ แล้วค่อยๆ เทเกล็ดโซดาไฟลงไปในน้ำอย่างระมัดระวัง
กฎเหล็กทางเคมี ต้องเทโซดาไฟลงในน้ำเสมอ ห้ามเทน้ำลงในโซดาไฟเด็ดขาด! เพราะปฏิกิริยาการละลายของโซดาไฟเป็นแบบคายความร้อนอย่างรุนแรง หากเทน้ำใส่โซดาไฟ น้ำอาจเดือดพล่านและกระเด็นใส่หน้าจนตาบอดได้
ทันทีที่เกล็ดสีขาวสัมผัสกับน้ำ เสียงฟู่เบาๆ ก็ดังขึ้น อุณหภูมิของน้ำพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนแก้วพลาสติกที่ใส่เริ่มอุ่นจัด ไอกรดจางๆ ลอยขึ้นมา ซู่ชิงกลั้นหายใจ หันหน้าหนีเล็กน้อยเพื่อหลีกเลี่ยงการสูดดมไอระเหย เธอคนสารละลายด่างให้เข้ากันจนใสแจ๋ว
เมื่อทั้งน้ำมันและน้ำด่างมีอุณหภูมิที่เหมาะสม ซู่ชิงก็เริ่มกระบวนการ เธอค่อยๆ เทน้ำด่างลงไปในหม้อน้ำมันเป็นสายเล็กๆ มืออีกข้างกวนส่วนผสมอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ในระดับโมเลกุล พันธะเอสเทอร์ของไตรกลีเซอไรด์ในไขมันสัตว์กำลังถูกโซดาไฟโจมตีและตัดขาด แยกออกเป็นกลีเซอรอลและเกลือของกรดไขมันหรือที่เราเรียกว่าสบู่
เนื้อของเหลวในหม้อเริ่มเปลี่ยนสภาพ จากน้ำมันใสๆ เริ่มขุ่นมัวและข้นหนืดขึ้นเรื่อยๆ สีเริ่มเปลี่ยนจากเหลืองทองเป็นสีครีมขุ่น เหมือนน้ำนมข้นหวานที่กำลังเดือดปุดๆ
"อาอวี๋... มาช่วยแม่หน่อยลูก" ซู่ชิงร้องเรียกเบาๆ
เด็กน้อยที่นั่งมองตาแป๋วอยู่ที่มุมเตียง รีบกระโดดลงมาวิ่งดุ๊กดิ๊กมาหาแม่ด้วยความกระตือรือร้น อาอวี๋ในวัย 4 ขวบ แม้จะยังไม่เข้าใจวิทยาศาสตร์ซับซ้อน แต่เธอรู้ว่าแม่กำลังทำเรื่องสำคัญมาก
"หนูช่วยได้เหรอคะแม่?" อาอวี๋ถามเสียงใส ดวงตาสะท้อนแสงไฟในเตาวิบวับ
"ได้สิคะ หนูคือผู้ช่วยคนเก่งของแม่นะ" ซู่ชิงยิ้มอ่อนโยน เธอส่งพัดสานไม้ไผ่เก่าๆ ให้ลูกสาว
"หน้าที่ของหนูคือผู้คุมไฟ หนูต้องคอยดูถ่านในเตา ถ้าไฟมันเริ่มมอด หนูต้องพัดให้มันแดงวาบขึ้นมา แต่ถ้าไฟแรงเกินไปจนหม้อจะไหม้ หนูต้องบอกแม่... ทำได้ไหมคะ?"
"ทำได้ค่ะ!" อาอวี๋รับพัดมาถือไว้เหมือนได้รับดาบศักดิ์สิทธิ์ เธอนั่งยองๆ ลงหน้าเตา จ้องมองถ่านหินสีแดงฉานอย่างตั้งใจ มือเล็กๆ เริ่มขยับพัดอย่างขะมักเขม้น
"เบาๆ หน่อยลูก เดี๋ยวขี้เถ้าฟุ้งลงหม้อ" ซู่ชิงเตือน
อาอวี๋รีบปรับจังหวะการพัดให้ช้าลงตามคำสั่ง
"แบบนี้ใช่ไหมคะ?"
"เก่งมากจ้ะ"
ภาพของสองแม่ลูกในครัวเล็กๆ ใต้แสงตะเกียงสลัว เป็นภาพที่ดูอบอุ่นและทรงพลัง ซู่ชิงกวนหม้อสบู่เหงื่อไหลไคลย้อย ส่วนลูกสาวตัวน้อยก็นั่งเฝ้าไฟด้วยความรับผิดชอบเกินวัย มันไม่ใช่แค่การทำสบู่ แต่มันคือการร่วมทุกข์ร่วมสุขและการสร้างรากฐานครอบครัวใหม่ที่แข็งแกร่งกว่าเดิม
ซู่ชิงมองลูกสาวแล้วรู้สึกตื้นตันใจ อาอวี๋ไม่ได้บ่นเหม็น ไม่ได้ร้องงอแงจะนอน แต่กลับพยายามช่วยแม่สุดความสามารถ นี่คือกำลังใจที่ดีที่สุดที่ทำให้ซู่ชิงมีแรงกวนส่วนผสมหนืดๆ ต่อไปโดยไม่หยุดพัก
เวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง ส่วนผสมในหม้อเริ่มเข้าสู่ระยะที่เรียกว่าเทรซ คือระยะที่เนื้อสบู่ข้นหนืดคล้ายคัสตาร์ดหรือนมข้นหวาน เมื่อยกไม้พายขึ้น หยดสบู่ที่ตกลงมาจะทิ้งร่องรอยนูนอยู่บนผิวหน้าสักพักก่อนจะจมลง นี่คือสัญญาณว่าปฏิกิริยาเคมีดำเนินไปได้ด้วยดีและน้ำมันกับน้ำด่างรวมตัวกันสมบูรณ์แล้ว
"ถึงเวลาใส่ส่วนผสมลับแล้ว" ซู่ชิงพึมพำ
เธอเอื้อมมือไปหยิบกระสอบทรายละเอียดที่เตรียมไว้ ทรายซิลิกานี้จะทำหน้าที่เป็นเม็ดสครับธรรมชาติ ความแข็งและความสากของเม็ดทรายจะช่วยเพิ่มแรงเสียดทานเชิงกล เมื่อนำไปถูมือ ช่วยขัดลอกคราบน้ำมันเครื่องที่ฝังลึกในร่องผิวหนังและเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกได้อย่างหมดจด ซึ่งสบู่ธรรมดาทำไม่ได้
เธอค่อยๆ โรยทรายลงไปในหม้อทีละกำมือ มืออีกข้างกวนผสมอย่างรวดเร็วเพื่อให้เม็ดทรายกระจายตัวสม่ำเสมอ ไม่จับตัวเป็นก้อนก้นหม้อ เนื้อครีมเริ่มเปลี่ยนสัมผัส จากเนียนนุ่มกลายเป็นสากๆ เหมือนโคลนพอกหน้า
เมื่อใส่ทรายจนได้สัดส่วนที่พอเหมาะ ซู่ชิงก็ปิดท้ายด้วยกลิ่นมะนาวสังเคราะห์
ทันทีที่หยดหัวเชื้อน้ำหอมลงไป กลิ่นฉุนกึกของไขมันสัตว์ที่อบอวลอยู่ในห้องก็ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นหอมสดชื่นแหลมคมของซิตรัส แม้จะเป็นกลิ่นสังเคราะห์ที่ดูราคาถูกในสายตานักปรุงน้ำหอม แต่มันคือกลิ่นแห่งความสะอาดที่ทรงพลังที่สุดในการกลบกลิ่นคาว
ซู่ชิงกวนต่ออีกสักพักเพื่อให้กลิ่นกระจายตัวทั่วถึง เนื้อครีมตอนนี้มีสีเหลืองนวลสวยงาม มีเม็ดทรายเล็กๆ แทรกอยู่ทั่วอณู ส่งกลิ่นหอมมะนาวชื่นใจ
"เสร็จแล้ว..." ซู่ชิงยกหม้อลงจากเตา วางพักไว้บนพื้นให้เย็นตัวลงเล็กน้อย
ซู่ชิงเตรียมภาชนะบรรจุไว้แล้ว มันคือกระปุกพลาสติกเก่าๆ และกระป๋องนมข้นหวานที่เธอไปขอเก็บมาจากกองขยะหลังร้านกาแฟเมื่อตอนเย็น แล้วนำมาล้างทำความสะอาดอย่างดี เธอตักเนื้อครีมล้างมือที่เริ่มอุ่นๆ ใส่ลงในกระปุกเหล่านั้นอย่างประณีต ได้ประมาณ 10 กระปุกใหญ่
เธอต้องรอ... รอให้ปฏิกิริยาเคมีเสร็จสมบูรณ์และอุณหภูมิลดลงจนเหลืออุณหภูมิห้อง ช่วงเวลานี้ช่างยาวนานเหมือนชั่วกัปชั่วกัลป์ ซู่ชิงและอาอวี๋นั่งจ้องมองกระปุกครีมเหล่านั้นราวกับมันเป็นสมบัติล้ำค่า
เมื่อเวลาผ่านไป เนื้อครีมเริ่มเซตตัวแข็งขึ้นเล็กน้อย กลายเป็นเนื้อครีมกึ่งแข็งกึ่งเหลวที่ดูน่าใช้งาน
"มาทดสอบกันเถอะ" ซู่ชิงกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
เธอเดินไปที่เตาอั้งโล่ ใช้นิ้วชี้ปาดคราบเขม่าสีดำปี๋ที่ก้นหม้อและขอบเตา แล้วนำมาทาละเลงบนท่อนแขนขาวซีดของตัวเองจนดำเมี่ยม สกปรกเลอะเทอะเหมือนมือช่างซ่อมรถที่เธอเห็นเมื่อตอนเย็น
"แม่ทำเลอะทำไมคะ?" อาอวี๋ถามด้วยความสงสัย
"ดูนะลูก..." ซู่ชิงควักครีมล้างมือสูตรพิเศษของเธอขึ้นมาหนึ่งก้อนเล็กๆ ขนาดเท่าเหรียญสิบ ป้ายลงบนคราบเขม่าดำนั้น
เธอเริ่มถูวนเบาๆ เม็ดทรายละเอียดในเนื้อครีมทำหน้าที่ขัดเสาะแสะคราบดำให้หลุดลอยออกมา ในขณะที่เนื้อสบู่เข้มข้นทำหน้าที่ละลายไขมันและจับสิ่งสกปรกไว้ ครีมสีเหลืองนวลเปลี่ยนเป็นสีเทาดำอย่างรวดเร็วเมื่อมันดูดซับความสกปรกเข้าไป
ซู่ชิงหยิบผ้าชุบน้ำมาเช็ดคราบครีมออก...
วิ้ง...
ผิวหนังบริเวณนั้นสะอาดเกลี้ยงเกลา! ไม่มีคราบดำหลงเหลืออยู่ตามรูขุมขนเลยแม้แต่น้อย ผิวดูนุ่มชุ่มชื้นขึ้นเล็กน้อยจากกลีเซอรีนธรรมชาติที่เกิดจากกระบวนการทำสบู่ และยังมีกลิ่นหอมมะนาวติดผิวจางๆ
"ว้าว! หายดำหมดเลย!" อาอวี๋ปรบมือชอบใจ
"แม่เก่งที่สุดเลย!"
ซู่ชิงมองดูแขนที่สะอาดสะอ้านของตัวเอง แล้วเงยหน้ามองลูกสาว รอยยิ้มกว้างค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเธอ เป็นรอยยิ้มที่สว่างไสวและจริงใจที่สุดนับตั้งแต่เธอมาเกิดใหม่ในร่างนี้
"สำเร็จแล้ว..." น้ำเสียงของเธอสั่นเครือด้วยความปิติ
"เราทำได้แล้วอาอวี๋... นี่คือใบเบิกทางสู่อนาคตของเรา"
ครีมล้างมือกระปุกนี้ไม่ใช่แค่สารเคมีทำความสะอาด แต่มันคือความหวังที่จับต้องได้ มันคือหลักฐานยืนยันว่าสมองและความรู้ของเธอสามารถเอาชนะความยากจนได้
คืนนั้น ท่ามกลางกลิ่นหอมของมะนาวและแสงตะเกียงที่ริบหรี่ สองแม่ลูกเข้านอนด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป มันไม่ใช่ความหวาดกลัวหรือความหิวโหยอีกต่อไป แต่เป็นความตื่นเต้นที่จะรอคอยแสงอาทิตย์ของวันพรุ่งนี้... วันที่พวกเธอจะนำ "นวัตกรรม" ชิ้นนี้ออกสู่โลกกว้าง