Home / วาย / วิศวะมีเกียร์ อยากได้เมียเป็นหมอ / บทที่ 3: เก๊กหล่อจนล้อจมโคลน

Share

บทที่ 3: เก๊กหล่อจนล้อจมโคลน

last update publish date: 2026-10-09 17:47:35

บทที่ 3: เก๊กหล่อจนล้อจมโคลน

หลังจากเหตุการณ์สุดขายขี้หน้าที่ร้านกาแฟลุงปรีชาเมื่อตอนเจ็ดโมงเช้า กฤษณะก็แทบไม่เป็นอันทำอะไรทั้งวัน ข้อหา ‘คนสติไม่สมประกอบ’ ที่คุณหมอหน้าหวานประเคนให้พร้อมสลิปโอนเงินแปดสิบบาท ยังคงตามหลอกหลอนอยู่ในหัวซ้ำไปซ้ำมา ยิ่งในกลุ่มไลน์เด็กช็อปที่ไอ้เจมส์กับไอ้ฝุ่นเอาไปปั่นจนสติกเกอร์หัวเราะเด้งรัวเป็นร้อยข้อความ ศักดิ์ศรีลูกผู้ชายของอดีตนักกีฬาว่ายน้ำตัวเต็งก็ยิ่งถูกบดขยี้จนแทบไม่เหลือชิ้นดี

เขาจะยอมจบวันนี้ลงด้วยสภาพไอ้ขี้แพ้แบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด

เกียร์กลับไปกบดานที่ห้องพักตอนบ่าย จัดการเสียบสายชาร์จมือถือทิ้งไว้จนแบตเตอรี่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ยัดกระเป๋าสตางค์หนังแท้ใบหนาที่อัดแน่นไปด้วยเงินสดลงกระเป๋ากางเกงยีนส์อย่างแน่นหนา ตบท้ายด้วยการเดินลงไปที่ลานจอดรถใต้ดิน ดึงผ้าคลุมกันฝุ่นออกจากมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ทรงสปอร์ตเนกเก็ตสีดำด้านขนาดเก้าร้อยซีซีลูกรักที่เขาเช็ดเคลือบเงาจนขึ้นวาววับ

เสื้อยืดสีเทาเข้มเนื้อดีพอดีตัวขับเน้นช่วงอกผายและลอนกล้ามเนื้อหน้าท้องแน่นตึง สวมทับด้วยเสื้อช็อปสีกรมท่าที่สะบัดชายเสื้อเปิดกว้าง กางเกงยีนส์เดนิมสีเข้มเข้ารูปรับกับรองเท้าคอมแบทหนังแท้สีดำ และหมวกกันน็อกเต็มใบราคาเหยียบแสน

หล่อ รวย ดิบ เท่ ทุกอย่างถูกเตรียมไว้พร้อมสรรพ

ถ้าภาพลักษณ์หนุ่มไบค์เกอร์สายลุยบนหลังม้าเหล็กคันละเกือบเก้าแสนยังละลายกำแพงน้ำแข็งของหมอภีมไม่ได้ ก็ให้มันรู้ไปสิว่าหัวใจคนหรือหินแกรนิต

เวลาสิบหกนาฬิกาสี่สิบห้านาที หน้าอาคารแพทยศาสตร์ศึกษา

บรืนนนน... บรึ่ม! บรึ่ม!

เสียงคำรามทุ้มต่ำและดุดันของท่อไอเสียแต่งดังก้องไปตามถนนหน้าคณะ เสียงเครื่องยนต์อันทรงพลังดึงดูดสายตาของเหล่านักศึกษาแพทย์และพยาบาลที่กำลังทยอยเดินออกจากตึกให้หันมองเป็นตาเดียว มอเตอร์ไซค์คันยักษ์แล่นชะลอความเร็วเข้ามาเทียบหน้าบันไดทางขึ้นตึกอย่างนิ่มนวล

เกียร์เหยียบเบรกหลัง ดับเครื่องยนต์ บรรยากาศรอบตัวเงียบลงเหลือเพียงเสียงพัดลมหม้อน้ำที่ยังคงเป่าลมร้อนใส่หน้าแข้ง มือหนายกขึ้นปลดสายรัดคาง ถอดหมวกกันน็อกเต็มใบออกช้าๆ แล้วสะบัดศีรษะเบาๆ ให้เส้นผมสีเข้มที่ชื้นเหงื่อกระจายตัวรับลม

สายตาคมกริบเหลือบมองรอบตัว เห็นนักศึกษาแพทย์สาวๆ รุ่นน้องยืนซุบซิบสะกิดแขนกันพัลวัน เกียร์ลอบยกยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจในผลงาน ความมั่นใจที่หล่นหายไปเมื่อเช้าเริ่มฟื้นคืนชีพกลับมาเต็มร้อย

‘นี่สิวะ ตัวตนที่แท้จริงของกฤษณะ!’

เกียร์กวาดสายตามองไปยังลานจอดรถหน้าตึก พบว่าช่องจอดมอเตอร์ไซค์เต็มเกือบหมด เขาจึงตัดสินใจเบี่ยงรถขึ้นมาจอดเทียบข้างฟุตบาท ใกล้กับแปลงไม้ประดับหน้าทางเข้าตึก ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ใครเดินออกจากประตูกระจกบานเลื่อนก็ต้องมองเห็นเขาในมุมที่หล่อที่สุดอย่างแน่นอน

แต่สิ่งที่เกียร์ไม่ได้สังเกต และไม่ทันได้คิดเลยแม้แต่น้อย คือสายยางรดน้ำต้นไม้เส้นใหญ่ที่เพิ่งถูกม้วนเก็บไปไม่กี่นาทีก่อนหน้า

แปลงดินและขอบหญ้าริมฟุตบาทตรงนั้น เพิ่งผ่านการรดน้ำอย่างหนักหน่วงจากลุงคนสวนจนดินยุ่ยและกลายสภาพเป็นโคลนเลนชุ่มน้ำ

เกียร์สูดลมหายใจเข้าปอด เตรียมก้าวลงจากรถเพื่อยืนพิงถังน้ำมันกอดอกเก๊กท่ารอคุณหมอเลิกเรียน ขายาวตวัดข้ามเบาะ เท้าซ้ายเหยียบลงบนขอบฟุตบาทปูนอย่างมั่นคง ก่อนที่ปลายเท้าขวาจะเตะขาตั้งข้างของบิ๊กไบค์ลงไปจนสุด

กริ๊ก...

ขาตั้งเหล็กกางออก เกียร์ค่อยๆ ถ่ายเทน้ำหนักตัวรถสองร้อยยี่สิบกิโลกรัมลงไปทางด้านซ้ายเพื่อจะให้รถพักตัวลงบนขาตั้ง

ยวบ...

สัมผัสที่ส่งผ่านขึ้นมาไม่ใช่เสียงเหล็กกระทบพื้นปูนแข็งๆ

ขาตั้งเหล็กปลายแหลมขนาดเล็ก จิ้มทะลุลงไปในดินเลนใต้ขอบหญ้าอย่างง่ายดายราวกับจิ้มมีดลงบนก้อนเนยสด โคลนเหลวสีเข้มทะลักขึ้นมารอบโคนขาตั้ง และเมื่อรับน้ำหนักมหาศาลของตัวรถไม่ไหว ขาตั้งก็จมมิดลงไปในดินลึกเกือบครึ่งคืบในพริบตาเดียว

วูบ!

“เฮ้ยยยยยย!”

เกียร์เบิกตากว้าง ร้องลั่นออกมาสุดเสียงเมื่อจุดศูนย์ถ่วงของรถหายวับไปกับตา ตัวถังเหล็กขนาดมหึมาเอียงยวบลงไปทางซ้ายอย่างรวดเร็วด้วยมุมเกือบสี่สิบห้าองศาตามแรงดึงดูดของโลก

ถ้ารถล้มตอนนี้ ไม่ใช่แค่แฟริ่งข้างคันละหลายหมื่นจะพังยับเยิน แต่ตัวรถทั้งคันจะฟาดลงไปจมอยู่ในแอ่งโคลนเลน และที่เลวร้ายที่สุด... เขาจะกลายเป็นตัวตลกให้คนทั้งคณะแพทย์หัวเราะเยาะซ้ำสอง

สัญชาตญาณเอาชีวิตรอดของอดีตนักกีฬาว่ายน้ำสั่งการให้ร่างกายตอบสนองเร็วกว่าสมอง

เกียร์รีบพุ่งตัวเอาอกเข้าไปแนบชิดกับถังน้ำมัน สองแขนอ้าออกกอดรัดรอบตัวถังรถไว้แน่นเหมือนลูกลิงกอดแม่ ขาสองข้างกางออกกว้าง พยายามใช้ปลายเท้าคอมแบทพยุงยันพื้นไว้สุดชีวิตเพื่อไม่ให้รถเอียงคว่ำลงไปมากกว่านี้

“อึ้ก... เชี่ย... เอ๊ยยยย!”

น้ำหนักสองร้อยกว่ากิโลกรัมกดทับลงมาบนท่อนแขนและแผ่นหลังกว้างทันที เส้นเลือดบนขมับปูดโปนขึ้นมาอย่างน่ากลัว ลำคอแกร่งเกร็งแน่นจนเส้นเอ็นปูดโปน ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยเซ็ตมาอย่างดีเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ จากนั้นก็กลายเป็นสีม่วงคล้ำเพราะต้องกลั้นหายใจออกแรงต้านมหาศาล

ปัญหาคือ รองเท้าคอมแบทข้างซ้ายของเขา ดันเหยียบลงไปในแอ่งโคลนลื่นๆ เช่นกัน

พรืด... พรืด...

ทุกครั้งที่เขาพยายามจะออกแรงดันรถกลับขึ้นมาตั้งตรง พื้นรองเท้าก็ลื่นไถลไปกับดินเลน ยิ่งขยับ ขาตั้งก็ยิ่งจมลึกลงไปในโคลนมากขึ้นเรื่อยๆ สภาพของเกียร์ในตอนนี้จึงไม่ต่างอะไรกับคนที่กำลังกอดรัดฟัดเหวี่ยงอยู่กับซากเหล็กคันโต ก้นโด่งชี้ฟ้า หน้าแนบสนิทอยู่กับแฮนด์รถ สองแขนสั่นระริกจากการใช้แรงต้านที่เกินขีดจำกัด

หยดเหงื่อเม็ดเป้งไหลพรากลงมาราวกับห่าฝน ไหลเข้าตาจนแสบไปหมด แต่เขาไม่สามารถปล่อยมือข้างใดข้างหนึ่งมาปาดเหงื่อได้เลยแม้แต่วินาทีเดียว เพราะถ้าปล่อย รถคันนี้ได้คว่ำลงไปนอนแช่โคลนพร้อมกับตัวเขาแน่นอน

“ฮึ่มมม... อดทนไว้ไอ้เกียร์... มึงเป็นนักกีฬา... มึงยกเวทวันละร้อยโล... ฮึ้บบบ!” เกียร์เค้นเสียงคำรามลอดไรฟัน ขาสั่นพั่บๆ จนแทบจะยืนไม่อยู่

ผู้คนที่เดินผ่านไปมาเริ่มหยุดมองด้วยความตกตะลึง ปนความงุนงงว่าพี่เด็กช่างกล้ามโตคนนี้กำลังทำพิธีกรรมอะไรกับมอเตอร์ไซค์ตัวเองอยู่หรือเปล่า

และในจังหวะวิกฤตแห่งชีวิตนั้นเอง...

ฟึ่บ...

ประตูกระจกอัตโนมัติบานใหญ่ของอาคารแพทยศาสตร์ก็เลื่อนเปิดออกพร้อมไอเย็นเฉียบ

กลุ่มนักศึกษาแพทย์ปีสามทยอยก้าวเท้าออกมา นำโดยร่างโปร่งในชุดเสื้อเชิ้ตขาวสะอาดสะอ้านที่คุ้นตา ภีมภัทรเดินก้มหน้าทบทวนแผ่นชีตในมือด้วยท่าทางสงบนิ่ง เสื้อกาวน์สั้นพับพาดไว้บนแขนซ้ายอย่างเป็นระเบียบ ข้างๆ มีวินกับน้ำใสที่กำลังคุยกันเรื่องร้านอาหารเย็น

ทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตูออกมา เสียงหอบหายใจฟืดฟาดกับเสียงรองเท้าเสียดสีกับโคลนก็ทำให้ภีมต้องหยุดชะงักฝีเท้าลง

ดวงตาสีน้ำตาลเข้มหลังเลนส์แว่นกรอบเงินเลื่อนขึ้นมองตรงไปยังต้นเสียง

ภาพที่ปรากฏสู่สายตา... คือไอ้เด็กช่างตัวสูงที่เพิ่งโดนเขาด่าว่าคนสติไม่สมประกอบเมื่อเช้า บัดนี้กำลังกอดรัดมอเตอร์ไซค์คันยักษ์ที่เอียงกะเท่เร่ทำมุมประหลาดอยู่ริมแปลงหญ้า สภาพเหงื่อท่วมตัว หน้าดำหน้าแดงจนเส้นเลือดแทบแตก แขนสั่นระริกเหมือนคนกำลังแบกท่อนซุงขนาดใหญ่

ภีมยืนนิ่ง แผ่นหลังเหยียดตรง สองแขนกอดอกอย่างช้าๆ

หนึ่งวินาที... สองวินาที... สามวินาที...

ตลอดสามวินาทีนั้น ภีมเพียงแค่ยืนมองภาพความพินาศตรงหน้าด้วยสายตาราบเรียบ นิ่งสนิท และไร้ความรู้สึก ดั่งผู้สังเกตการณ์ที่กำลังยืนดูละครสัตว์แสดงบทตลกแป้ก

เกียร์ที่เหลือบไปเห็นว่าภีมกำลังยืนมองอยู่ พยายามรวบรวมเศษหน้าที่แตกกระจายขึ้นมาปะติดปะต่อใหม่ เขากัดฟันกรอด พยายามฉีกยิ้มทั้งที่มุมปากกระตุกยิกๆ เม็ดเหงื่อไหลเข้าตาจนต้องหยีตาข้างหนึ่ง ทำเป็นเหมือนว่าเขากำลังออกกำลังกายยามเย็นอย่างสบายอารมณ์

“งะ... ไงครับหมอภีม...” เกียร์เค้นเสียงทักทายที่สั่นพร่าออกมาจากลำคอ “เลิก... เลิกเรียนแล้วเหรอครับ... พอดีพี่ยืน... ยืนยืดเส้นคลายกล้ามเนื้อรอหมออยู่เลยเนี่ย... ชิลๆ ว่ะหมอ สบายมาก...”

พรืด!

ทันทีที่อ้าปากพูด เท้าซ้ายก็ลื่นไถลไปกับโคลนอีกสองเซนติเมตร รถเอียงยวบลงไปอีกนิด เกียร์ต้องรีบหุบปากแล้วออกแรงเกร็งกล้ามแขนจนหน้าเขียวปั้ดเพื่อดึงรถไว้

วินที่ยืนอยู่ข้างหลังภีมถึงกับยกมือขึ้นปิดปาก กลั้นขำจนหน้าแดงก่ำพอกับเกียร์ ส่วนน้ำใสตาโตด้วยความทึ่งในความพยายามรักษาทรงของเด็กวิศวะ

ภีมมองสภาพทุลักทุเลของคนตรงหน้านิ่งๆ ก่อนจะค่อยๆ ก้าวเท้าเดินเข้าไปใกล้ หยุดยืนอยู่บนทางเท้าแห้งๆ ในระยะห่างสองเมตร ไม่ยอมก้าวเฉียดเข้าไปใกล้แอ่งโคลนแม้แต่มิลลิเมตรเดียว

คุณหมอหนุ่มก้มมองล้อรถที่จมอยู่ในโคลน สลับกับมองใบหน้าเขียวคล้ำของสารถีหนุ่ม ปลายนิ้วเรียวยกขึ้นดันสันแว่นให้เข้าที่ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้โทนเสียงสูงต่ำ ดั่งเสียงประกาศตามสายในโรงพยาบาล

“จะให้โทรเรียกรถพยาบาล... หรือโทรเรียกรถเก็บขยะดีครับ?”

คำถามสั้นๆ แต่ความหมายเชือดลึกไปถึงไขกระดูกสันหลัง

เกียร์แทบจะสำลักน้ำลายตัวเอง “หมอ... รถพี่คันละเก้าแสน... ไม่ใช่ขยะ...”

“สภาพตอนนี้ ไม่ต่างกันเท่าไหร่ครับ” ภีมตอบกลับทันควัน สายตากวาดมองคราบโคลนที่กระเด็นเปรอะขึ้นมาถึงขากางเกงยีนส์ของเกียร์ “ถ้ารักษาท่านี้ไว้ได้อีกห้านาที กล้ามเนื้อไบเซปส์กับหลังส่วนล่างของพี่น่าจะฉีกขาดอย่างรุนแรง แนะนำว่าถ้าไม่มีปัญญาขี่รถคันใหญ่ ก็ควรเปลี่ยนไปปั่นจักรยานสามล้อที่มีล้อพยุงข้างครับ จะได้ไม่เป็นภาระของสิ่งแวดล้อม”

พูดจบ ภีมก็ไม่รอฟังเสียงครวญครางของคนที่กำลังจะหมดแรง ร่างโปร่งหมุนตัวกลับหลัง ก้าวขาเบี่ยงหลบไปอีกทางหนึ่งเพื่อเดินมุ่งหน้าไปยังลานจอดรถของคณะอย่างไม่ไยดี

“เดี๋ยวสิหมอ... ช่วย... ช่วยจับแฮนด์ดึงขึ้นหน่อย... หมออออ!” เกียร์ส่งเสียงร้องโหยหวนตามหลัง

ทว่าภีมไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง มีเพียงวินที่แอบหันมาหัวเราะก๊ากพลางตะโกนบอก “สู้ๆ นะพี่ เดี๋ยวผมไปตามพวกวิศวะมาช่วยเก็บซาก!”

เมื่อแผ่นหลังบางในชุดเสื้อเชิ้ตขาวเดินพ้นสายตาไป แรงฮึดเฮือกสุดท้ายของเกียร์ก็แทบจะมลายหายไปตามด้วย แต่ด้วยความรักรถยิ่งชีพและความแค้นที่โดนด่าว่าควรไปปั่นจักรยานสามล้อ เกียร์จึงรวบรวมพลังทั้งหมด สูดลมหายใจเข้าลึกแล้วออกแรงกระชากสุดตัว

“ย้ากกกกกกก!”

พรึ่บ!

ตัวรถถูกดึงกลับขึ้นมาตั้งตรงได้สำเร็จ เกียร์รีบใช้เท้าซ้ายเตะขาตั้งขึ้นแล้วเข็นรถถอยหลังขึ้นมาบนพื้นปูนแห้งๆ ได้อย่างหวุดหวิด ก่อนที่เจ้าตัวจะทิ้งก้นลงไปนั่งแผ่หลาอยู่บนพื้นฟุตบาทอย่างหมดสภาพ เสื้อยืดเปียกชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ แขนสองข้างล้าจนแทบยกไม่ขึ้น ขากางเกงยีนส์เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบโคลนสีดำด่างดวง

หมดกัน... ภาพลักษณ์หนุ่มไบค์เกอร์สุดกร้าวใจ

เกียร์นั่งหอบหายใจแฮ่กๆ เอามือกุมขมับตัวเองพลางหัวเราะแห้งๆ ออกมากับความซวยซ้ำซ้อนของตัวเอง ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีวันไหนที่เขารู้สึกเด๋อด๋าและพังพินาศได้เท่าวันนี้มาก่อน

แต่พอนึกถึงสายตาดุๆ กับคำพูดประชดประชันเรื่องจักรยานสามล้อ รอยยิ้มกว้างกลับค่อยๆ ผุดขึ้นบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยเหงื่อไคล

เกียร์ยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ปลายคาง สายตามองไปยังทิศทางที่ภีมเพิ่งเดินจากไป แววตาคมกริบฉายประกายความดื้อดึงและถูกใจขึ้นมาอย่างปิดไม่มิด

“รถเก็บขยะเหรอวะ...” เกียร์พึมพำกับตัวเองเบาๆ พลางหัวเราะหึในลำคอ

“ปากร้ายขนาดนี้... ถ้าได้มาเป็นเมียเมื่อไหร่ กูจะจับฟัดให้จมเขี้ยวคอยดู!”

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • วิศวะมีเกียร์ อยากได้เมียเป็นหมอ   ตอนพิเศษ 5: สัญญารักสิบปี

    ตอนพิเศษ 5: สัญญารักสิบปีเสียงใบต้นโมกและกิ่งประดู่ในสวนหน้าบ้านเสียดสีกันตามแรงลมยามดึก ดังก้องแผ่วเบาเคล้าคลอไปกับกลิ่นไอดินชื้นและกลิ่นหอมสะอาดของดอกไม้กลางคืนที่ลอยรอดผ่านรอยแยกของหน้าต่างกระจกบานใหญ่ แสงจันทร์เสี้ยวสาดส่องผ่านผ้าม่านโปร่งแสงสีเทาควันบุหรี่ลงมากระทบพื้นไม้สักขัดมัน ภายในห้องนอนใหญ่ชั้นสองของบ้านเดี่ยวสองชั้นสไตล์โมเดิร์นทรอปิคอล บรรยากาศอบอวลไปด้วยความสงบเงียบและไอเย็นสบายของเครื่องปรับอากาศที่เปิดไว้สม่ำเสมอที่ยี่สิบห้าองศาบ้านหลังนี้... สร้างขึ้นมาจากหยาดเหงื่อ แรงกาย และเงินเก็บสะสมร่วมกันตลอดสิบปีเต็มเกียร์เป็นคนลงมือเขียนแบบแปลน คำนวณโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก และวางระบบท่อประปาไฟฟ้าอัจฉริยะด้วยตัวเองทุกตารางนิ้ว ขณะที่ภีมเป็นคนเลือกโทนสีอบอุ่น จัดวางเฟอร์นิเจอร์ไม้ และเลือกชนิดของต้นไม้รอบตัวบ้านอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีเกสรดอกไม้ชนิดใดที่ทำให้คนตัวเล็กเกิดอาการระคายเคืองจามติดกันเหมือนในอดีตบนเตียงนอนคิงไซส์หนานุ่ม กฤษณะนอนตะแคงข้าง หนุนศีรษะไว้บนท่อนแขนซ้ายของตัวเองในวัยสามสิบสองปี ร่างสูงใหญ่หนึ่งร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตรของอดีตกัปตันทีมว่

  • วิศวะมีเกียร์ อยากได้เมียเป็นหมอ   ตอนพิเศษ 4: แก๊งวิศวะรวมรุ่น & มหากาพย์ขิงเมีย

    ตอนพิเศษ 4: แก๊งวิศวะรวมรุ่น & มหากาพย์ขิงเมียควันสีขาวพวยพุ่งขึ้นจากกระทะทองเหลืองทรงกลม ส่งกลิ่นหอมไหม้เกรียมของเนื้อริบอายลายหินอ่อนเคล้ากลิ่นเนยสดที่ละลายเยิ้ม เสียงน้ำซุปชาบูดำเดือดปุดๆ ในช่องต้มข้างกระทะ แข่งกับเสียงเพลงอัลเทอร์เนทีฟร็อกยุคเก้าศูนย์ที่เปิดคลอดังลั่นในร้านปิ้งย่างสไตล์อิซากายะแถบหลังมหาวิทยาลัย แสงไฟนีออนดัดสีส้มอบอุ่นส่องสะท้อนแก้วเบียร์คราฟต์ทรงสูงที่มีหยดน้ำเกาะพราว รอบโต๊ะยาวมุมด้านในสุดของร้านเต็มไปด้วยบรรยากาศการรวมตัวของกลุ่มคนที่ไม่ได้เจอกันพร้อมหน้าเกือบครึ่งปีแก๊งวิศวะเครื่องกลรุ่นเก๋า... วันนี้กลับมารวมหัวกันอีกครั้งในสภาพของมนุษย์ทำงานเต็มตัวไต้ฝุ่นนั่งพิงพนักโซฟา สวมเสื้อโปโลสีเทาของบริษัทที่ปรึกษาการก่อสร้าง ใบหน้าหล่อคมดูอิดโรย ขอบตาดำคล้ำจากการวิ่งรอกเข้าประชุมตรวจรับงานกับลูกค้า น็อตที่ปัจจุบันเป็นวิศวกรซ่อมบำรุงโรงกลั่นปิโตรเคมีแถบมาบตาพุด นั่งควงตะเกียบไม้ในมือ สวมเสื้อยืดสีดำกางเกงยีนส์ทะมัดทะแมง ผิวกร้านแดดขึ้นเล็กน้อย ส่วนเจมส์ วิศวกรฝ่ายขายอุปกรณ์ควบคุมระบบไฮดรอลิก กำลังก้มหน้าก้มตาใช้คีมคีบเนื้อสไลด์ลงกระทะด้วยความหิวโซทุกคนต่างมีสภาพก

  • วิศวะมีเกียร์ อยากได้เมียเป็นหมอ   ตอนพิเศษ 3: ไซต์งานก่อสร้าง vs วอร์ดผ่าตัด

    ตอนพิเศษ 3: ไซต์งานก่อสร้าง vs วอร์ดผ่าตัดแสงเงินแสงทองของรุ่งอรุณเพิ่งจะโผล่พ้นขอบตึกสูงระฟ้า ลมเช้าพัดพาความเย็นสบายไล่ความอบอ้าวของเมืองหลวง แต่ภายในห้องผ่าตัดฉุกเฉินหมายเลขสามของโรงพยาบาลศูนย์ บรรยากาศกลับตึงเครียดยาวนานข้ามคืนจนแทบไร้ความรู้สึกของเวลาติ๊ด... ติ๊ด... ติ๊ด...เสียงสัญญาณชีพจรจากจอมอนิเตอร์ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อผสมไอน้ำยาโพวิโดนไอโอดีนลอยอบอวลใต้แสงไฟผ่าตัดดวงใหญ่“เย็บปิดชั้นผิวหนังเรียบร้อยครับอาจารย์”น้ำเสียงหวานที่แหบแห้งเอ่ยรายงาน ภีมภัทรในชุดสครับสีเขียวเข้มเปียกชื้นเหงื่อ สวมหมวกคลุมผมและหน้ากากอนามัยมิดชิด ปลดคีมจับเข็มเย็บแผลลงบนถาดสเตนเลสอย่างแม่นยำ สองมือเรียวภายใต้ถุงมือยางปลอดเชื้อสั่นระริกน้อยๆ จากอาการล้าที่สะสมมาตลอดการยืนผ่าตัดไส้ติ่งแตกต่อเนื่องกันสองเคสนานกว่าหกชั่วโมง“ฝีมือเย็บแผลเนียนขึ้นเยอะเลยนะหมอภีม สมกับเป็นเรสซิเดนต์ปีหนึ่งตัวท็อป” อาจารย์หมอศัลยกรรมเจ้าของไข้เอ่ยชมพลางตบไหล่เบาๆ “ที่เหลือฝากส่งคนไข้ไปห้องพักฟื้นด้วยล่ะ ไปล้างมือแล้วหาอะไรกินรองท้องก่อนแปดโมงเช้าล่ะ เดี๋ยวต้องขึ้นราวด์วอร์ดต่อ”“ขอบคุณครับอาจารย์”ภีม

  • วิศวะมีเกียร์ อยากได้เมียเป็นหมอ   ตอนพิเศษ 2: กาวน์เปื้อนน้ำลายหมาเด็ก

    ตอนพิเศษ 2: กาวน์เปื้อนน้ำลายหมาเด็กครืด... ครืด... ครืด...เสียงระบบสั่นสะเทือนของโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะข้างเตียงดังก้องตัดความเงียบยามเช้าตรู่ หน้าจอดิจิทัลสว่างวาบขึ้นบอกเวลาตีห้าสี่สิบห้านาที พร้อมข้อความแจ้งเตือนสีแดงตัวโตว่า ‘ราวด์วอร์ดศัลยกรรม 07:00 น.’ม่านตาใต้เปลือกตาบางของภีมภัทรขยับไหวเบาๆ คนตัวเล็กพ่นลมหายใจยาวด้วยความงัวเงีย พยายามจะยกแขนขวาขึ้นเพื่อเอื้อมไปกดปิดเสียงนาฬิกาปลุกที่กำลังส่งเสียงรบกวนแต่แขนเรียวกลับขยับไม่ได้แม้แต่เซนติเมตรเดียวไม่ใช่เพราะอาการกล้ามเนื้ออักเสบไม่ใช่เพราะอาการเหน็บชาแต่เป็นเพราะ ท่อนแขนล่ำสันสีแทนขนาดเท่าท่อนซุง กำลังพาดทับอยู่บนหน้าท้องของเขาอย่างหนักแน่น ล็อกช่วงเอวบางไว้แน่นหนาชนิดที่มดสักตัวยังแทรกผ่านไปไม่ได้ภีมพยายามจะขยับสะโพกหนี แต่ก็ต้องพบว่าขาข้างขวาของตัวเองถูกท่อนขาแกร่งยาวเหยียดของใครบางคนก่ายทับไว้ตั้งแต่ต้นขาจนถึงปลายเท้า ด้านหลังมีแผ่นอกเปลือยเปล่ากว้างขวางแนบสนิทอยู่กับแผ่นหลัง ไอความร้อนจัดจากร่างกายของอดีตนักกีฬาว่ายน้ำแผ่ออกมาเหมือนเตาผิงขนาดย่อม“อือ... หมอ... จะไปไหน...”เสียงครางงึมงำแหบพร่าดังขึ้นชิดริมหู พร้อมกับ

  • วิศวะมีเกียร์ อยากได้เมียเป็นหมอ   ตอนพิเศษ 1: [🔞 NC 5] คืนฮันนีมูนริมสระว่ายน้ำ (Pool Villa Finale)

    ตอนพิเศษ 1: [🔞 NC 5] คืนฮันนีมูนริมสระว่ายน้ำ (Pool Villa Finale)เสียงคลื่นซัดสาดกระทบแนวโขดหินด้านล่างหน้าผาดังก้องเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ลมทะเลยามค่ำคืนพัดพาไอเกลือสดชื่นเข้ามาปะทะระเบียงไม้สักของพูลวิลล่าหรูส่วนตัวที่ตั้งอยู่บนเนินเขาริมชายหาด แสงจันทร์วันเพ็ญสาดส่องลงมากระทบผืนน้ำในสระว่ายน้ำแบบไร้ขอบจนสะท้อนประกายระยิบระยับล้อกับแสงไฟซ่อนสีส้มนวลใต้ผิวน้ำภายในห้องพัก ประตูกระจกบานเลื่อนถูกเปิดอ้าไว้กว้างเพื่อรับลมธรรมชาติภีมภัทรยืนพิงกรอบประตูระเบียง สวมเพียงเสื้อเชิ้ตผ้าลินินสีขาวตัวโคร่งที่ไม่ติดกระดุมสามเม็ดบน กับกางเกงขาสั้นสีครีมสบายตัว ผมสีดำขลับที่เพิ่งสระเสร็จยังคงแห้งหมาด ชายเสื้อเปิดกว้างตามแรงลม เผยให้เห็นลำคอระหงและสร้อยเชือกหนังถักสีน้ำตาลเข้มที่มีจี้ฟันเฟืองทองเหลืองของเกียร์รุ่นห้อยเด่นอยู่ตรงร่องอก แว่นตากรอบเงินถูกถอดวางไว้บนเตียง ทำให้ดวงตาสีน้ำตาลเข้มดูหวานเชื่อมและผ่อนคลาย มือเรียวถือแก้วไวน์ขาวทรงสูง แกว่งน้ำสีอำพันในแก้วไปมาอย่างสบายอารมณ์ทริปพักผ่อนสามวันสองคืนเพื่อฉลองการเรียนจบอย่างเป็นทางการ ก่อนที่ภีมจะต้องแยกย้ายไปรายงานตัวเป็นแพทย์เพิ่มพูนทักษะ และเก

  • วิศวะมีเกียร์ อยากได้เมียเป็นหมอ   บทที่ 35: วันสวมเกียร์ (ตอนจบ)

    บทที่ 35: วันสวมเกียร์ (ตอนจบ)เสียงชัตเตอร์กล้องดีเอสแอลอาร์ลั่นรัวเป็นชุดแข่งกับเสียงหัวเราะและเสียงตะโกนแสดงความยินดีที่ดังกึกก้องไปทั่วบริเวณลานคอนกรีตกว้างขวางใต้ร่มเงาต้นประดู่ใหญ่ ลานเกียร์คณะวิศวกรรมศาสตร์ในวันนี้เนืองแน่นไปด้วยบัณฑิตใหม่ ญาติมิตร และรุ่นน้องร่วมสถาบันนับพันชีวิต ซุ้มลูกโป่งหลากสี ดอกสแตติสแห้ง และช่อดอกลิลลี่สีขาวส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั่วทั้งลาน ตัดกับไอร้อนระอุของแดดเมืองกรุงยามบ่ายแก่ๆท่ามกลางดงเสื้อครุยแถบสีแดงเลือดหมูของคณะวิศวะ ร่างสูงใหญ่หนึ่งร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตรของอดีตกัปตันทีมว่ายน้ำยืนโดดเด่นเป็นสง่าอยู่กึ่งกลางลานกฤษณะสวมชุดครุยวิทยฐานะสีดำขลิบแถบกำมะหยี่สีแดงเลือดหมูพาดทับเสื้อเชิ้ตขาวผูกเนกไทเรียบร้อย ผมสีเข้มถูกเซตเปิดหน้าผากอย่างประณีต ขับเน้นสันกรามคมและใบหน้าหล่อเหลาที่เวลานี้ฉาบไว้ด้วยรอยยิ้มกว้างจนเห็นเขี้ยวเสน่ห์ แขนขวาที่เคยมีแผลไฟไหม้บัดนี้ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อครุยเนื้อหนา บนคอมีพวงมาลัยเงินสดและพวงกุญแจตุ๊กตาประแจเหล็กที่พวกน้องรหัสเอามาคล้องให้จนเต็มคอข้างกายของเขา... คือร่างโปร่งขาวผ่องที่ดึงดูดทุกสายตาไม่แพ้กันภีมภัทรยืนเคียงข้างใ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status