로그인“ชาติก่อน ข้าฆ่าคนที่รักที่สุดด้วยมือของตนเอง…” ภาพสุดท้ายในชีวิตของ ‘หลินจื่ออวี้’ คือความเหน็บหนาวอันเดียวดายในตำหนักเย็น เสียงพายุหิมะพัดผ่านร่างที่ซูบผอมจนสิ้นลมหายใจ ฮองเฮาคู่บัลลังก์ผู้สง่างามและบริสุทธิ์ต้องจบชีวิตลงด้วยคำสาบานที่แหลกสลาย เพียงเพราะ ‘เซียวหลงเหยียน’ จักรพรรดิผู้เป็นที่รัก ตาบอดหลงเชื่อคำใส่ร้ายของเหล่านางสนมและขุนนางกังฉิน ก่อนสติจะดับสูญ จื่ออวี้ทำได้เพียงหลั่งน้ำตาและอธิษฐาน… หากชาติหน้ามีจริง ขออย่าได้พบพานคนใจร้ายผู้นี้อีกเลย ทว่าสวรรค์กลับเล่นตลก… เมื่อเซียวหลงเหยียนสะดุ้งตื่นขึ้นมาอีกครั้งในปีที่เพิ่งครองราชย์ได้เพียงสองปี! ศักดิ์ศรีมังกรถูกโยนทิ้งลงคูเมือง… สนมตัวร้ายถูกตัดไฟแต่ต้นลม ขุนนางชั่วที่คิดแตะต้องตระกูลหลินถูกลากเข้าคุกหลวง แผ่นป้ายหยกฝ่ายในถูกสั่งเผาจนวอดวาย วังหลังอันกว้างใหญ่กลายเป็นพื้นที่รกร้าง เพราะฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่กลับกลายร่างเป็น ‘ปลิงมังกรคลั่งรัก’ ที่เกาะติดฮองเฮาแน่นหนึบตลอดยี่สิบสี่ชั่วยาม!
더 보기บทที่ 1: ลมหนาวที่ตำหนักเย็น
กลิ่นคาวสนิมเหล็กตีตื้นขึ้นมาจนเต็มลำคอ หลินจื่ออวี้งอตัวคุดคู้ แผ่นหลังผอมเกร็งกระตุกเป็นจังหวะตามแรงไอที่โถมขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง เลือดสีคล้ำทะลักผ่านร่องนิ้วที่ขาวซีดจนแทบไร้สีเลือด หยดลงเปรอะเปื้อนเสื้อผ้าฝ้ายหยาบๆ สีขาวตุ่นที่ปลายแขนรุ่ยขาด ไออุ่นหยดสุดท้ายจากทรวงอกร่วงกระทบผืนหิมะซึ่งพัดลอดผ่านรอยแตกของบานหน้าต่างไม้... ละลายเป็นดวงสีชาดเพียงชั่วครู่ ก่อนถูกเกล็ดน้ำแข็งกลืนกินไปจนสิ้น หนาวจนกระดูกปวดร้าว ตำหนักเย็นท้ายวังหลวงหลังนี้ไม่เคยมีเตาผิง ไม่มีแม้แต่ถ่านไร้ควันสักก้อนเดียว มีเพียงเสียงหวีดหวิวของลมบูรพาที่กรีดผ่านช่องว่างของกระเบื้องหลังคาผุพัง คอยพัดเอากลิ่นอับชื้นและกลิ่นความตายให้หมุนวนอยู่รอบตัว สองมือที่สั่นเทาพยายามกระชับเศษผ้านวมขาดวิ่นแนบอก ร่างกายสูญเสียเรี่ยวแรงจนทำได้เพียงพิงศีรษะลงกับเสาไม้ผุ ดวงตาคู่งามที่เคยสุกสกาวดั่งผิวน้ำต้องแสงจันทร์ บัดนี้พร่ามัวจนแทบมองไม่เห็นสิ่งใด มีเพียงภาพบานประตูลงกลอนแน่นหนาที่สลักลึกอยู่ในความทรงจำ บานประตูที่ปิดตายขังเขาไว้ในสุสานคนเป็นแห่งนี้มาเนิ่นนานถึงสามปีเต็ม ไม่มีใครเปิดมันออก และไม่เคยมีใครก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา... ในห้วงคำนึงที่สติเริ่มหลุดลอย ภาพอดีตในวันที่เขาเข้าพิธีอภิเษกสมรสผุดพรายขึ้นมาอย่างแจ่มชัด ในวันนั้น ชายหนุ่มผู้สง่างามในฉลองพระองค์มังกรทองกุมมือเขาไว้ต่อหน้าขุนนางนับร้อย บรรจงสวมมงกุฎหงส์ลงบนเรือนผม พร้อมกับกระซิบถ้อยคำสาบานที่หนักแน่นดั่งขุนเขา ‘จื่ออวี้... ชั่วชีวิตนี้ ต่อให้คนทั้งใต้หล้าหันหลังให้เจ้า ข้าเซียวหลงเหยียนก็จะไม่มีวันปล่อยมือเจ้าไปเป็นอันขาด’ จื่ออวี้แค่นยิ้มบางเบา หยาดน้ำอุ่นร้อนไหลรินผ่านรอยแตกระแหงบนริมฝีปาก ไม่มีวันปล่อยมืองั้นหรือ... สุดท้ายแล้ว คนที่ลงนามในราชโองการปลดเขาออกจากตำแหน่งฮองเฮา คนที่สั่งกักขังเขาไว้ให้อดอยากจนสิ้นใจ และคนที่มองดูเขาคุกเข่าโขกศีรษะท่ามกลางสายฝนอันหนาวเหน็บด้วยสายตาที่เย็นชาดั่งก้อนศิลา... ก็คือบุรุษคนเดียวกัน เพียงเพราะซูเฟยหลั่งน้ำตากล่าวหาว่าเขาวางยาพิษในถ้วยยาของทารก เพียงเพราะเหล่าขุนนางกังฉินยื่นฎีกาใส่ร้ายว่าบิดาของเขาคิดก่อกบฏ เพียงเพราะคนเหล่านั้นตอกย้ำว่า ‘เกอ’ อย่างเขา เป็นตัวกาลกิณีที่ลอบคบคิดกับภายนอกเพื่อหวังดึงอำนาจราชสำนักมาไว้ในมือ เขาพยายามอธิบายจนเสียงแหบแห้ง โขกศีรษะลงกับพื้นหินจนหน้าผากแตกเลือดอาบ ทว่าสิ่งที่สะท้อนกลับมามีเพียงคำตัดสินที่เด็ดขาดและแววตารังเกียจชิงชังของโอรสสวรรค์ ‘จื่ออวี้ ข้าไม่เคยคิดเลยว่าเนื้อแท้ของเจ้าจะอำมหิตและมักใหญ่ใฝ่สูงถึงเพียงนี้’ คำพูดสั้นๆ ประโยคนั้นฉีกกระชากหัวใจของเขาจนแหลกเป็นผุยผง ยิ่งกว่าพิษร้ายที่ค่อยๆ กัดกร่อนอวัยวะภายในทีละน้อยตลอดหลายปีที่ผ่านมา หลินจื่ออวี้ค่อยๆ ยกปลายนิ้วอันสั่นเทาขึ้นแตะที่หว่างคิ้วของตนเอง ตรงตำแหน่งแต้มชาดสีแดงสดอันเป็นเครื่องหมายแห่งเกอ... รอยชาดที่เคยเปล่งประกายงดงาม บัดนี้กลับซีดจางลงไปพร้อมกับลมหายใจที่ร่อยหรอ “ฝ่าบาท...” เสียงพึมพำแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบของสายลม “ข้า... มิได้ทำจริงๆ ...” ไม่มีใครรับฟัง และไม่มีใครได้ยินอีกต่อไป คำพูดที่เขาพร่ำบอกซ้ำๆ มาตลอดสามปี มลายหายไปในพายุหิมะ ร่างกายไม่อาจทานทนต่อความเจ็บปวดได้อีก เปลือกตาที่หนักอึ้งค่อยๆ ปิดลงช้าๆ หัวใจที่เคยเต้นรัวด้วยความทรมานและผิดหวังค่อยๆ แผ่วลงจนสงบนิ่ง หากภพหน้ามีอยู่จริง... ขออย่าได้เกิดมาพบพาน อย่าได้ผูกพัน และอย่าได้มอบหัวใจให้บุรุษผู้นี้อีกเลย ความรักที่ต้องแลกมาด้วยความตายอันโดดเดี่ยวเช่นนี้... มันทรมานเกินกว่าจะแบกรับไหวอีกต่อไปแล้ว ลมหายใจสุดท้ายขาดห้วง มือขาวซีดตกลงข้างลำตัวอย่างเชื่องช้า ร่างผอมบางในชุดขาวจมดิ่งลงสู่ความเงียบงัน ท่ามกลางหิมะที่โปรยปรายลงมากลบฝังร่างนั้นจนมิดชิด “เฮือก!” อากาศระลอกใหญ่ถูกสูดกระชากเข้าสู่ปอดอย่างรุนแรง เซียวหลงเหยียนผวาตื่นขึ้นสุดตัว สองมือคว้าสะเปะสะปะไปในความว่างเปล่า เหงื่อกาฬไหลรินท่วมแผ่นหลังจนเสื้อตัวในเปียกชุ่ม ลมหายใจหอบกระชั้นถี่รัว นัยน์ตาเบิกกว้างด้วยความหวาดตระหนกที่ยังตกค้างมาจากห้วงฝันร้าย กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้ง กลิ่นอายความตายอันหนาวเหน็บ และร่างไร้วิญญาณที่ผอมแห้งจนเหลือแต่กระดูกในตำหนักเย็น... ภาพเหล่านั้นยังคงฉายชัดอยู่ในหัวราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ ความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมาที่อกซ้ายรุนแรงเสียจนเขาต้องยกมือกุมหน้าอกไว้แน่น นิ้วมือจิกลงบนเนื้อผ้าไหมจนยับย่น “แฮ่ก... แฮ่ก...” เสียงหอบเหนื่อยดังก้องสะท้อนอยู่ในความเงียบ จักรพรรดิหนุ่มกวาดสายตามองไปรอบห้องด้วยความตระหนก เสาไม้แกะสลักลายมังกรเคลือบทองคำที่คุ้นตา ม่านโปร่งปักดิ้นทองที่ทอดตัวลงมาจากเพดานสูง กลิ่นหอมสะอาดของกำยานมังกรที่ลอยอวลอยู่ในอากาศ และไออุ่นจากเตาผิงทองเหลืองที่ตั้งอยู่สี่มุมห้อง ที่นี่ไม่ใช่ตำหนักเย็น และไม่ใช่โลงศพศิลาที่เขาเคยนอนรอความตายอย่างโดดเดี่ยวในวัยชรา พระหัตถ์ที่ยกขึ้นตรงหน้ายังคงเรียบเนียน ไร้ซึ่งรอยเหี่ยวย่นของกาลเวลาและรอยแผลเป็นจากคมดาบที่เขาได้รับในศึกสงครามช่วงบั้นปลายชีวิต “ฝ่าบาท! เกิดอันใดขึ้นพ่ะย่ะค่ะ!” เสียงร้องละล่ำละลักดังขึ้นพร้อมกับม่านมุ้งที่ถูกเปิดออก จางกงกงและเหล่านางกำนัลเวรยามต่างพากันก้าวเข้ามาคุกเข่าหมอบลงข้างแท่นบรรทมด้วยสีหน้าแตกตื่น เซียวหลงเหยียนมองใบหน้าของขันทีคนสนิท นัยน์ตาสั่นไหวอย่างรุนแรง “วันนี้... วันที่เท่าใด ปีอะไร!” จางกงกงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะรีบก้มหน้าตอบรัวเร็ว “ทูลฝ่าบาท วันนี้คือวันที่สิบห้า เดือนสิบ ปีเทียนหยวนที่สามพ่ะย่ะค่ะ... ทรงฝันร้ายหรือพ่ะย่ะค่ะ ให้กระหม่อมตามหมอหลวง...” “ปีเทียนหยวนที่สาม...” เซียวหลงเหยียนทวนคำพูดนั้นช้าๆ หัวใจพลันกระตุกวูบ ปีเทียนหยวนที่สาม... ปีที่เขาเพิ่งจะครองราชย์ได้เพียงสองปีเศษ ปีที่เขายังไม่ได้หลงเชื่อคำยุยงของพวกขุนนางชั่วจนหน้ามืดตามัว ปีที่ซูเฟยยังไม่ได้จัดฉากแสร้งทำเป็นแท้งลูกเพื่อป้ายสีฮองเฮา และที่สำคัญที่สุด... ปีที่หลินจื่ออวี้ยังมีชีวิตอยู่ ยังคงประทับอยู่ที่ตำหนักเฟิ่งอี๋ ยังไม่ได้ถูกเขาสั่งเนรเทศไปสู่ความตายอันหนาวเหน็บในตำหนักเย็นแห่งนั้น! หยาดน้ำอุ่นร้อนเอ่อล้นขึ้นมาคลอเบ้าตา ความรู้สึกผิดบาป ความเกลียดชังตัวเอง และความปีติยินดีอันล้นพ้นปะปนกันจนแทบจะระเบิดออกมาจากอก สวรรค์... สวรรค์มิได้ทอดทิ้งเขาจริงๆ “ฮองเฮา...” สุรเสียงที่เปล่งออกมาแหบพร่า “เวลานี้ฮองเฮาอยู่ที่ใด!” “ทูลฝ่าบาท ฮองเฮาเหนียงเหนียงประทับอยู่ที่ตำหนักเฟิ่งอี๋พ่ะย่ะค่ะ ยามนี้เพิ่งจะพ้นยามจื่อมาไม่นาน คงกำลังทรงพระอักษร...” ยังไม่ทันที่จางกงกงจะกล่าวจบ ร่างสูงใหญ่ก็ตวัดผ้าห่มออกแล้วก้าวลงจากแท่นบรรทมทันที “ฝ่าบาท! ฉลองพระองค์ก่อนพ่ะย่ะค่ะ! ข้างนอกหิมะแรกเพิ่งจะตกลงมา ลมหนาวจัดนัก!” จางกงกงร้องเสียงหลงเมื่อเห็นจักรพรรดิหนุ่มสวมเพียงชุดผ้าไหมสีขาวตัวบางสำหรับนอน มิได้สวมเสื้อคลุมขนสัตว์กันหนาว และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ พระบาททั้งสองข้างยังคงเปลือยเปล่า ไร้ซึ่งฉลองพระบาทรองรับ “หลีกไปให้พ้น!” เซียวหลงเหยียนปัดมือของขันทีเฒ่าออกอย่างไม่ไยดี แววตาคมกริบเต็มไปด้วยความร้อนรนจนแทบคลุ้มคลั่ง เขารอไม่ได้แม้แต่ลมหายใจเดียว ภาพร่างอันซีดขาวไร้ลมหายใจยังคงตามหลอกหลอนจนวิญญาณแทบแหลกสลาย หากไม่ได้เห็นด้วยตาตนเอง หากไม่ได้สัมผัสว่าร่างนั้นยังมีไออุ่นอยู่จริง เขาคงต้องคลั่งตายลงตรงนี้เป็นแน่! ตึง! บานประตูตำหนักหยางซินถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรง ลมหนาวกรรโชกพัดพากลุ่มละอองหิมะแรกสาดซัดเข้ามาปะทะใบหน้าจนเส้นผมสีดำขลับปลิวสะบัด ทว่าเซียวหลงเหยียนกลับไม่รู้สึกถึงความหนาวเหน็บนั้นเลยแม้แต่น้อย โอรสสวรรค์ผู้กุมอำนาจสูงสุดแห่งแผ่นดินต้าเซวียน ก้าวเท้าเปลือยเปล่าย่ำลงบนพื้นกระเบื้องหินอ่อนที่เย็นจัดจนเริ่มจับตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็ง ปั่ก! ปั่ก! เสียงฝีเท้าเร่งร้อนเหยียบย่ำลงบนทางเดินศิลา เสียงลมหายใจหอบกระชั้นดังสะท้อนท่ามกลางความเงียบสงัดของราตรี “ฝ่าบาท! หยุดก่อนพ่ะย่ะค่ะ! เตรียมเกี้ยวเร็วเข้า! คุ้มกันฝ่าบาท!” เสียงเอะอะโวยวายของจางกงกงและเหล่าองครักษ์ที่วิ่งกวดตามหลังมาไม่ได้เข้าสู่โสตประสาทของเขาแม้แต่น้อย ทหารยามและนางกำนัลเวรยามตามระเบียงทางเดินต่างพากันคุกเข่าหมอบกราบด้วยความตกตะลึงจนตัวสั่น ไม่มีใครเคยเห็นโอรสสวรรค์ผู้สุขุมและเย่อหยิ่ง วิ่งเท้าเปล่าในชุดนอนตัวบาง ลุยฝ่าหิมะยามค่ำคืนอย่างไม่คิดชีวิตเช่นนี้มาก่อน ความเย็นเยียบจากผืนหินบาดลึกผ่านฝ่าเท้าขึ้นมาจนชาด้าน เกล็ดหิมะคมกริบครูดผิวเนื้อจนเริ่มขึ้นรอยแดง ทว่าความเจ็บปวดเพียงเท่านี้ จะเทียบได้อย่างไรกับความทรมานที่จื่ออวี้ต้องทนแบกรับตลอดสามปีในตำหนักเย็น! ‘รอข้าก่อน... จื่ออวี้’ พระหัตถ์กำแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ เลือดสดซึมออกมาตามซอกเล็บ ‘ชาตินี้ ข้าจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนแตะต้องเจ้า ชาตินี้ ข้าจะไม่มีวันปล่อยให้เจ้าต้องทนหนาวเหน็บเพียงลำพังอีกต่อไป!’ ทางเดินคดเคี้ยวในวังหลวงที่เคยดูทอดยาว บัดนี้ถูกร่นลงด้วยฝีเท้าที่ก้าวกระโดดอย่างบ้าคลั่ง จนกระทั่ง บานประตูสีชาดขนาดใหญ่ของ ตำหนักเฟิ่งอี๋ ปรากฏขึ้นตรงหน้า เซียวหลงเหยียนไม่หยุดรอให้ขันทีหน้าประตูร้องขานชื่อ ปัง! สองมือผลักบานประตูหนาหนักออกอย่างรุนแรง เสียงแผ่นไม้กระแทกเข้ากับผนังดังกึกก้องไปทั่วทั้งตำหนัก ทำเอาเหล่านางกำนัลและขันทีด้านในสะดุ้งโหยง หันมามองผู้บุกรุกด้วยความแตกตื่น ทว่าเซียวหลงเหยียนไม่ได้มองคนเหล่านั้นเลยแม้แต่แวบเดียว สายตาคมกริบกวาดมองผ่านม่านไข่มุกเข้าไปยังห้องโถงชั้นในทันที และตรงนั้นเอง... ร่างโปร่งบางในชุดคลุมผ้าไหมสีฟ้าครามกำลังยืนชะงักอยู่ข้างโต๊ะทรงอักษร ในมือเรียวยังคงถือพู่กันค้างไว้ แสงเทียนสีส้มอบอุ่นสาดส่องกระทบดวงหน้างดงามหมดจดที่ปราศจากริ้วรอยบาดแผล ไร้ร่องรอยคราบเลือด และไร้ความซูบตอบอย่างคนใกล้ตาย ที่กึ่งกลางหน้าผากมน... แต้มชาดสีแดงสดดุจหยดโลหิตยังคงเปล่งประกายงดงาม สุกสกาว ชัดเจน หลินจื่ออวี้ที่ตกใจกับเสียงพังประตู ค่อยๆ หันกลับมามอง ดวงตาดอกท้อคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจเมื่อเห็นสภาพของคนที่ก้าวเข้ามา “ฝ่าบาท...?” เสียงทุ้มนุ่มนวลอันคุ้นเคยที่ลอยเข้ามาในโสตประสาท เปรียบประดุจสายน้ำทิพย์ที่รดลงบนหัวใจที่แห้งผากมานานนับปี คนผู้นี้... ยังมีชีวิตอยู่ ยังยืนอยู่ตรงหน้าเขา ยังมองเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงบระคนห่วงใย มิใช่สายตาที่ว่างเปล่าและสิ้นหวังในค่ำคืนที่สิ้นลมหายใจ “ฝ่าบาท เหตุใดจึงทรงแต่งกายเช่นนี้... พระบาทของพระองค์!” หลินจื่ออวี้ทิ้งพู่กันในมือลงทันที ดวงตาคู่งามฉายแววกังวลปนตกใจเมื่อสังเกตเห็นพระบาทเปลือยเปล่าที่เปรอะเปื้อนคราบหิมะและรอยถลอกแดงก่ำ ฮองเฮาหนุ่มรีบก้าวเท้าเข้ามาหา หมายจะทรุดตัวลงตรวจดูบาดแผล ทว่า ร่างทั้งร่างกลับถูกดึงรั้งเข้าไปปะทะกับแผงอกกว้างอย่างรุนแรงจนแทบเสียหลัก! หมับ! ท่อนแขนแกร่งตวัดรัดรอบเอวบางแน่นหนึบ ดึงร่างของหลินจื่ออวี้เข้ามาแนบชิดจนแทบไม่เหลือช่องว่างให้อากาศผ่าน เซียวหลงเหยียนกอดรัดคนในอ้อมแขนไว้แน่นเสียจนกระดูกแทบลั่น แรงกอดรัดนั้นรุนแรงจนจื่ออวี้แทบหายใจไม่ออก “ฝ่า... อึก ฝ่าบาท?” ร่างสูงใหญ่ของจักรพรรดิกำลังสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม ใบหน้าคมคายซุกลงกับซอกคอขาวเนียน สูดดมกลิ่นหอมสะอาดของดอกมู่หลานเข้าเต็มปอด กลิ่นอายที่เขาโหยหามาตลอดสองภพสองชาติ ก่อนที่หยาดน้ำอุ่นร้อนจะหยดลงบนผิวคอของหลินจื่ออวี้... หยดแล้วหยดเล่า “ฮึก...” เสียงสะอื้นไห้อย่างเจ็บปวดรวดร้าวหลุดรอดออกมาจากลำคอของโอรสสวรรค์ เซียวหลงเหยียนร่ำไห้ออกมาราวกับคนเสียสติ สองมือลูบแผ่นหลัง ลูบเส้นผม และกอดรัดร่างของฮองเฮาไว้แน่นขึ้นไปอีก ราวกับคนจมน้ำที่เพิ่งคว้าขอนไม้ท่อนสุดท้ายในชีวิตไว้ได้ “เจ้ายังมีชีวิตอยู่... จื่ออวี้ เจ้ายังอยู่ตรงนี้จริงๆ ...” น้ำเสียงที่เคยทรงอำนาจเหนือคนทั้งแผ่นดิน ยามนี้กลับแตกพร่าและเว้าวอนดั่งเด็กน้อยที่หลงทางในความมืดมิด “ข้าขอโทษ... ข้าขอโทษ...” หลินจื่ออวี้ตัวแข็งทื่ออยู่ในอ้อมกอดอันรุนแรง ความอบอุ่นที่แนบชิดและหยาดน้ำตาที่รดรินลงบนผิวเนื้อ ทำให้หัวใจของฮองเฮาหนุ่มเต้นระรัวด้วยความสับสนและไม่เข้าใจ เกิดอะไรขึ้นกับโอรสสวรรค์ผู้เคยสงวนท่าทีและเย็นชาดั่งก้อนน้ำแข็งผู้นี้กันแน่? ทว่า สัมผัสแห่งความเจ็บปวดรวดร้าวที่ส่งผ่านอ้อมแขนอันสั่นเทานั้น... กลับเป็นความจริงเสียจนจื่ออวี้ไม่อาจผลักไสชายหนุ่มตรงหน้าออกไปได้เลยบทที่ 5: บัญชีลับและกลิ่นคาวเงินแสงอรุณสีทองรำไรทอดผ่านม่านโปร่งลายเมฆา ขับไล่ความมืดสลัวในห้องบรรทมตำหนักเฟิ่งอี๋หลินจื่ออวี้ค่อยๆ ขยับเปลือกตาขึ้นอย่างเชื่องช้า ความอบอุ่นที่โอบล้อมรอบกายทำให้สติที่เพิ่งฟื้นคืนรู้สึกผ่อนคลาย หากเมื่อขยับกายเพียงนิด ความเจ็บแปลบระบมที่บั้นเอวและสะโพกพลันแล่นริ้วขึ้นมาจนต้องหลุดเสียงสูดปากแผ่วเบา ร่างกายคล้ายถูกบดขยี้จนแทบแหลกเป็นชิ้น ความทรงจำจากค่ำคืนอันเร่าร้อนยาวนานไหลบ่าเข้ามาในหัวเป็นฉากๆ ร่องรอยการกระทำอันดุดัน เอาแต่ใจ และหิวกระหายของบุรุษข้างกายยังคงตราตรึงอยู่บนผิวเนื้อทุกตารางนิ้ว“ตื่นแล้วหรือ คนดีของข้า...”สุรเสียงทุ้มต่ำนุ่มนวลดังขึ้นชิดริมหู พร้อมกับสัมผัสอุ่นชื้นที่กดจุมพิตลงบนขมับจื่ออวี้หันไปมอง พบว่าเซียวหลงเหยียนตื่นอยู่นานแล้ว พระองค์สวมเพียงเสื้อคลุมผ้าไหมตัวบางสีครามเข้ม เรือนผมสีหมึกปล่อยสยาย ไม่ได้มีเค้าลางของโอรสสวรรค์ผู้เคร่งขรึมในท้องพระโรงหลงเหลืออยู่แม้แต่น้อย บนพระพักตร์หล่อเหลาเกลื่อนไปด้วยรอยยิ้มพึงพอใจและแววตาระยิบระยับที่ชวนให้คนมองรู้สึกหน้าร้อนผ่าว“ฝ่าบาท... ยามใดแล้วพ่ะย่ะค่ะ” จื่ออวี้พยายามจะยันกายลุกขึ้น แผ
บทที่ 4: เผาทำลายป้ายชื่อ และคืนชดเชยสองชาติภพลานกว้างหน้ามุขตำหนักเฟิ่งอี๋ยามสนธยาคลาคล่ำไปด้วยข้าราชบริพารจากกองพิธีการและฝ่ายในกระถางสำริดขาสิงห์ขนาดใหญ่ถูกลากมาตั้งไว้กึ่งกลางลานหิน เปลวไฟสีส้มแดงลุกโชนส่งเสียงปะทุดังกึกก้อง แผ่ไอร้อนปะทะสายลมหนาวที่พัดกรูเข้ามา ขันทีเฒ่าจากกองกิจการฝ่ายในสองคนยืนตัวสั่นงันงก สองมือประคองถาดไม้จันทน์สีแดงชาดที่บรรจุ ‘ป้ายชื่อหยกเขียว’ ของเหล่าพระสนมทุกตำหนักไว้จนเต็มถาดเซียวหลงเหยียนยืนตระหง่านอยู่บนบันไดหินหน้าตำหนัก ฉลองพระองค์มังกรสีดำขลิบทองโบกสะบัดตามแรงลม ใบหน้าคมคายเยียบเย็นดั่งศิลาแลง แววตาไร้ซึ่งความลังเลแม้เพียงเศษเสี้ยว“ฝะ... ฝ่าบาท” ขันทีเฒ่าเอ่ยเสียงสั่นระริก สองเข่าทรุดลงแทบจะทรงตัวไม่อยู่ “ป้ายชื่อของพระสนมทุกพระองค์ในวังหลัง... อยู่ในถาดนี้หมดแล้วพ่ะย่ะค่ะ”เซียวหลงเหยียนก้าวเท้าลงจากบันไดหินทีละขั้น ชายเสื้อคลุมสะบัดพริ้วตามจังหวะก้าวอันหนักแน่นสายพระเนตรคมปลาบกวาดมองป้ายหยกสลักชื่อสนมแต่ละนาง ป้ายชื่อที่ในอดีตชาติเคยถูกพลิกสลับไปมาตามแรงยุยงของขุนนาง ป้ายชื่อที่เคยนำพาความอัปยศ ความอิจฉาริษยา และยาพิษเข้ามาพรากชีวิตของคนที่เ
บทที่ 3: หญ้าซ่อนจันทร์ในน้ำแกงรังนกแสงแดดอ่อนยามสายสะท้อนหิมะขาวโพลนบนขอบระเบียงตำหนักเฟิ่งอี๋จนเกิดเป็นประกายระยับตาไอหนาวภายนอกยังคงเสียดแทง ทว่าภายในห้องโถงกว้างกลับอบอวลไปด้วยความอุ่นสบายจากเตาผิงทองเหลืองทั้งสี่มุม หลินจื่ออวี้นั่งพิงพนักตั่งไม้มะค่าแกะสลักอย่างสงบ นิ้วเรียวยาวพลิกหน้าสมุดบัญชีคลังฝ่ายในอย่างเชื่องช้า สายตาสีหมึกไล่อ่านบันทึกการเบิกจ่ายผ้าไหมและถ่านหินอย่างถี่ถ้วน แผ่นหลังเหยียดตรงสง่างาม ไร้ร่องรอยความเหนื่อยล้าจากเหตุการณ์โกลาหลกลางดึกเมื่อคืนเมื่อเช้าตรู่ ก่อนที่เสียงระฆังยามเช้าจะดังกังวาน เซียวหลงเหยียนจำต้องยอมเสด็จกลับตำหนักหยางซินเพื่อผลัดเปลี่ยนฉลองพระองค์เข้าประชุมเช้า แม้แววตาคมกริบของโอรสสวรรค์ยามก้าวข้ามธรณีประตูออกไปจะฉายแววอาลัยอาวรณ์และห่วงหาจนแทบก้าวขาไม่ออก จื่ออวี้ก็ยังคงทำหน้าที่ส่งเสด็จด้วยท่าทีเรียบเฉยตามกรอบธรรมเนียมทว่าความเงียบสงบในตำหนักหลวงแห่งนี้มักดำรงอยู่ได้ไม่นานเสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังขึ้นจากหน้าประตู ม่านไข่มุกขยับกระทบกันดังกริ๊กเบาๆ ชุนหลานก้าวเข้ามาย่อกายลงเบื้องหน้า “ฮองเฮาเหนียงเหนียง เฉินกุ้ยเหรินแห่งตำหนักตะวันตกขอเข้าเฝ
บทที่ 2: อ้อมกอดที่สั่นสะท้านสายลมหนาวกรูเข้ามาทางบานประตูที่เปิดอ้า พัดเอาเปลวเทียนในโคมทองเหลืองไหวระริกจนเงาร่างของคนทั้งสองบนผนังห้องทอดยาวบิดเบี้ยวเกล็ดหิมะแรกที่เกาะอยู่ตามชายเสื้อตัวในสีขาวของเซียวหลงเหยียนละลายกลายเป็นหยดน้ำ ซึมลงบนพรมทอมือผืนหนาจนเกิดเป็นรอยด่างเข้ม ทว่าสิ่งที่ทำให้หลินจื่ออวี้ไม่อาจขยับเขยื้อนกายได้ มิใช่ความเย็นเยียบที่พัดผ่านเข้ามาปะทะผิว หากแต่เป็นไอร้อนผ่าวจากหยาดน้ำตาที่ร่วงเผาะลงบนซอกคออย่างไม่ขาดสายแผ่นหลังกว้างใต้ผืนผ้าไหมเนื้อบางสั่นเทาอย่างรุนแรงวงแขนแกร่งที่โอบรัดรอบเอวแน่นหนาจนกระดูกซี่โครงแทบรับน้ำหนักไม่ไหว ลมหายใจร้อนระอุที่เป่ารดผิวเนื้อเต็มไปด้วยความปวดร้าวที่อัดแน่นจนแทบแตกสลาย จื่ออวี้สูดกลิ่นไม้กฤษณาประจำพระวรกายที่ปนเปื้อนด้วยกลิ่นไอดินและหิมะอันเหน็บหนาว ความรู้สึกประหลาดสายหนึ่งแล่นพล่านไปตามแนวสันหลังจนขนลุกชันเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่?ตลอดสองปีเต็มหลังพิธีอภิเษกสมรส ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับจักรพรรดิหนุ่มตรงหน้าไม่ต่างจากน้ำในบ่อที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับน้ำในแม่น้ำเซียวหลงเหยียนที่เขารู้จัก คือโอรสสวรรค์ผู้เงียบขรึม ระแวดระวังตัว แล