ANMELDEN1 ปีผ่านไปไวเหมือนโกหก
ตอนนี้ฉันอยู่ปีสองแล้วและตัดสินใจย้ายมาอยู่หอพักด้านใน เพราะต้องเรียนเยอะขึ้นจึงไม่ค่อยมีเวลาแถมจะไปไหนมาไหนก็สะดวก
อีกอย่างหนึ่งปีที่ผ่านมาความสัมพันธ์ของฉันกับรุ่นพี่ไม่คืบหน้าเลย เจอหน้ากันที่คณะก็นับครั้งได้ อย่างน้อยการที่ฉันย้ายมาอยู่หอพัก ก็อาจเพิ่มโอกาสให้ฉันได้ใกล้ชิดเขามากขึ้น
“อิเค้ก มึงหอบอะไรมาเยอะแยกเนี่ย” แก้มบ่นขณะลากกระเป๋าใบใหญ่ของฉันขึ้นบันได
“อย่าบ่นน่ามึง เดี๋ยวกูพาไปเลี้ยงชาบู”
“อะเค๊” แก้มทำเสียงอ่อน
โชคดีที่พ่อของฉันมีเส้นสายในมหาลัยจึงทำให้ฉันได้อยู่ห้องพักที่ดีที่สุด และไม่ต้องไปอยู่ร่วมกับรูมเมทคนอื่น
หลังจากเก็บข้าวของในห้องเสร็จ ฉันก็พาเพื่อนสองคนมาที่สนามบาส
“อิเค้ก! ไหนบอกจะพาไปกินชาบู แต่พาพวกกูมาที่นี่เนี่ยนะ”
“ใจเย็นๆ มึงหิวแล้วเหรอ”
“แวะมาหาผู้ก่อนอีกตามเคย” แคร์นิสัยพูดน้อยต่อยตรงรู้ทัน ฉันยิ้มก่อนจะหันไปย่นจมูกใส่เพื่อน
เป็นอันรู้กันว่าตอนเย็นหลังเลิกเรียน ทุกครั้งที่ฉันมีเวลาว่าง จะต้องมานั่งดูรุ่นพี่ซ้อมบาสที่นี่เป็นประจำเพื่อส่งเสียงเชียร์ และค่อยส่งสายตาบอกความในใจที่ไม่เคยส่งไปถึงให้เขาได้รับรู้
“มึงๆ ดูนั่น” แก้มชี้ไปที่กลุ่มรุ่นน้องผู้หญิงปีหนึ่งที่ส่งเสียงเชียร์พี่พายุอย่างออกนอกหน้านอกตา และหนึ่งในนั้นมีผู้หญิงร่างเล็กหน้าตาน่ารักคนหนึ่ง เดินถือขวดน้ำเย็นไปให้พี่พายุของฉันข้างสนาม
“มึงๆ มันจับมือพี่พายุด้วย” แก้มพูดต่อทำให้เลือดในกายฉันเดือดปุด
พลางนึกถึงเหตุการณ์เมื่อหนึ่งปีที่แล้วในงานเลี้ยงคืนนั้น ถ้าวันนั้นฉันกล้าจับมือเขา วันนี้ฉันอาจจะไม่ได้มายืนอยู่ตรงนี้ แต่ได้ไปยืนอยู่ข้างเขาแทน
“อิน้องชะนีคนนี้ มันร้าย!”
“!!!” ฉันกำมือแน่น
“น่ารักด้วยนะมึง” แคร์พูดเมื่อเห็นใบหน้าสวยหวานของรุ่นน้องปีหนึ่งคนนั้น ที่อยู่ในชุดนิสิตสีขาวกระโปรงทรงพลีท
“เออนั่นดิ เด็กกว่าด้วย”
“พวกมึงอ่ะ!”
“เออๆ สวยสู้มึงไม่ได้” แก้มรีบปลอบแต่ฉันรู้ว่าสีหน้าแบบนี้คือเสแสร้งแกล้งทำเพื่อให้ฉันสบายใจ
ฉันนั่งดูการซ้อมบาสของรุ่นพี่บนอัฒจันทร์ด้วยสีหน้าบึ้งตึงไม่สบอารมณ์ แต่น้องปีหนึ่งคนนั้นกลับได้นั่งอยู่ข้างสนาม คอยเสิร์ฟน้ำเสิร์ฟผ้าเย็นให้กับรุ่นพี่ที่มาซ้อมอยู่ไม่ห่าง ทำให้ฉันหันกลับมามองตัวเองและรู้สึกน้อยใจ สิ่งที่ฉันทำได้ก็แค่นั่งมองเขาอยู่ไกลๆ ต่างกับผู้หญิงคนนั้นที่ได้ใกล้ชิดเขา
หลังจากซ้อมบาสเสร็จพี่พายุก็เดินไปขึ้นบิ๊กไบค์คู่ใจเตรียมจะกลับ ชั่วขณะหนึ่งสายตาของฉันก็หันไปสบสายตากับเขาพอดี
เขากำลังมองฉัน?
แต่ก็เหมือนเดิมเขายังคงรักษามาตรฐานความเย็นเหมือนตู้เย็นเบอร์ห้าที่ไม่เคยถอดปลั๊กจนฉันแทบจะถอดใจแทน
“อิเค้ก ป่ะ ไปจัดการมัน” พูดจบแก้มก็ดึงมือฉันเดินลงมาจากอัฒจันทร์ ตรงไปหากลุ่มรุ่นน้องปีหนึ่ง
“น้องคะ น้องคะ!!” แก้มเรียก
“พี่เรียกหนูเหรอคะ?” น้องปีหนึ่งคนนั้นหันกลับมาทำหน้างงๆ ชี้นิ้วไปที่ตัวเอง
“ค่ะ...น้องนั่นแหละ พวกพี่ขอคุยอะไรด้วยหน่อย” แก้มกรีดนิ้วชี้ไปรุ่นน้องปีหนึ่งคนนั้น
“…” ฉันยืนกอดอกมองด้วยสายตาหยิ่ง ตอนนี้เบ่งได้เพราะอยู่ปีสองแล้ว
“รุ่นพี่มีอะไรจะพูดกับหนูเหรอคะ”
“น้องรู้ไหมว่าพี่เป็นใคร” ฉันยิงคำถามตรงประเด็นใส่ทันทีโดยไม่อ้อมค้อมเพราะไม่อยากเสียเวลา
“ไม่รู้ค่ะ” รุ่นน้องคนนั้นตอบพร้อมกับส่ายหน้า
“พี่ชื่อเค้กส้มน่ะ พี่เป็นแฟน....ของพี่พายุ” ฉันเน้นคำว่าแฟนเสียงดังฟังชัด
“พี่เป็นแฟน! ของพี่พายุจริงเหรอคะ?” น้องคนนั้นก็ถามกลับด้วยสีหน้าแปลกใจสุดขีด แถมยังเน้นคำว่าแฟน ทำให้ฉันหน้าตึงคิ้วกระตุก นางร้ายไม่เบา
“หนูลูก ดูปากพี่นะคะ เขาเป็นแฟนกันค่ะ” แก้มชี้ปากตัวเองพูดเน้นทีละประโยคเพื่อยืนยันอีกเสียง ให้รุ่นน้องคนนั้นเข้าใจ
“พี่ไม่ชอบใจเลยที่น้องทำแบบนั้น” ใช่! ฉันไม่ชอบใจจริงๆ ที่บังอาจมาจับมือพี่พายุของฉัน
“หนูขอโทษค่ะ หนูไม่รู้ว่าพี่พายุมีแฟนแล้ว” รุ่นน้องพูดพร้อมกับยกมือไหว้ขอโทษ แต่สีหน้าไม่ได้รู้สึกผิดอย่างที่พูดจริงๆ
“ไม่รู้ไม่เป็นไร ต่อไปจะได้รู้ไว้”
“ถ้าอย่างนั้น...งานเลี้ยงที่คณะคืนนี้ พี่ก็จะมาพร้อมกับพี่ยุใช่ไหมคะ” รุ่นน้องปีหนึ่งพูดสีหน้าเหมือนกำลังท้าทาย แถมยังกล้าเรียกว่าชื่อเล่นพี่พายุเหมือนสนิทสนมกันอีก ส่วนงานเลี้ยงที่ว่าคืองานเลี้ยงต้องรับน้องปีหนึ่งที่จัดขึ้นที่คณะทุกปี
“ค่ะ! พี่ก็ต้องไปพร้อมกับแฟนพี่อยู่แล้ว”
“งั้นก็ดีค่ะ หนูจะรอพี่กับพี่ยุอยู่ที่งานนะคะ”
“!!!”
“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ขอตัวไปหาเพื่อนก่อนนะคะ สวัสดีค่ะ...รุ่นพี่” รุ่นน้องยกมือไหว้พร้อมกับรอยยิ้มมุมปาก ก่อนจะเดินไปหากลุ่มเพื่อน
“ร้ายจริงๆ” แคร์พูดเพราะรุ่นน้องคนนั้นนอกจากจะไม่กลัวพวกเราแล้วแถมยังมาท้าทายอีก
“พวกมึง กูจะทำยังไงดีวะ”
ถ้าน้องคนนั้นไม่เห็นฉันเข้างานพร้อมกับพี่พายุ นางคงไม่เชื่อแน่ว่าเป็นแฟนกันจริงๆ
ฟิววว ~
เสียงสายลมพัดใบไม้แห้งปลิวผ่านหน้าเราสามคนที่ตกอยู่ในภวังค์ความเงียบ เพราะกำลังใช้ความคิดหาแผนการที่จะทำให้ฉันได้ไปงานเลี้ยงพร้อมพี่พายุ
“มึง! กูคิดออกแล้ว”
“ห๊ะ! จริงเหรอ ยังไงมึง?” ฉันหันขวับไปถามด้วยความตื่นเต้น
“แต่แผนนี้มันเสี่ยงหน่อยนะ” แก้มบอกสีหน้ากังวล
“พูดมาเลย” ถึงมันจะเสี่ยงฉันก็ยอมทำทุกอย่างเพื่อจะไม่ได้เสียหน้า พูดไว้ขนาดนั้นแล้วถ้าทำไม่ได้ก็ไม่ใช่เค้กส้ม
“อย่างนี้นะมึง...ซุบซิบๆ...” พวกเราสามคนกอดคอกันล้อมวงโดยมีแก้มเป็นผู้บัญชาการกระซิบบอกแผนการค่ำคืนนี้
ฉันยิ้มเมื่อได้ยินแผนทั้งหมด เพื่อนรักไม่เคยทำให้ผิดหวังและแผนนี้ต้องได้ผล เสียดายน่าจะคิดได้ตั้งแต่ปีที่แล้ว...
หลังจากกินเสร็จพี่พายุก็จัดการเก็บโต๊ะทำความสะอาดทุกอย่างเป็นพ่อบ้านพ่อเรือน ส่วนฉันก็ถือวิสาสะเดินสำรวจดูห้องของเขา หนังสือเรียนถูกเก็บอย่างเป็นระเบียบ ภาพวาดหลายรูปติดอยู่บนผนังห้อง ไม่รู้ว่าเขาวาดเองหรือซื้อเอามาตกแต่ง บอกให้รู้ว่าเขาเองก็ชอบงานศิลปะเหมือนกันไหนจะถ้วยรางวัลที่ตั้งอยู่บนชั้นอีกหลายใบ ทั้งหล่อทั้งเรียนเก่ง เป็นเด็กกิจกรรม มีครบทุกอย่างในตัวเขา ฉันยิ้มด้วยความปลาบปลื้ม เดินมาหยิบกรอบรูปของเขาขึ้นมาดูอีกครั้ง“ชอบพี่เหรอ” จู่ๆ เสียงทุ้มเอ่ยถามชนิดที่ฉันยังไม่ทันได้ตั้งตัว หันกลับไปมองก็เห็นว่าเขามายืนอยู่ด้านหลังแล้ว ไม่รู้ว่ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ หรือแอบไปเรียนวิชานินจามาถึงได้โผล่จากตรงนั้นมาตรงนี้ได้ไวแบบนี้“...” ฉันมองเขาตาโต หูฝาดไปหรือเปล่าที่ได้ยินเขาถามประโยคนี้ หรือเขาไปกินอะไรผิดมา“ทำไมถึงชอบพี่” พี่พายุถามย้ำขึ้นมาอีกครั้ง ทำให้ฉันรู้ว่าไม่ได้หูฝาดไปตายแล้วอิเค้ก ตั้งใจจะมาอ่อยเขาแต่ดันเจอเขาอ่อยกลับแถมอ่อยแรงด้วย แล้วฉันจะตั้งรับยังไง“...”“ว่ายังไงครับ” ร่างสูงขยับเข้ามาใกล้“ทำไมถึงคิดว่าเค้กชอบพี่ละคะ”เอาสิ อ่อยมาฉันอ่อยกลับไม่ยอมเสียเปรียบบอกความในใ
พี่พายุขับรถพาฉันกลับมาตามเส้นทางหอพักของเขา คงเพราะไม่รู้จะไปส่งฉันที่ไหน เขาพยุงฉันขึ้นมาบนห้อง ค่อยๆ วางฉันลงบนเตียง ก่อนจะเดินออกไป ตามมาด้วยเสียงปิดประตูและเสียงน้ำไหลคงไปอาบน้ำแหละ แค่คิดใบหน้าก็ร้อนผ่าวฉันดีดตัวลุกจากเตียง อยากจะกรี๊ดดังๆ แต่ก็ต้องเก็บอาการไว้เดี๋ยวเขาได้ยิน ฉันมองไปรอบๆ ห้องข้าวของของเขาถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ สะอาดสะอ้านมากกว่าห้องของฉันเสียอีก พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นกรอบรูปอันหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะหนังสือที่ช่างดูคุ้นตาเหลือเกิน ฉันเดินไปหยิบมันขึ้นมา ยิ้มแก้มแทบปริเมื่อรู้ว่ามันคือกรอบรูปที่ฉันทำให้เขาเป็นของขวัญสำหรับพี่รหัสเมื่อปีที่แล้วรูปที่ฉันแอบถ่ายเขาในมุมเผลอตอนที่กำลังเล่นบาส อยู่ในกรอบสีชมพูน่ารัก พร้อมกับการ์ดรูปหัวใจที่เขียนด้วยลายมือตัวเองของขวัญสำหรับพี่รหัสที่น่ารักค่ะ จากเค้กส้มฉันไล่ปลายนิ้วไปตามรูปหน้าได้สัดส่วน เรื่อยมาจนถึงปลายจมูกโด่ง ริมฝีปากบาง ฉันยิ้มออกมาด้วยหัวใจที่พองโต“ยังเก็บไว้อยู่สินะ” แต่แล้วฉันก็ต้องสะดุ้ง เมื่อเสียงทุ้มเอ่ยขึ้นมาจากด้านหลัง“ตื่นแล้วเหรอ”ฉันหันกลับไป สายตาของเราประสานกัน ตกอยู่ในภวังค์ความเงียบ หั
“พี่ยุ!” ฉันอุทานชื่อของคนที่ฉันอ้วกใส่ด้วยสีหน้าตกใจสุดขีด ก่อนจะก้มมองกางเกงยีนของเขาที่เลอะอ้วกฉันเต็มไปหมดรู้สึกอายจนต้องแกล้งเมาต่อ ซุกหน้ากับอกกว้าง อยู่ในวงแขนของเขา ไม่กล้าเงยขึ้นมาสบตา“พี่พายุขา น้องแก้มขอโทษแทนเพื่อนด้วยนะคะ พอดีว่ามันเมามาก อย่าโกรธมันเลยน่า พลีส~” แก้มพูดเสียงออดอ้อนพร้อมกับยกมือไหว้ สีหน้าสำนึกผิดแทนเพื่อน “ไม่เป็นไรครับ”“ใจดีจังเลยค่ะ” แก้มยิ้มเขิน ยืนบิดตัวไปมา“…” ส่วนฉันยังคงแกล้งหลับอยู่ในอ้อมแขนของเขาต่อ เพราะอายจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ไหน แกล้งหลับไปก่อนแล้วกัน“พี่พายุ แคร์ฝากดูส้มแป๊บดิ” จู่ๆ แคร์ก็พูดขึ้นฉันขมวดคิ้วสงสัยว่าทำไมพวกมันถึงคิดจะทิ้งฉัน ก่อนจะยิ้มออกมาเมื่อรู้ว่าเพื่อนกำลังวางแผนการร้ายกาจที่จะทำให้ฉันได้อยู่กับพี่พายุตามลำพัง‘งื้อ เพื่อนรัก รักเพื่อน’“ครับ?” คำว่าครับของเขาเหมือนจะเป็นประโยคคำถามมากกว่าประโยคตอบรับทำให้แคร์ต้องพูดต่อ“อ้อ คือว่าแคร์กับแก้มจะกลับไปเอากระเป๋าที่โต๊ะค่ะ เดี๋ยวมา”“เออๆ ใช่ๆ เราสองคนลืมกระเป๋าค่ะ ฝากพี่พายุดูแลเค้กแป๊บนะคะ แล้วพวกเราจะรีบกลับมา น่า~”“ได้ครับ”'สำเร็จ!' ฉันลอบยิ้ม แอบหรี่ตามองก็เห็
“สวัสดีค่ะรุ่นพี่”“!!!” ฉันลุกจากเก้าอี้หันกลับไป “เมื่อกี้มากับพี่ยุเหรอคะ”“ไม่เห็นเหรอ” ฉันถามกลับ ยืนกอดอกเผชิญหน้า“ก็เห็นนะคะ แต่ว่าเมื่อกี้หนูไปถามพี่ยุมา เขาบอกว่าพี่ไม่ได้เป็นแฟนเขานี่คะ แต่ว่าเป็น...” รุ่นน้องคนนั้นยิ้มมุมปาก ปลายนิ้วม้วนปอยผมตัวเองไปมา ท่าทางยียวนชวนตบ มองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้า “!!!” หัวใจฉันหล่นตุ้บ ไม่ใช่เพราะกลัวรุ่นน้องคนนี้หรอกนะ แต่เพราะฉันกลัวคำตอบของเขาต่างหาก“เป็นอะไรคะน้อง? คนเขาเป็นแฟนกันแล้วยังจะมายุ่งกับเขาอีก” แก้มสวนขึ้นเพราะรู้สึกโกรธแทน “ก็เป็น...น้องรหัสนะสิคะ พี่ยุบอกว่าพี่เค้กส้มไม่เคยมาขอเป็นแฟนเลย แล้วแบบนี้จะเรียกว่าแฟนได้ยังไงกัน จริงไหมคะ” น้องคนนั้นพูดไปยิ้มไปทำเหมือนกับว่าตัวเองเหนือกว่า“...” ฉันกำมือแน่นจนรู้สึกเจ็บ ปลายเล็บยาวที่เพิ่งต่อมาจิกลงไปในเนื้อ“อิเค้กใจเย็น” แก้มกระซิบข้างหู พร้อมกับกอดไหล่ฉันไว้“นี่น้อง ถ้าไม่รู้อะไรพี่ว่าอย่าพูดจะดีกว่านะ เพราะน้องอาจจะเงิบในภายหลังได้ ทางที่ดีน้องกลับไปหาเพื่อนของน้องเถอะ ก่อนจะถูกพวกพี่ตบ” แคร์บอกด้วยสีหน้านิ่งแต่ก็พร้อมจะเอาจริง“…” รุ่นน้องคนนั้นยิ้มราวกับเห็นว่ามันเป็นเรื่
“เค้กกำลังจะไปงานเลี้ยงที่คณะค่ะ”“แล้วพี่ยุจะไปไหนคะ”“พี่ก็กำลังจะไปงานเลี้ยงที่คณะเหมือนกัน”“ถ้าอย่างนั้น...เค้กจะไปกับพี่ไหม?”“ไปค่ะ” คงไม่ต้องรอให้พระอิฐพระปูนมาสวดหรือรอให้ใครมาตัดริบบิ้น ฉันยิ้มและตอบตกลงเขาไปทันทีพี่พายุเดินไปที่รถ ก่อนจะเดินกลับมาพร้อมกับหมวกกันน็อคใบใหญ่“ใส่ไว้นะ” เขาใส่หมวกกันน็อคของเขาที่มีอยู่ใบเดียวให้ฉัน กลิ่นแชมพูอ่อนๆ แบบผู้ชายยังหอมอบอวลอยู่ในหมวกทำให้ใบหน้าฉันร้อนผ่าวร่างสูงก้าวขึ้นไปนั่งบนรถบิ๊กไบค์ ก่อนจะหันมามองฉันเหมือนดูว่าฉันจะขึ้นได้ไหมฉันยิ้มพลางนึกในใจว่ารุ่นพี่ไม่ต้องเป็นห่วง ฉันเตรียมพร้อมมาแล้ว เพราะรู้ว่าต้องมาทำอะไรแบบนี้ ฉันจึงเลือกใส่ชุดกระโปรงสั้นรัดรูปที่มีซับด้านในเป็นกางเกงให้ง่ายต่อการนั่งซ้อนท้ายขาของฉันก้าวขึ้นมานั่งบนเบาะ ก่อนจะโน้มตัวลงไปโอบกอดเอวเขาไว้แน่นราวกับว่ากลัวตก แต่ความจริงแล้ว...ฉันอยากกอดรุ่นพี่แบบนี้มานานแล้วรถบิ๊กไบค์ค่อยๆ ออกตัว ฉันหันกลับไปโบกมือให้เพื่อนสองคนที่ยืนแอบอยู่หลังต้นไม้ ตอนนี้พวกมันยิ้มหน้าบาน กระโดดดีใจ แก้มเล่นใหญ่กว่าใคร ปาดน้ำตาเหมือนกำลังจะร้องไห้ไม่รู้ฉันเป็นโรคจิตหรือเปล่าเพราะชอ
เวลาหนึ่งทุ่มนิดๆหลังจากแต่งตัวเสร็จ ฉันก็ออกมายืนรอพี่พายุอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ใกล้กับหอพักของเขาเพื่อทำตามแผนที่เพื่อนบอกสายตาของฉันทอดมองออกไปบนท้องถนนที่มืดสลัว มีเพียงแสงไฟริบหรี่จากหลอดนีออนข้างทางที่ส่องสว่างจนฉันเริ่มกลัว ในใจพลางคิดว่าฉันทำถูกไหมที่เลือกแผนนี้ แต่แล้วความกลัวและความกังวลของฉันทุกอย่างก็หายไป เมื่อเสียงมือถือดังขึ้น“ว่าไงมึง” ฉันกดรับสาย“ออกไปแล้วๆ ทำตามแผนได้เลย” แก้มพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น เมื่อฉันส่งมันสองคนไปสอดแนมที่หอพักของพี่พายุ และโทรมารายงานทันทีที่เห็นเขาขับรถออกมา“ระวังตัวด้วยนะมึง”“อืม ขอบใจมาก” ฉันกดวางสาย พร้อมกับชะโงกหน้าไปมองบนท้องถนน แสงไฟจากหน้ารถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์เลี้ยวผ่านโค้งเข้ามา ใกล้ถึงจุดที่ฉันยืนอยู่ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วปล่อยออกมาเพื่อเรียกความกล้า ก่อนที่ขาสองข้างจะก้าวเดินออกไปเอี๊ยดดด....!!!เสียงล้อรถเบรกลากไปกับพื้นถนนจนได้กลิ่นไหม้ ทิ้งรอยดำเป็นทางยาวหลายเมตรฉันยืนหลับตาปี๋ สั่นไปทั้งตัว ในใจพลางคิดว่าตัวเองตายหรือยัง“เป็นอะไรไหมครับ?!” เสียงทุ้มเอ่ยถามด้วยความตกใจ ฉันค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาทีละข้างก็เห็นว่าเขามายืนอยู่ตร







