Masukในขณะที่นางกำลังจะเอื้อมมือไปหยิบมีดสั้นในตะกร้าเพื่อกรีดเอาพิษออก มือหนาที่เย็นเฉียบเยี่ยงซากศพ กลับพุ่งเข้ามากระชากข้อมือของนางเอาไว้แน่น เฟยเยี่ยหรงปรือตาขึ้นมาอย่างยากลำบาก นัยน์ตาปีศาจที่เคยสะกดข่มผู้คนบัดนี้พร่ามัว แต่ยังคงแฝงไปด้วยกระแสไอสังหารอันเข้มข้น“เจ้า เป็นใคร... อย่าแส่หาเรื่องตาย” เสียงของเขาแหบพร่า ทว่าแรงบีบที่ข้อมือกลับหนักหน่วงจนน่าเหลือเชื่อมู่หรงเสวี่ยไม่ได้ตื่นตระหนก นางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของมัจจุราชหนุ่มด้วยสายตาราบเรียบ ดุดัน และเด็ดเดี่ยว เยี่ยงผู้บังคับบัญชาในสนามรบ ทำเอาเฟยเยี่ยหรงถึงกับชะงักไปเล็กน้อย ด้วยไม่เคยเห็นสตรีสาวชาวบ้านคนใด ที่มีแววตากล้าแกร่งเช่นนี้มาก่อน“หากข้าอยากให้เจ้าตาย ข้าแค่ยืนดูเฉยๆ เจ้าก็ลงนรกไปแล้ว” มู่หรงเสวี่ยเอ่ยเสียงเฉียบขาด“ปล่อยมือซะ ถ้ายังอยากมีขาไว้เดิน และอยากมีชีวิตอยู่ไปแก้แค้นพวกที่ทำกับเจ้าให้อยู่ในสภาพนี้ ข้าเป็นหมอ และตอนนี้ข้าคือคนเดียวที่จะฉุดเจ้าขึ้นมาจากประตูนรกได้!”คำพูดที่ทรงพลังและเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจของสตรีตรงหน้า ทำให้ส่วนลึกในจิตใจของเฟยเยี่ยหรงยอมคลายแรงบีบที่ข้อมือลง ก่อนที่สติของเขาจะดับวูบไปพร้อมกั
ภาพตรงหน้าเปรียบเสมือนสายฟ้าที่ฟาดลงกลางอกของเฟยเยี่ยหรงอย่างรุนแรงมัจจุราชสีชาดตัวแข็งทื่อ แววตาปีศาจวูบไหวด้วยความตกตะลึงระคนพ่ายแพ้อย่างราบคาบเขาเฝ้ามองดูแววตาคู่คมดุจพยัคฆ์ของเยี่ยเฟิงหาน มันปราศจากความโอหัง มีเพียงความรัก ความภักดี และความสละละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างในโลกหล้าเพื่อสตรีผู้เดียว ซึ่งเป็นสิ่งที่คนในเงามืดเช่นเขาไม่มีวันหยิบยื่นให้นางได้ดีเท่านี้ ความอ่อนโยนและความจริงใจที่ฉินอ๋องมีให้เซี่ยหลินหวง มันเป็นของจริงแท้ที่เหนือชั้นกว่าสิ่งใด‘ข้ายอมแพ้แล้ว’ เฟยเยี่ยหรงเอ่ยขึ้นในใจ มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย ให้กับความพ่ายแพ้ของตนเองนิ้วเรียวยาวของเขาค่อยๆ ลดกระบี่เหล็กกล้าสีดำทมิฬเก็บเข้าฝักดังกึก แววตามืดมนทอประกาย เขายอมยกธงขาวกลับไปแต่โดยดีมุมปากของเขายกยิ้มหยันอันอันตราย ทว่ารอยยิ้มที่ประดับมุมปากยามนี้กลับแฝงความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีระคนเวทนาตนเอง เขาชุดแดงจ้องมองรอยผ้าพันแผลที่ต้นแขนขวาที่นางเคยทำแผลให้ เศษเสี้ยวความอบอุ่นในถ้ำยามนั้น จะยังคงเป็นสมบัติล้ำค่าชิ้นเดียวที่เขาจะเก็บรักษาไว้เยียวยารอยร้าวในใจไปชั่วชีวิตแม้เขาจะไม่ได้นางมาครอบครอง ทว่านางก็อยู่ในพื้นที่ปล
ขบวนวิวาห์อันยิ่งใหญ่เคลื่อนผ่านประตูเมืองหลวงเข้ามาอย่างสมเกียรติ ท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีของชาวเมือง ที่พากันมายืนมุงดูจนถนนสายหลักแทบแตก สตรีทั่วทั้งเมืองหลวงต่างพากันอิจฉาเซี่ยหลินหวง ที่สามารถสยบพยัคฆ์หนุ่มผู้เกรียงไกรอย่างเยี่ยเฟิงหานให้ยอมละทิ้งจวนอ๋องอันหรูหรา เพื่อแต่งเข้าจวนสตรีและพร้อมอยู่ใต้โอวาทของนางอย่างเต็มใจทว่าในมุมมืดของโรงเตี๊ยมชื่อดังริมถนน สายตาคมกริบคู่หนึ่งในชุดคลุมสีแดงชาด กำลังทอดมองภาพการกุมมืออันหวานชื่นนั้นจากชั้นสอง เฟยเยี่ยหรงหมุนจอกสุราในมือเบาๆ นิ้วเรียวยาวสะกิดกระบี่เหล็กกล้าข้างกายให้เผยคมเงาราวกับกำลังกระหายเลือด“องครักษ์เหมันต์นับพันเช่นนั้นหรือ? ช่างต้อนรับข้าได้ยิ่งใหญ่นัก เยี่ยเฟิงหาน” เฟยเยี่ยหรงแค่นยิ้มหยัน แววตาของเขาเต็มไปด้วยความท้าทาย“คืนเข้าหอนี้ ข้าจะทำให้เจ้าได้รู้ว่า สิ่งที่เจ้าคิดว่าปกป้องได้ดีที่สุด ข้าจะแย่งชิงมันมาต่อหน้าต่อตาเจ้าได้อย่างไร!”เสียงมโหรีและเสียงกลองมงคลดังก้องกังวานกลบเสียงลมหนาวของเมืองหลวงเยี่ยนจิงจนหมดสิ้น เกี้ยวเจ้าสาวสีแดงชาดหลังมหึมาปักลวดลายหงส์เพลิงเหยียบเมฆาด้วยดิ้นทองคำแท้ เคลื่อนตัวผ่านประตูเมืองหลวง
ขบวนรถม้าหรูหราเนื้อไม้พะยูงคันงามของหอการค้าเสวียนอู่ บัดนี้กำลังเคลื่อนตัวมุ่งหน้ากลับสู่เมืองหลวงเยี่ยนจิง หลังจากที่เซี่ยหลินหวงได้ใช้สมองและเงินตราทลายแผนการโกงกิน นางช่วยเหลือจวนตระกูลหลิ่วของท่านตา จนผงาดขึ้นมาได้อีกครั้งในเมืองซู่โจวภายในรถม้าอันกว้างขวางและอบอวลไปด้วยกลิ่นกำยานอันหอมละมุน เซี่ยหลินหวงกำลังนั่งนิ่งสงบอยู่หลังโต๊ะอักษรขนาดเล็ก นางกำลังนั่งตรวจทานฎีกาการค้าและยอดบัญชีผลกำไรของเครือข่ายหอโอสถร้อยลี้อย่างสุขุมเยือกเย็นแววตาคู่สวยสว่างไสวไร้แววเหน็ดเหนื่อย ไม่หลงเหลือความอ่อนแอในอดีตชาติที่ผ่านมาอีก“คุณหนูเจ้าคะ ท่านอ๋องควบม้าศึกตามประกบหน้าต่างรถม้าไม่ยอมห่างเลยเจ้าค่ะ” โมลี่แอบเลิกผ้าม่านหน้าต่างของรถม้าออกดู พลางหันมากระซิบกระซาบด้วยรอยยิ้มกริ่มกับคุณหนูของตนเอง หากเป็นท่านอ๋องผู้นี้นางยอมสนับสนุนอย่างเต็มที่“ตั้งแต่ก้าวออกจากประตูจวนตระกูลหลิ่วมา ท่านอ๋องก็แทบจะไม่ปรายสายตามองสิ่งใดนอกจากจ้องมองแต่คุณหนูเลยเจ้าค่ะ”เซี่ยหลินหวงปรายสายตามองออกไปนอกหน้าต่างรถม้าท่ามกลางแสงแดดอุ่น ร่างสูงใหญ่สง่าผ่าเผยของเยี่ยเฟิงหาน กำลังควบม้าศึกเคียงคู่ไปกับรถม้าของนางอย่า
สายลมยามวสันตฤดูพัดโชยเอาไออุ่นของฤดูกาลใหม่ เข้ามาชะล้างความหนาวเหน็บของเกล็ดหิมะให้ละลายหายไปจนสิ้น เมืองซู่โจวในยามนี้เต็มไปด้วยดอกโบตั๋นและดอกหลีฮวาบานสะพรั่งส่งกลิ่นหอมละมุนโชยอบอวลไปทั่วทั้งตรอกซอยทว่า ณ จวนตระกูลหลิ่วที่เพิ่งผ่านพ้นวิกฤตการณ์การโกงกินจากตระกูลชางมาหยกๆ บรรยากาศกลับครึกครื้นและเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะชื่นมื่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาเนิ่นนานภายในศาลารับรองหินหยกใจกลางสวนอันร่มรื่น เซี่ยหลินหวงที่อยู่ในอาภรณ์ผ้าไหมสีมรกตเนียนสนิทไร้รอยต่อขับผิวพรรณของนางให้ดูขาวผ่องดุจหิมะ กำลังนั่งรินน้ำชาอุ่นๆ ให้แก่ท่านตาหลิ่วซานอย่างช้าๆ ท่วงท่าระหงของนางสง่างามสลัดคราบความเจ็บปวดจากชาติก่อนจนหมดสิ้นแววตาคู่สวยนิ่งสงบ บนโต๊ะไม้พะยูงเต็มไปด้วยขนมมงคลเลิศรสและสมุดบัญชีของโรงสีข้าวเล่มใหม่ ที่มีผลกำไรท่วมท้น และเปลี่ยนแซ่มาเป็นแซ่หลิ่วเรียบร้อยแล้ว“ฮ่า ๆ ๆ หลินหวง ตานึกไม่ถึงเลยว่าเจ้าจะฉลาดล้ำเลิศปานนี้”ท่านตาหลิ่วซาน หัวเราะออกมาด้วยความซาบซึ้งใจอันเปี่ยมล้น แววตาของชายชราเป็นประกายจ้องมองหลานสาวคนโตด้วยความรักและความห่วงใยตั้งแต่บุตรสาวของเขาหลิ่วเอ๋อร์ได้จากโลกไป ตาแก่อย่างเข
ณ จวนลับในหุบเขาเงามืด ที่ตั้งของกองบัญชาการใหญ่ของหอปลิดบุปผากลิ่นอายคาวเลือดและไอสมุนไพรรักษาแผลยังคงอบอวลอยู่รอบเตียงนอนไม้โบราณ ร่างสูงสง่าผ่าเผยในเสื้อคลุมผ้าไหมสีแดงชาดจัดจ้านของเฟยเยี่ยหรง นั่งเอนหลังพิงหมอนอิงอย่างเชื่องช้าแขนขวาของเขาถูกพันด้วยผืนผ้าอย่างแน่นหนาประณีต ด้วยฝีมือของเซี่ยหลินหวง แม้ใบหน้าหล่อเหลาราวปีศาจจำแลงจะยังคงซีดขาว ทว่าแววตาคู่เฉี่ยวคมของเขากลับทอประกายความลุ่มหลงอย่างลึกล้ำยิ่งกว่าเดิม“นายน้อยขอรับ สายสืบรายงานว่า คุณหนูเซี่ยหลินหวงเดินทางกลับถึงจวนหงส์ร่อนอย่างปลอดภัยแล้วขอรับ ทว่าฉินอ๋องเยี่ยเฟิงหานนำกองกำลังเหมันต์ควบม้าศึกมารอรับ ด้วยท่าทางหวงใยนางมากเลยขอรับ” หลงจู๊ประจำพรรคคุกเข่ารายงานตัวสั่นเทาเฟยเยี่ยหรงปรายสายตามองกล่องยาหยกขาวและม้วนสัญญาการค้าชายแดนที่เซี่ยหลินหวงทิ้งเอาไว้ให้ดูต่างหน้า มุมปากของเขาประดับรอยยิ้มหยันอันตราย ทว่าแววตาที่มืดมนทอประกายความออกมาอย่างเด่นชัด“หึงหวงเช่นนั้นหรือ? ฉินอ๋องช่างขลาดเขลานัก” เฟยเยี่ยหรงแค่นเสียงหัวเราะออกมา“เซี่ยหลินหวง เจ้าแสร้งทำเป็นเย็นชาเฉยชาบอกว่าข้ามีประโยชน์เพียงแค่สัญญาการค้า ทว่าสัมผัสอันนุ







