Mag-log inเช้าวันรุ่งขึ้น ทั่วทั้งเมืองหลวงคล้ายถูกจุดไฟเผาด้วยข่าวลือสายหนึ่งที่ลุกลามเร็วกว่าไฟลามทุ่ง
เรื่องราวที่ฮูหยินเอกตระกูลเซี่ยสะบัดพู่กันเขียนหนังสือหย่าตบหน้าหย่งอันโหวกู่เหวินชาง แล้วออกจากจวนไป กลายเป็นหัวข้อสนทนาหลักในทุกเหลาสุรา ทว่าแทนที่ชาวบ้านจะตราหน้าว่าเซี่ยหลินหวงเป็นสตรีแพศยาไร้ยางอาย
กระแสสังคมกลับตีกลับอย่างรุนแรงเมื่อมีข่าววงในหลุดรอดออกไปว่า ท่านโหวชั่วช้าถึงขนาดบังคับให้ฮูหยินเอกที่เพิ่งฟื้นจากความตาย ยอมเซ็นรับรองอนุหญิงคณิกาขึ้นเป็นฮูหยินรอง ทั้งยังหวังจะยึดครองสินเดิมของฮูหยินเอกไปบำเรอชู้รัก
ณ จวนหย่งอันโหว เสียงตวาดลั่นด้วยความเด็ดขาดยังคงดังมาจากห้องโถงหลัก
“นังแพศยาเซี่ยหลินหวง! มันกล้าดียังไงถึงเอาเรื่องในจวนไปโพนทะนาจนข้ากลายเป็นตัวตลกในราชสำนัก!”
กู่เหวินชางทุบโต๊ะน้ำชาจนถ้วยกระเบื้องสั่นสะท้อน ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้น สายตาของขุนนางคนอื่นๆ ที่มองเขาในตอนเช้าเต็มไปด้วยความเหยียดหยาม
“พี่เหวินชาง อย่าโกรธไปเลยเจ้าค่ะ” ซูซวงซวงในชุดสีชมพูอ่อนก้าวเข้ามาประคองแขนของเขา นางแสร้งทำน้ำตาคลอเบ้า
“พี่หญิงคงโกรธที่ท่านพี่รักซวงซวง จึงได้กุเรื่องใส่ร้ายเช่นนี้ แต่สิ่งที่ซวงซวงเป็นห่วงคือ เมื่อครู่พ่อบ้านมารายงานว่า ทรัพย์สินและร้านค้าที่เป็นสินเดิมของพี่หญิงถูกคนของตระกูลเซี่ยขนย้ายออกไปจนหมดสิ้น หากคลังหลักของจวนเราไม่มีเงินหมุนเวียน ซวงซวงเกรงว่างานเลี้ยงน้ำชาที่ซวงซวงตั้งใจจะจัดเพื่อเชิญเหล่าฮูหยินชั้นสูงจะ...”
คำพูดของซูซวงซวงจุดประกายความงกและความเสียดายเงินในใจของกู่เหวินชางทันที ก่อนหน้านี้เขาสุขสบายได้ก็เพราะเงินสินเดิมของตระกูลเซี่ยคอยหนุนหลัง เมื่อนึกขึ้นได้ว่าทรัพย์สินมหาศาลหลุดมือไป เขาก็กัดฟันกรอด
“ขนไปหมดแล้วงั้นหรือ? ฝันไปเถอะ! แต่งเข้าจวนกู่แล้ว สมบัติของนางย่อมเป็นของจวนกู่ พ่อบ้าน! เกณฑ์บ่าวไพร่ฉกรรจ์สามสิบคนไปที่คลังสินเดิมของตระกูลเซี่ยหน้าร้านผ้าตรอกตะวันออก ขนหีบสมบัติและเครื่องประดับทั้งหมดกลับมา ใครกล้าขวางให้ทุบตีมันให้ตาย!"
ณ ถนนสายหลักตรอกตะวันออก เบื้องหน้าร้านผ้าตระกูลเซี่ยอันเก่าแก่
บรรยากาศในยามสายคึกคักเป็นพิเศษ ทว่าในวันนี้กลับแปลกตาไปเมื่อมีโต๊ะน้ำชาขนาดใหญ่ตั้งอยู่หน้าร้าน พร้อมป้ายผ้ากางเด่นหราเขียนอักษรตัวโตว่า ขนย้ายเศษซากสินเดิมที่เหลือจากจวนหย่งอันโหว
ชาวบ้าน บัณฑิตยากจน และผู้คนนับร้อยต่างมายืนมุงดูด้วยความสนใจ โดยมีคนของหอเสวียนอู่แอบแฝงตัวอยู่ในฝูงชนคอยปั่นกระแสอย่างแนบเนียน
เซี่ยหลินหวงนั่งอยู่หลังม่านมุกบนชั้นสองของร้านผ้า นางจิบชาอย่างสง่างาม สายตาคมกริบมองลงไปยังฝูงชนเบื้องล่าง โมลี่ยืนอยู่ข้างๆ ใบหน้าตื่นเต้นระคนสะใจ
“คุณหนูเจ้าคะ พวกมันมากันแล้วเจ้าค่ะ บ่าวไพร่จวนโหวขนกันมาเป็นโขยงเชียว” โมลี่กระซิบ
หลินหวงยิ้มบางๆ แววตาของนางเย็นเยียบ
“ปล่อยให้พวกมันแสดงงิ้วไป ยิ่งพวกมันละโมบเท่าไหร่ หลุมศพที่พวกมันขุดให้ตัวเองก็จะยิ่งลึกเท่านั้น”
เบื้องล่าง บ่าวไพร่จวนหย่งอันโหวถือไม้พลองบุกเข้ามาล้อมหน้าร้าน พ่อบ้านใหญ่ของจวนโหวตะโกนเสียงดังลั่นวางอำนาจ
“คนตระกูลเซี่ยฟังทางนี้! ท่านโหวมีคำสั่ง ทรัพย์สินที่เซี่ยหลินหวงขนออกจากจวนเมื่อวานนี้ ถือเป็นทรัพย์สินร่วมของจวนโหว นางไม่มีสิทธิ์เอาไปแต่เพียงผู้เดียว จงหลีกทางให้พวกเราเข้าไปขนหีบสมบัติคืนมาเดี๋ยวนี้!”
เสียงฮือฮาดังขึ้นจากฝูงชน บัณฑิตผู้หนึ่งที่ยืนมุงอยู่ถึงกับแค่นเสียงเหยียดหยาม
“หน้าหนายิ่งนัก! หย่าขาดกับเขาแล้ว ยังกล้ามาปล้นสินเดิมของสตรีอีกหรือ? ช่างไร้ยางอายสมคำเล่าลือจริงๆ”
“เจ้าว่าใครไร้ยางอาย!” บ่าวจวนโหวตวาดกลับ
ทันใดนั้น ประตูร้านผ้าก็ถูกเปิดออก ร่างระหงของเซี่ยหลินหวงในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ราวกับตัดขาดจากโลกีย์ก้าวออกมาอย่างเชื่องช้า นางไม่ได้สวมหมวกคลุมหน้า ใบหน้างดงามทว่าเรียบนิ่งจนน่ากลัว ทำให้เสียงจ้อกแจ้กจอแจเงียบลงทันที
“พ่อบ้านใหญ่ ท่านบอกว่าท่านโหวสั่งให้มาขนสมบัติคืนงั้นหรือ?” หลินหวงเอ่ย เสียงของนางดังกังวานและชัดเจนจนได้ยินกันทั่วถนน
“ถูกต้องแล้วฮูหยิน ท่านหย่าแล้วก็ควรไสหัวไปตัวเปล่า เงินทองในจวนโหวท่านไม่มีสิทธิ์แตะต้อง!” พ่อบ้านใหญ่เอ่ยขึ้นพลางเชิดหน้า
หลินหวงหัวเราะด้วยเสียงอันแผ่วเบา นางยิ้มออกมา ทว่ากลับเป็นรอยยิ้มที่สยดสยองจนพ่อบ้านใหญ่รู้สึกเสียวสันหลังวาบ นางหันไปพยักหน้าให้กับโมลี่
“ในเมื่อท่านโหวโหยหาเงินทองของข้าจนตัวสั่น ทั้งยังส่งคนมาประจานความงกของตนเองถึงเพียงนี้ โมลี่ ขนเศษซากสินเดิม ที่ข้าตั้งใจจะเหลือไว้ให้พวกมันออกมารับกลับไปซะ!"
สิ้นคำสั่ง บ่าวรับใช้ตระกูลเซี่ยสี่คนก็ช่วยกันแบกหีบไม้ผุๆ ขนาดใหญ่สามใบออกมาวางโครมลงบนพื้นดินหน้าร้าน หีบทั้งสามใบไม่ได้ล็อก ลำพังแค่แรงกระแทกก็ทำให้ฝาหีบอ้าออก เผยให้เห็นสิ่งของภายในที่ทำเอาชาวบ้านนับร้อยถึงกับอ้าปากค้างด้วยความสมเพชระคนตกตะลึง
ภายในหีบใบแรก มีเพียงผ้าห่มเก่าๆ ขาดรุ่งริ่งที่เต็มไปด้วยรอยคราบสกปรกและกลิ่นอับ ภายในหีบใบที่สอง เป็นถ้วยชามกระเบื้องเคลือบราคาถูกที่แตกหักเสียหายจนใช้การไม่ได้ และในหีบใบสุดท้าย คือผักกาดเน่าและเศษหัวมันที่ส่งกลิ่นเหม็นตลบอบอวนไปทั่วบริเวณ!
“นี่...นี่มันอะไรกัน?” พ่อบ้านใหญ่หน้าซีดเผือด
หลินหวงก้าวมายืนข้างหีบเน่าๆ เหล่านั้น แววตาของนางทอประกายเวทนาปนเหยียดหยาม
“ตลอดสามปีที่ข้าแต่งเข้าจวนโหว ทรัพย์สินเงินทองสมบัติล้ำค่าของตระกูลเซี่ยถูกกู่เหวินชางสูบไปบำเรอความสุขของตนเองและสตรีข้างนอกจนหมดสิ้น สิ่งที่เหลืออยู่ในเรือนของข้า มีเพียงเศษผ้าเน่าๆ และอาหารเน่าเสียที่พวกเจ้าประทานให้ข้ายามป่วยไข้เจียนตายเท่านั้น!”
นางหันไปเผชิญหน้ากับชาวบ้านและเหล่าบัณฑิตที่กำลังยืนมุงดูเหตุการณ์อยู่ น้ำเสียงแปรเปลี่ยนเป็นสั่นเครือคล้ายสตรีที่ถูกรังแกอย่างแสนสาหัส ซึ่งเป็นการแสดงชั้นเลิศ
“ทุกท่านดูเอาเถิด สตรีเช่นข้า ยอมเดินออกจากจวนตัวเปล่า ทิ้งไว้เพียงเศษซากความโหดร้ายเหล่านี้ ทว่าหย่งอันโหวผู้สูงส่ง กลับยังส่งคนตามมาแย่งชิงผักเน่าและผ้าขาดๆ เหล่านี้กลับคืนจวน จวนหย่งอันโหวช่างขาดแคลนเงินทองและมีความเมตตาสูงส่งยิ่งนัก!"
“สารเลวแท้ๆ!” บัณฑิตคนเดิมตะโกนขึ้นด้วยความโกรธ
“เกาะสตรีกินไม่พอ หย่าแล้วยังจะตามมาแย่งผักเน่าผ้าขาด จวนโหวตกต่ำถึงเพียงนี้เชียวหรือ!”
“ท่านโหวช่างงกขี้เหนียว ไร้ความสามารถ ไร้คุณธรรม!” ชาวบ้านต่างพากันปาขว้างก้อนหินและเศษผักสวนครัวใส่พวกบ่าวไพร่ของจวนโหวทันที
สงครามน้ำลายปะทุขึ้นอย่างรุนแรง พ่อบ้านใหญ่และบ่าวฉกรรจ์จวนโหวถูกด่าทอและถูกฝูงชนรุมประชาทัณฑ์จนต้องหอบหิ้วความอับอาย วิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงกลับจวนไปราวกะสุนัขจนตรอก โดยไม่มีใครกล้าแตะต้องหีบผักเน่าเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย
หลินหวงยืนมองภาพความวุ่นวายนั้น แววตากลับคืนสู่ความเย็นชาไร้ความรู้สึกและไร้เดียงสา ตรงกันข้ามกับเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง ข่าวการประจานความงกและตกต่ำของจวนโหวในวันนี้ ย่อมต้องลอยไปถึงหูของฮ่องเต้ในท้องพระโรงวันพรุ่งนี้แน่ ชื่อเสียงของกู่เหวินชาง ถูกนางเหยียบย่ำจนจมดินไปแล้วก้าวหนึ่ง
นางหมุนตัวเดินกลับเข้าตัวร้าน ทว่าในจังหวะนั้น สายตาของนางกลับเหลือบไปเห็นรถม้าหรูหราสีดำคันหนึ่งที่จอดซุ่มอยู่ตรงหัวมุมถนน ม่านรถม้าถูกเลิกขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นดวงตาคมกริบของเยี่ยเฟิงหาน ที่กำลังมองมาที่นางพร้อมมุมปากที่ยกยิ้มอย่างพึงพอใจในความร้ายกาจของพันธมิตรสาว
งิ้วฉากแรกจบลงด้วยความสะใจ ทว่านี่ยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของนรกที่แท้จริงเท่านั้น!
ในขณะที่นางกำลังจะเอื้อมมือไปหยิบมีดสั้นในตะกร้าเพื่อกรีดเอาพิษออก มือหนาที่เย็นเฉียบเยี่ยงซากศพ กลับพุ่งเข้ามากระชากข้อมือของนางเอาไว้แน่น เฟยเยี่ยหรงปรือตาขึ้นมาอย่างยากลำบาก นัยน์ตาปีศาจที่เคยสะกดข่มผู้คนบัดนี้พร่ามัว แต่ยังคงแฝงไปด้วยกระแสไอสังหารอันเข้มข้น“เจ้า เป็นใคร... อย่าแส่หาเรื่องตาย” เสียงของเขาแหบพร่า ทว่าแรงบีบที่ข้อมือกลับหนักหน่วงจนน่าเหลือเชื่อมู่หรงเสวี่ยไม่ได้ตื่นตระหนก นางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของมัจจุราชหนุ่มด้วยสายตาราบเรียบ ดุดัน และเด็ดเดี่ยว เยี่ยงผู้บังคับบัญชาในสนามรบ ทำเอาเฟยเยี่ยหรงถึงกับชะงักไปเล็กน้อย ด้วยไม่เคยเห็นสตรีสาวชาวบ้านคนใด ที่มีแววตากล้าแกร่งเช่นนี้มาก่อน“หากข้าอยากให้เจ้าตาย ข้าแค่ยืนดูเฉยๆ เจ้าก็ลงนรกไปแล้ว” มู่หรงเสวี่ยเอ่ยเสียงเฉียบขาด“ปล่อยมือซะ ถ้ายังอยากมีขาไว้เดิน และอยากมีชีวิตอยู่ไปแก้แค้นพวกที่ทำกับเจ้าให้อยู่ในสภาพนี้ ข้าเป็นหมอ และตอนนี้ข้าคือคนเดียวที่จะฉุดเจ้าขึ้นมาจากประตูนรกได้!”คำพูดที่ทรงพลังและเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจของสตรีตรงหน้า ทำให้ส่วนลึกในจิตใจของเฟยเยี่ยหรงยอมคลายแรงบีบที่ข้อมือลง ก่อนที่สติของเขาจะดับวูบไปพร้อมกั
ภาพตรงหน้าเปรียบเสมือนสายฟ้าที่ฟาดลงกลางอกของเฟยเยี่ยหรงอย่างรุนแรงมัจจุราชสีชาดตัวแข็งทื่อ แววตาปีศาจวูบไหวด้วยความตกตะลึงระคนพ่ายแพ้อย่างราบคาบเขาเฝ้ามองดูแววตาคู่คมดุจพยัคฆ์ของเยี่ยเฟิงหาน มันปราศจากความโอหัง มีเพียงความรัก ความภักดี และความสละละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างในโลกหล้าเพื่อสตรีผู้เดียว ซึ่งเป็นสิ่งที่คนในเงามืดเช่นเขาไม่มีวันหยิบยื่นให้นางได้ดีเท่านี้ ความอ่อนโยนและความจริงใจที่ฉินอ๋องมีให้เซี่ยหลินหวง มันเป็นของจริงแท้ที่เหนือชั้นกว่าสิ่งใด‘ข้ายอมแพ้แล้ว’ เฟยเยี่ยหรงเอ่ยขึ้นในใจ มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย ให้กับความพ่ายแพ้ของตนเองนิ้วเรียวยาวของเขาค่อยๆ ลดกระบี่เหล็กกล้าสีดำทมิฬเก็บเข้าฝักดังกึก แววตามืดมนทอประกาย เขายอมยกธงขาวกลับไปแต่โดยดีมุมปากของเขายกยิ้มหยันอันอันตราย ทว่ารอยยิ้มที่ประดับมุมปากยามนี้กลับแฝงความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีระคนเวทนาตนเอง เขาชุดแดงจ้องมองรอยผ้าพันแผลที่ต้นแขนขวาที่นางเคยทำแผลให้ เศษเสี้ยวความอบอุ่นในถ้ำยามนั้น จะยังคงเป็นสมบัติล้ำค่าชิ้นเดียวที่เขาจะเก็บรักษาไว้เยียวยารอยร้าวในใจไปชั่วชีวิตแม้เขาจะไม่ได้นางมาครอบครอง ทว่านางก็อยู่ในพื้นที่ปล
ขบวนวิวาห์อันยิ่งใหญ่เคลื่อนผ่านประตูเมืองหลวงเข้ามาอย่างสมเกียรติ ท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีของชาวเมือง ที่พากันมายืนมุงดูจนถนนสายหลักแทบแตก สตรีทั่วทั้งเมืองหลวงต่างพากันอิจฉาเซี่ยหลินหวง ที่สามารถสยบพยัคฆ์หนุ่มผู้เกรียงไกรอย่างเยี่ยเฟิงหานให้ยอมละทิ้งจวนอ๋องอันหรูหรา เพื่อแต่งเข้าจวนสตรีและพร้อมอยู่ใต้โอวาทของนางอย่างเต็มใจทว่าในมุมมืดของโรงเตี๊ยมชื่อดังริมถนน สายตาคมกริบคู่หนึ่งในชุดคลุมสีแดงชาด กำลังทอดมองภาพการกุมมืออันหวานชื่นนั้นจากชั้นสอง เฟยเยี่ยหรงหมุนจอกสุราในมือเบาๆ นิ้วเรียวยาวสะกิดกระบี่เหล็กกล้าข้างกายให้เผยคมเงาราวกับกำลังกระหายเลือด“องครักษ์เหมันต์นับพันเช่นนั้นหรือ? ช่างต้อนรับข้าได้ยิ่งใหญ่นัก เยี่ยเฟิงหาน” เฟยเยี่ยหรงแค่นยิ้มหยัน แววตาของเขาเต็มไปด้วยความท้าทาย“คืนเข้าหอนี้ ข้าจะทำให้เจ้าได้รู้ว่า สิ่งที่เจ้าคิดว่าปกป้องได้ดีที่สุด ข้าจะแย่งชิงมันมาต่อหน้าต่อตาเจ้าได้อย่างไร!”เสียงมโหรีและเสียงกลองมงคลดังก้องกังวานกลบเสียงลมหนาวของเมืองหลวงเยี่ยนจิงจนหมดสิ้น เกี้ยวเจ้าสาวสีแดงชาดหลังมหึมาปักลวดลายหงส์เพลิงเหยียบเมฆาด้วยดิ้นทองคำแท้ เคลื่อนตัวผ่านประตูเมืองหลวง
ขบวนรถม้าหรูหราเนื้อไม้พะยูงคันงามของหอการค้าเสวียนอู่ บัดนี้กำลังเคลื่อนตัวมุ่งหน้ากลับสู่เมืองหลวงเยี่ยนจิง หลังจากที่เซี่ยหลินหวงได้ใช้สมองและเงินตราทลายแผนการโกงกิน นางช่วยเหลือจวนตระกูลหลิ่วของท่านตา จนผงาดขึ้นมาได้อีกครั้งในเมืองซู่โจวภายในรถม้าอันกว้างขวางและอบอวลไปด้วยกลิ่นกำยานอันหอมละมุน เซี่ยหลินหวงกำลังนั่งนิ่งสงบอยู่หลังโต๊ะอักษรขนาดเล็ก นางกำลังนั่งตรวจทานฎีกาการค้าและยอดบัญชีผลกำไรของเครือข่ายหอโอสถร้อยลี้อย่างสุขุมเยือกเย็นแววตาคู่สวยสว่างไสวไร้แววเหน็ดเหนื่อย ไม่หลงเหลือความอ่อนแอในอดีตชาติที่ผ่านมาอีก“คุณหนูเจ้าคะ ท่านอ๋องควบม้าศึกตามประกบหน้าต่างรถม้าไม่ยอมห่างเลยเจ้าค่ะ” โมลี่แอบเลิกผ้าม่านหน้าต่างของรถม้าออกดู พลางหันมากระซิบกระซาบด้วยรอยยิ้มกริ่มกับคุณหนูของตนเอง หากเป็นท่านอ๋องผู้นี้นางยอมสนับสนุนอย่างเต็มที่“ตั้งแต่ก้าวออกจากประตูจวนตระกูลหลิ่วมา ท่านอ๋องก็แทบจะไม่ปรายสายตามองสิ่งใดนอกจากจ้องมองแต่คุณหนูเลยเจ้าค่ะ”เซี่ยหลินหวงปรายสายตามองออกไปนอกหน้าต่างรถม้าท่ามกลางแสงแดดอุ่น ร่างสูงใหญ่สง่าผ่าเผยของเยี่ยเฟิงหาน กำลังควบม้าศึกเคียงคู่ไปกับรถม้าของนางอย่า
สายลมยามวสันตฤดูพัดโชยเอาไออุ่นของฤดูกาลใหม่ เข้ามาชะล้างความหนาวเหน็บของเกล็ดหิมะให้ละลายหายไปจนสิ้น เมืองซู่โจวในยามนี้เต็มไปด้วยดอกโบตั๋นและดอกหลีฮวาบานสะพรั่งส่งกลิ่นหอมละมุนโชยอบอวลไปทั่วทั้งตรอกซอยทว่า ณ จวนตระกูลหลิ่วที่เพิ่งผ่านพ้นวิกฤตการณ์การโกงกินจากตระกูลชางมาหยกๆ บรรยากาศกลับครึกครื้นและเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะชื่นมื่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาเนิ่นนานภายในศาลารับรองหินหยกใจกลางสวนอันร่มรื่น เซี่ยหลินหวงที่อยู่ในอาภรณ์ผ้าไหมสีมรกตเนียนสนิทไร้รอยต่อขับผิวพรรณของนางให้ดูขาวผ่องดุจหิมะ กำลังนั่งรินน้ำชาอุ่นๆ ให้แก่ท่านตาหลิ่วซานอย่างช้าๆ ท่วงท่าระหงของนางสง่างามสลัดคราบความเจ็บปวดจากชาติก่อนจนหมดสิ้นแววตาคู่สวยนิ่งสงบ บนโต๊ะไม้พะยูงเต็มไปด้วยขนมมงคลเลิศรสและสมุดบัญชีของโรงสีข้าวเล่มใหม่ ที่มีผลกำไรท่วมท้น และเปลี่ยนแซ่มาเป็นแซ่หลิ่วเรียบร้อยแล้ว“ฮ่า ๆ ๆ หลินหวง ตานึกไม่ถึงเลยว่าเจ้าจะฉลาดล้ำเลิศปานนี้”ท่านตาหลิ่วซาน หัวเราะออกมาด้วยความซาบซึ้งใจอันเปี่ยมล้น แววตาของชายชราเป็นประกายจ้องมองหลานสาวคนโตด้วยความรักและความห่วงใยตั้งแต่บุตรสาวของเขาหลิ่วเอ๋อร์ได้จากโลกไป ตาแก่อย่างเข
ณ จวนลับในหุบเขาเงามืด ที่ตั้งของกองบัญชาการใหญ่ของหอปลิดบุปผากลิ่นอายคาวเลือดและไอสมุนไพรรักษาแผลยังคงอบอวลอยู่รอบเตียงนอนไม้โบราณ ร่างสูงสง่าผ่าเผยในเสื้อคลุมผ้าไหมสีแดงชาดจัดจ้านของเฟยเยี่ยหรง นั่งเอนหลังพิงหมอนอิงอย่างเชื่องช้าแขนขวาของเขาถูกพันด้วยผืนผ้าอย่างแน่นหนาประณีต ด้วยฝีมือของเซี่ยหลินหวง แม้ใบหน้าหล่อเหลาราวปีศาจจำแลงจะยังคงซีดขาว ทว่าแววตาคู่เฉี่ยวคมของเขากลับทอประกายความลุ่มหลงอย่างลึกล้ำยิ่งกว่าเดิม“นายน้อยขอรับ สายสืบรายงานว่า คุณหนูเซี่ยหลินหวงเดินทางกลับถึงจวนหงส์ร่อนอย่างปลอดภัยแล้วขอรับ ทว่าฉินอ๋องเยี่ยเฟิงหานนำกองกำลังเหมันต์ควบม้าศึกมารอรับ ด้วยท่าทางหวงใยนางมากเลยขอรับ” หลงจู๊ประจำพรรคคุกเข่ารายงานตัวสั่นเทาเฟยเยี่ยหรงปรายสายตามองกล่องยาหยกขาวและม้วนสัญญาการค้าชายแดนที่เซี่ยหลินหวงทิ้งเอาไว้ให้ดูต่างหน้า มุมปากของเขาประดับรอยยิ้มหยันอันตราย ทว่าแววตาที่มืดมนทอประกายความออกมาอย่างเด่นชัด“หึงหวงเช่นนั้นหรือ? ฉินอ๋องช่างขลาดเขลานัก” เฟยเยี่ยหรงแค่นเสียงหัวเราะออกมา“เซี่ยหลินหวง เจ้าแสร้งทำเป็นเย็นชาเฉยชาบอกว่าข้ามีประโยชน์เพียงแค่สัญญาการค้า ทว่าสัมผัสอันนุ







