Masuk"เป็นแค่บุตรสาวขุนนางต้องโทษ ยังกล้าวางท่าจองหองใส่ข้า! ใครอยู่ข้างนอก ไปเอาแส้ลงทัณฑ์ประจำตระกูลมา!"
น้ำเสียงกร้าวระคายหูดังก้องไปทั่วห้องที่ประดับด้วยผ้าแดงมงคล เยว่จื่อรุ่ย ค่อยๆ ปรือตาขึ้นด้วยสติที่พร่าเลือน กลิ่นกำยานหอมจางๆ ผสมกับกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งทำให้ทำให้ภาพเหตุการณ์สุดท้ายก่อนสิ้นลมชัดเจนขึ้นมา...
ไม่ใช่ว่านางถูกจับใส่กรงหมูถ่วงน้ำกลางเมืองอยู่หรอกหรือ?
เยว่จื่อรุ่ยสลัดศีรษะเบาๆ ความเย็นยะเยือกของสายน้ำที่เคยบีบคั้นลมหายใจในยามนี้หายไปจนหมดสิ้น รอบตัวกลับกลายเป็นห้องหอที่ตกแต่งด้วยม่านแดงและอักษรมงคล ราวกับสถานที่นี้คือห้องหอของบ่าวสาว หรือว่านางจะตายไปแล้วและตอนนี้กำลังตกอยู่ในห้วงฝัน
ทว่าสติยังไม่ทันแจ่มชัด ความเจ็บปวดราวกับผิวหนังถูกฉีกกระชากก็แผ่ซ่านไปทั่วแผ่นหลังย้ำเตือนว่านี่ไม่ใช่ความฝัน แต่เป็นเรื่องจริง
ดวงตาหงส์มองดูปิ่นมุกบนศีรษะที่ตกกระเด็นหลุดร่วงแตกกระจายบนพื้น ก่อนจะตวัดสายตามองไปยังผู้ที่กล้าลงมือฟาดแส้ใส่หลังนางด้วยแววตาดุดัน คิ้วเรียวพลันขมวดแน่นเมื่อภาพที่ปรากฏคือบุรุษแปลกหน้าในชุดสีแดงเข้มซึ่งถูกตัดเย็บด้วยผ้าไหมเนื้อดี ที่ปลายแขนยังปักลายเมฆามงคลด้วยดิ้นทอง ให้ความสูงส่งสง่างาม ตรงข้ามกับกิริยาต่ำช้าของชายที่สวมใส่ คิ้วเรียวขมวดแน่นมากขึ้นพลางนึกในใจ... ชายผู้นี้คือใครกัน!
"เสิ่นหลี่รุ่ย! จ้องหน้าข้าเช่นนี้ ยังไม่ยินยอมลงนามอีกใช่หรือไม่!"
สิ้นคำแส้ในมือหนาก็สะบัดฟาดลงบนแผ่นหลังบอบบางอีกครั้ง เยว่จื่อรุ่ยขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน ไม่ใช่เพราะความเจ็บปวด แต่นางกำลังสับสนกับนามที่เขาเรียกขานตน เสิ่นหลี่รุ่ย คือใครกัน พลันภาพที่นางไม่เคยพบพานก็หลั่งไหลเข้ามาในห้วงความทรงจำราวกับน้ำป่าที่ไหลหลากในยามวัสสานฤดู
ที่แท้... 'เสิ่นหลี่รุ่ย' ที่อีกฝ่ายเรียกขานก็คือคุณหนูสามตระกูลเสิ่นผู้มีชะตากรรมแสนอาภัพ เพราะบิดาและพี่ชายคนรองถูกใส่ความข้อหารับสินบน ทำให้คนทั้งตระกูลถูกเนรเทศสู่ชายแดนใต้ เพื่อไม่ให้ผู้เป็นน้องสาวต้องลำบากพี่ชายคนโตของเสิ่นหลี่รุ่ย ถึงกับยอมละทิ้งศักดิ์ศรีคุกเข่าขอร้องอดีตราชครูเกาถึงสามวันสามคืน และใช้คุณงามความดีของตนทั้งหมด อ้อนวอนราชครูเกาขอตำแหน่งอาจารย์แห่งสำนักศึกษาหลวงให้สหายสนิทอย่าง จิ้งเจิ้นเหยา เพื่อแลกกับการที่อีกฝ่ายจะรับน้องสาวเขาแต่งเข้าเป็นฮูหยินเอก
ทว่าในวันที่ครอบครัวตระกูลเสิ่นต้องเดินเท้าออกจากประตูเมืองด้วยความอดสูเสิ่นหลี่รุ่ยที่สวมชุดมงคลสีแดงชาด ปักลายโบตั๋นอันประณีตเข้าสู่พิธีแต่งงาน กลับถูกสามีใจทรามจิ้งเจิ้นเหยารับ จี้ม่านม่าน อดีตคู่หมั้นของพี่ชายนางเข้ามาเป็น 'อนุ' ในวันเดียวกัน หลังเสร็จสิ้นพิธียังบังคับให้ร่างเดิมลงชื่อประทับตรายินยอมยกให้จี้ม่านม่านเป็น 'ภรรยาเท่าเทียม'
"เสิ่นหลี่รุ่ย! ข้าให้โอกาสเจ้าครั้งสุดท้าย ประทับลายนิ้วมือลงในหนังสือยินยอมเสีย! เขียนลงไปว่าเจ้ามีน้ำใจกว้างขวาง สงสารที่ม่านม่าน ไร้ที่พึ่งพิง จึงขอให้ข้ารับนางมาเป็นภรรยาเท่าเทียม เพื่อช่วยดูแลอดีตคู่หมั้นของพี่ชายเจ้า!"
เสียงตวาดของจิ้งเจิ้นเหยาเรียกสติของเยว่จื่อรุ่ยให้กลับมายังปัจจุบัน นางเหลือบมองไปชายหนุ่มตรงหน้าแล้วแค่นยิ้มเย็นชา...
ช่างเป็นบุรุษหน้าหนา ไร้อายนัก! เพราะกลัวว่าหากข่าวเรื่องเขารับเมียน้อยในวันแต่งงานหลุดรอดออกไป ชื่อเสียงบัณฑิตผู้มีคุณธรรมของเขาจะมัวหมอง และกลัวว่านางจะไปร้องเรียนต่อทางการจนเขาเสียตำแหน่งที่เพิ่งได้มา จึงบังคับให้นางลงนามเป็นหลักฐานว่า 'ยินยอมเอง' เพื่อใช้เป็นเกราะคุ้มกันตนเองในภายหลัง
ดวงตากลมเหลือบมองไปทางสตรีในชุดสีชมพูหรูหรา ใบหน้าอ่อนหวาน ท่วงท่าอ่อนช้อยบอบบาง ชวนให้ผู้พบเห็นอยากทะนุถนอมปกป้อง ทว่าแววตากลับฉายความริษยาอย่างปิดไม่มิด
ช่างเป็นสตรีแพศยาจริงๆ ไม่เพียงหักหลังพี่ชายเจ้าของร่างเดิมในยามตกยาก ยังแต่งเข้าจวนตระกูลจิ้ง แย่งชิงสามี ยึดครองสถานะ กดข่มทรมานเจ้าของร่างเดิมอย่างไร้ไมตรีอีกด้วย
คิดมาถึงตรงนี้ในใจของเยว่จื่อรุ่ยรู้สึกปวดหนึบ ชัดเจนถึงความรู้สึกคับแค้นใจของเสิ่นหลี่รุ่ยผู้เป็นเจ้าของร่างเดิม
‘ชีวิตนี้ของข้าเจ็บปวดเกินทน ฝากท่านช่วยทวงคืนความเป็นธรรมให้แก่ข้าด้วย’ เสียงแผ่วเบาจากก้นบึ้งของดวงจิตเดิมสะท้อนขึ้นมา เยว่จื่อรุ่ยรับรู้ได้ในทันทีว่าคือข้อความที่เจ้าของร่างเดิมต้องการบอกกล่าวกับนาง จึงตอบรับในใจอย่างหนักแน่น...
“เจ้าไม่ต้องกังวล ความคับแค้นใจที่เจ้าได้รับ ข้าจะทวงคืนให้เป็นทบทวี”!
หลังตอบรับคำของเจ้าของร่างเดิม ในอกของเยว่จื่อรุ่ยก็รู้สึกปลอดโปร่ง ชัดเจนว่าอีกฝ่ายปล่อยวางและจากไปแล้ว ดวงตาของเยว่จื่อรุ่ยฉายแววอ่อนโยนชั่วครู่ ก่อนจะค่อยๆ ช้อนขึ้นจดจ้องสองชายหญิงตรงหน้า... ดูเหมือนว่าหลังจากที่นางสิ้นใจตายภายใต้แม่น้ำอันเย็นยะเยือกแล้ว สวรรค์จะสงสารชะตากรรมของนาง จึงให้โอกาส 'ยืมร่างคืนวิญญาณ' เกิดใหม่เป็นเสิ่นหลี่รุ่ย ที่ตายไปเพราะความคับแค้นใจ
ในเมื่อสวรรค์ให้โอกาสนางกลับมาเกิดใหม่ในร่างนี้... ผู้ที่เคยรังแกนางและเจ้าของร่างเดิม ก็จงเตรียมตัวรอไว้ให้ดี ชาติใหม่ชีวิตนี้ นางจะสะสางทวงแค้นคืนทีละคนอย่างสาสมแน่นอน
สามวันต่อมา ข่าวคราวการทลายเครือข่ายทุจริตเสบียงทหารชายแดนเหนือก็ถูกประกาศแจ้งให้ทราบไปทั่วทั้งแผ่นดินต้าเป่ย ขุนนางและแม่ทัพที่ฉ้อฉลกว่าสามสิบชีวิตถูกกวาดล้างจับกุม ทรัพย์สินมหาศาลที่ได้จากการยักยอกถูกริบเข้าสู่คลังหลวงจนหมดสิ้น ครอบครัวของเหล่าทหารกล้าที่ต้องสังเวยชีวิตเพราะอาวุธและเครื่องกันหนาวไม่ได้มาตรฐาน ล้วนได้รับเงินเยียวยาชดเชยอย่างสมเกียรติ อีกทั้งช่างหลอมและคนงานที่ถูกข่มขู่บังคับให้ร่วมขบวนการ ยังได้รับการพิจารณาละเว้นโทษทัณฑ์ส่วนเสิ่นหลี่หนิง ได้รับการล้างมลทินประกาศเกียรติคุณว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ และเป็นผู้มีความดีความชอบใหญ่หลวงในการเสี่ยงตายเปิดโปงคดีกบฏ ซ่งกู้เฉิงออกพระราชโองการคืนสถานะบุตรีตระกูลเสิ่นให้นางอย่างสมเกียรติ พร้อมทั้งพระราชทานป้ายทองคำอาญาสิทธิ์ เพื่อให้กิจการร้านค้าทุกแห่งในความดูแลของนาง สามารถค้าขายแลกเปลี่ยนกับราชสำนักได้โดยตรงอย่างไร้ข้อจำกัดทว่าหลังจากเรื่องราววุ่นวายทุกอย่างยุติลง เสิ่นหลี่หนิงกลับลงมือเก็บกวาดสัมภาระ เตรียมตัวเดินทางออกจากตำหนักอวี้หลัน“คุณหนู ท่านจะกลับจวนเสิ่นจริงๆ หรือเจ้าคะ” เสี่ยวจูเอ่ยถาม พลางพับอาภรณ์เก็บลงหีบอย่างอ้อยอิ
ข่าวลือเรื่องฮ่องเต้ถูกลอบปลงพระชนม์แพร่สะพัดไปทั่วทุกหย่อมหญ้าของเมืองหลวงต้าเป่ยภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม เหล่าขุนนางน้อยใหญ่ต่างตื่นตระหนก เร่งเดินทางเข้าวังเพื่อขอทราบพระอาการ ทว่าบานประตูวังหลวงทุกด้านกลับถูกปิดตายสนิท ไม่มีผู้ใดได้รับอนุญาตให้ผ่านล่วงเข้าไปได้แม้แต่คนเดียวจวบจนล่วงเข้าสู่ยามโหย่ว กองกำลังรักษาเมืองหลวงจำนวนนับพันนาย ภายใต้ธงสัญลักษณ์ของอ๋องอัน ก็ควบม้าฝุ่นตลบมาหยุดตั้งทัพอยู่เบื้องหน้าประตูเสวียนอู่อ๋องอัน ซ่งกู้หมิง สวมชุดเกราะอ่อนเต็มยศ นั่งตระหง่านอยู่บนหลังอาชาศึกสีดำสนิท ใบหน้าวัยกลางคนแสร้งฉาบไว้ด้วยความร้อนรนและจงรักภักดีเปี่ยมล้น รอบตัวเขายังมีขุนนางอีกหลายสิบคนเข้าร่วมสนับสนุน“ฝ่าบาทถูกคนร้ายลอบปลงพระชนม์! เปิ่นหวางได้รับรายงานว่ามีผู้ก่อกบฏซุกซ่อนตัวอยู่ภายในวังหลวง เร่งเปิดประตูเดี๋ยวนี้! เปิ่นหวางจะนำกำลังทหารเข้าไปอารักขาฝ่าบาทด้วยตนเอง!”แม่ทัพองครักษ์ผู้รักษาประตูเมืองมีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก“ทูลท่านอ๋อง ฝ่าบาททรงมีพระราชบัญชาเด็ดขาดให้ปิดประตูวัง ห้ามมิให้ผู้ใดผ่านเข้าออกโดยพลการพ่ะย่ะค่ะ”“ฝ่าบาททรงประชวรหนักจนหมดสติไปแล้ว จะทรงออกพระร
“เช่นนั้นระหว่างข้ากับจดหมายพวกนี้ สิ่งไหนสำคัญต่อเจ้ามากกว่ากัน”พวงแก้มของเสิ่นหลี่หนิงพลันร้อนผ่าว ไม่เจอกันหกปีเล่ห์เหลี่ยมของฮ่องเต้น้อยช่างพัฒนาไปได้ดีเสียจริงๆ“ฝ่าบาทอย่าทรงล้อหม่อมฉันเล่นเลยเพคะ” นางดึงมือกลับก่อนจะหยิบรีบยื่นเอกสารปึกหนึ่งส่งให้เขาเพื่อกลบเกลื่อนความเขินอาย“นี่คือสมุดบัญชีซื้อขายเหล็กกล้าที่ถูกลักลอบส่งออกนอกแคว้นต้าเป่ย และรายชื่อคหบดีที่รับซื้ออาวุธเถื่อนของกองทัพเพคะ ส่วนตราประทับชิ้นนี้ คือตราคำสั่งลับส่วนตัวของอ๋องอัน หม่อมฉันได้รับมาจากอดีตผู้ดูแลคลังยุทโธปกรณ์ ก่อนที่เขาจะถูกลอบสังหาร”ซ่งกู้เฉิงรับตราทองแดงมาพลิกตรวจสอบ ตรงกลางของตราประทับมีรอยบากลึกซึ่งคงมีไว้เพื่อตรวจสอบกับตราที่อ๋องอัน“เช่นนั้นหลักฐานชี้ตัวที่เจ้าต้องการก็คือ... ตราประทับอีกครึ่งหนึ่งของอ๋องอันใช่หรือไม่”“เพคะ”“แต่ต่อให้มีหลักฐานพวกนี้ หากขาดพยานเกรงว่าอ๋องอันคงไม่ยอมรับง่าย”“หม่อมฉันยังมีพยานบุคคลอีกคนเพคะ”“ผู้ใดกัน”“รองแม่ทัพฉู่เหวินเฉิงเพคะ ยามนี้เขากำลังคุมตัวช่างหลอมอาวุธและอดีตนายกองขนส่งเดินทางเข้ามายังเมืองหลวง หากไม่มีสิ่งใดผิดพลาดภายในสามวันน่าจะมาถึงเมืองหลวงเพคะ
“ข้าหวังว่าเรื่องที่เจ้ารายงานจะสำคัญมากพอที่จะรักษาชีวิตของเจ้า” ซ่งกู้เฉิงเค้นเสียงข่มขู่คนที่กล้าเข้ามาขัดจังหวะเขา“ขอฝ่าบาทเมตตาด้วย เมื่อครู่ทางหน่วยสอบสวนเข้ามาแจ้งว่าตรวจพบรอยสักรูปเหยี่ยวสามกรงเล็กที่บริเวณแผ่นหลังของมือสังหารพ่ะย่ะค่ะ”ดวงตาของซ่งกู้เฉิงหรี่แคบลง “เหยี่ยวสามกรงเล็บ...”“นี่เป็นตราสัญลักษณ์ของหน่วยองครักษ์ลับแห่งจวนอ๋องอันไม่ใช่หรือเพคะ” เสิ่นหลี่หนิงพึมพำแผ่วเบา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเขาบรรยากาศภายในห้องทรงอักษรพลันเย็นเยียบลงในพริบตา ‘อ๋องอัน ซ่งกู้หมิง’ เป็นพระปิตุลาลำดับที่ห้าของซ่งกู้เฉิง ในอดีตเคยนำทัพออกศึกปราบชนเผ่าเร่ร่อนทางเหนือจนสร้างชื่อเสียงเกรียงไกร ได้รับการแต่งตั้งให้กุมอำนาจควบคุมการจัดซื้ออาวุธและเสบียงของกองทัพชายแดนเหนือมานานนับสิบปี แม้ภายหลังซ่งกู้เฉิงจะเสด็จขึ้นครองราชย์ อำนาจในมือของอ๋องอันก็ไม่เคยถูกลิดรอน ตรงกันข้าม เขายังได้รับการยกย่องเทิดทูนว่าเป็นแม่ทัพผู้จงรักภักดีและเป็นดั่งเสาหลักของราชสำนัก“ที่ผ่านมา... เจ้าเคลือบแคลงสงสัยอ๋องอันมาโดยตลอดหรือ” ซ่งกู้เฉิงเอ่ยถามหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างกายเสิ่นหลี่หนิงพยักหน้ารับ “เพคะ อาวุธที่
ภายในห้องทรงอักษรตกอยู่ในความเงียบงันอันหนักอึ้ง มีเพียงเสียงหมอเถียนที่ถอนลมหายใจด้วยความเคร่งเครียดดังขึ้นเป็นระยะซ่งกู้เฉิงนอนราบอยู่บนเตียงเล็กหลังฉากกั้น ใบหน้าคมซีดเผือด ริมฝีปากเริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ หยาดเหงื่อเย็นผุดพรายขึ้นตามกรอบหน้า ทว่าโอรสสวรรค์กลับไร้ซึ่งท่าทีหวาดหวั่น นัยน์ตาคมกริบยังคงจดจ้องอยู่ที่ร่างบอบบางซึ่งยืนอยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าว ราวกับต้องการยืนยันให้แน่ใจว่าเสิ่นหลี่หนิงไม่ได้รับบาดเจ็บตรงที่ใดจริงๆ“ฝ่าบาท โปรดอย่าขยับพระวรกายพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะทำการถอนเข็มพิษออกเดี๋ยวนี้” หมอเถียนกราบทูล พลางใช้กรรไกรตัดฉลองพระองค์บริเวณหัวไหล่ให้เปิดกว้างขึ้น ก่อนจะใช้เหล็กคีบเข็มเงินสีดำออกมาอย่างระมัดระวังและทันทีที่ปลายเข็มหลุดพ้นจากผิวเนื้อ โลหิตสีดำข้นก็ไหลทะลักตามออกมา กลิ่นคาวเลือดปะปนกับกลิ่นคล้ายสมุนไพรไหม้คละคลุ้ง ทำเอาหมอชราถึงกับขมวดคิ้วมุ่น“พิษชนิดนี้...” หมอเถียนพึมพำเสียงเครียด“ท่านหมอเถียน ท่านรู้จักพิษชนิดนี้หรือไม่ รักษาฝ่าบาทได้หรือเปล่า” เสิ่นหลี่หนิงรีบเอ่ยถามด้วยความร้อยรน จนน้ำเสียงสั่นเครืออย่างไม่อาจควบคุมหมอเถียนใช้นิ้วแตะหยาดโลหิตเพียงเ
“หยุดก่อน!” เสิ่นหลี่หนิงเอ่ยค้านเมื่อคนตรงหน้ากำลังจะเดินเข้ามาใกล้ ทว่าขันทีปลอมผู้นั้นกลับมีปฏิกิริยาตอบสนองที่รวดเร็วยิ่งกว่า เขาออกแรงสะบัดพลิกถาดน้ำชาในมือ ถ้วยกระเบื้องเคลือบปลิวว่อนแตกกระจายเกลื่อนพื้น พร้อมกับเข็มเงินอาบยาพิษสีดำสนิทสามเล่ม ที่ถูกซัดออกจากใต้แขนเสื้อพุ่งตรงมาหานางซ่งกู้เฉิงถลันกายเข้ามาขวางการโจมตีของมือสังหารโดยไร้ซึ่งความลังเล แม้เข็มเงินสองเล่มจะถูกปราณกระบี่จากแขนเสื้อของเขาปัดกระเด็นออกไป ทว่าเข็มเงินเล่มสุดท้ายกลับพุ่งเจาะทะลุฝังลึกเข้าที่บริเวณหัวไหล่หนา“ฝ่าบาท!” เสิ่นหลี่หนิงร้องเรียกเขาเสียงหลงซ่งกู้เฉิงขบกรามแน่นข่มความเจ็บปวด มือข้างหนึ่งรั้งเอวบางดึงนางให้หลบซ่อนอยู่เบื้องหลังแผ่นหลังกว้าง ขณะที่มืออีกข้างเอื้อมตวัดชักกระบี่คู่กายที่วางตั้งอยู่ข้างโต๊ะทรงงานออกจากฝักขันทีปลอมเมื่อเห็นว่าการลอบสังหารล้มเหลว จึงพุ่งทะยานเข้าจู่โจมซึ่งหน้า คมกระบี่สีเงินตวัดวาดฟาดฟันแหวกอากาศฉึก! ปลายกระบี่อันคมกริบของซ่งกู้เฉิง แทงทะลุหัวไหล่ของคนร้ายอย่างแม่นยำ ก่อนที่เขาจะตวัดกระบี่พลิกข้อศอก กดร่างของมือสังหารให้ล้มคว่ำกระแทกพื้นอย่างแรงเสียงฝีเท้าของกององค







