LOGINในเมื่อสวรรค์ให้โอกาสนางกลับมาเกิดใหม่ในร่างนี้... ผู้ที่เคยรังแกนางและเจ้าของร่างเดิม ก็จงเตรียมตัวรอไว้ให้ดี ชาติใหม่ชีวิตนี้ นางจะสะสางทวงแค้นคืนทีละคนอย่างสาสมแน่นอน
"เสิ่นหลี่รุ่ย! หูหนวกหรือไร! ข้าถามเหตุใดไม่ตอบ เอาแต่พึมพำร่ำไห้อยู่ได้"
จิ้งเจิ้นเหยาตวาดลั่นพร้อมเหวี่ยงแส้หมายจะสั่งสอนสตรี 'ผู้อ่อนแอ' ตรงหน้าอีกหน ทว่าครั้งนี้ร่างบางที่เคยคุกเข่าอย่างสิ้นหวังและก้มหน้าอย่างจำยอมมาโดยตลอด กลับขยับกายรวดเร็วดุจสายลม และในจังหวะที่ปลายแส้จวนจะถึงตัวคน หญิงสาวก็พลิกกายหลบด้วยท่วงท่าสง่างาม ก่อนจะหยัดยืนขึ้นเต็มความสูง แววตาที่เคยหม่นแสง เศร้าระทม แปรเปลี่ยนเป็นโชติช่วงร้อนแรง รอบกายคล้ายมีรังสีที่กดข่ม จนแม้แต่จิ้งเจิ้นเหยาก็เผลอกลั้นลมหายใจ ขยับเท้าผงะถอยหลังหนีไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
"สตรีไร้ค่า! เจ้ากล้าหลบหรือ!" จิ้งเจิ้นเหยาที่ตั้งสติได้ ยกมือขึ้นชี้หน้าด่าทอ ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยอบอุ่นอ่อนโยนอยู่เป็นนิจ บัดนี้บิดเบี้ยวจนดูน่าหวาดกลัวชวนขยะแขยงราวกับเป็นคนระคน
"ดี! ในเมื่อพูดคุยด้วยเหตุผลไม่รู้เรื่อง ก็อย่าหาว่าข้าไร้เมตตา! ใครอยู่ข้างนอกเข้ามาให้หมด”
"พูดคุยด้วยเหตุผลหรือ? การใช้กำลังบังคับสตรีที่ไร้ทางสู้ นี่คือการคุยด้วย 'เหตุผล' ของเจ้าหรือ ตลกสิ้นดี!" เยว่จื่อรุ่ยพูดพลางยกมุมปากขึ้นยิ้มเย้ยหยัน
“เสิ่นหลี่รุ่ย! เจ้ากล้าพูดจาดูแคลนข้าหรือ"
เมื่อได้ยินคำของจิ้งเจิ้นเหยา คิ้วเรียวของเยว่จื่อรุ่ยขมวดเข้าหากันแน่น แววตาพลันแข็งกร้าวดุดันด้วยความคับแค้น พี่ชายเจ้าของร่างเดิมฝากฝังน้องสาวเอาไว้กับเขาด้วยความไว้ใจ ทว่าชายตรงหน้าไม่เพียงแต่ไร้คุณธรรม แต่งคุณหนูรองจี้ม่านม่านผู้เป็นอดีตคู่หมั้นของเสิ่นหลี่อี้พี่ชายคนโตเจ้าของร่างเข้ามาพร้อมกับนาง หลังทำพิธีเสร็จยังบังคับให้เสิ่นหลี่รุ่ยยอมรับอีกฝ่ายเป็นภรรยาเท่าเทียมอีกด้วย
“มัวยืนนิ่งทำไม รีบจับตัวนางกดประทับลายนิ้วมือเดี๋ยวนี้”
สิ้นคำสั่งดุดันของจิ้งเจิ้นเหยา บ่าวชายฉกรรจ์สี่คนก็สาวเท้าเข้าหาหญิงสาวในชุดแต่งงานสีแดงสด ที่บัดนี้ขาดรุ่ยจนไม่เหลือเค้าความงามเดิมเมื่อครั้งแรกเดินเข้าประตูจวน
“ฮูหยินอภัยให้พวกเราด้วยขอรับ”
สิ้นคำขออภัย บ่าวชายคนแรกก็โถมจู่โจมเยว่จื่อรุ่ยในทันที ทว่านางกลับไม่มีท่าทีตื่นตระหนกหวาดกลัวเลยสักนิด ดวงตาหงส์มองกวาดแล้วยกยิ้มเหยียดที่มุมปาก ขยับเท้าเพียงเล็กน้อยก็หลบหมัดของชายฉกรรจ์ตัวโตที่ส่งมาได้สำเร็จ กลับเป็นอีกฝ่ายที่เสียหลักล้มลงไปกองกับพื้นแทน ก่อนที่ร่างเพรียวบางจะหมุนตัวพลิกกายฟาดสันมือเข้าที่ท้ายทอยของบ่าวคนที่สอง ส่งผลให้ร่างสูงใหญ่ล้มลงสิ้นสติไปเพียงการโจมตีเดียว!
"เสิ่นหลี่รุ่ย นะ... นี่เจ้า..." จิ้งเจิ้นเหยาเบิกตาค้าง ตะลึงจนพูดไม่ออก เสิ่นหลี่รุ่ยเป็นเพียงคุณหนูผู้เรียบร้อย อ่อนแอ ชนิดที่แม้แต่มดสักตัวก็ยังไม่กล้าจะลงมือสังหาร เหตุใดในตอนนี้ถึงเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็ว และลงมือได้อย่างคล่องแคล่ว โหดเหี้ยม เช่นนี้
จิ้งเจิ้นเหยามองภาพลักษณ์ที่เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคนของเสิ่นหลี่รุ่ยด้วยความตื่นตกใจ ทว่ายังไม่ทันคิดหาเหตุผลได้ชัดเจนบ่าวชายฉกรรจ์ก็ถูกนางจัดการจนสิ้นสติล้มลงไปนอนกองกับพื้นหมดสิ้นทั้งสี่คน
เยว่จื่อรุ่ยค่อยๆ ช้อนสายตาคม ปรายมองไปยัง 'ชายผู้เป็นสามี' และ 'หญิงผู้เป็นชู้' ที่ยืนตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว พลางฉีกยิ้มหวานหยดที่ชวนให้ผู้มองเห็นเสียวสันหลังวาบ
"จะ... เจ้าจะทำอะไร อย่าเข้ามานะ!" จิ้งเจิ้นเหยาถอยหลังกรู พลางดึงจี้ม่านม่านมาเป็นโล่กำบังเบื้องหน้าด้วยความขี้ขลาด
"เสิ่นหลี่รุ่ย! ญาติผู้พี่ของข้าเป็นผู้คุมการเนรเทศครั้งนี้ หากเจ้ากล้าแตะต้องข้ากับท่านพี่ ข้าจะทำให้การเดินทางไปแดนเนรเทศครั้งนี้ของครอบครัวเจ้า ยากลำบากเสียยิ่งกว่าตายทั้งเป็น!" จี้ม่านม่านตวาดข่มขู่ ทว่าน้ำเสียงกลับสั่นเครือ ร่างกายสั่นเท่าชัดเจนถึงความหวาดกลัว
เยว่จื่อรุ่ยหยุดเท้าลง เลื่อนสายตามองไปยังสตรีที่พี่ชายเจ้าของร่างเดิมเคยรักสุดหัวใจทุ่มเทสุดชีวิต แต่สุดท้ายกลับได้รับความทรยศเป็นผลตอบแทน แล้วแค่นหัวเราะเยาะเย้ยในลำคอ
"พี่ชายผู้นั้น... ช่างตาบอดที่รักและยกย่องสตรีเช่นเจ้า อีกทั้งยังโง่เขลาที่ไว้ใจและเชื่อถือสหายโฉดเช่นเขา"
เท้าเล็กขยับเข้าหาคนทั้งคู่ทีละก้าว บรรยากาศรอบกายกดดัน จนทั้งคู่สัมผัสได้ถึงไอสังหารที่แผ่ออกมา พากันขยับถอยร่นจนซวนเซ เสียหลักล้มลงไปกองกับพื้นอย่างหมดรูป
"หึ! ก็แค่พวกขี้ขลาดตาขาว ยังกล้าข่มขู่ข้า... ช่างน่าสมเพชจริงๆ"
สามวันต่อมา ข่าวคราวการทลายเครือข่ายทุจริตเสบียงทหารชายแดนเหนือก็ถูกประกาศแจ้งให้ทราบไปทั่วทั้งแผ่นดินต้าเป่ย ขุนนางและแม่ทัพที่ฉ้อฉลกว่าสามสิบชีวิตถูกกวาดล้างจับกุม ทรัพย์สินมหาศาลที่ได้จากการยักยอกถูกริบเข้าสู่คลังหลวงจนหมดสิ้น ครอบครัวของเหล่าทหารกล้าที่ต้องสังเวยชีวิตเพราะอาวุธและเครื่องกันหนาวไม่ได้มาตรฐาน ล้วนได้รับเงินเยียวยาชดเชยอย่างสมเกียรติ อีกทั้งช่างหลอมและคนงานที่ถูกข่มขู่บังคับให้ร่วมขบวนการ ยังได้รับการพิจารณาละเว้นโทษทัณฑ์ส่วนเสิ่นหลี่หนิง ได้รับการล้างมลทินประกาศเกียรติคุณว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ และเป็นผู้มีความดีความชอบใหญ่หลวงในการเสี่ยงตายเปิดโปงคดีกบฏ ซ่งกู้เฉิงออกพระราชโองการคืนสถานะบุตรีตระกูลเสิ่นให้นางอย่างสมเกียรติ พร้อมทั้งพระราชทานป้ายทองคำอาญาสิทธิ์ เพื่อให้กิจการร้านค้าทุกแห่งในความดูแลของนาง สามารถค้าขายแลกเปลี่ยนกับราชสำนักได้โดยตรงอย่างไร้ข้อจำกัดทว่าหลังจากเรื่องราววุ่นวายทุกอย่างยุติลง เสิ่นหลี่หนิงกลับลงมือเก็บกวาดสัมภาระ เตรียมตัวเดินทางออกจากตำหนักอวี้หลัน“คุณหนู ท่านจะกลับจวนเสิ่นจริงๆ หรือเจ้าคะ” เสี่ยวจูเอ่ยถาม พลางพับอาภรณ์เก็บลงหีบอย่างอ้อยอิ
ข่าวลือเรื่องฮ่องเต้ถูกลอบปลงพระชนม์แพร่สะพัดไปทั่วทุกหย่อมหญ้าของเมืองหลวงต้าเป่ยภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม เหล่าขุนนางน้อยใหญ่ต่างตื่นตระหนก เร่งเดินทางเข้าวังเพื่อขอทราบพระอาการ ทว่าบานประตูวังหลวงทุกด้านกลับถูกปิดตายสนิท ไม่มีผู้ใดได้รับอนุญาตให้ผ่านล่วงเข้าไปได้แม้แต่คนเดียวจวบจนล่วงเข้าสู่ยามโหย่ว กองกำลังรักษาเมืองหลวงจำนวนนับพันนาย ภายใต้ธงสัญลักษณ์ของอ๋องอัน ก็ควบม้าฝุ่นตลบมาหยุดตั้งทัพอยู่เบื้องหน้าประตูเสวียนอู่อ๋องอัน ซ่งกู้หมิง สวมชุดเกราะอ่อนเต็มยศ นั่งตระหง่านอยู่บนหลังอาชาศึกสีดำสนิท ใบหน้าวัยกลางคนแสร้งฉาบไว้ด้วยความร้อนรนและจงรักภักดีเปี่ยมล้น รอบตัวเขายังมีขุนนางอีกหลายสิบคนเข้าร่วมสนับสนุน“ฝ่าบาทถูกคนร้ายลอบปลงพระชนม์! เปิ่นหวางได้รับรายงานว่ามีผู้ก่อกบฏซุกซ่อนตัวอยู่ภายในวังหลวง เร่งเปิดประตูเดี๋ยวนี้! เปิ่นหวางจะนำกำลังทหารเข้าไปอารักขาฝ่าบาทด้วยตนเอง!”แม่ทัพองครักษ์ผู้รักษาประตูเมืองมีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก“ทูลท่านอ๋อง ฝ่าบาททรงมีพระราชบัญชาเด็ดขาดให้ปิดประตูวัง ห้ามมิให้ผู้ใดผ่านเข้าออกโดยพลการพ่ะย่ะค่ะ”“ฝ่าบาททรงประชวรหนักจนหมดสติไปแล้ว จะทรงออกพระร
“เช่นนั้นระหว่างข้ากับจดหมายพวกนี้ สิ่งไหนสำคัญต่อเจ้ามากกว่ากัน”พวงแก้มของเสิ่นหลี่หนิงพลันร้อนผ่าว ไม่เจอกันหกปีเล่ห์เหลี่ยมของฮ่องเต้น้อยช่างพัฒนาไปได้ดีเสียจริงๆ“ฝ่าบาทอย่าทรงล้อหม่อมฉันเล่นเลยเพคะ” นางดึงมือกลับก่อนจะหยิบรีบยื่นเอกสารปึกหนึ่งส่งให้เขาเพื่อกลบเกลื่อนความเขินอาย“นี่คือสมุดบัญชีซื้อขายเหล็กกล้าที่ถูกลักลอบส่งออกนอกแคว้นต้าเป่ย และรายชื่อคหบดีที่รับซื้ออาวุธเถื่อนของกองทัพเพคะ ส่วนตราประทับชิ้นนี้ คือตราคำสั่งลับส่วนตัวของอ๋องอัน หม่อมฉันได้รับมาจากอดีตผู้ดูแลคลังยุทโธปกรณ์ ก่อนที่เขาจะถูกลอบสังหาร”ซ่งกู้เฉิงรับตราทองแดงมาพลิกตรวจสอบ ตรงกลางของตราประทับมีรอยบากลึกซึ่งคงมีไว้เพื่อตรวจสอบกับตราที่อ๋องอัน“เช่นนั้นหลักฐานชี้ตัวที่เจ้าต้องการก็คือ... ตราประทับอีกครึ่งหนึ่งของอ๋องอันใช่หรือไม่”“เพคะ”“แต่ต่อให้มีหลักฐานพวกนี้ หากขาดพยานเกรงว่าอ๋องอันคงไม่ยอมรับง่าย”“หม่อมฉันยังมีพยานบุคคลอีกคนเพคะ”“ผู้ใดกัน”“รองแม่ทัพฉู่เหวินเฉิงเพคะ ยามนี้เขากำลังคุมตัวช่างหลอมอาวุธและอดีตนายกองขนส่งเดินทางเข้ามายังเมืองหลวง หากไม่มีสิ่งใดผิดพลาดภายในสามวันน่าจะมาถึงเมืองหลวงเพคะ
“ข้าหวังว่าเรื่องที่เจ้ารายงานจะสำคัญมากพอที่จะรักษาชีวิตของเจ้า” ซ่งกู้เฉิงเค้นเสียงข่มขู่คนที่กล้าเข้ามาขัดจังหวะเขา“ขอฝ่าบาทเมตตาด้วย เมื่อครู่ทางหน่วยสอบสวนเข้ามาแจ้งว่าตรวจพบรอยสักรูปเหยี่ยวสามกรงเล็กที่บริเวณแผ่นหลังของมือสังหารพ่ะย่ะค่ะ”ดวงตาของซ่งกู้เฉิงหรี่แคบลง “เหยี่ยวสามกรงเล็บ...”“นี่เป็นตราสัญลักษณ์ของหน่วยองครักษ์ลับแห่งจวนอ๋องอันไม่ใช่หรือเพคะ” เสิ่นหลี่หนิงพึมพำแผ่วเบา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเขาบรรยากาศภายในห้องทรงอักษรพลันเย็นเยียบลงในพริบตา ‘อ๋องอัน ซ่งกู้หมิง’ เป็นพระปิตุลาลำดับที่ห้าของซ่งกู้เฉิง ในอดีตเคยนำทัพออกศึกปราบชนเผ่าเร่ร่อนทางเหนือจนสร้างชื่อเสียงเกรียงไกร ได้รับการแต่งตั้งให้กุมอำนาจควบคุมการจัดซื้ออาวุธและเสบียงของกองทัพชายแดนเหนือมานานนับสิบปี แม้ภายหลังซ่งกู้เฉิงจะเสด็จขึ้นครองราชย์ อำนาจในมือของอ๋องอันก็ไม่เคยถูกลิดรอน ตรงกันข้าม เขายังได้รับการยกย่องเทิดทูนว่าเป็นแม่ทัพผู้จงรักภักดีและเป็นดั่งเสาหลักของราชสำนัก“ที่ผ่านมา... เจ้าเคลือบแคลงสงสัยอ๋องอันมาโดยตลอดหรือ” ซ่งกู้เฉิงเอ่ยถามหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างกายเสิ่นหลี่หนิงพยักหน้ารับ “เพคะ อาวุธที่
ภายในห้องทรงอักษรตกอยู่ในความเงียบงันอันหนักอึ้ง มีเพียงเสียงหมอเถียนที่ถอนลมหายใจด้วยความเคร่งเครียดดังขึ้นเป็นระยะซ่งกู้เฉิงนอนราบอยู่บนเตียงเล็กหลังฉากกั้น ใบหน้าคมซีดเผือด ริมฝีปากเริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ หยาดเหงื่อเย็นผุดพรายขึ้นตามกรอบหน้า ทว่าโอรสสวรรค์กลับไร้ซึ่งท่าทีหวาดหวั่น นัยน์ตาคมกริบยังคงจดจ้องอยู่ที่ร่างบอบบางซึ่งยืนอยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าว ราวกับต้องการยืนยันให้แน่ใจว่าเสิ่นหลี่หนิงไม่ได้รับบาดเจ็บตรงที่ใดจริงๆ“ฝ่าบาท โปรดอย่าขยับพระวรกายพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะทำการถอนเข็มพิษออกเดี๋ยวนี้” หมอเถียนกราบทูล พลางใช้กรรไกรตัดฉลองพระองค์บริเวณหัวไหล่ให้เปิดกว้างขึ้น ก่อนจะใช้เหล็กคีบเข็มเงินสีดำออกมาอย่างระมัดระวังและทันทีที่ปลายเข็มหลุดพ้นจากผิวเนื้อ โลหิตสีดำข้นก็ไหลทะลักตามออกมา กลิ่นคาวเลือดปะปนกับกลิ่นคล้ายสมุนไพรไหม้คละคลุ้ง ทำเอาหมอชราถึงกับขมวดคิ้วมุ่น“พิษชนิดนี้...” หมอเถียนพึมพำเสียงเครียด“ท่านหมอเถียน ท่านรู้จักพิษชนิดนี้หรือไม่ รักษาฝ่าบาทได้หรือเปล่า” เสิ่นหลี่หนิงรีบเอ่ยถามด้วยความร้อยรน จนน้ำเสียงสั่นเครืออย่างไม่อาจควบคุมหมอเถียนใช้นิ้วแตะหยาดโลหิตเพียงเ
“หยุดก่อน!” เสิ่นหลี่หนิงเอ่ยค้านเมื่อคนตรงหน้ากำลังจะเดินเข้ามาใกล้ ทว่าขันทีปลอมผู้นั้นกลับมีปฏิกิริยาตอบสนองที่รวดเร็วยิ่งกว่า เขาออกแรงสะบัดพลิกถาดน้ำชาในมือ ถ้วยกระเบื้องเคลือบปลิวว่อนแตกกระจายเกลื่อนพื้น พร้อมกับเข็มเงินอาบยาพิษสีดำสนิทสามเล่ม ที่ถูกซัดออกจากใต้แขนเสื้อพุ่งตรงมาหานางซ่งกู้เฉิงถลันกายเข้ามาขวางการโจมตีของมือสังหารโดยไร้ซึ่งความลังเล แม้เข็มเงินสองเล่มจะถูกปราณกระบี่จากแขนเสื้อของเขาปัดกระเด็นออกไป ทว่าเข็มเงินเล่มสุดท้ายกลับพุ่งเจาะทะลุฝังลึกเข้าที่บริเวณหัวไหล่หนา“ฝ่าบาท!” เสิ่นหลี่หนิงร้องเรียกเขาเสียงหลงซ่งกู้เฉิงขบกรามแน่นข่มความเจ็บปวด มือข้างหนึ่งรั้งเอวบางดึงนางให้หลบซ่อนอยู่เบื้องหลังแผ่นหลังกว้าง ขณะที่มืออีกข้างเอื้อมตวัดชักกระบี่คู่กายที่วางตั้งอยู่ข้างโต๊ะทรงงานออกจากฝักขันทีปลอมเมื่อเห็นว่าการลอบสังหารล้มเหลว จึงพุ่งทะยานเข้าจู่โจมซึ่งหน้า คมกระบี่สีเงินตวัดวาดฟาดฟันแหวกอากาศฉึก! ปลายกระบี่อันคมกริบของซ่งกู้เฉิง แทงทะลุหัวไหล่ของคนร้ายอย่างแม่นยำ ก่อนที่เขาจะตวัดกระบี่พลิกข้อศอก กดร่างของมือสังหารให้ล้มคว่ำกระแทกพื้นอย่างแรงเสียงฝีเท้าของกององค







