เข้าสู่ระบบ
สายลมเย็นเยียบของปลายฤดูฝนพัดผ่านหน้าต่างบานสูงในคฤหาสน์หลังใหญ่ สัมผัสแผ่วเบากับผิวแก้มของหญิงสาวผู้ยืนเหม่อมองออกไปที่สวนหย่อม
เจ้าของร่างเล็กสวมชุดเจ้าสาวสีงาช้างสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามกลืนก้อนสะอื้นที่เกาะอยู่ตรงลำคอให้จมหาย
กุลจิราเลือกชุดเจ้าสาวจากร้านพรีเวตดิ้งด้วยตัวเอง แม้จะรู้ดีว่าไม่ใช่วิวาห์ที่วาดฝันไว้ เธอก็ยังอยากให้ตัวเองดูดีที่สุดในวันสำคัญของชีวิต
ความเงียบงันภายในห้องนอนของคฤหาสน์หลังใหญ่มีเพียงเสียงนาฬิกาบนผนังที่เดินเป็นจังหวะ
รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ คำพูดชื่อชมเธอจากแขกเหรื่อในงานที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ที่โรงแรมหรูในค่ำคืนที่ผ่านมา คงเป็นเพียงฉากละครฉากหนึ่ง
กุลจิรายังจำสายตาแขกในงานนับร้อยที่มองมายังเธอได้ดี
บางคนยินดี หลายคนอิจฉา บ้างหัวเราะเยาะเมื่อลับจากสายตาเธอ
ภวินท์ เศรษฐวินิจ
ซีอีโอหนุ่มไฟแรง เจ้าของ PSW Asset Group บริษัทอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ที่ไม่มีใครจะไม่รู้จักในเวลานี้
ภวินท์เป็นเจ้าบ่าวของเธอ คนที่ยืนเคียงข้างเธอกลับทำตัวเย็นชาเสียจนกุลจิราอยากวิ่งหนีออกไปจากตรงนี้ หากไม่ติดว่าภวินท์คือคนที่ยื่นมือเข้ามาใช้หนี้ก้อนใหญ่ให้กับครอบครัวของเธอที่กำลังจะล้มละลาย
“เจ้าสาวมองกล้องนี้หน่อยครับ” กุลจิราฝืนยิ้มรับช่างถ่ายภาพทั้งที่ตอนนี้หัวใจของเธอราวกับมีก้อนหินขนาดใหญ่ถ่วงรั้งอยู่
เพื่อช่วยเหลือครอบครัวในครั้งนี้ ภายในชั่วข้ามคืนกุลจิราต้องยอมสูญเสียอิสรภาพทุกอย่างในชีวิต
เสียงเปิดประตูห้องดังเข้ามา เจ้าของเสียงฝีเท้าปรากฏกายพร้อมกับคำพูดเย็นชาดุจน้ำแข็ง
กุลจิราดังสติตัวเองกลับมาอย่างรวดเร็ว
“ตอนอยู่ในงานผมเห็นคุณไม่ยิ้มเลย ผมบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าคืนนี้คุณต้องทำตัวให้เป็นเจ้าสาวที่มีความสุขที่สุด” หญิงสาวหันไปมองเจ้าของร่างสูงในชุดทัคซิโด้เรียบหรู
สีหน้าของเธอราบเรียบ หากแต่ในใจกลับสะท้านวาบเหมือนเพิ่งโดนคมมีดเฉือนผ่าน เมื่อเห็นแววตาเย็นชาของชายหนุ่ม
“ฉันก็ยิ้มตลอดตามที่คุณสั่งนี่คะ” น้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าความดื้อรั้นกลับฉายชัดในแววตา
ชายหนุ่มในสูทสีเข้มก้าวเข้ามาใกล้ รูปร่างของภวินท์สง่างาม สมกับเป็นผู้บริหารหนุ่มเนื้อหอม มากด้วยความสามารถ
เขาอายุเพียงสามสืบสามปีแต่ประสบความสำเร็จในชีวิต เป็นที่ยอมรับในแวดวงธุรกิจ
แต่ในความสมบูรณ์และน่าเกรงขามนี้เองที่ทำให้เขาเป็นชายหนุ่มที่กุลจิราคิดว่าตัวเธอไม่ควรเข้าใกล้
“อย่าลืมว่าผมซื้อคุณมาด้วยเงินห้าสิบล้าน ซึ่งเป็นเงินที่ชาตินี้ทั้งชาติคุณก็หามาใช้ผมไม่ได้ เพราะงั้นคุณก็ควรจะทำตัวให้ฉลาดหน่อย อย่าพูดอะไรที่จะทำให้ตัวเองเดือดร้อน” กุลจิรากำมือแน่น เธอหันกลับไปมองเขาด้วยแววตาที่มีประกายแข็งกร้าวเด่นชัดอยู่ในนั้น
“ไม่ต้องห่วงค่ะ ฉันจะหาเงินมาใช้หนี้คุณจนครบทุกบาททุกสตางค์แน่นอนค่ะ” ชายหนุ่มแค่นหัวเราะ น้ำเสียงนั้นคล้ายกำลังเย้ยหยันเธออย่างเห็นได้ชัด
ร่างสูงก้าวเข้ามาใกล้กุลจิราจนเกือบจะแนบชิดกับเธอ ได้กลิ่นน้ำหอมอบอวลกับแอลกอฮอล์ร้อนแรงจากตัวเขา นิ้วเรียวดันปลายคางของเธอให้เงยขึ้น
“ถ้าคุณมีปัญญาหาเงินมาได้จริงๆ คุณคงไม่มายืนอยู่ตรงนี้หรอก กุลจิรา” หัวใจของหญิงสาวถูกบีบรัดแน่นเมื่อได้ฟังคำพูดเย้ยหยัน แต่ริมฝีปากยังคงยกยิ้มบางอย่างคนที่ถือดี
“ค่ะ ฉันคงไม่มีปัญญาจะใช้หนี้คุณ ฉันเป็นแค่ผู้หญิงต่ำต้อยที่คุณยอมจ่ายห้าสิบล้านแถมยังให้ฉันได้มาอยู่ในตำแหน่งภรรยาอันสูงส่งของคุณ ดังนั้นต่อไปนี้ถ้าคุณต้องการให้ฉันทำอะไรก็เชิญสั่งมาได้เลยค่ะ ฉันจะทำด้วยความเต็มใจ” แม้ในอกจะกล้ำกลืนฝืนทนเพียงใดแต่กุลจิราก็ไม่ได้แสดงความอ่อนแอออกมาให้ชายหนุ่มเห็นแม้แต่น้อย
ต่อให้เธอจะถุกลดทอนคุณค่า เป็นผู้หญิงที่ไร้ค่าไร้ศักดิ์ศรีเพราะใช้เรือนร่างแลกกับเงินก้อนโต เธอก็จะไม่อ้อนวอนขอความเห็นใจจากเขาเด็ดขาด
ภวินท์นิ่งไปครู่หนึ่ง แววตาเหมือนคนที่อยากพูดบางอย่าง หากแต่สุดท้ายเขากลับหมุนตัวเดินออกจากห้องไปหลังจากออกคำสั่งนี้กับเธอ
“คืนนี้ก็ทำหน้าที่ภรรยาของคุณซะ แล้วก็ต้องทำให้ผมพอใจด้วยล่ะ” หญิงสาวนั่งนิ่งอยู่บนเตียงในห้องที่ตกแต่งไว้อย่างหรูหรา รู้สึกราวกับเพิ่งถูกกระชากวิญญาณออกจากร่าง
ที่แห่งนี้ไม่ต่างอะไรจากกรงสวยงามที่มีเอาไว้กักขังเธอ
น่าสมเพชสิ้นดี
กุลจิรามองตัวเองที่สะท้อนในกระจก ใบหน้างดงามฉายชัดถึงความกล้ำกลืนฝืนใจ
น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงอาบแก้ม ตอกย้ำว่าหลังจากค่ำคืนนี้ไป เธอจะเป็นเพียงนกในกรงของเขา ไร้ซึ่งอิสรภาพ ไร้ซึ่งความรักที่ผู้หญิงคนหนึ่งควรได้รับจากสามี
กุลจิราปาดน้ำตาออกจากใบหน้าเมื่อตระหนักได้ว่าตัวเองกำลังแสดงความอ่อนแอออกมา เธอหยิบกล่องขนาดเล็ก จากลิ้นชักโต๊ะเครื่องแป้ง สิ่งเดียวที่เธอนำติดตัวมาด้วย
ภายในบรรจุภาพถ่ายเก่า ๆ กับสร้อยคอราคาไม่กี่บาทที่บิดาเคยซื้อให้ตอนเด็ก
มันอาจไม่มีคุณค่าสำหรับคนอื่น แต่สำหรับเธอมันคือสิ่งมีค่าที่สุดในชีวิตเมื่อบัดนี้บิดาของเธอได้จากโลกนี้ไปแล้ว
ก๊อก ๆ ๆ
เสียงเคาะประตูดังขึ้น ประตูห้องถูกเปิดเข้ามาช้า ๆ โดยคนรับใช้ในวัยกลางคน
“ทนายอนุชามาถึงแล้วค่ะ” ป้าลำดวน แม่บ้านคนเก่าคนแก่ของตระกูลเศรษฐวินิจเอ่ยบอกหญิงสาวด้วยใบหน้าที่เป็นมิตร
แม้ว่าเธอจะตบแต่งเข้ามาในบ้านหลังนี้โดยไร้ซึ่งความรักจากเจ้าของบ้าน ชีวิตหลังจากนี้ยังไม่รู้ว่าต้องเจอกับอะไรบ้าง แต่โชคดีที่คนรับใช้ของที่นี่ยังพอมีไมตรีต่อเธออยู่บ้าง
หญิงสาวขมวดคิ้วมุ่นเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าโดยไม่ให้มากความ เธอเดาว่าทนายประจำตระกูลคงจะมากลางดึกด้วยเรื่องสำคัญ
เวลาเกือบตีหนึ่งหลังจากงานวิวาห์ยิ่งใหญ่เพิ่งจบลง แสงไฟสีอุ่นในโถงรับแขกส่องสว่าง
ภวินท์นั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหนังตัวใหญ่ เชิ้ตสีขาวปลดกระดุมบนสองเม็ดแรก ท่าทางดูผ่อนคลาย ทว่าแววตากลับนิ่งลึก
ทนายในวัยกลางคนในสูทเข้มที่นั่งถัดมา กำลังจัดแฟ้มเอกสารบนโต๊ะ
“ผมเป็นทนายประจำตระกูล ดูแลเรื่องมรดกและสัญญาต่างๆให้กับคุณภวินท์” น้ำเสียงของทนายนุ่มนวล ชัดถ้อยชัดคำ กุลจิราเพียงพยักหน้ารับ
“เนื่องจากคุณภวินท์ต้องการให้การแต่งงานในครั้งนี้ชัดเจน คืนนี้ผมเบยต้องรบกวนเวลาพักผ่อนของคุณกุลจิราสักครู่นะครับ” กุลจิรานั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับชายหนุ่ม ชำเลืองมองฝ่ายนั้นที่ไม่ได้แม้แต่จะเหลือบสายตามองมา ก่อนจะหันกลับมามองเอกสารในแฟ้มก่อนที่ทนายจะพูดต่อ
“รายละเอียดต่างๆที่ผมจะแจ้งให้ทั้งสองคนทราบมีดังนี้นะครับ ข้อตกลงภายหลังการแต่งงาน เมื่อทั้งสองฝ่ายยังไม่ได้จดทะเบียนสมรส
ข้อหนึ่ง การแต่งงานครั้งนี้เป็นข้อตกลงร่วมกันของทั้งสองฝ่ายโดยความสมัครใจ
ข้อสอง เมื่อทั้งสองคนยังไม่ได้จดทะเบียนสมรส จึงไม่มีผลผูกพันกันทางกฎหมาย คุณกุลจิราจะไม่มีสิทธิ์ใดๆในทรัพย์สินทั้งหมดของคุณภวินท์
ข้อสาม สิทธิ์ที่คุณกุลจิราจะได้รับ มีดังต่อไปนี้
สามารถพำนักในคฤหาสน์เศรษฐวินิจได้ โดยมีห้องนอนส่วนตัวและได้รับการคนดูแลตามสมควรในฐานะภรรยา หากคุณกุลจิราต้องการอะไรป้าลำดวนจะเป็นคนคอยจัดการหาให้ตามสมควร
คุณกุลจิรายังเป็นพนักงานของบริษัท PSW Asset Group และได้รับเงินเดือนตามเดิม ส่วนการปรับเงินเดือนหรือเงินโบนัสจะได้รับตามผลงานและความสามารถซึ่งเป็นไปตามโครงสร้างของบริษัท
สิ่งที่คุณกุลจิรา ไม่มีสิทธิ์
ข้อที่หนึ่ง ไม่ได้รับเงินใด ๆ จากฝ่ายชาย นอกเหนือจากเงินเดือนในบริษัท
ไม่มีสิทธิ์เรียกร้องทรัพย์สินหรือเงินเพิ่มเติมในอนาคต เนื่องจากคุณภวินท์ได้ชำระใช้หนี้สินจำนวนห้าสิบล้านบาทให้กับครอบครัวของคุณกุลจิราเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับการแต่งงานในครั้งนี้ ซึ่งคุณกุลจิราได้ยอมรับในข้อตกลงนี้ก่อนการแต่งงานจะเกิดขึ้นแล้ว โดยมีนายก้องเกียรติ วงษ์เสวตและนาง กานต์ดา วงษ์เสวต บิดามารดาของคุณกุลจิราเป็นพยานขณะทำสัญญา
ไม่มีสิทธิ์ใช้นามสกุล เศรษฐวินิจ เว้นแต่มีการจดทะเบียนสมรสอย่างถูกต้องในอนาคต
หากมีบุตรเกิดขึ้นระหว่างนี้ จะมีการพิจารณาด้านสิทธิ์ทางกฎหมายที่เป็นผลประโยชน์โดยตรงต่อบุตรที่เกิดมาตามกฎหมาย
ความเงียบแผ่ปกคลุมทั่วโถงรับแขกทันทีที่ทนายพูดจบ
เสียงเคาะปากกาลงบนโต๊ะดังขึ้นเบา ๆ ในขณะที่ทนายอนุชาหยิบเอกสารออกมาจากแฟ้มหนังสีเข้มส่งให้หญิงสาว
กุลจิราเปิดอ่านเพียงผ่าน ๆ โดยไม่ได้โต้แย้งอะไร
“ถ้าไม่มีข้อโต้แย้ง คุณกุลจิราเซ็นชื่อรับทราบที่ตรงนี้ครับ” หญิงสาวเงียบในชั่วครู่นั้น ดวงตาคู่สวยจดจ่ออยู่กับกระดาษตรงหน้า
ก่อนจะก้าวเข้ามาเหยียบบ้านหลังนี้ กุลจิรารู้แก่ใจอยู่แล้ว
เธอเป็นเพียงภรรยาในนาม เป็นเพียงผู้หญิงที่เขาใช้เงินซื้อตัวมา
เขายื่นข้อแสนอการแต่งงานเพราะรู้ดีว่าครอบครัวของเธอไม่มีความสามารถในการใช้หนี้ สิ่งเดียวที่จะทดแทนได้คือเรือนร่างของเธอ
หญิงสาวยกมือขึ้น แม้จะลังเลในเสี้ยววินาทีนั้น หากแต่สุดท้ายปลายปากกาก็ถูกขีดเขียนลงบนสัญญาในที่สุด
ทนายอนุชารวบแฟ้มเอกสารไปเก็บในกระเป๋าหนังเงียบ ๆ ก่อนจะหันไปบอกกับชายหนุ่มสุภาพ
“ถ้าไม่มีอะไรเพิ่มเติม ผมขอตัวกลับก่อนนะครับ” ภวินท์พยักหน้าให้กับชายวัยกลางคน ในขณะที่กุลจิราก้มศีรษะเล็กน้อยเป็นการส่งแขก
ทนายประจำตระกูลกลับออกไปแล้ว เวลานี้ภายในโถงรับแขกถูกความเงียบเข้าปกคลุม
กุลจิรารู้สึกราวกับตัวเองเป็นเพียงเครื่องประดับบนผนัง
ไม่มีตัวตน ไม่มีสิทธิ์ใด ๆ ในคฤหาสน์หลังนี้
ไม่ใช่นางเอกในนิยายที่เธอเคยอ่าน
ไม่ใช่ภรรยาที่ได้รับความรักจากสามี
กุลจิรายังคงนั่งเงียบ กัดริมฝีปากไว้เพื่อกลืนทุกความรู้สึกลงในอก เสียงทุ้มต่ำของเขาก็ดังขึ้นอย่างเยือกเย็น
“ตามผมขึ้นไปบนห้อง ขึ้นไปทำหน้าที่ของคุณให้เสร็จๆเพราะพรุ่งนี้ผมมีประชุมตอนเช้า”
“ผมชอบคุณนะ” หัวใจเธอวูบไหวขึ้นมา เสี้ยวหนึ่งในอกเผลอสั่นไหวเขาเว้นจังหวะ ปล่อยให้ความเงียบกดทับลงมาที่กลางอกเธออย่างจงใจ“ผมชอบที่คุณฉลาด” ปลายนิ้วร้อนระอุไล้ไปตามลำตัวของหญิงสาวอย่างแผ่วเบากุลจิราปรับลมหายใจให้เป็นจังหวะ ตรงอกอวบอิ่มกระเพื่อมเล็กน้อย กำมือแน่น เล็กจิกฝ่ามือจนเจ็บ“ฉลาดพอจะรู้ว่าตัวเองเป็นใคร” นิ้วของเขาขยับต่ำลงมา ฝ่ามือใหญ่สัมผัสลงที่เนินอวบอูมใต้สะดือของเธอฝ่ามือนั้นขยับต่ำลงอีกนิด…“รู้ว่าไม่ควรคิดอะไร…เกินตัว” คำพูดนั้นตกกระทบลงกลางอกเธออีกครั้ง เหมือนว่าประโยคนั้นเพิ่งจะฟาดลงมาที่ใบหน้าของเธอมันชา…จนแทบจะไม่มีความรู้สึกกุลจิรามองตัวเองในกระจก รับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดที่อกข้างซ้าย ในขณะที่พยายามกลั้นทุกความรู้สึกไม่ให้เผยออกมาภวินท์ถอนมือออกมา ร่างสูงถอยหลังหนึ่งก้าว สายตาเยียบเย็นจับจ้องที่ร่างระหง สายตาไม่บอกอารมณ์เหมือนเช่นทุกครั้ง“อีกสิบห้านาที ลงไปข้างล่าง” “ฉันขอดูความเรียบร้อยของตัวเองแล้วจะรีบลงไปนะคะ” เธอเอ่ยขึ้นโดยไม่ได้หันมามองเขาน้ำเสียงเฉยชาที่ลอยมาเข้าหูทำให้ภวินท์เกิดความไม่พอใจอยู่ลึก ๆดวงตาชั่วร้ายมืดดำลง…สงสัยเขาต้องสั่งสอนให้กุลจิรา
กระจกฝั่งเบาะด้านหลังเลื่อนลง เผยให้เห็นใบหน้าคมคายที่คุ้นเคย ภวินท์นั่งอยู่ด้านในในชุดสูทสีเข้ม โดยมีคุณเมธีทำหน้าที่เป็นคนขับรถดวงตาลึกล้ำของประธานหนุ่มยากจะคาดเดา เป็นสายตาที่ไม่เปิดพื้นที่ให้ใครเข้าถึง แม้แต่คนที่อยู่ในสถานะภรรยาเช่นเธอสายตาเย็นเยียบคู่นั้นเลื่อนมาหยุดที่หญิงสาวร่างบาง ภวินท์ไม่ได้เอ่ยคำใด สีหน้าไม่บอกอารมณ์แต่เพียงเท่านั้น…ก็พอจะทำให้บรรยากาศรอบตัวดูอึดอัดกว่าทุกครั้งกุลจิราสูดหายใจลึก บอกกับตัวเองว่าการเดินทางครั้งนี้เป็นเพียงเรื่องงานไม่มีพื้นที่สำหรับเรื่องส่วนตัว และไม่มีเหตุผลที่เธอจะรื้อฟื้นสิ่งที่ผ่านไปแล้วเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวาน…เธอได้ก้าวข้ามมันมาแล้วเธอไม่คิดจะเรียกร้องคำอธิบายใดและไม่คาดหวังคำขอโทษจากใครร่างบางเปิดประตูเข้าไปนั่งที่เบาะด้านหลังเมื่อประตูรถคันหรูปิดลง เสียงจากโลกภายนอกก็ถูกตัดขาดราวกับไม่เคยมีอยู่"ถ้าง่วงก็นอนได้เลยนะ ถึงแล้วลุงจะปลุกเอง" คุณเมธีมองหญิงสาวผ่านกระจกส่องหลังด้วยสายตาอ่อนโยน ต่างจากอีกคนที่มองเธอเป็นอากาศธาตุ"ค่ะ" หญิงสาวคลี่ยิ้มบาง ๆ แทนคำขอบคุณ จากนั้นภายในรถก็เงียบสนิท มีเพียงกลิ่นโคโลญจ์จาง ๆ จากชายหนุ่มที่
ฝนเมื่อคืนทิ้งเพียงความชื้นไว้ในอากาศท้องฟ้าหลังพายุฝนดูโปร่งใสกว่าทุกวัน แสงแดดอ่อน ๆ ส่องผ่านกระจกบานสูงตึกสูงใหญ่ที่ PSW Asset Group เป็นเจ้าของทั้งหมด ทอดตัวลงมากระทบพื้นหินขัดจนเกิดเงาสะท้อนจาง ๆเสียงพนักงานทักทายกัน เสียงส้นรองเท้ากระทบพื้น กลิ่นกาแฟลอยอบอวลอยู่ตามโต๊ะทำงานทุกอย่างยังดำเนินไปตามปกติกุลจิรานั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงานของตัวเอง ดวงตาจดจ่ออยู่กับตัวอักษรในแฟ้มไม่มีใครรู้ว่าวันหยุดที่ผ่านมาเธอผ่านอะไรมาบ้าง แต่นั่นก็เป็นสิ่งเธอเองไม่ได้ต้องการให้ใครมารับรู้แววตาเย็นเยียบของชายหนุ่มในตอนที่ไล่เธอลงจากรถ…ยังวนเวียนอยู่ในความคิดเขาทิ้งเธอไว้ข้างถนนอย่างไม่ไยดีเมื่อคืนนี้ภวินท์ไม่ได้กลับมานอนที่บ้าน เธอไม่รู้ว่าเขาไปค้างที่ไหนและนั่นก็เป็นเรื่องที่เธอไม่มีสิทธิ์ที่จะรู้คำถามเหล่านั้น…ไม่ใช่หน้าที่ของภรรยาที่เขาใช้เงินซื้อมาเสียงโทรศัพท์ภายในดังขึ้น หญิงสาวตั้งสติอย่างรวดเร็วแล้วรีบรับสาย“ฮัลโหลค่ะ”“มีงานด่วนต้องให้น้ำไปทำ” จุฑามาศแจ้งเธอผ่านสายโทรศัพท์“อะไรเหรอคะ”“มีลูกค้ารายใหญ่ที่จังหวัดระยอง เป็นกลุ่มนักลงทุนด้านนิคมอุตสาหกรรมกับคลังสินค้าโลจิสต
"ลงไป" น้ำเสียงของเขาฟังดูเย็นยะเยือกกว่าทุกครั้ง หญิงสาวขมวดคิ้วมองเขาอย่างไม่เข้าใจ“อะไรนะคะ?” ภวินท์หันมามองเธอ ดวงตาคมคายวาวโรจน์คล้ายคนที่กำลังข่มอารมณ์บางอย่างเอาไว้"ผมบอกให้คุณลงไปจากรถ ไม่ได้ยินเหรอ" หญิงสาวนิ่งงันไปหลังได้เห็นแววตาเฉยชาของชายหนุ่ม ริมฝีปากบางขยับเหมือนจะพูดบางอย่าง แต่กลับไม่มีเสียงใดเปล่งออกมาเขาจะปล่อยให้เธอลงตรงนี้จริง ๆ เหรอ?เธอมองเขาอย่างไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองมือเล็กค่อย ๆ เอื้อมไปเปิดประตูรถ หน้าเธอไม่หนาพอจะให้เขาพูดจาดูถูกอะไรเธออีกเสียงฟ้าร้องคำรามขึ้นเหนือศีรษะราวกับส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้าทันทีที่เท้าแตะพื้นถนน สายฝนก็กระหน่ำลงมา หยดน้ำเย็นเฉียบซัดใส่ร่างบางจนเสื้อผ้าเปียกชุ่มในพริบตาเมอร์เซเดสคันหรูพุ่งออกไปด้วยความเร็ว ทิ้งกุลจิราไว้ข้างหลังขณะที่พายุฝนกำลังโหมกระหน่ำลงมาเจ้าของร่างบางยืนอยู่ที่ริมฟุตบาต สองเท้าเธอเปียกชุ่ม ใบหน้าเปียกชื้นจนแยกไม่ออกว่าเป็นหยดฝน…หรือหยดน้ำตาเธอทำอะไรผิดนักหนา ทำไมเขาถึงได้ใจร้ายกับเธอถึงเพียงนี้แท็กซี่สีฟ้ากลางเก่ากลางใหม่จอดลงตรงหน้าของหญิงสาวที่โบกมือเรียกในสภาพที่ร่างกายเปียกปอนเธอเปิดประตูขึ้นไปนั่
“พี่ทิตย์?” ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง ผิวสีแทนตรงหน้าแต่งกายด้วยเชิ้ตแขนยาวสีอ่อนพับแขนอย่างเรียบง่าย กับกางเกงสแลคสีเข้ม แววตายามที่มองมายังคงอบอุ่นเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนรอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏบนริมฝีปากของเขาทันทีที่สบตาเธอ“บังเอิญจัง ไม่คิดว่าจะได้เจอน้ำที่นี่” น้ำเสียงทุ้มเอ่ยขึ้นอย่างเป็น ท่าทางที่ดูเป็นมิตรแบบที่ใครอยู่ใกล้ก็ต้องรู้สึกสบายใจ“บ้านที่น้ำอยู่ไม่ไกลจากที่นี่เท่าไหร่ค่ะ” อาทิตย์พยักหน้า ราวกับเข้าใจในสิ่งที่เธอไม่ได้เอ่ยออกมาตรง ๆความเงียบช่วงสั้น ๆ แทรกตัวขึ้นระหว่างทั้งคู่แม้ไม่มีใครเอ่ยคำใดออกมา แต่กุลจิรากลับรับรู้ได้ถึงความรู้สึกบางอย่างที่แปลกไปเธอรู้จักอาทิตย์ตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยตอนนั้นเขาเพิ่งเริ่มรับช่วงดูแลกิจการของครอบครัว ส่วนเธอยังเป็นนักศึกษาแม้จะสนิทสนมกันแต่ด้านความสัมพันธ์พวกเขาไม่เคยเกินเลย เป็นเพียงเพื่อน เป็นพี่น้องทื่ต่างก็หวังดีต่อกันหลังเรียนจบ เธอเข้ามาทำงานและใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ เพียงลำพัง ส่วนอาทิตย์ก็ดูแลธุรกิจครอบครัวอยู่ทางภาคเหนือ ทั้งคู่ยังมีการติดต่อกันผ่านการแชดคุย โทรถามสารทุกข์สุกดิบเป็นครั้งคราวเมื่อใดที่อาทิตย์มีโอกาสม
“ผมไม่อนุญาต” หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่น ปลายนิ้วกำเข้าหากันครู่เดียวก่อนจะคลายออก“เพราะอะไรคะ” เธอถามกลับด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ เมื่อต้องการคำอธิบายที่สมเหตุสมผล ไม่ใช่คำตอบสั้น ๆ แล้วเห็นเธอเป็นเพียงธาตุอากาศที่นี่คือบ้านของเขา เขาคือเจ้าชีวิตเธอ แต่การออกไปซื้อของใช้ส่วนตัวเพียงแค่นี้ ไม่น่าจะต้องขออนุญาตราวกับนักโทษ“อยากได้อะไรก็ให้คนไปซื้อให้” น้ำเสียงห่างเหินดังขึ้นอีกครั้ง ราวกับเป็นเรื่องเล็กน้อยที่เขาไม่ควรจะเสียเวลาอธิบายกุลจิรานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่พยายามประนีประนอม“ของใช้ส่วนตัวบางอย่าง ฉันต้องไปซื้อเองค่ะ” ภวินท์พลิกหน้านิตยสาร เหมือนคนที่ไม่ต้องการสานต่อบทสนทนาท่าทีเพิกเฉยนั้นยิ่งทำให้หัวใจของหญิงสาวหนักอึ้ง“ถ้างั้นให้พี่สมชายไปส่งฉันก็ได้ค่ะ ฉันจะรีบไปรีบกลับ” กุลจิราพยายามต่อรอง ทั้งที่เขาไม่ควรจะทำให้เรื่องพวกนี้ยุ่งยากภวินท์ลดนิตยสารลงจนใบหน้าคมเข้มปรากฏชัด แววตาร้ายกาจฉายวาบขึ้น“สมชายไม่ใช่คนขับรถของคุณที่จะมาใช้ได้ตามอำเภอใจ” ประโยคนั้นทำให้กุลจิรานิ่งงันความรู้สึกแปลกแยกถาโถมเข้ามาในอก ราวกับเธอเป็นเพียงคนแปลกหน้าที่บังเอิญก้าวเข้ามาในบ้านหลั







