เข้าสู่ระบบ
สายลมเย็นเฉียบของปลายฤดูฝนพัดผ่านหน้าต่างบานสูงในคฤหาสน์หลังใหญ่ สัมผัสแผ่วเบากับผิวแก้มของหญิงสาวผู้ยืนเหม่อมองออกไปที่สวนหย่อม
เจ้าของร่างเล็กสวมชุดเจ้าสาวสีงาช้างสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามกลืนก้อนสะอื้นที่เกาะอยู่ตรงลำคอให้จมหาย
กุลจิราเลือกชุดเจ้าสาวจากร้านพรีเวตดิ้งด้วยตัวเอง แม้จะรู้ดีว่าไม่ใช่วิวาห์ที่วาดฝันไว้ เธอก็ยังอยากให้ตัวเองดูดีที่สุดในวันสำคัญของชีวิต
ความเงียบงันภายในห้องนอนของคฤหาสน์หลังใหญ่มีเพียงเสียงนาฬิกาบนผนังที่เดินเป็นจังหวะ
รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ คำพูดชื่อชมเธอจากแขกเหรื่อในงานที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ที่โรงแรมหรูในค่ำคืนที่ผ่านมา คงเป็นเพียงฉากละครฉากหนึ่ง
กุลจิรายังจำสายตาแขกในงานนับร้อยที่มองมายังเธอได้ดี
บางคนยินดี หลายคนอิจฉา บ้างหัวเราะเยาะเมื่อลับจากสายตาเธอ
ภวินท์ เศรษฐวินิจ
ซีอีโอหนุ่มไฟแรง เจ้าของ PSW Asset Group บริษัทอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ที่ไม่มีใครจะไม่รู้จักในเวลานี้
ภวินท์เป็นเจ้าบ่าวของเธอ คนที่ยืนเคียงข้างเธอกลับทำตัวเย็นชาเสียจนกุลจิราอยากวิ่งหนีออกไปจากตรงนี้ หากไม่ติดว่าภวินท์คือคนที่ยื่นมือเข้ามาใช้หนี้ก้อนใหญ่ให้กับครอบครัวของเธอที่กำลังจะล้มละลาย
“เจ้าสาวมองกล้องนี้หน่อยครับ” กุลจิราฝืนยิ้มรับช่างถ่ายภาพทั้งที่ตอนนี้หัวใจของเธอราวกับมีก้อนหินขนาดใหญ่ถ่วงรั้งอยู่
เพื่อช่วยเหลือครอบครัวในครั้งนี้ ภายในชั่วข้ามคืนกุลจิราต้องยอมสูญเสียอิสรภาพทุกอย่างในชีวิต
เสียงเปิดประตูห้องดังเข้ามา เจ้าของเสียงฝีเท้าปรากฏกายพร้อมกับคำพูดเย็นชาดุจน้ำแข็ง
กุลจิราดังสติตัวเองกลับมาอย่างรวดเร็ว
“ตอนอยู่ในงานผมเห็นคุณไม่ยิ้มเลย ผมบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าคืนนี้คุณต้องทำตัวให้เป็นเจ้าสาวที่มีความสุขที่สุด” หญิงสาวหันไปมองเจ้าของร่างสูงในชุดทัคซิโด้เรียบหรู
สีหน้าของเธอราบเรียบ หากแต่ในใจกลับสะท้านวาบเหมือนเพิ่งโดนคมมีดเฉือนผ่าน เมื่อเห็นแววตาเย็นชาของชายหนุ่ม
“ฉันก็ยิ้มตลอดตามที่คุณสั่งนี่คะ” น้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าความดื้อรั้นกลับฉายชัดในแววตา
ชายหนุ่มในสูทสีเข้มก้าวเข้ามาใกล้ รูปร่างของภวินท์สง่างาม สมกับเป็นผู้บริหารหนุ่มเนื้อหอม มากด้วยความสามารถ
เขาอายุเพียงสามสืบสามปีแต่ประสบความสำเร็จในชีวิต เป็นที่ยอมรับในแวดวงธุรกิจ
แต่ในความสมบูรณ์และน่าเกรงขามนี้เองที่ทำให้เขาเป็นชายหนุ่มที่กุลจิราคิดว่าตัวเธอไม่ควรเข้าใกล้
“อย่าลืมว่าผมซื้อคุณมาด้วยเงินห้าสิบล้าน ซึ่งเป็นเงินที่ชาตินี้ทั้งชาติคุณก็หามาใช้ผมไม่ได้ เพราะงั้นคุณก็ควรจะทำตัวให้ฉลาดหน่อย อย่าพูดอะไรที่จะทำให้ตัวเองเดือดร้อน” กุลจิรากำมือแน่น เธอหันกลับไปมองเขาด้วยแววตาที่มีประกายแข็งกร้าวเด่นชัดอยู่ในนั้น
“ไม่ต้องห่วงค่ะ ฉันจะหาเงินมาใช้หนี้คุณจนครบทุกบาททุกสตางค์แน่นอนค่ะ” ชายหนุ่มแค่นหัวเราะ น้ำเสียงนั้นคล้ายกำลังเย้ยหยันเธออย่างเห็นได้ชัด
ร่างสูงก้าวเข้ามาใกล้กุลจิราจนเกือบจะแนบชิดกับเธอ ได้กลิ่นน้ำหอมอบอวลกับแอลกอฮอล์ร้อนแรงจากตัวเขา นิ้วเรียวดันปลายคางของเธอให้เงยขึ้น
“ถ้าคุณมีปัญญาหาเงินมาได้จริงๆ คุณคงไม่มายืนอยู่ตรงนี้หรอก กุลจิรา” หัวใจของหญิงสาวถูกบีบรัดแน่นเมื่อได้ฟังคำพูดเย้ยหยัน แต่ริมฝีปากยังคงยกยิ้มบางอย่างคนที่ถือดี
“ค่ะ ฉันคงไม่มีปัญญาจะใช้หนี้คุณ ฉันเป็นแค่ผู้หญิงต่ำต้อยที่คุณยอมจ่ายห้าสิบล้านแถมยังให้ฉันได้มาอยู่ในตำแหน่งภรรยาอันสูงส่งของคุณ ดังนั้นต่อไปนี้ถ้าคุณต้องการให้ฉันทำอะไรก็เชิญสั่งมาได้เลยค่ะ ฉันจะทำด้วยความเต็มใจ” แม้ในอกจะกล้ำกลืนฝืนทนเพียงใดแต่กุลจิราก็ไม่ได้แสดงความอ่อนแอออกมาให้ชายหนุ่มเห็นแม้แต่น้อย
ต่อให้เธอจะถุกลดทอนคุณค่า เป็นผู้หญิงที่ไร้ค่าไร้ศักดิ์ศรีเพราะใช้เรือนร่างแลกกับเงินก้อนโต เธอก็จะไม่อ้อนวอนขอความเห็นใจจากเขาเด็ดขาด
ภวินท์นิ่งไปครู่หนึ่ง แววตาเหมือนคนที่อยากพูดบางอย่าง หากแต่สุดท้ายเขากลับหมุนตัวเดินออกจากห้องไปหลังจากออกคำสั่งนี้กับเธอ
“คืนนี้ก็ทำหน้าที่ภรรยาของคุณซะ แล้วก็ต้องทำให้ผมพอใจด้วยล่ะ” หญิงสาวนั่งนิ่งอยู่บนเตียงในห้องที่ตกแต่งไว้อย่างหรูหรา รู้สึกราวกับเพิ่งถูกกระชากวิญญาณออกจากร่าง
ที่แห่งนี้ไม่ต่างอะไรจากกรงสวยงามที่มีเอาไว้กักขังเธอ
น่าสมเพชสิ้นดี
กุลจิรามองตัวเองที่สะท้อนในกระจก ใบหน้างดงามฉายชัดถึงความกล้ำกลืนฝืนใจ
น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงอาบแก้ม ตอกย้ำว่าหลังจากค่ำคืนนี้ไป เธอจะเป็นเพียงนกในกรงของเขา ไร้ซึ่งอิสรภาพ ไร้ซึ่งความรักที่ผู้หญิงคนหนึ่งควรได้รับจากสามี
กุลจิราปาดน้ำตาออกจากใบหน้าเมื่อตระหนักได้ว่าตัวเองกำลังแสดงความอ่อนแอออกมา เธอหยิบกล่องขนาดเล็ก จากลิ้นชักโต๊ะเครื่องแป้ง สิ่งเดียวที่เธอนำติดตัวมาด้วย
ภายในบรรจุภาพถ่ายเก่า ๆ กับสร้อยคอราคาไม่กี่บาทที่บิดาเคยซื้อให้ตอนเด็ก
มันอาจไม่มีคุณค่าสำหรับคนอื่น แต่สำหรับเธอมันคือสิ่งมีค่าที่สุดในชีวิตเมื่อบัดนี้บิดาของเธอได้จากโลกนี้ไปแล้ว
ก๊อก ๆ ๆ
เสียงเคาะประตูดังขึ้น ประตูห้องถูกเปิดเข้ามาช้า ๆ โดยคนรับใช้ในวัยกลางคน
“ทนายอนุชามาถึงแล้วค่ะ” ป้าลำดวน แม่บ้านคนเก่าคนแก่ของตระกูลเศรษฐวินิจเอ่ยบอกหญิงสาวด้วยใบหน้าที่เป็นมิตร
แม้ว่าเธอจะตบแต่งเข้ามาในบ้านหลังนี้โดยไร้ซึ่งความรักจากเจ้าของบ้าน ชีวิตหลังจากนี้ยังไม่รู้ว่าต้องเจอกับอะไรบ้าง แต่โชคดีที่คนรับใช้ของที่นี่ยังพอมีไมตรีต่อเธออยู่บ้าง
หญิงสาวขมวดคิ้วมุ่นเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าโดยไม่ให้มากความ เธอเดาว่าทนายประจำตระกูลคงจะมากลางดึกด้วยเรื่องสำคัญ
เวลาเกือบตีหนึ่งหลังจากงานวิวาห์ยิ่งใหญ่เพิ่งจบลง แสงไฟสีอุ่นในโถงรับแขกส่องสว่าง
ภวินท์นั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหนังตัวใหญ่ เชิ้ตสีขาวปลดกระดุมบนสองเม็ดแรก ท่าทางดูผ่อนคลาย ทว่าแววตากลับนิ่งลึก
ทนายในวัยกลางคนในสูทเข้มที่นั่งถัดมา กำลังจัดแฟ้มเอกสารบนโต๊ะ
“ผมเป็นทนายประจำตระกูล ดูแลเรื่องมรดกและสัญญาต่างๆให้กับคุณภวินท์” น้ำเสียงของทนายนุ่มนวล ชัดถ้อยชัดคำ กุลจิราเพียงพยักหน้ารับ
“เนื่องจากคุณภวินท์ต้องการให้การแต่งงานในครั้งนี้ชัดเจน คืนนี้ผมเบยต้องรบกวนเวลาพักผ่อนของคุณกุลจิราสักครู่นะครับ” กุลจิรานั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับชายหนุ่ม ชำเลืองมองฝ่ายนั้นที่ไม่ได้แม้แต่จะเหลือบสายตามองมา ก่อนจะหันกลับมามองเอกสารในแฟ้มก่อนที่ทนายจะพูดต่อ
“รายละเอียดต่างๆที่ผมจะแจ้งให้ทั้งสองคนทราบมีดังนี้นะครับ ข้อตกลงภายหลังการแต่งงาน เมื่อทั้งสองฝ่ายยังไม่ได้จดทะเบียนสมรส
ข้อหนึ่ง การแต่งงานครั้งนี้เป็นข้อตกลงร่วมกันของทั้งสองฝ่ายโดยความสมัครใจ
ข้อสอง เมื่อทั้งสองคนยังไม่ได้จดทะเบียนสมรส จึงไม่มีผลผูกพันกันทางกฎหมาย คุณกุลจิราจะไม่มีสิทธิ์ใดๆในทรัพย์สินทั้งหมดของคุณภวินท์
ข้อสาม สิทธิ์ที่คุณกุลจิราจะได้รับ มีดังต่อไปนี้
สามารถพำนักในคฤหาสน์เศรษฐวินิจได้ โดยมีห้องนอนส่วนตัวและได้รับการคนดูแลตามสมควรในฐานะภรรยา หากคุณกุลจิราต้องการอะไรป้าลำดวนจะเป็นคนคอยจัดการหาให้ตามสมควร
คุณกุลจิรายังเป็นพนักงานของบริษัท PSW Asset Group และได้รับเงินเดือนตามเดิม ส่วนการปรับเงินเดือนหรือเงินโบนัสจะได้รับตามผลงานและความสามารถซึ่งเป็นไปตามโครงสร้างของบริษัท
สิ่งที่คุณกุลจิรา ไม่มีสิทธิ์
ข้อที่หนึ่ง ไม่ได้รับเงินใด ๆ จากฝ่ายชาย นอกเหนือจากเงินเดือนในบริษัท
ไม่มีสิทธิ์เรียกร้องทรัพย์สินหรือเงินเพิ่มเติมในอนาคต เนื่องจากคุณภวินท์ได้ชำระใช้หนี้สินจำนวนห้าสิบล้านบาทให้กับครอบครัวของคุณกุลจิราเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับการแต่งงานในครั้งนี้ ซึ่งคุณกุลจิราได้ยอมรับในข้อตกลงนี้ก่อนการแต่งงานจะเกิดขึ้นแล้ว โดยมีนายก้องเกียรติ วงษ์เสวตและนาง กานต์ดา วงษ์เสวต บิดามารดาของคุณกุลจิราเป็นพยานขณะทำสัญญา
ไม่มีสิทธิ์ใช้นามสกุล เศรษฐวินิจ เว้นแต่มีการจดทะเบียนสมรสอย่างถูกต้องในอนาคต
หากมีบุตรเกิดขึ้นระหว่างนี้ จะมีการพิจารณาด้านสิทธิ์ทางกฎหมายที่เป็นผลประโยชน์โดยตรงต่อบุตรที่เกิดมาตามกฎหมาย
ความเงียบแผ่ปกคลุมทั่วโถงรับแขกทันทีที่ทนายพูดจบ
เสียงเคาะปากกาลงบนโต๊ะดังขึ้นเบา ๆ ในขณะที่ทนายอนุชาหยิบเอกสารออกมาจากแฟ้มหนังสีเข้มส่งให้หญิงสาว
กุลจิราเปิดอ่านเพียงผ่าน ๆ โดยไม่ได้โต้แย้งอะไร
“ถ้าไม่มีข้อโต้แย้ง คุณกุลจิราเซ็นชื่อรับทราบที่ตรงนี้ครับ” หญิงสาวเงียบในชั่วครู่นั้น ดวงตาคู่สวยจดจ่ออยู่กับกระดาษตรงหน้า
ก่อนจะก้าวเข้ามาเหยียบบ้านหลังนี้ กุลจิรารู้แก่ใจอยู่แล้ว
เธอเป็นเพียงภรรยาในนาม เป็นเพียงผู้หญิงที่เขาใช้เงินซื้อตัวมา
เขายื่นข้อแสนอการแต่งงานเพราะรู้ดีว่าครอบครัวของเธอไม่มีความสามารถในการใช้หนี้ สิ่งเดียวที่จะทดแทนได้คือเรือนร่างของเธอ
หญิงสาวยกมือขึ้น แม้จะลังเลในเสี้ยววินาทีนั้น หากแต่สุดท้ายปลายปากกาก็ถูกขีดเขียนลงบนสัญญาในที่สุด
ทนายอนุชารวบแฟ้มเอกสารไปเก็บในกระเป๋าหนังเงียบ ๆ ก่อนจะหันไปบอกกับชายหนุ่มสุภาพ
“ถ้าไม่มีอะไรเพิ่มเติม ผมขอตัวกลับก่อนนะครับ” ภวินท์พยักหน้าให้กับชายวัยกลางคน ในขณะที่กุลจิราก้มศีรษะเล็กน้อยเป็นการส่งแขก
ทนายประจำตระกูลกลับออกไปแล้ว เวลานี้ภายในโถงรับแขกถูกความเงียบเข้าปกคลุม
กุลจิรารู้สึกราวกับตัวเองเป็นเพียงเครื่องประดับบนผนัง
ไม่มีตัวตน ไม่มีสิทธิ์ใด ๆ ในคฤหาสน์หลังนี้
ไม่ใช่นางเอกในนิยายที่เธอเคยอ่าน
ไม่ใช่ภรรยาที่ได้รับความรักจากสามี
กุลจิรายังคงนั่งเงียบ กัดริมฝีปากไว้เพื่อกลืนทุกความรู้สึกลงในอก เสียงทุ้มต่ำของเขาก็ดังขึ้นอย่างเยือกเย็น
“ตามผมขึ้นไปบนห้อง ขึ้นไปทำหน้าที่ของคุณให้เสร็จๆเพราะพรุ่งนี้ผมมีประชุมตอนเช้า”
“ถ้าขืนคุณยังพูดอะไรอีก คืนนี้ผมจะไม่ให้คุณได้นอน”ชายหนุ่มเคลื่อนมือต่ำลงไป ข้อนิ้วไล้ลงบนเนินอกอิ่ม เรื่อยลงไปยังกึ่งกลางระหว่างทรวงอกกลมกลึงทั้งสองข้าง แก่นกลางกายปวดหนึบอยู่ในเป้ากางเกงกุลจิราสูดลมหายใจเข้าลึก ปลายนิ้วของเขาลากลงมายังแผ่นท้องแบนราบ“อ้าขาออก ผมเลียไม่ถนัด” ชายหนุ่มช่างครางต่ำในลำคอ นวลเนื้อที่เห็นเพียงรำไรเกลี้ยงเกลาหมดจด นิ้วเรียวยาวแยกส่วนนั้นของหญิงสาวออก“อ๊ะ!” ร่างเล็กบางสะดุ้ง แผ่นหลังแอ่นโค้งเมื่อถูกท่อนเนื้อแข็งขืนเคล้าคลึงตวัดวนตรงส่วนนั้นของตัวเองเจ้าสิ่งนั้นค่อย ๆ ล่วงล้ำเข้าไปในปากทางคับแคบ พลันหยาดน้ำหวานซึมซาบออกมาหญิงสาวสั่นสะท้านไปทั้งตัว รู้สึกเหมือนโลกหมุนคว้างตาพร่ามัว ภวินท์ยังใช้ส่วงหัวหยักบานมรีดเค้นน้ำหวานให้ซ่านซึมออกมาความกระหายใคร่ส่งให้ความหวิวหวามแล่นลิ่วไปทุกอณูร่างกายของทั้งคู่“อื้ออ” ในกายของหญิงสาวกระตุกวาบ ความซาบซ่านลุกลามไปทั่วทั้งตัว ข้างในท้องน้อยเสียวซ่าน กึ่งกลางกายสั่นระริก บีบรัดความเป็นชายของเขาแน่นเข้า“อ๊า!” คนที่ถูกตรึงมือทั้งสองเอาไว้ส่งเสียงครวญคราง ชายหนุ่มใช้ปลายนิ้วสัมผัสติ่งเนื้อที่บวมฉ่ำ ดวงตาเยิ้มฉ่ำของกุลจ
ความอยากกระหายของเขายังไม่สิ้นสุดหากเป็นเมื่อก่อนเขาคงจะออกไปหาความสุขจากข้างนอก ใช้เงินซื้อผู้หญิงสักคนที่พร้อมจะปรนเปรอความใคร่ให้เขาพอใจทว่าค่ำคืนนี้จิตใจของเขากลับเอาแต่คิดถึงใบหน้าของคนที่อยู่ในห้องข้าง ๆภรรยาที่เขาใช้เงินซื้อมาเช่นกัน…เขาอยากผลักประตูเข้าไปในห้องนั้นให้ผู้หญิงคนนั้นทำหน้าที่ของตัวเองสายตาคมกริบตวัดไปทางประตูห้องที่ปิดอยู่ ชายหนุ่มวางแก้วเหล้าลงที่โต๊ะ ลูบปลายนิ้วกับขอบแก้วเสมือนว่าเขากำลังลูบไล้ผิวของเธออยู่ในขณะที่กุลจิราตกอยู่ในห้วงนิทรา ฝ่ามืออุ่นจัดของใครบางคนสอดเข้าไปใต้ผ่าห่มที่คลุมตัวเธออยู่ นิ้วนั้นค่อย ๆ เคลื่อนเข้าหาขาเรียวเล็ก สอดเข้าไปใต้เสื้อผ้าที่เธอสวมปลายนิ้วลูบโลมต้นขานวลเนียนแล้วแทรกสอดเข้ามา เคล้าคลึงเกสรอันอ่อนโยนที่ซ่อนซุกอยู่ในกลีบเนื้อละมุนกุลจิราลืมตาขึ้น รู้สึกได้ถึงขนอ่อนบนตัวที่กำลังลุกเกรียว หลังข้อนิ้วของใครคนนั้นสัมผัสกึ่งกลางเรียวขาเธออยู่“คุณภวินท์…!!” หญิงสาวเอ่ยออกมาด้วยความตกใจ ภายใต้แสงสลัวรางค่อย ๆ ปรากฎเป็นใบหน้าของเขา“แอร์ที่ห้องก็เย็นดีนี่แต่ทำไมตรงนี้ของคุณถึงร้อนขนาดนี้” น้ำเสียงของเขาแหบพร่า นิ้งเคล้าคลึงที่ส
กุลจิรานอนหลับไปแล้ว ทว่าภายในห้องที่อยู่เชื่อมติดกันมีเพียงประตูบานหนึ่งขวางกั้น ปรากฏร่างของชายหนุ่มนั่งอยู่บนโซฟาปลายเตียงหลังใหญ่สายตาคมกริบจดจ่ออยู่กับแก้วเหล้าสีอำพันในมือ แสงสีส้มจากโคมหัวเตียงสะท้อนประกายของสิ่งที่อยู่ในนั้นคล้ายเปลวไฟคุกรุ่นทว่าความร้อนแรงที่สุดกลับซ่อนลึกอยู่ในแววตาของชายหนุ่มเขากำลังทำอะไรอยู่กันแน่…แม้เป็นเพียงคำถามในความเงียบงัน แต่มันกลับดังก้องราวกับเสียงนั้นดังสะท้อนจากผนังทั้งสี่ด้านการทำให้ชีวิตผู้หญิงคนหนึ่งพังลงในชั่วข้ามคืนเขาไม่รู้สึกผิดจริง ๆ น่ะหรือมีวิธีการมากมายที่จะให้ครอบครัววงษ์เศวตชดใช้เงินก้อนนั้นแต่เขากลับเลือกวิธีที่โหดร้ายกับเธอเขาเลือกจะล่ามโซ่กุลจิราไว้กับตัวเอง ทั้งที่รู้ว่าผลที่จะตามมาคืออะไรแต่ก็ต้องยอมรับว่าร่างเปล่าเปลือยของกุลจิราน่าหลงไหลกว่าที่เขาคิดไว้มากเรือนร่างอรชรที่สั่นไหวใต้อาณัติของเขา ความนุ่มหยุ่นที่ติดตรึงอยู่ในความทรงจำของเขาตั้งแต่คืนแรกทุกอย่างของผู้หญิงคนนั้น ล้วนเป็นยาพิษที่เขาเต็มใจที่จะกลืนกินลงไป จนบางครั้งก็คิดว่าเงินห้าสิบล้านนั่น ‘น้อยไปเสียด้วยซ้ำ’ถ้าเทียบกับการได้ครอบครองกุลจิราใบหน้าหวา
สิ่งที่กุลจิรารับรู้มาจากป้าลำดวนผ่านทางโทรศัพท์ สมชายต้องไปจัดการธุระเร่งด่วนให้กับภวินท์ป้าลำดวนไม่ได้อยากโกหกเธอแต่จำต้องทำตามคำสั่งของชายหนุ่มเขาคิดว่าเมื่อกุลจิราผิดหวังที่ไม่มีรถให้นั่งกลับบ้านสบาย ๆ เธอจะยอมลดศักดิ์ศรี มาขอกลับด้วยแต่เขาคิดผิด…ทั้งที่มีมีสิทธิ์และสามารถใช้ตำแหน่งภรรยาเมื่ออยู่ที่บริษัทในการนั่งรถคันเดียวกับเขากลับด้วยกันกุลจิรากลับเลือกจะทิ้งโอกาสนั้นภายใต้แววตาคมกริบที่มองมานั้นคล้ายมีความผิดหวังปะปน ก่อนจะหายวับไปราวกับมันไม่เคยมีอยู่กุลจิราช่างเป็นผู้หญิงอวดดีเท่าที่เขาเคยพบเจอมาและความอวดดีนี้ของเธอกำลังท้าทายความอดทนของเขาอยู่กุลจิรามองเห็นเมอร์เซเดสสีดำสนิทแล่นผ่านหน้าตัวเองออกไป แน่นอนว่าเธอจำได้ว่ารถหรูคันนี้เป็นของภวินท์เสี้ยววิวินาทีที่รถแล่นผ่านเธอมองเห็นเสี้ยวใบหน้าของชายหนุ่มเขาไม่แม้จะมองมาที่เธอ เหมือนตั้งใจขับผ่านเธอไปฝนยังคงโปรยปรายลงมาไม่หยุดเนื้อตัวของหญิงสาวเปียกชุ่มแนบไปกับลำตัว รู้สึกหนาวไปถึงกระดูกแต่กระนั้นก็ยังยิ้มออกมาขณะก้าวขาขึ้นไปบนรถประจำทางกุลจิราพาเนื้อตัวที่เปียกชุ่มเดินเดินไปตามตรอกซอกซอย โชคดีที่บ้านเศรษฐวินิจไม่ไ
หญิงสาวผ่อนลมหายใจออกมา ยกมือขึ้นทาบอกแต่เมื่อมองเห็นเวลาที่นาฬิกาข้อมือ ความตั้งใจที่ต้องการได้รับคาเฟอีนเข้าสู่ร่างกายก่อนกลับไปทำงานต่อก็จบลงแค่นั้นกุลจิราผลักประตูออกมา สายตาสะดุดเข้ากับร่างสูงใหญ่ของซีอีโอหนุ่ม เขากำลังเดินตรงไปยังลิฟท์ที่สุดโถงทางเดินกุลจิราจำต้องก้าวตามหลังของอสูรร้ายไป เมื่อลิฟท์อีกตัวใช้งานไม่ได้ ยังอยู่ในระหว่างซ่อมแซมเธอกลับไปที่ห้องทำงานช้ามากแล้วแต่เท้าทั้งสองข้างยังคงก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่รีบร้อน มองแค่ปลายรองเท้าของตัวเองแต่พอเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งก็ไม่พบเขาแล้วโล่งอกไปที…เธอยังกลัวว่าจะต้องใช้ลิฟท์ตัวเดียวกันกับเขาเมื่อกุลจิราก้าวเข้ามายืนในลิฟต์สายตากลับมองเห็นป้ายรองเท้าหนังมันปลาบ เธอเงยหน้าขึ้นมอง ดวงตาคู่นั้นจับจ้องมาที่เธออย่างเฉยชาเหมือนเช่นทุกครั้งร่างสูงใหญ่ล่ำสันยืนห่างออกไปเพียงก้าวเดียว กุลจิราถอยร่นไปด้านหลังหนึ่งก้าวพยายามควบคุมสติเมื่อกี้ตอนที่อยู่ในห้องประชุม เธอคงไม่ได้ทำอะไรให้เขาไม่พอใจหรอกนะรัศมีกดดันแผ่ซ่านออกมาจากชายหนุ่มทั้งคุกคามและปั่นป่วนหัวใจของเธอ คละเคล้ากับกลิ่นโคโลญอ่อนจาง กลิ่นจากร่างกำยำที่มอมเมาเธอในช่วงเวล
กุลจิราเปิดแฟ้มที่ตระเตรียมมาเผื่อสถานการณ์ฉุกเฉินออกเธอลุกขึ้นยืนด้วยท่าทีสุขุม ปรายตามองไปที่สไลด์“ข้อมูลจากโครงการก่อนหน้านี้ งบประมาณลูกค้าต่างชาติสูงกว่าปีนี้สิบห้าเปอร์เซ็นต์ค่ะ ฝ่ายการตลาดสามารถสรุปช่องทางการทำโฆษณาและงบปนะมาณที่ต้องใช้ได้ทันทีค่ะ”สายตาของซีอีโอหนุ่มที่จ้องมองมามีประกายความพึงพอใจวูบหนึ่งปรากฏขึ้นกุลจิราเพียงก้มศีรษะเล็กน้อยก่อนนั่งลงที่เก้าอี้พริษฐ์รีบเสริม“ข้อมูลของคุณกุลจิราเมื่อสักครู่มีประโยชน์มากครับ ผมจะเพิ่มส่วนนี้ลงในรายงานรอบสุดท้าย”ภวินท์ตอบน้ำเสียงราบเรียบ“งั้นก็เอาตามนี้”การประชุมดำเนินต่ออีกราว ๆ สิบห้านาทีภวินท์ก็ทำการปิดประชุม“ถ้าไม่มีอะไรเพิ่มเติมวันนี้ก็พอแค่นี้ก่อน” ทุกคนลุกขึ้นทยอยเก็บเอกสาร ทะยอยออกจากห้องประชุมรวมทั้งกุลริราด้วยในช่วงเวลาเร่งรีบไม่ทันมีใครสังเกตเห็นสายตาคมกริบคู่หนึ่งที่เหลือบมองไปที่ร่างบางระหงอย่างมีแผนการกลิ่นกาแฟที่กรุ่นค้างในห้องประชุมยังติดปลายลมหายใจของกุลจิราอยู่ หญิงสาวตั้งใจจะใช้เวลาเพียงไม่นานหากาแฟดื่มเพื่อคลายความง่วงก่อนกลับไปที่ห้องทำงานของตัวเอง จึงเข้ามาในห้องพักเบรคของพนักงานก่อน เจ้าของร่างเ







