Se connecter“ตามผมขึ้นไปบนห้อง ขึ้นไปทำหน้าที่ของคุณให้เสร็จๆเพราะพรุ่งนี้ผมมีประชุมตอนเช้า” เสียงนั้นเยียบเย็น ดูห่างเหินเกินกว่าจะเป็นคนที่เธอเพิ่งเข้าพิธีวิวาห์ด้วย
กุลจิราเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ดวงตาคู่สวยปะทะเข้ากับดวงตาคมกริบไร้ซึ่งความรู้สึก สายตาคู่นั้นยังคงมองเธอเป็นเพียงผู้หญิงต่ำต้อย ไม่ต่างจากวันแรกที่เจอหน้ากัน “ค่ะ” ในที่สุดเธอก็พยักหน้ารับคำสั่งอย่างคนที่ยอมรับในชะตากรรมของตัวเอง เวลาต่อมา กุลจิราสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะก้าวขาเข้าไปในห้องนอนของภวินท์หลังจากเคาะประตูบอกอีกฝ่ายแล้ว ทั้งที่เตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้ดิบดีแต่พอถึงเวลา หัวใจเธอก็เต้นผิดจังหวะอย่างไม่อาจควบคุม ด้านในสุดของห้องขขนาดใหญ่กุลจิรามองเห็นบานกระจกสูงทอดยาวเปิดรับแสงจากดวงจันทร์ยามค่ำคืนที่สาดส่องเข้ามา จากคำบอกเล่าขอลำดวน แม่บ้านคนเก่าแก่ ห้องฝั่งหนึ่งคงจะเป็นห้องแต่งตัว ถัดไปเดาว่าเป็นห้องทำงาน ภวินท์ขึ้นมาข้างบนก่อนเธอราวสิบห้านาทีได้ ตอนนี้เขาไม่ได้อยู่ในชุดทัคซิโด้แต่สวมเสื้อคลุมสีดำยาวไว้หลวม ๆ เส้นผมที่ชื้นเล็กน้อยบ่งบอกว่าอีกฝ่ายเพิ่งจะอาบน้ำเสร็จ ในมือถือแก้วคริสตัลอยู่ เจ้าของใบหน้าเคร่งขรึมดูน่าเกรงขามหันมามองเธอเพียงแวบเดียวก่อนจะเดินไปนั่งที่โซฟา “มาตรงนี้สิ” น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงแรงกดดันเอาไว้ กุลจิราข่มความประหม่า ก้าวเข้าไปใกล้ หย่อนตัวลงนั่งที่ปลายเตียงตรงข้ามกับเจ้าของห้องโดยไม่สบตา ฝ่ามือเธอเย็นเฉียบจนต้องกอบกำเข้าหากัน ใจเริ่มเต้นแรงอย่างควบคุมไม่ได้ กลัวเขาจะรู้ว่าอาการประหม่ามาจากการที่เธอยังไม่เคยผ่านศึกบนเตียงมาก่อน กุลจิราเป็นคนใฝ่เรียนมาตั้งแต่เด็ก เชื่อฟังคำบิดามารดา ในชีวิตไม่เคยนอกลู่นอกทาง ประสบการณ์เรื่องอย่างว่าจึงนับว่าอ่อนหัดนัก แต่ใครเล่าจะยอมถูกคนอย่างเขาดูแคลน เวลาเพียงหนึ่งวันก็พอให้เธอศึกษาเรื่องพวกนี้ แม้ไม่มีสิทธิ์รัก ไม่อาจแสดงความรู้สึก อย่างน้อยเธอไม่ต้องอับอายต่อหน้าเขา… ผู้ชายที่อยู่ในหัวใจเธอมาตลอด เจ็ดปีก่อน ก้องเกียรติ บิดาของเธอได้พาเธอไปพบกับภวินทร์ ตอนนั้นเขาเพิ่งเข้ารับรับตำแหน่งผู้บริหารได้ไม่นาน เนื่องจากก้องเกียรติตั้งใจจะให้เธอเข้าทำงานในบริษัทของเขา จึงพาไปทำความรู้จักล่วงหน้าก่อนถึงวันสัมภาษณ์งาน โลกช่างกลมเหลือเกิน นักธุรกิจหนุ่มไฟแรงที่บิดามักเอ่ยชมให้เธอฟังอยู่บ่อย ๆ เป็นคนเดียวกับชายแปลกหน้าที่ฉุดดึงเธอขึ้นมาจากความสิ้นหวังในวันนั้น หนึ่งเดือนถัดมา กุลจิราได้เข้าทำงานในบริษัทของเขาผ่านการสัมภาษณ์งานและทดสอบความสามารถเช่นเดียวกับทุก คน เจ็ดปีที่ผ่านมานั้น เธอเป็นเพียงพนักงานธรรมดา แม้ก้องเกียรติจะเป็นถึงเพื่อนของคุณพิศาล บิดาของภวินทร์ ผู้บริหารคนก่อน อีกทั้งความสัมพันธ์ของทั้งคนเป็นไปด้วยดีมาตลอด แต่กุลจิราก็ไม่ได้มีสิทธิ์พิเศษเหนือพนักงานคนอื่น เธอเป็นเพียงผู้หญิงที่อยู่นอกสายตาของเขา ไม่เคยคิดว่าวันหนึ่ง ชายหนุ่มผู้ไกลเกินเอื้อมจะเป็นคนที่ยื่นข้อเสนอ ‘แต่งงาน’ แลกกับการปลดหนี้สินให้กับครอบครัวของเธอ เมื่อก่อนกุลจิราเคยคิดว่า ‘การแอบรัก’ เป็นความทุกข์ใจ แต่เมื่อเธอได้มาอยู่ข้างกายเขา ถึงรู้ว่าความทุกข์ที่แท้จริงคือการขึ้นชื่อว่าเป็น ‘ภรรยานอกหัวใจ’ เป็นผู้หญิงที่เขาใช้เงินซื้อมาต่างหาก เมื่อความคิดของกุลจิราหยุดลง เธอก็พบว่าแววตาคู่คมยังคงมองมาที่เธอ ภวินท์จ้องมองมาที่หญิงสาว เขาอยากรู้นักว่าตัวตนแท้จริงของ กุลจิรา วงษ์เศวต หญิงสาวที่บิดาของเขาชมให้ฟังอยู่บ่อย ๆ เนื้อแท้เป็นคนอย่างไรกันแน่ “ทำไมต้องทำหน้าเหมือนคนกำลังจะถูกเฉือนเนื้อออกมาแบบนั้น” เขาวางแก้วลง เอนตัวพิงพนักโซฟา กวาดสายตามองกุลจิราตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า นี่อาจเป็นครั้งแรกที่เขาตั้งใจมองผู้หญิงที่จะขึ้นเตียงด้วยกระมัง ที่ผ่านมาเขาแค่ต้องการปลดปล่อยความใคร่ ไม่ได้พิศวาสจนต้องใส่ใจมองอีกฝ่ายขนาดนั้น “เปล่านี่คะ ฉันแค่รู้สึกหนาวนิดหน่อย” เขาแค่นหัวเราะในทันที ไหนก้องเกียรติบอกว่าบุตรสาวคนนี้ของเขาเก่งนักเก่งหนาไง “’ก็ดี งั้นเราก็มาเริ่มกันเลย พรุ่งนี้ผมต้องตื่นเช้า” “อ๊ะ” ภวินท์รวบร่างเล็กไปนั่งที่ตักไม่ให้เธอได้ตั้งตัว เขาเชยคางเธอขึ้น นัยน์ตาสีนิลมองเข้ามาในดวงตาเธอ “แอร์ห้องผมมันหนาวจนทำคุณตัวสั่นขนาดนี้เลยเหรอ” ชายหนุ่มเหยียดยิ้มที่มุมปาก คล้ายกำลังดูแคลนเธออยู่กราย ๆ “ก็คุณไม่ให้ฉันได้ตั้งตัวนี่คะ” เธอตอบเสียงแข็ง พยายามกลบเกลื่อนอาการประหม่าเอาไว้ “อ่อ เหรอ งั้นถ้าอยากให้คืนนี้ผ่านไปเร็วๆ ก็อย่ามัวชักช้า รีบแสดงฝีมือของคุณให้ผมดูซะทีสิ” ภวินท์ก้มลงกระซิบทชิดริมหูเธอ ลมหายใจผ่าวร้อนเป่ารดที่ซอกคอระหง ริมฝีปากนุ่มเย็นกดลงที่ข้างลำคอก่อนจะขบเม้มเนื้ออ่อนที่ตรงนั้น กุลจิราตัวเกร็งโดยไม่รู้ตัว ท้องน้อยวูบหวิวขึ้นมา มือข้างหนึ่งดันอกเขาออกห่าง หลุบตามองชุดนอนวาบหวิวสีขาวที่ตัวเองเลือกมากับมือ “จะเริ่มได้รึยัง ผมอยากเห็นคุณแก้ผ้าเต็มทนแล้วนะ” ถ้อยคำห่าม ๆ ของเขาทำให้กุลจิราทั้งฉุนทั้งกระดากอาย “ใจเย็นสิคะ ฉันจะเริ่มเดี๋ยวนี้แหละค่ะ” กำลังจะขยับลงจากตักเขา ภวินท์ก็คว้าเธอไว้ “เดี๋ยวก่อน ผมอยากอาบน้ำ” “อาบน้ำ?” หญิงสาวขมวดคิ้วมุ่น เขาเพิ่งอาบน้ำมาไม่ใช่หรือไง ทว่าไม่ทันได้คลายความสงสัย ชายหนุ่มก็อุ้มเธอขึ้นจากเตียงเดินผ่านห้องแต่งตัว ตรงไปยังห้องน้ำด้านในแล้ววางตัวเธอลงบนพื้น ร่างสูงใหญ่ขยับใกล้เข้ามา กุลจิราถอยร่นจนบั้นท้ายกลมกลึงชนเข้ากับขอบเคาน์เตอร์อ่างล้างหน้า เขาดึงเธอมาแนบอก “ถอดเสื้อคลุมออกให้ผมสิ” ใบหน้าไม่บอกอารมณ์ ทว่าส่วนลึกในดวงตากลับฉายรอยยิ้ม กุลจิรานิ่งไป กลืนน้ำลายอึกหนึ่งลงคอ ในชีวิตเธอเคยถอดเสื้อผ้าให้ใครซะที่ไหน ดวงตาเรียวรีกวาดมองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างลืมตัว ดูเหมือนว่านอกจากเสื้อคลุม ข้างในเขาไม่ได้สวมใส่อะไร “คุณก็รู้นี่ว่าผมไม่ชอบรออะไรนานๆ” น้ำเสียงทุ้มต่ำ แฝงไปด้วยอำนาทที่อยู่เหนือกุลจิราทุกอย่าง แม้ไม่ใช่เลขาหน้าห้องแต่เวลาเจ็ดปีที่เธอทำงานให้กับเขา ต้องรู้อยู่แล้วว่าเขาเป็นเจ้านายที่ค่อนข้างใจร้อน หญิงสาวพยายามข่มอารมณ์แล้วรีบตั้งสติ ข่มอาการประหม่าของตัวเอง นี่มันแค่เริ่มต้น เธอยังต้องยอมให้เขาออกคำสั่ง กดขี่ข่มเหงไปทั้งชีวิตนะกุลจิรา หญิงสาวสูดหายใจลึกเข้า ค่อย ๆ ยื่นมือออกไปปลดสายเชือกที่เอวของชายหนุ่มออก สาบเสื้อคลุมแยกออกจากกัน เผยให้เห็นแผ่นอกแน่นหนั่นไปด้วยกล้ามเนื้อ ผู้ชายในหนังโป๊ที่เธอดูเพื้อใช้ศึกษาเรื่องบนเตียง หุ่นยังไม่สู้ชายหนุ่มตรงหน้าเธอตอนนี้ ภายนอกว่าดูดีและมีเสน่ห์แล้ว ไม่น่าเชื่อว่าภายในยิ่งกว่าที่เธอเคยจินตนาการไว้เสียอีก แต่ใครได้มาอยู่ตรงหน้าของเขาในสภาพล่อแหลมเช่นนี้ ก็ยากจะห้ามความคิด ร่างกายของภวินท์เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อกระชับ ทั้งที่โพรไฟล์เป็นคนชอบกินดื่มสังสรรค์ และการที่คนเพียบพร้อมสมบูรณ์แบบเช่นเขาลดตัวลงมาแต่งงานกับเธอ คงเพราะต้องการให้เธอกันผู้หญิงที่เข้าหาเพราะผลประโยชน์พวกนั้น หากผู้หญิงที่เขาจะเอามาไว้ข้างกาย สามารถควบคุมชีวิตได้ ชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ ไม่มีสิทธิ์มีเสียง ไม่มีสิทธิ์เรียกร้องอะไร อยู่ในชีวิตของเขาเพื่อรองรับความใคร่เท่านั้น ผู้หญิงที่มีไว้ใช้เรือนร่างตอบแทนหนี้บุญคุณไปตลอดทั้งชีวิต ในโลกนี้คงมีแค่เธอเท่านั้นที่เหมาะสม กุลจิราช้อนมองอีกฝ่าย ยอมรับว่าภวินท์เป็นชายหนุ่มหน้าตาดีมากคนหนึ่ง ทว่าใบหน้าราวกับปฏิมากรรมงดงาม กลับดูกระด้างและอันตราย กุลจิรายืดตัวขึ้น จุมพิตที่ข้างลำคออีกฝ่าย เรียวปากอ่อนนุ่มลากไล้ลงมาตามลาดลำคอแข็งแรง กดจูบลงมาที่เหนืออกของชายหนุ่ม มือทั้งสองกำเข้าหากันจนชื้นไปด้วยเหงื่อ ใครจะเชื่อว่าคนอายุยี่สิบเก้าปีอย่างเธอ ไม่เคยมีประสบการณ์เรื่องพวกนี้มาก่อน สีหน้าของชายหนุ่มเรียบนิ่งไม่บอกอารมณ์ กุลจิราเห็นเพียงว่าส่วนลึกในดวงตาของเขาดำมืดลงทุกที ภวินท์ควบคุมตัวเองได้ดีเสมอ ดูก็รู้ว่าเขาคือผู้ล่า ไม่ใช่เหยื่อ“ผมชอบคุณนะ” หัวใจเธอวูบไหวขึ้นมา เสี้ยวหนึ่งในอกเผลอสั่นไหวเขาเว้นจังหวะ ปล่อยให้ความเงียบกดทับลงมาที่กลางอกเธออย่างจงใจ“ผมชอบที่คุณฉลาด” ปลายนิ้วร้อนระอุไล้ไปตามลำตัวของหญิงสาวอย่างแผ่วเบากุลจิราปรับลมหายใจให้เป็นจังหวะ ตรงอกอวบอิ่มกระเพื่อมเล็กน้อย กำมือแน่น เล็กจิกฝ่ามือจนเจ็บ“ฉลาดพอจะรู้ว่าตัวเองเป็นใคร” นิ้วของเขาขยับต่ำลงมา ฝ่ามือใหญ่สัมผัสลงที่เนินอวบอูมใต้สะดือของเธอฝ่ามือนั้นขยับต่ำลงอีกนิด…“รู้ว่าไม่ควรคิดอะไร…เกินตัว” คำพูดนั้นตกกระทบลงกลางอกเธออีกครั้ง เหมือนว่าประโยคนั้นเพิ่งจะฟาดลงมาที่ใบหน้าของเธอมันชา…จนแทบจะไม่มีความรู้สึกกุลจิรามองตัวเองในกระจก รับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดที่อกข้างซ้าย ในขณะที่พยายามกลั้นทุกความรู้สึกไม่ให้เผยออกมาภวินท์ถอนมือออกมา ร่างสูงถอยหลังหนึ่งก้าว สายตาเยียบเย็นจับจ้องที่ร่างระหง สายตาไม่บอกอารมณ์เหมือนเช่นทุกครั้ง“อีกสิบห้านาที ลงไปข้างล่าง” “ฉันขอดูความเรียบร้อยของตัวเองแล้วจะรีบลงไปนะคะ” เธอเอ่ยขึ้นโดยไม่ได้หันมามองเขาน้ำเสียงเฉยชาที่ลอยมาเข้าหูทำให้ภวินท์เกิดความไม่พอใจอยู่ลึก ๆดวงตาชั่วร้ายมืดดำลง…สงสัยเขาต้องสั่งสอนให้กุลจิรา
กระจกฝั่งเบาะด้านหลังเลื่อนลง เผยให้เห็นใบหน้าคมคายที่คุ้นเคย ภวินท์นั่งอยู่ด้านในในชุดสูทสีเข้ม โดยมีคุณเมธีทำหน้าที่เป็นคนขับรถดวงตาลึกล้ำของประธานหนุ่มยากจะคาดเดา เป็นสายตาที่ไม่เปิดพื้นที่ให้ใครเข้าถึง แม้แต่คนที่อยู่ในสถานะภรรยาเช่นเธอสายตาเย็นเยียบคู่นั้นเลื่อนมาหยุดที่หญิงสาวร่างบาง ภวินท์ไม่ได้เอ่ยคำใด สีหน้าไม่บอกอารมณ์แต่เพียงเท่านั้น…ก็พอจะทำให้บรรยากาศรอบตัวดูอึดอัดกว่าทุกครั้งกุลจิราสูดหายใจลึก บอกกับตัวเองว่าการเดินทางครั้งนี้เป็นเพียงเรื่องงานไม่มีพื้นที่สำหรับเรื่องส่วนตัว และไม่มีเหตุผลที่เธอจะรื้อฟื้นสิ่งที่ผ่านไปแล้วเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวาน…เธอได้ก้าวข้ามมันมาแล้วเธอไม่คิดจะเรียกร้องคำอธิบายใดและไม่คาดหวังคำขอโทษจากใครร่างบางเปิดประตูเข้าไปนั่งที่เบาะด้านหลังเมื่อประตูรถคันหรูปิดลง เสียงจากโลกภายนอกก็ถูกตัดขาดราวกับไม่เคยมีอยู่"ถ้าง่วงก็นอนได้เลยนะ ถึงแล้วลุงจะปลุกเอง" คุณเมธีมองหญิงสาวผ่านกระจกส่องหลังด้วยสายตาอ่อนโยน ต่างจากอีกคนที่มองเธอเป็นอากาศธาตุ"ค่ะ" หญิงสาวคลี่ยิ้มบาง ๆ แทนคำขอบคุณ จากนั้นภายในรถก็เงียบสนิท มีเพียงกลิ่นโคโลญจ์จาง ๆ จากชายหนุ่มที่
ฝนเมื่อคืนทิ้งเพียงความชื้นไว้ในอากาศท้องฟ้าหลังพายุฝนดูโปร่งใสกว่าทุกวัน แสงแดดอ่อน ๆ ส่องผ่านกระจกบานสูงตึกสูงใหญ่ที่ PSW Asset Group เป็นเจ้าของทั้งหมด ทอดตัวลงมากระทบพื้นหินขัดจนเกิดเงาสะท้อนจาง ๆเสียงพนักงานทักทายกัน เสียงส้นรองเท้ากระทบพื้น กลิ่นกาแฟลอยอบอวลอยู่ตามโต๊ะทำงานทุกอย่างยังดำเนินไปตามปกติกุลจิรานั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงานของตัวเอง ดวงตาจดจ่ออยู่กับตัวอักษรในแฟ้มไม่มีใครรู้ว่าวันหยุดที่ผ่านมาเธอผ่านอะไรมาบ้าง แต่นั่นก็เป็นสิ่งเธอเองไม่ได้ต้องการให้ใครมารับรู้แววตาเย็นเยียบของชายหนุ่มในตอนที่ไล่เธอลงจากรถ…ยังวนเวียนอยู่ในความคิดเขาทิ้งเธอไว้ข้างถนนอย่างไม่ไยดีเมื่อคืนนี้ภวินท์ไม่ได้กลับมานอนที่บ้าน เธอไม่รู้ว่าเขาไปค้างที่ไหนและนั่นก็เป็นเรื่องที่เธอไม่มีสิทธิ์ที่จะรู้คำถามเหล่านั้น…ไม่ใช่หน้าที่ของภรรยาที่เขาใช้เงินซื้อมาเสียงโทรศัพท์ภายในดังขึ้น หญิงสาวตั้งสติอย่างรวดเร็วแล้วรีบรับสาย“ฮัลโหลค่ะ”“มีงานด่วนต้องให้น้ำไปทำ” จุฑามาศแจ้งเธอผ่านสายโทรศัพท์“อะไรเหรอคะ”“มีลูกค้ารายใหญ่ที่จังหวัดระยอง เป็นกลุ่มนักลงทุนด้านนิคมอุตสาหกรรมกับคลังสินค้าโลจิสต
"ลงไป" น้ำเสียงของเขาฟังดูเย็นยะเยือกกว่าทุกครั้ง หญิงสาวขมวดคิ้วมองเขาอย่างไม่เข้าใจ“อะไรนะคะ?” ภวินท์หันมามองเธอ ดวงตาคมคายวาวโรจน์คล้ายคนที่กำลังข่มอารมณ์บางอย่างเอาไว้"ผมบอกให้คุณลงไปจากรถ ไม่ได้ยินเหรอ" หญิงสาวนิ่งงันไปหลังได้เห็นแววตาเฉยชาของชายหนุ่ม ริมฝีปากบางขยับเหมือนจะพูดบางอย่าง แต่กลับไม่มีเสียงใดเปล่งออกมาเขาจะปล่อยให้เธอลงตรงนี้จริง ๆ เหรอ?เธอมองเขาอย่างไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองมือเล็กค่อย ๆ เอื้อมไปเปิดประตูรถ หน้าเธอไม่หนาพอจะให้เขาพูดจาดูถูกอะไรเธออีกเสียงฟ้าร้องคำรามขึ้นเหนือศีรษะราวกับส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้าทันทีที่เท้าแตะพื้นถนน สายฝนก็กระหน่ำลงมา หยดน้ำเย็นเฉียบซัดใส่ร่างบางจนเสื้อผ้าเปียกชุ่มในพริบตาเมอร์เซเดสคันหรูพุ่งออกไปด้วยความเร็ว ทิ้งกุลจิราไว้ข้างหลังขณะที่พายุฝนกำลังโหมกระหน่ำลงมาเจ้าของร่างบางยืนอยู่ที่ริมฟุตบาต สองเท้าเธอเปียกชุ่ม ใบหน้าเปียกชื้นจนแยกไม่ออกว่าเป็นหยดฝน…หรือหยดน้ำตาเธอทำอะไรผิดนักหนา ทำไมเขาถึงได้ใจร้ายกับเธอถึงเพียงนี้แท็กซี่สีฟ้ากลางเก่ากลางใหม่จอดลงตรงหน้าของหญิงสาวที่โบกมือเรียกในสภาพที่ร่างกายเปียกปอนเธอเปิดประตูขึ้นไปนั่
“พี่ทิตย์?” ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง ผิวสีแทนตรงหน้าแต่งกายด้วยเชิ้ตแขนยาวสีอ่อนพับแขนอย่างเรียบง่าย กับกางเกงสแลคสีเข้ม แววตายามที่มองมายังคงอบอุ่นเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนรอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏบนริมฝีปากของเขาทันทีที่สบตาเธอ“บังเอิญจัง ไม่คิดว่าจะได้เจอน้ำที่นี่” น้ำเสียงทุ้มเอ่ยขึ้นอย่างเป็น ท่าทางที่ดูเป็นมิตรแบบที่ใครอยู่ใกล้ก็ต้องรู้สึกสบายใจ“บ้านที่น้ำอยู่ไม่ไกลจากที่นี่เท่าไหร่ค่ะ” อาทิตย์พยักหน้า ราวกับเข้าใจในสิ่งที่เธอไม่ได้เอ่ยออกมาตรง ๆความเงียบช่วงสั้น ๆ แทรกตัวขึ้นระหว่างทั้งคู่แม้ไม่มีใครเอ่ยคำใดออกมา แต่กุลจิรากลับรับรู้ได้ถึงความรู้สึกบางอย่างที่แปลกไปเธอรู้จักอาทิตย์ตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยตอนนั้นเขาเพิ่งเริ่มรับช่วงดูแลกิจการของครอบครัว ส่วนเธอยังเป็นนักศึกษาแม้จะสนิทสนมกันแต่ด้านความสัมพันธ์พวกเขาไม่เคยเกินเลย เป็นเพียงเพื่อน เป็นพี่น้องทื่ต่างก็หวังดีต่อกันหลังเรียนจบ เธอเข้ามาทำงานและใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ เพียงลำพัง ส่วนอาทิตย์ก็ดูแลธุรกิจครอบครัวอยู่ทางภาคเหนือ ทั้งคู่ยังมีการติดต่อกันผ่านการแชดคุย โทรถามสารทุกข์สุกดิบเป็นครั้งคราวเมื่อใดที่อาทิตย์มีโอกาสม
“ผมไม่อนุญาต” หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่น ปลายนิ้วกำเข้าหากันครู่เดียวก่อนจะคลายออก“เพราะอะไรคะ” เธอถามกลับด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ เมื่อต้องการคำอธิบายที่สมเหตุสมผล ไม่ใช่คำตอบสั้น ๆ แล้วเห็นเธอเป็นเพียงธาตุอากาศที่นี่คือบ้านของเขา เขาคือเจ้าชีวิตเธอ แต่การออกไปซื้อของใช้ส่วนตัวเพียงแค่นี้ ไม่น่าจะต้องขออนุญาตราวกับนักโทษ“อยากได้อะไรก็ให้คนไปซื้อให้” น้ำเสียงห่างเหินดังขึ้นอีกครั้ง ราวกับเป็นเรื่องเล็กน้อยที่เขาไม่ควรจะเสียเวลาอธิบายกุลจิรานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่พยายามประนีประนอม“ของใช้ส่วนตัวบางอย่าง ฉันต้องไปซื้อเองค่ะ” ภวินท์พลิกหน้านิตยสาร เหมือนคนที่ไม่ต้องการสานต่อบทสนทนาท่าทีเพิกเฉยนั้นยิ่งทำให้หัวใจของหญิงสาวหนักอึ้ง“ถ้างั้นให้พี่สมชายไปส่งฉันก็ได้ค่ะ ฉันจะรีบไปรีบกลับ” กุลจิราพยายามต่อรอง ทั้งที่เขาไม่ควรจะทำให้เรื่องพวกนี้ยุ่งยากภวินท์ลดนิตยสารลงจนใบหน้าคมเข้มปรากฏชัด แววตาร้ายกาจฉายวาบขึ้น“สมชายไม่ใช่คนขับรถของคุณที่จะมาใช้ได้ตามอำเภอใจ” ประโยคนั้นทำให้กุลจิรานิ่งงันความรู้สึกแปลกแยกถาโถมเข้ามาในอก ราวกับเธอเป็นเพียงคนแปลกหน้าที่บังเอิญก้าวเข้ามาในบ้านหลั







