เข้าสู่ระบบ“ตามผมขึ้นไปบนห้อง ขึ้นไปทำหน้าที่ของคุณให้เสร็จๆเพราะพรุ่งนี้ผมมีประชุมตอนเช้า” เสียงนั้นเยียบเย็น ดูห่างเหินเกินกว่าจะเป็นคนที่เธอเพิ่งเข้าพิธีวิวาห์ด้วย
กุลจิราเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ดวงตาคู่สวยปะทะเข้ากับดวงตาคมกริบไร้ซึ่งความรู้สึก สายตาคู่นั้นยังคงมองเธอเป็นเพียงผู้หญิงต่ำต้อย ไม่ต่างจากวันแรกที่เจอหน้ากัน “ค่ะ” ในที่สุดเธอก็พยักหน้ารับคำสั่งอย่างคนที่ยอมรับในชะตากรรมของตัวเอง เวลาต่อมา กุลจิราสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะก้าวขาเข้าไปในห้องนอนของภวินท์หลังจากเคาะประตูบอกอีกฝ่ายแล้ว ทั้งที่เตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้ดิบดีแต่พอถึงเวลา หัวใจเธอก็เต้นผิดจังหวะอย่างไม่อาจควบคุม ด้านในสุดของห้องขขนาดใหญ่กุลจิรามองเห็นบานกระจกสูงทอดยาวเปิดรับแสงจากดวงจันทร์ยามค่ำคืนที่สาดส่องเข้ามา จากคำบอกเล่าขอลำดวน แม่บ้านคนเก่าแก่ ห้องฝั่งหนึ่งคงจะเป็นห้องแต่งตัว ถัดไปเดาว่าเป็นห้องทำงาน ภวินท์ขึ้นมาข้างบนก่อนเธอราวสิบห้านาทีได้ ตอนนี้เขาไม่ได้อยู่ในชุดทัคซิโด้แต่สวมเสื้อคลุมสีดำยาวไว้หลวม ๆ เส้นผมที่ชื้นเล็กน้อยบ่งบอกว่าอีกฝ่ายเพิ่งจะอาบน้ำเสร็จ ในมือถือแก้วคริสตัลอยู่ เจ้าของใบหน้าเคร่งขรึมดูน่าเกรงขามหันมามองเธอเพียงแวบเดียวก่อนจะเดินไปนั่งที่โซฟา “มาตรงนี้สิ” น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงแรงกดดันเอาไว้ กุลจิราข่มความประหม่า ก้าวเข้าไปใกล้ หย่อนตัวลงนั่งที่ปลายเตียงตรงข้ามกับเจ้าของห้องโดยไม่สบตา ฝ่ามือเธอเย็นเฉียบจนต้องกอบกำเข้าหากัน ใจเริ่มเต้นแรงอย่างควบคุมไม่ได้ กลัวเขาจะรู้ว่าอาการประหม่ามาจากการที่เธอยังไม่เคยผ่านศึกบนเตียงมาก่อน กุลจิราเป็นคนใฝ่เรียนมาตั้งแต่เด็ก เชื่อฟังคำบิดามารดา ในชีวิตไม่เคยนอกลู่นอกทาง ประสบการณ์เรื่องอย่างว่าจึงนับว่าอ่อนหัดนัก แต่ใครเล่าจะยอมถูกคนอย่างเขาดูแคลน เวลาเพียงหนึ่งวันก็พอให้เธอศึกษาเรื่องพวกนี้ แม้ไม่มีสิทธิ์รัก ไม่อาจแสดงความรู้สึก อย่างน้อยเธอไม่ต้องอับอายต่อหน้าเขา… ผู้ชายที่อยู่ในหัวใจเธอมาตลอด เจ็ดปีก่อน ก้องเกียรติ บิดาของเธอได้พาเธอไปพบกับภวินทร์ ตอนนั้นเขาเพิ่งเข้ารับรับตำแหน่งผู้บริหารได้ไม่นาน เนื่องจากก้องเกียรติตั้งใจจะให้เธอเข้าทำงานในบริษัทของเขา จึงพาไปทำความรู้จักล่วงหน้าก่อนถึงวันสัมภาษณ์งาน โลกช่างกลมเหลือเกิน นักธุรกิจหนุ่มไฟแรงที่บิดามักเอ่ยชมให้เธอฟังอยู่บ่อย ๆ เป็นคนเดียวกับชายแปลกหน้าที่ฉุดดึงเธอขึ้นมาจากความสิ้นหวังในวันนั้น หนึ่งเดือนถัดมา กุลจิราได้เข้าทำงานในบริษัทของเขาผ่านการสัมภาษณ์งานและทดสอบความสามารถเช่นเดียวกับทุก คน เจ็ดปีที่ผ่านมานั้น เธอเป็นเพียงพนักงานธรรมดา แม้ก้องเกียรติจะเป็นถึงเพื่อนของคุณพิศาล บิดาของภวินทร์ ผู้บริหารคนก่อน อีกทั้งความสัมพันธ์ของทั้งคนเป็นไปด้วยดีมาตลอด แต่กุลจิราก็ไม่ได้มีสิทธิ์พิเศษเหนือพนักงานคนอื่น เธอเป็นเพียงผู้หญิงที่อยู่นอกสายตาของเขา ไม่เคยคิดว่าวันหนึ่ง ชายหนุ่มผู้ไกลเกินเอื้อมจะเป็นคนที่ยื่นข้อเสนอ ‘แต่งงาน’ แลกกับการปลดหนี้สินให้กับครอบครัวของเธอ เมื่อก่อนกุลจิราเคยคิดว่า ‘การแอบรัก’ เป็นความทุกข์ใจ แต่เมื่อเธอได้มาอยู่ข้างกายเขา ถึงรู้ว่าความทุกข์ที่แท้จริงคือการขึ้นชื่อว่าเป็น ‘ภรรยานอกหัวใจ’ เป็นผู้หญิงที่เขาใช้เงินซื้อมาต่างหาก เมื่อความคิดของกุลจิราหยุดลง เธอก็พบว่าแววตาคู่คมยังคงมองมาที่เธอ ภวินท์จ้องมองมาที่หญิงสาว เขาอยากรู้นักว่าตัวตนแท้จริงของ กุลจิรา วงษ์เศวต หญิงสาวที่บิดาของเขาชมให้ฟังอยู่บ่อย ๆ เนื้อแท้เป็นคนอย่างไรกันแน่ “ทำไมต้องทำหน้าเหมือนคนกำลังจะถูกเฉือนเนื้อออกมาแบบนั้น” เขาวางแก้วลง เอนตัวพิงพนักโซฟา กวาดสายตามองกุลจิราตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า นี่อาจเป็นครั้งแรกที่เขาตั้งใจมองผู้หญิงที่จะขึ้นเตียงด้วยกระมัง ที่ผ่านมาเขาแค่ต้องการปลดปล่อยความใคร่ ไม่ได้พิศวาสจนต้องใส่ใจมองอีกฝ่ายขนาดนั้น “เปล่านี่คะ ฉันแค่รู้สึกหนาวนิดหน่อย” เขาแค่นหัวเราะในทันที ไหนก้องเกียรติบอกว่าบุตรสาวคนนี้ของเขาเก่งนักเก่งหนาไง “’ก็ดี งั้นเราก็มาเริ่มกันเลย พรุ่งนี้ผมต้องตื่นเช้า” “อ๊ะ” ภวินท์รวบร่างเล็กไปนั่งที่ตักไม่ให้เธอได้ตั้งตัว เขาเชยคางเธอขึ้น นัยน์ตาสีนิลมองเข้ามาในดวงตาเธอ “แอร์ห้องผมมันหนาวจนทำคุณตัวสั่นขนาดนี้เลยเหรอ” ชายหนุ่มเหยียดยิ้มที่มุมปาก คล้ายกำลังดูแคลนเธออยู่กราย ๆ “ก็คุณไม่ให้ฉันได้ตั้งตัวนี่คะ” เธอตอบเสียงแข็ง พยายามกลบเกลื่อนอาการประหม่าเอาไว้ “อ่อ เหรอ งั้นถ้าอยากให้คืนนี้ผ่านไปเร็วๆ ก็อย่ามัวชักช้า รีบแสดงฝีมือของคุณให้ผมดูซะทีสิ” ภวินท์ก้มลงกระซิบทชิดริมหูเธอ ลมหายใจผ่าวร้อนเป่ารดที่ซอกคอระหง ริมฝีปากนุ่มเย็นกดลงที่ข้างลำคอก่อนจะขบเม้มเนื้ออ่อนที่ตรงนั้น กุลจิราตัวเกร็งโดยไม่รู้ตัว ท้องน้อยวูบหวิวขึ้นมา มือข้างหนึ่งดันอกเขาออกห่าง หลุบตามองชุดนอนวาบหวิวสีขาวที่ตัวเองเลือกมากับมือ “จะเริ่มได้รึยัง ผมอยากเห็นคุณแก้ผ้าเต็มทนแล้วนะ” ถ้อยคำห่าม ๆ ของเขาทำให้กุลจิราทั้งฉุนทั้งกระดากอาย “ใจเย็นสิคะ ฉันจะเริ่มเดี๋ยวนี้แหละค่ะ” กำลังจะขยับลงจากตักเขา ภวินท์ก็คว้าเธอไว้ “เดี๋ยวก่อน ผมอยากอาบน้ำ” “อาบน้ำ?” หญิงสาวขมวดคิ้วมุ่น เขาเพิ่งอาบน้ำมาไม่ใช่หรือไง ทว่าไม่ทันได้คลายความสงสัย ชายหนุ่มก็อุ้มเธอขึ้นจากเตียงเดินผ่านห้องแต่งตัว ตรงไปยังห้องน้ำด้านในแล้ววางตัวเธอลงบนพื้น ร่างสูงใหญ่ขยับใกล้เข้ามา กุลจิราถอยร่นจนบั้นท้ายกลมกลึงชนเข้ากับขอบเคาน์เตอร์อ่างล้างหน้า เขาดึงเธอมาแนบอก “ถอดเสื้อคลุมออกให้ผมสิ” ใบหน้าไม่บอกอารมณ์ ทว่าส่วนลึกในดวงตากลับฉายรอยยิ้ม กุลจิรานิ่งไป กลืนน้ำลายอึกหนึ่งลงคอ ในชีวิตเธอเคยถอดเสื้อผ้าให้ใครซะที่ไหน ดวงตาเรียวรีกวาดมองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างลืมตัว ดูเหมือนว่านอกจากเสื้อคลุม ข้างในเขาไม่ได้สวมใส่อะไร “คุณก็รู้นี่ว่าผมไม่ชอบรออะไรนานๆ” น้ำเสียงทุ้มต่ำ แฝงไปด้วยอำนาทที่อยู่เหนือกุลจิราทุกอย่าง แม้ไม่ใช่เลขาหน้าห้องแต่เวลาเจ็ดปีที่เธอทำงานให้กับเขา ต้องรู้อยู่แล้วว่าเขาเป็นเจ้านายที่ค่อนข้างใจร้อน หญิงสาวพยายามข่มอารมณ์แล้วรีบตั้งสติ ข่มอาการประหม่าของตัวเอง นี่มันแค่เริ่มต้น เธอยังต้องยอมให้เขาออกคำสั่ง กดขี่ข่มเหงไปทั้งชีวิตนะกุลจิรา หญิงสาวสูดหายใจลึกเข้า ค่อย ๆ ยื่นมือออกไปปลดสายเชือกที่เอวของชายหนุ่มออก สาบเสื้อคลุมแยกออกจากกัน เผยให้เห็นแผ่นอกแน่นหนั่นไปด้วยกล้ามเนื้อ ผู้ชายในหนังโป๊ที่เธอดูเพื้อใช้ศึกษาเรื่องบนเตียง หุ่นยังไม่สู้ชายหนุ่มตรงหน้าเธอตอนนี้ ภายนอกว่าดูดีและมีเสน่ห์แล้ว ไม่น่าเชื่อว่าภายในยิ่งกว่าที่เธอเคยจินตนาการไว้เสียอีก แต่ใครได้มาอยู่ตรงหน้าของเขาในสภาพล่อแหลมเช่นนี้ ก็ยากจะห้ามความคิด ร่างกายของภวินท์เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อกระชับ ทั้งที่โพรไฟล์เป็นคนชอบกินดื่มสังสรรค์ และการที่คนเพียบพร้อมสมบูรณ์แบบเช่นเขาลดตัวลงมาแต่งงานกับเธอ คงเพราะต้องการให้เธอกันผู้หญิงที่เข้าหาเพราะผลประโยชน์พวกนั้น หากผู้หญิงที่เขาจะเอามาไว้ข้างกาย สามารถควบคุมชีวิตได้ ชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ ไม่มีสิทธิ์มีเสียง ไม่มีสิทธิ์เรียกร้องอะไร อยู่ในชีวิตของเขาเพื่อรองรับความใคร่เท่านั้น ผู้หญิงที่มีไว้ใช้เรือนร่างตอบแทนหนี้บุญคุณไปตลอดทั้งชีวิต ในโลกนี้คงมีแค่เธอเท่านั้นที่เหมาะสม กุลจิราช้อนมองอีกฝ่าย ยอมรับว่าภวินท์เป็นชายหนุ่มหน้าตาดีมากคนหนึ่ง ทว่าใบหน้าราวกับปฏิมากรรมงดงาม กลับดูกระด้างและอันตราย กุลจิรายืดตัวขึ้น จุมพิตที่ข้างลำคออีกฝ่าย เรียวปากอ่อนนุ่มลากไล้ลงมาตามลาดลำคอแข็งแรง กดจูบลงมาที่เหนืออกของชายหนุ่ม มือทั้งสองกำเข้าหากันจนชื้นไปด้วยเหงื่อ ใครจะเชื่อว่าคนอายุยี่สิบเก้าปีอย่างเธอ ไม่เคยมีประสบการณ์เรื่องพวกนี้มาก่อน สีหน้าของชายหนุ่มเรียบนิ่งไม่บอกอารมณ์ กุลจิราเห็นเพียงว่าส่วนลึกในดวงตาของเขาดำมืดลงทุกที ภวินท์ควบคุมตัวเองได้ดีเสมอ ดูก็รู้ว่าเขาคือผู้ล่า ไม่ใช่เหยื่อ“อ้าว ตื่นแล้วเหรอลูก” พิศมัยหันมาเห็นเธอเข้าในจังหวะนั้นรอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏอยู่บนใบหน้าของหญิงวัยกลางคนกุลจิราวางสีหน้าไม่ถูกอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเดินเข้าไปสายตาของเธอชำเลืองมองภวินท์เล็กน้อยชายหนุ่มกำลังวางต้นหอมที่หั่นเสร็จแล้วลงในชามเซรามิกที่เตรียมไว้“หิวหรือยัง” พิศมัยถามขึ้น“ค่ะ” เธอคลี่ยิ้มบาง ๆ ขณะตอบ“ขึ้นไปอาบน้ำสิ แม่ทำกับข้าวใกล้จะเสร็จพอดี” คนเป็นแม่มองสภาพลูกสาวที่เพิ่งตื่นนอน ก่อนจะหันไปมองภวินท์ที่เวลานี้อาบน้ำเรียบร้อยแล้วก็อดยิ้มไม่ได้เหมือนจะรู้ตัว กุลจิรารีบยกมื้อขึ้นมาจัดทรงผมของตัวเอง ก่อนจะกระแอมในลำคอเบา ๆ“งั้นน้ำขึ้นไปอาบน้ำก่อนนะคะ” พิศมัยพยักหน้ารับ เธอหันหลัง ก้าวออกไปแบบกึ่งเดินกึ่งวิ่งทว่าความสงสัยยังวนเวียนอยู่เต็มหัว ขณะก้าวเท้าเหยียบขั้นบันไดไปยังชั้นบนเปิดประตูเข้ามาในห้องก็จัดการถอดชุดนอนบนตัวออก ตั้งใจจะใช้เวลาอาบน้ำไม่นานแต่พอเดินเข้าไปในห้องน้ำ เธอก็พบว่าโฟมล้างหน้าหลอดใหม่ที่เพิ่งซื้อเมื่อวานนี้ไม่ได้
ภวินท์ออกมาในสภาพที่ทำให้หญิงสาวเบือนหน้าหนีแทบไม่ทันร่างสูงเปลือยท่อนบน มีเพียงผ้าเช็ดตัวผืนเดียวพันอยู่ที่เอว เผยให้เห็นแผงอกแน่นหนั่นที่หยดน้ำยังเกาะพราว ไล่จากลำคอไหลลงตามแนวกล้ามเนื้ออันแข็งแรงเจ้าของใบหน้าหล่อเหลาก้าวช้า ๆ ไปที่หน้าตู้หลังเล็ก หยิบเสื้อยืดสีขาวออกจากไม้แขวนเสื้อก่อนจะสวมมันผ่านศีรษะเนื้อผ้าแนบไปกับอกกว้างของชายหนุ่มกุลจิราพยายามจะไม่สนใจ พลิกตัวหันหลังให้เขา แต่ใบหน้ากลับผ่าวร้อนขึ้นมาชายหนุ่มเห็นอากัปกิริยาของคนบนเตียงทุกอย่าง มุมปากหยักหนาโค้งขึ้น เขาค่อย ๆ ดึงผ้าเช็ดตัวออกจากเอวสอบเพรียวสวมมันอย่างไม่รีบร้อนนัก ราวกลับจะประวิงเวลาเอาไว้สายตาคมกริบชำเลืองมองไปที่แผ่นหลังของเธอสวมใส่เสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วก็ทิ้งตัวลงนั่งที่เตียง แสงไฟวอร์มไลท์จากหัวเตียงส่องกระทบใบหน้าของทั้งคู่ร่างเล็กนอนตะแคงอยู่ในท่าเดิม กอดหมอนข้างแนบอกไว้หลวม ๆ ดวงตาคู่สวยยังเปิดอยู่ทว่าคนที่นั่งทำงานก่อนหน้านี้กลับเอนตัวลงนอนข้างเธอ ไม่ได้ดึงผ้านวมขึ้นมาห่ม เว้นระยะห่างไว้เล็กน้อยกุลจิราขยับตัวให้ห่างจากเขา แต่กลับถูกฝ่ายนั้นต่อว่า“หันหน้ามา ผมไม่ชอบให้ใครนอนหันหลังให้” ยอมทำตามแ
หลังจากมื้อค่ำจบลง บ้านทั้งหลังก็ค่อย ๆ กลับเข้าสู่ความเงียบสงบเหมือนอย่างเช่นทุกวันเสียงโทรทัศน์จากห้องรับแขกดังแว่วมาบ้างเป็นระยะ ก่อนจะเงียบหายไปเมื่อพิศมัยขึ้นไปพักผ่อนภายในห้องนอน กุลจิรานั่งอยู่บนปลายเตียง มือข้างหนึ่งถือผ้าขนหนูผืนเล็ก ขยี้เส้นผมที่ยังเปียกชื้นอยู่จากการอาบน้ำสายตาเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างความเงียบภายในห้องทำให้เธอเริ่มรู้สึกแปลก ๆ ขึ้นมาคืนนี้เธอต้องนอนห้องเดียวกับภวินท์เพียงแค่คิด หัวใจก็รู้สึกหนักอึ้งอย่างบอกไม่ถูกเธอไม่ได้หวาดกลัวผู้ชายคนนั้น แต่เธอไม่รู้ว่าควรจะวางตัวอย่างไรมากกว่าตลอดเวลาที่แต่งงานกันมา ภวินท์ขีดเส้นแบ่งพื้นที่ของเขากับเธอไว้อย่างชัดเจนห้องนอนของเธอถูกแยกออกมาต่างหาก ไม่ใช่คู่สามีภรรยาทั่วไปที่นอนร่วมห้องเดียวกันขณะที่ความคิดกำลังไหลเวียนเสียงเปิดประตูห้องก็ดังขึ้น กุลจิราชะงัก ก่อนจะหันไปมองตามสัญชาตญาณร่างสูงก้าวเข้ามาในห้อง เดินผ่านกุลจิราไป วางโทรศัพท์และกระเป๋าสตางค์บนโต๊ะข้างเตียงก่อนจะกวาดตามองรอบห้องเงียบ ๆห้องนอนของเธอไม่ได้ให
"ดูเหมือนคุณสองคนจะสนิทกันมากนะ"น้ำเสียงนั้นเรียบเรื่อยเสียจนจับอารมณ์ไม่ได้กุลจิราหันมามองเขา“คุณอาทิตย์น่ะเหรอคะ” หัวใจเธอสะดุดวูบเมื่อมองเห็นบางอย่างในสายตาของเขา“ฉันกับคุณอาทิตย์รู้จักกันมานานแล้วน่ะค่ะ”“เหรอ” เขาพยักหน้าช้า ๆ เหมือนคนที่กำลังรับฟัง แม้เขาจะไม่เชื่อคำพูดของเธอแม้แต่น้อยกุลจิราถนัดเรื่องเสแสร้งแกล้งทำจะตายไป“คงมาหาแม่คุณบ่อยสินะ”“ไม่ทราบสิคะ คงงั้นมั้งคะ”“มั้ง?” ดวงตาคมกริบเลื่อนมาสบตาเธอ“แต่ที่ผมเห็นเหมือนผู้ชายคนนั้นจะคุ้นเคยกับทุกคนในบ้านหลังนี้นะ” ไม่ใช่แค่ความสงสัยแต่สายตาที่มองมาเป็นสายตาของคนที่กำลังจับผิดชัด ๆ“คิดมากไปแล้วค่ะ คุณอาทิตย์แค่มีน้ำใจกับบ้านเราเท่านั้นค่ะ” ชายหนุ่มวางแก้วน้ำลงบนโต๊ะ มุมปากหยักยกขึ้นเล็กน้อย“ไม่ใช่ว่าจริงๆ แล้ว” เขาจงใจเว้นจังหวะในการพูด หัวใจของกุลจิราเต้นแรงขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ“คุณเป็นคนเขาให้ผู้ชายคนนั้นมาอยู่เ
คำพูดของภวินท์ทิ้งบางอย่างไว้ในอากาศบางอย่างที่ไม่ได้เอ่ยออกมาตรง ๆ แต่ชัดเจนพอจะทำให้สมาชิกบนโต๊ะรับรู้ได้ และดูเหมือนเจ้าตัวจะอ่านความคิดของทุกคนรอบออก“ถ้าลืมบ่อยๆ มันก็กระทบกับการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวัน ใช่ไหมครับคุณอาทิตย์” เขามองอีกฝ่ายตรง ๆ ไม่มีรอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าต่างกับอาทิตย์ที่แม้จะนิ่งไปครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็คลี่ยิ้มบาง ๆ“ครับ ลืมบ่อยๆ ต้องไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่นอน” คำตอบนั้นฟังดูเรียบง่าย แต่ก็ไม่ใช่การยอมรับเสียทีเดียว“ถ้าคุณอาทิตย์เข้าใจเจตนาของผมก็ดีไปครับ ผมจะได้ไม่ต้องอธิบายอะไรยืดยาว” น้ำเสียงของภวินท์ยังคงราบเรียบ ไม่มีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้าถ้อยคำนั้นของเขาซ่อนนัยยะบางอย่างเอาไว้ และอาทิตย์มองออกทั้งหมดสายตาของกุลจิราจับจ้องอยู่ที่ชามข้าว ปลายนิ้วเย็นเฉียบขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวขณะที่พิศมัยเริ่มรู้สึกได้ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ว่าบรรยากาศบนโต๊ะอาหารตึงเครียดขึ้นทุกขณะ“ผมเป็นคนเข้าใจอะไรง่ายๆ อยู่แล้วครับ” อาทิตย์เอ่ยขึ้น ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงเดิม“แต่กับบางเรื่อง…. ผมก็ไม่ค่อยเข้าใจเหตุและผลของมันหรอกครับ” ปลายนิ้วของกุลจิราสั่นขึ้นเล็กน้อย เธอรู้ทันทีว่าสิ่ง
“ที่แม่ยายควรจะพูดกันเองกับลูกเขยไง” ถ้อยคำนั้นทำให้เธอนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะคลี่ยิ้มบาง ๆเธอหันไปพูดกับมารดา“แม่พูดกับคุณภวินท์เขาสบายๆ เถอะค่ะ” พิศมัยมองหน้าลูกอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้ารับช้า ๆ รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏอยู่บนใบหน้าทว่าลึกลงไปในแววตายังมัความระมัดระวังซ่อนอยู่พิศมัยไม่ต้องการให้การรับประทานอาหารร่วมโต๊ะครั้งแรกกับชายหนุ่มหลังการแต่งงานเกิดขึ้น ทำให้กุลจิราตกอยู่ในที่นั่งลำบากมากกว่าทุกวันนี้มื่อเช้าที่บ้านวงษ์เศวตยังคงดำเนินต่อไปอย่างเรียบง่ายพิศมัยแนะนำแต่ละเมนูที่ตั้งใจทำอย่างพิถีพิถันให้กับชายหนุ่มลองชิมฝีมือระหว่างนั้น ทุกคนได้ยินเสียงรถยนต์แล่นเข้ามาจอดหญิงสาวเงยหน้าขึ้น มองไปยังรั้วประตูที่ถูกต้นตำลึงพันล้อมไว้อย่างแน่นหนาพิศมัยหันไปมองเช่นกัน"ใครกันมาเวลานี้" หญิงวัยกลางคนพึมพำเบา ๆ วางช้อนลงที่จาน“น้ำกับคุณภวินท์กินข้าวไปเถอะ เดี๋ยวแม่ออกไปดูเอง” หญิงวัยกลางคนผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้หญิงสาวหันกลับมา สายตาเหลือบไปยังชายหนุ่มที
กระจกฝั่งเบาะด้านหลังเลื่อนลง เผยให้เห็นใบหน้าคมคายที่คุ้นเคย ภวินท์นั่งอยู่ด้านในในชุดสูทสีเข้ม โดยมีคุณเมธีทำหน้าที่เป็นคนขับรถดวงตาลึกล้ำของประธานหนุ่มยากจะคาดเดา เป็นสายตาที่ไม่เปิดพื้นที่ให้ใครเข้าถึง แม้แต่คนที่อยู่ในสถานะภรรยาเช่นเธอสายตาเย็นเยียบคู่นั้นเลื่อนมาหยุดที่หญิงสาวร่างบาง ภวินท์
ปลดปล่อยความต้องการจนพอใจ ภวินท์ก็ลุกขึ้นไปที่ห้องน้ำห้องวีวีไอพีแห่งนี้มีห้องน้ำอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าชั้นเยี่ยมกุลจิรายังคงนอนหมดเรี่ยวแรงอยู่บนโซฟากึ่งกลางลำตัวมีอาการแสบ เพียงขยับกายเล็กน้อยก็รู้สึกเจ็บที่หว่างขาเธอหันไปมองเงาสะท้อนของตัวเอ
"ถ้าวันไหนที่คุณชายตามองผู้ชายคนอื่นที่ไม่ใช่ผม วันนั้นผมจะทำในสิ่งที่คุณคาดไม่ถึง” เขาตรึงสะโพกของเธอกับโต๊ะ ลูบไล้ลงบนเนินเนื้อบอบบางขบเม้มลาดบ่าบอบบางส่วนที่โผล่เนื้อผ้าออกมา ต่ำลงไปอุ้งมือแข็งแรงสอดเข้ามาบีบคลึงทรวงอกกลมกลึงปลุกเร้าอารมณ์พิศวาสในตัวกุลจิราให้ปะทุขึ้นมา
ภวินท์พาเธอมาที่ชั้นสอง แสงไฟหลากสีสะท้อนผ่านผู้คนที่กำลังวาดลวดลายอยู่บนฟลอร์เต้นรำ เสียงดนตรีหนัก ๆ ยังคงดังกระหึ่มชายหนุ่มดึงมือเธอเดินฝ่าบรรยากาศเหล่านั้นไปอย่างไม่สนใจสายตาใครเขาหยุดอยู่หน้าประตูบานหนึ่งที่อยู่ด้านในสุดของชั้นสอง พนักงานรักษาความปลอดภัยที่ยืน







