Masukจากหญิงสาวที่เขาได้แต่เฝ้ามองอยู่ไกล ๆ
อยากได้ อยากครอบครอง ในสุดวันนี้ก็มาถึง มือเรียวยาวรั้งท้ายทอยให้หญิงสาวรับจูบอันแสนดูดดื่มจากตนเอง ภวินท์ส่งลิ้นเข้าไปกวาดต้อนลิ้นของกุลจิราอย่างเร่าร้อน หญิงสาวเคลิบเคลิ้มไปกับรสจูบดูดดื่มในไม่ช้า ยอมส่งลิ้นให้อีกฝ่ายเลาะชิมดูดดึงควานหาความหวานหอมโดยไม่ขัดขืน กระทั่งเขาเลื่อนมือข้างหนึ่งขึ้นมากอบกุมเต้าทรวงกลมกลึง ความสยิวก็แล่นปราดไปทั่วทั้งร่างกายของกุลจิรา ทุกรูขุมขนลุกเกรียว ช่วงล่างบดเบียดเข้าหากัน ความรู้สึกในยามที่ถูกสัมผัส เป็นแบบนี้เองหรือ ชายหนุ่มดูดเม้มข้างลำคอขาวผ่อง มือข้างหนึ่งเลื่อนขึ้นมาบีบเคล้นทรวงอกของเธอ แต่ไม่ได้นุ่มนวล ไม่นานก็ถอนริมฝีปากออกจากคอระหง คนที่เพิ่งถูกสูบวิณญาณด้วยจุมพิตร้อนแรงเพิ่งรู้ตัวว่าชุดนอนวาบหวิวที่สวมอยู่ไม่ได้อยู่บนร่างกายแล้ว เนื้อตัวของหญิงสาวสะท้านขึ้นมาเมื่อถูกเขาจ้องมองเต็มทั้งสองตา คิดไม่ถึงว่าลูกสาวของก้องเกียรติจะงดงามเพียงนี้ ปากและลิ้นของภวินท์เลื่อนต่ำลงไปหาทรวงอกกลมโต ขบเม้มเนินอกอวบ ก่อนจะครอบครองยอดประทุมถัน ดูดดุนจนมันเริ่มแข็งเป็นตุ่มไต สัมผัสนี้ส่งผลให้คนไร้ประสบการณ์รู้สึกเสียวซ่านอย่างบอกไม่ถูก ชายหนุ่มผละออกห่างเล็กน้อย นัยน์ตาลุ่มลึกบ่งบอกถึงความปรารถนาที่เปี่ยมล้น หลังจากนี้ไป กุลจิราจะเป็นผู้หญิงที่เขามีไว้เพื่อรองรับอารมณ์ความใคร่ในทุกค่ำคืน ร่างเล็กหลุบตามองการกระทำจากอีกฝ่ายอย่างหวาดหวั่น แววตาเจือปนไปด้วยความปรารถนาที่ถูกปลุกเร้าขึ้นมา ภวินท์นั่งคุกเข่า จับขาเรียวงามแยกออกจากกัน ปลายนิ้วเรียวยาวแทรกสอดเข้าไปหาเนินเนื้ออิ่มที่ไม่หลงเหลืออะไรให้จินตนาการ ส่วนนั้นของกุลจิรางดงามถูกใจเขามากเนื้อในนั้นแดงฉ่ำวาว แต่จะสมกับเงินห้าสิบล้านที่เขาจ่ายไปหรือไม่ เธอยังต้องถูกประเมินหลังจากนี้ แกนกายใหญ่ของภวินท์เต้นกระตุก ในขณะที่ท้องนิ้วเรียวยาวไล้เกลี่ยยอดเกสรที่ซุกซ่อนอยู่ ปลายลิ้นก็ปาดเลียตามลงไปเบา ๆ “อ๊ะ…คะ คุณภวินท์” หญิงสาวสะดุ้งโหยง สติทั้งหมดกระเจิดกระเจิง ส่งเสียงครางออกมาเมื่อความเสียวซ่านไหลบ่าลงไปที่ส่วนนั้นของตนเอง “ถ้าเสียวก็ครางออกมาดังๆสิ ผมอยากได้ยินเสียงครางของคุณ” ก๊อก ก๊อก ก๊อก... เสียงเคาะประตูเบา ๆ ดังขึ้นจากด้านนอก ทำให้กุลจิราที่ยังจมอยู่กับค่ำคืนแรกหลังแต่งงานสะดุ้งตื่น แสงแดดส่องลอดผ่านม่านหน้าต่างเข้ากระทบเปลือกตา เธอถึงรู้ว่าเป็นเช้าของวันใหม่ เมื่อความงัวเงียผ่านพ้นไป กุลจิราถึงสำเหนียกได้ว่าค่ำคืนที่ผ่านมาเธอเพิ่งนอนทอดกายให้ภวินท์เชยชม ก๊อก ก๊อก ก๊อก... เสียงเคาะประตูดังขึ้นอรกครั้ง กุลจิราจึงรีบลุกจากเตียงไม่ทันมองสภาพภายในห้อง หันไปเห็นชุดคลุมอาบน้ำที่วางอยู่ก็รีบคว้ามาสวมอย่างลวก ๆ เดินไปเปิดประตูด้วยความรวดเร็ว พบว่าเป็นป้าลำดวนที่ยืนอยู่หน้าห้อง ใบหน้าของหญิงวัยกลางคนแต่งแต้มด้วยรอยยิ้ม “คุณภิมให้ป้าขึ้นมาปลุกคุณน้ำและแจ้งกับคุณน้ำว่าทุกวันคุณน้ำต้องลงไปทานอาหารเช้าก่อนเจ็ดโมงครึ่งค่ะ” กุลจิราพยักหน้า “ค่ะ น้ำทราบแล้ว โทษทีนะคะที่น้ำตื่นสาย” เธอรู้สึกอายและเกรงใจป้าลำดวนจึงตอบออกไปแบบนั้น เข้ามาอยู่ในบ้านวันแรกเธอก็นอนตื่นสายเสียได้ ทั้งที่ปกติเธอไม่ใช่คนนอนกินบ้านกินเมือง “ไม่ต้องขอโทษหรอกค่ะ คุณน้ำไม่มีความผิดอะไรเลย อีกอย่างป้าก็เข้าใจดีค่ะ” หญิงวัยกลางคนพูดยิ้ม ๆ ก่อนจะเอ่ยต่อ เล่นเอาใบหน้าของกุลจิราร้อนผ่าวขึ้นมาทันทีทันใด “เมื่อคืนเป็นคืนเข้าหอ คุณน้ำก็ต้องเพลียเป็นธรรมดา ไม่ต้องคิดมากนะคะ” ป้าลำดวนพูดไปยิ้มไป เข้าใจดีว่าเธอกับภวินท์เพิ่งแต่งงานกัน เป็นธรรมดาของข้าวใหม่ปลามันที่ย่อมมีความเร่าร้อนในคืนเข้าหอ แม้ว่าภวินท์จะเคยอธิบายกับป้าลำดวนถึงการแต่งงานในครั้งนี้ว่าเกิดขึ้นเพราะการชดใช้หนี้สิน แต่กับคนที่เห็นภวินท์มาตั้งแต่เด็กอย่างป้าลำดวน เลี้ยงดูเขาตั้งแต่แบเบาะ มีหรือจะดูไม่ออก คนอย่างเขาไม่มีทางเอาผู้หญิงมาล่ามตัวเองไว้แบบนี้หรอก ต้องมีเหตุผลอื่นแอบแฝงอย่างแน่นอน ป้าลำดวนรู้แต่พูดมากไม่ได้ หญิงสาวนิ่งค้าง ไม่มีคำแก้ตัวใดหลุดออกจากปาก ครั้นจะบอกว่าค่ำคืนที่ผ่านมา ระหว่างเธอกับเขาไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็ดูจะไม่น่าเชื่อเอาซะเลย มองจากตรงนี้ เห็นสภาพของผ้าปูเตียงที่ยับยู่ยี่ดูไม่ได้ ผิดวิสัยของคนที่นอนกันปกติ ไหนจะชุดคลุมอาบน้ำที่กองบนพื้นดูก็รู้ว่าเป็นของใคร “ถ้าคุณน้ำอาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็รีบลงไปทานอาหารนะคะ” หญิงวัยกลางคนเตรียมจะหันหลังกลับลงไปข้างล่าง ตอนนั้นเองที่กุลจิราเรียกเอาไว้ “คุณภวินท์ออกไปบริษัทแล้วใช่ไหมคะ?” แม่บ้านประจำตระกูลหันกลับมาให้คำตอบกับเธอด้วยสีหน้าที่เป็นมิตร “ยังค่ะ คุณภิมรออยู่ที่โต๊ะอาหารค่ะ” “คุณภิมมีประชุมตอนเช้าไม่ใช่เหรอคะ” เขาเป็นคนบอกกับเธอเองเมื่อคืนนี้ “อันนี้ป้าไม่ทราบนะคะแต่คุณภิมยังไม่ได้ออกไปบริษัทค่ะ” พูดจบหญิงร่างท้วมก็ลงไปข้างล่าง กุลจิรายืนอยู่ที่เดิมด้วยความสงสัยไม่นานก็กลับเข้ามาในห้อง เธอหันไปมองกล่องไม้เก่า ๆ ที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง มันคือของเพียงชิ้นเดียวที่บิดาที่จากโลกนี้ไปแล้วทิ้งไว้ให้ “ไม่ว่าจากนี้ไปอะไรจะเกิดขึ้น น้ำก็จะเข็มแข็งจะไม่อ่อนแอให้ใครดูถูกเราเด็ดขาด” เธอพูดกับกล่องใบเก่า น้ำตาเอ่อออกมาแต่ก็รีบเช็ดมันออก กุลจิราลุกขึ้นจากเตียง เดินเข้าห้องน้ำไป แสงไฟสะท้อนจากกระจกเงาทำให้เห็นใบหน้าของตัวเองชัดขึ้น ใบหน้าของเธอไม่มีสง่าราศรีของผู้หญิงที่เพิ่งแต่งงานแม้แต่นิด กุลจิรากลับออกมาจากห้องน้ำ เดินไปที่ตู้เสื้อผ้า ในตู้มีเสื้อผ้าหรูหราเรียงรายเป็นระเบียบ บ่งบอกถึงการจัดเตรียมไว้ล่วงหน้า หากแต่ไม่มีอะไรเป็นของเธอเลย แม้แต่รสนิยมของชุด เธอเลือกกระโปรงสีครีมยาวคลุมเข่าออกมาจากอีกฝั่งของตู้เสื้อผ้า ผู้หญิงทั่วไปคงจะเตรียมตัวออกไปฉลองวันแรกหลังการแต่งงาน แต่กับเธอแทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ยังต้องไปทำงานตามปกติ ต้องอดทนกับทุกสายตาของเพื่อนร่วมงานที่มองมา เมื่อวานเธอเพิ่งเข้าพิธีวิวาห์กับเจ้าของบริษัท แต่เช้านี้เธอก็ยังเป็นแค่พนักงานฝ่ายการตลาด ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลง หญิงสาวสวมต่างหูมุกเม็ดเล็กหลังจากถอนหายใจออกมา ปล่อยผมยาวสลวยคลอไหล่อย่างเรียบร้อยเหมือนเช่นทุกวัน กระจกสะท้อนภาพหญิงสาวในชุดกระโปรงเรียบร้อย แต่ไม่มีอะไรในนั้นที่บ่งบอกว่าเธอมีความสุข กุลจิราก้าวลงบันไดอย่างระมัดระวัง เสียงส้นรองเท้าสัมผัสพื้นหินอ่อนเรียบเนียนอย่างเบา ๆ ในโถงทางเดินกว้างใหญ่ที่ประดับด้วยภาพเขียนศิลปะราคาแพงและโคมไฟคริสตัล กลิ่นกาแฟหอมกรุ่นและเสียงช้อนส้อมกระทบจานดังขึ้นเบา ๆ บรรยากาศบนโต๊ะอาหารควรจะตํมไปด้วยสีชมพูเมื่อมองเห็นภวินท์นั่งประจำตำแหน่งของตัวเองอยู่ แต่มันกลับไม่เป็นอย่างนั้น เธอยังจำคำพูดเมื่อคืนของเขาได้ดี “ครางออกมาดังๆกว่านี้ ครางชื่อผมให้ดังกว่านี้ ให้สมกับที่ผมซื้อคุณมาด้วยเงินห้าสิบล้านหน่อย”“ถ้าขืนคุณยังพูดอะไรอีก คืนนี้ผมจะไม่ให้คุณได้นอน”ชายหนุ่มเคลื่อนมือต่ำลงไป ข้อนิ้วไล้ลงบนเนินอกอิ่ม เรื่อยลงไปยังกึ่งกลางระหว่างทรวงอกกลมกลึงทั้งสองข้าง แก่นกลางกายปวดหนึบอยู่ในเป้ากางเกงกุลจิราสูดลมหายใจเข้าลึก ปลายนิ้วของเขาลากลงมายังแผ่นท้องแบนราบ“อ้าขาออก ผมเลียไม่ถนัด” ชายหนุ่มช่างครางต่ำในลำคอ นวลเนื้อที่เห็นเพียงรำไรเกลี้ยงเกลาหมดจด นิ้วเรียวยาวแยกส่วนนั้นของหญิงสาวออก“อ๊ะ!” ร่างเล็กบางสะดุ้ง แผ่นหลังแอ่นโค้งเมื่อถูกท่อนเนื้อแข็งขืนเคล้าคลึงตวัดวนตรงส่วนนั้นของตัวเองเจ้าสิ่งนั้นค่อย ๆ ล่วงล้ำเข้าไปในปากทางคับแคบ พลันหยาดน้ำหวานซึมซาบออกมาหญิงสาวสั่นสะท้านไปทั้งตัว รู้สึกเหมือนโลกหมุนคว้างตาพร่ามัว ภวินท์ยังใช้ส่วงหัวหยักบานมรีดเค้นน้ำหวานให้ซ่านซึมออกมาความกระหายใคร่ส่งให้ความหวิวหวามแล่นลิ่วไปทุกอณูร่างกายของทั้งคู่“อื้ออ” ในกายของหญิงสาวกระตุกวาบ ความซาบซ่านลุกลามไปทั่วทั้งตัว ข้างในท้องน้อยเสียวซ่าน กึ่งกลางกายสั่นระริก บีบรัดความเป็นชายของเขาแน่นเข้า“อ๊า!” คนที่ถูกตรึงมือทั้งสองเอาไว้ส่งเสียงครวญคราง ชายหนุ่มใช้ปลายนิ้วสัมผัสติ่งเนื้อที่บวมฉ่ำ ดวงตาเยิ้มฉ่ำของกุลจ
ความอยากกระหายของเขายังไม่สิ้นสุดหากเป็นเมื่อก่อนเขาคงจะออกไปหาความสุขจากข้างนอก ใช้เงินซื้อผู้หญิงสักคนที่พร้อมจะปรนเปรอความใคร่ให้เขาพอใจทว่าค่ำคืนนี้จิตใจของเขากลับเอาแต่คิดถึงใบหน้าของคนที่อยู่ในห้องข้าง ๆภรรยาที่เขาใช้เงินซื้อมาเช่นกัน…เขาอยากผลักประตูเข้าไปในห้องนั้นให้ผู้หญิงคนนั้นทำหน้าที่ของตัวเองสายตาคมกริบตวัดไปทางประตูห้องที่ปิดอยู่ ชายหนุ่มวางแก้วเหล้าลงที่โต๊ะ ลูบปลายนิ้วกับขอบแก้วเสมือนว่าเขากำลังลูบไล้ผิวของเธออยู่ในขณะที่กุลจิราตกอยู่ในห้วงนิทรา ฝ่ามืออุ่นจัดของใครบางคนสอดเข้าไปใต้ผ่าห่มที่คลุมตัวเธออยู่ นิ้วนั้นค่อย ๆ เคลื่อนเข้าหาขาเรียวเล็ก สอดเข้าไปใต้เสื้อผ้าที่เธอสวมปลายนิ้วลูบโลมต้นขานวลเนียนแล้วแทรกสอดเข้ามา เคล้าคลึงเกสรอันอ่อนโยนที่ซ่อนซุกอยู่ในกลีบเนื้อละมุนกุลจิราลืมตาขึ้น รู้สึกได้ถึงขนอ่อนบนตัวที่กำลังลุกเกรียว หลังข้อนิ้วของใครคนนั้นสัมผัสกึ่งกลางเรียวขาเธออยู่“คุณภวินท์…!!” หญิงสาวเอ่ยออกมาด้วยความตกใจ ภายใต้แสงสลัวรางค่อย ๆ ปรากฎเป็นใบหน้าของเขา“แอร์ที่ห้องก็เย็นดีนี่แต่ทำไมตรงนี้ของคุณถึงร้อนขนาดนี้” น้ำเสียงของเขาแหบพร่า นิ้งเคล้าคลึงที่ส
กุลจิรานอนหลับไปแล้ว ทว่าภายในห้องที่อยู่เชื่อมติดกันมีเพียงประตูบานหนึ่งขวางกั้น ปรากฏร่างของชายหนุ่มนั่งอยู่บนโซฟาปลายเตียงหลังใหญ่สายตาคมกริบจดจ่ออยู่กับแก้วเหล้าสีอำพันในมือ แสงสีส้มจากโคมหัวเตียงสะท้อนประกายของสิ่งที่อยู่ในนั้นคล้ายเปลวไฟคุกรุ่นทว่าความร้อนแรงที่สุดกลับซ่อนลึกอยู่ในแววตาของชายหนุ่มเขากำลังทำอะไรอยู่กันแน่…แม้เป็นเพียงคำถามในความเงียบงัน แต่มันกลับดังก้องราวกับเสียงนั้นดังสะท้อนจากผนังทั้งสี่ด้านการทำให้ชีวิตผู้หญิงคนหนึ่งพังลงในชั่วข้ามคืนเขาไม่รู้สึกผิดจริง ๆ น่ะหรือมีวิธีการมากมายที่จะให้ครอบครัววงษ์เศวตชดใช้เงินก้อนนั้นแต่เขากลับเลือกวิธีที่โหดร้ายกับเธอเขาเลือกจะล่ามโซ่กุลจิราไว้กับตัวเอง ทั้งที่รู้ว่าผลที่จะตามมาคืออะไรแต่ก็ต้องยอมรับว่าร่างเปล่าเปลือยของกุลจิราน่าหลงไหลกว่าที่เขาคิดไว้มากเรือนร่างอรชรที่สั่นไหวใต้อาณัติของเขา ความนุ่มหยุ่นที่ติดตรึงอยู่ในความทรงจำของเขาตั้งแต่คืนแรกทุกอย่างของผู้หญิงคนนั้น ล้วนเป็นยาพิษที่เขาเต็มใจที่จะกลืนกินลงไป จนบางครั้งก็คิดว่าเงินห้าสิบล้านนั่น ‘น้อยไปเสียด้วยซ้ำ’ถ้าเทียบกับการได้ครอบครองกุลจิราใบหน้าหวา
สิ่งที่กุลจิรารับรู้มาจากป้าลำดวนผ่านทางโทรศัพท์ สมชายต้องไปจัดการธุระเร่งด่วนให้กับภวินท์ป้าลำดวนไม่ได้อยากโกหกเธอแต่จำต้องทำตามคำสั่งของชายหนุ่มเขาคิดว่าเมื่อกุลจิราผิดหวังที่ไม่มีรถให้นั่งกลับบ้านสบาย ๆ เธอจะยอมลดศักดิ์ศรี มาขอกลับด้วยแต่เขาคิดผิด…ทั้งที่มีมีสิทธิ์และสามารถใช้ตำแหน่งภรรยาเมื่ออยู่ที่บริษัทในการนั่งรถคันเดียวกับเขากลับด้วยกันกุลจิรากลับเลือกจะทิ้งโอกาสนั้นภายใต้แววตาคมกริบที่มองมานั้นคล้ายมีความผิดหวังปะปน ก่อนจะหายวับไปราวกับมันไม่เคยมีอยู่กุลจิราช่างเป็นผู้หญิงอวดดีเท่าที่เขาเคยพบเจอมาและความอวดดีนี้ของเธอกำลังท้าทายความอดทนของเขาอยู่กุลจิรามองเห็นเมอร์เซเดสสีดำสนิทแล่นผ่านหน้าตัวเองออกไป แน่นอนว่าเธอจำได้ว่ารถหรูคันนี้เป็นของภวินท์เสี้ยววิวินาทีที่รถแล่นผ่านเธอมองเห็นเสี้ยวใบหน้าของชายหนุ่มเขาไม่แม้จะมองมาที่เธอ เหมือนตั้งใจขับผ่านเธอไปฝนยังคงโปรยปรายลงมาไม่หยุดเนื้อตัวของหญิงสาวเปียกชุ่มแนบไปกับลำตัว รู้สึกหนาวไปถึงกระดูกแต่กระนั้นก็ยังยิ้มออกมาขณะก้าวขาขึ้นไปบนรถประจำทางกุลจิราพาเนื้อตัวที่เปียกชุ่มเดินเดินไปตามตรอกซอกซอย โชคดีที่บ้านเศรษฐวินิจไม่ไ
หญิงสาวผ่อนลมหายใจออกมา ยกมือขึ้นทาบอกแต่เมื่อมองเห็นเวลาที่นาฬิกาข้อมือ ความตั้งใจที่ต้องการได้รับคาเฟอีนเข้าสู่ร่างกายก่อนกลับไปทำงานต่อก็จบลงแค่นั้นกุลจิราผลักประตูออกมา สายตาสะดุดเข้ากับร่างสูงใหญ่ของซีอีโอหนุ่ม เขากำลังเดินตรงไปยังลิฟท์ที่สุดโถงทางเดินกุลจิราจำต้องก้าวตามหลังของอสูรร้ายไป เมื่อลิฟท์อีกตัวใช้งานไม่ได้ ยังอยู่ในระหว่างซ่อมแซมเธอกลับไปที่ห้องทำงานช้ามากแล้วแต่เท้าทั้งสองข้างยังคงก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่รีบร้อน มองแค่ปลายรองเท้าของตัวเองแต่พอเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งก็ไม่พบเขาแล้วโล่งอกไปที…เธอยังกลัวว่าจะต้องใช้ลิฟท์ตัวเดียวกันกับเขาเมื่อกุลจิราก้าวเข้ามายืนในลิฟต์สายตากลับมองเห็นป้ายรองเท้าหนังมันปลาบ เธอเงยหน้าขึ้นมอง ดวงตาคู่นั้นจับจ้องมาที่เธออย่างเฉยชาเหมือนเช่นทุกครั้งร่างสูงใหญ่ล่ำสันยืนห่างออกไปเพียงก้าวเดียว กุลจิราถอยร่นไปด้านหลังหนึ่งก้าวพยายามควบคุมสติเมื่อกี้ตอนที่อยู่ในห้องประชุม เธอคงไม่ได้ทำอะไรให้เขาไม่พอใจหรอกนะรัศมีกดดันแผ่ซ่านออกมาจากชายหนุ่มทั้งคุกคามและปั่นป่วนหัวใจของเธอ คละเคล้ากับกลิ่นโคโลญอ่อนจาง กลิ่นจากร่างกำยำที่มอมเมาเธอในช่วงเวล
กุลจิราเปิดแฟ้มที่ตระเตรียมมาเผื่อสถานการณ์ฉุกเฉินออกเธอลุกขึ้นยืนด้วยท่าทีสุขุม ปรายตามองไปที่สไลด์“ข้อมูลจากโครงการก่อนหน้านี้ งบประมาณลูกค้าต่างชาติสูงกว่าปีนี้สิบห้าเปอร์เซ็นต์ค่ะ ฝ่ายการตลาดสามารถสรุปช่องทางการทำโฆษณาและงบปนะมาณที่ต้องใช้ได้ทันทีค่ะ”สายตาของซีอีโอหนุ่มที่จ้องมองมามีประกายความพึงพอใจวูบหนึ่งปรากฏขึ้นกุลจิราเพียงก้มศีรษะเล็กน้อยก่อนนั่งลงที่เก้าอี้พริษฐ์รีบเสริม“ข้อมูลของคุณกุลจิราเมื่อสักครู่มีประโยชน์มากครับ ผมจะเพิ่มส่วนนี้ลงในรายงานรอบสุดท้าย”ภวินท์ตอบน้ำเสียงราบเรียบ“งั้นก็เอาตามนี้”การประชุมดำเนินต่ออีกราว ๆ สิบห้านาทีภวินท์ก็ทำการปิดประชุม“ถ้าไม่มีอะไรเพิ่มเติมวันนี้ก็พอแค่นี้ก่อน” ทุกคนลุกขึ้นทยอยเก็บเอกสาร ทะยอยออกจากห้องประชุมรวมทั้งกุลริราด้วยในช่วงเวลาเร่งรีบไม่ทันมีใครสังเกตเห็นสายตาคมกริบคู่หนึ่งที่เหลือบมองไปที่ร่างบางระหงอย่างมีแผนการกลิ่นกาแฟที่กรุ่นค้างในห้องประชุมยังติดปลายลมหายใจของกุลจิราอยู่ หญิงสาวตั้งใจจะใช้เวลาเพียงไม่นานหากาแฟดื่มเพื่อคลายความง่วงก่อนกลับไปที่ห้องทำงานของตัวเอง จึงเข้ามาในห้องพักเบรคของพนักงานก่อน เจ้าของร่างเ







