Se connecterจากหญิงสาวที่เขาได้แต่เฝ้ามองอยู่ไกล ๆ
อยากได้ อยากครอบครอง ในสุดวันนี้ก็มาถึง มือเรียวยาวรั้งท้ายทอยให้หญิงสาวรับจูบอันแสนดูดดื่มจากตนเอง ภวินท์ส่งลิ้นเข้าไปกวาดต้อนลิ้นของกุลจิราอย่างเร่าร้อน หญิงสาวเคลิบเคลิ้มไปกับรสจูบดูดดื่มในไม่ช้า ยอมส่งลิ้นให้อีกฝ่ายเลาะชิมดูดดึงควานหาความหวานหอมโดยไม่ขัดขืน กระทั่งเขาเลื่อนมือข้างหนึ่งขึ้นมากอบกุมเต้าทรวงกลมกลึง ความสยิวก็แล่นปราดไปทั่วทั้งร่างกายของกุลจิรา ทุกรูขุมขนลุกเกรียว ช่วงล่างบดเบียดเข้าหากัน ความรู้สึกในยามที่ถูกสัมผัส เป็นแบบนี้เองหรือ ชายหนุ่มดูดเม้มข้างลำคอขาวผ่อง มือข้างหนึ่งเลื่อนขึ้นมาบีบเคล้นทรวงอกของเธอ แต่ไม่ได้นุ่มนวล ไม่นานก็ถอนริมฝีปากออกจากคอระหง คนที่เพิ่งถูกสูบวิณญาณด้วยจุมพิตร้อนแรงเพิ่งรู้ตัวว่าชุดนอนวาบหวิวที่สวมอยู่ไม่ได้อยู่บนร่างกายแล้ว เนื้อตัวของหญิงสาวสะท้านขึ้นมาเมื่อถูกเขาจ้องมองเต็มทั้งสองตา คิดไม่ถึงว่าลูกสาวของก้องเกียรติจะงดงามเพียงนี้ ปากและลิ้นของภวินท์เลื่อนต่ำลงไปหาทรวงอกกลมโต ขบเม้มเนินอกอวบ ก่อนจะครอบครองยอดประทุมถัน ดูดดุนจนมันเริ่มแข็งเป็นตุ่มไต สัมผัสนี้ส่งผลให้คนไร้ประสบการณ์รู้สึกเสียวซ่านอย่างบอกไม่ถูก ชายหนุ่มผละออกห่างเล็กน้อย นัยน์ตาลุ่มลึกบ่งบอกถึงความปรารถนาที่เปี่ยมล้น หลังจากนี้ไป กุลจิราจะเป็นผู้หญิงที่เขามีไว้เพื่อรองรับอารมณ์ความใคร่ในทุกค่ำคืน ร่างเล็กหลุบตามองการกระทำจากอีกฝ่ายอย่างหวาดหวั่น แววตาเจือปนไปด้วยความปรารถนาที่ถูกปลุกเร้าขึ้นมา ภวินท์นั่งคุกเข่า จับขาเรียวงามแยกออกจากกัน ปลายนิ้วเรียวยาวแทรกสอดเข้าไปหาเนินเนื้ออิ่มที่ไม่หลงเหลืออะไรให้จินตนาการ ส่วนนั้นของกุลจิรางดงามถูกใจเขามากเนื้อในนั้นแดงฉ่ำวาว แต่จะสมกับเงินห้าสิบล้านที่เขาจ่ายไปหรือไม่ เธอยังต้องถูกประเมินหลังจากนี้ แกนกายใหญ่ของภวินท์เต้นกระตุก ในขณะที่ท้องนิ้วเรียวยาวไล้เกลี่ยยอดเกสรที่ซุกซ่อนอยู่ ปลายลิ้นก็ปาดเลียตามลงไปเบา ๆ “อ๊ะ…คะ คุณภวินท์” หญิงสาวสะดุ้งโหยง สติทั้งหมดกระเจิดกระเจิง ส่งเสียงครางออกมาเมื่อความเสียวซ่านไหลบ่าลงไปที่ส่วนนั้นของตนเอง “ถ้าเสียวก็ครางออกมาดังๆสิ ผมอยากได้ยินเสียงครางของคุณ” ก๊อก ก๊อก ก๊อก... เสียงเคาะประตูเบา ๆ ดังขึ้นจากด้านนอก ทำให้กุลจิราที่ยังจมอยู่กับค่ำคืนแรกหลังแต่งงานสะดุ้งตื่น แสงแดดส่องลอดผ่านม่านหน้าต่างเข้ากระทบเปลือกตา เธอถึงรู้ว่าเป็นเช้าของวันใหม่ เมื่อความงัวเงียผ่านพ้นไป กุลจิราถึงสำเหนียกได้ว่าค่ำคืนที่ผ่านมาเธอเพิ่งนอนทอดกายให้ภวินท์เชยชม ก๊อก ก๊อก ก๊อก... เสียงเคาะประตูดังขึ้นอรกครั้ง กุลจิราจึงรีบลุกจากเตียงไม่ทันมองสภาพภายในห้อง หันไปเห็นชุดคลุมอาบน้ำที่วางอยู่ก็รีบคว้ามาสวมอย่างลวก ๆ เดินไปเปิดประตูด้วยความรวดเร็ว พบว่าเป็นป้าลำดวนที่ยืนอยู่หน้าห้อง ใบหน้าของหญิงวัยกลางคนแต่งแต้มด้วยรอยยิ้ม “คุณภิมให้ป้าขึ้นมาปลุกคุณน้ำและแจ้งกับคุณน้ำว่าทุกวันคุณน้ำต้องลงไปทานอาหารเช้าก่อนเจ็ดโมงครึ่งค่ะ” กุลจิราพยักหน้า “ค่ะ น้ำทราบแล้ว โทษทีนะคะที่น้ำตื่นสาย” เธอรู้สึกอายและเกรงใจป้าลำดวนจึงตอบออกไปแบบนั้น เข้ามาอยู่ในบ้านวันแรกเธอก็นอนตื่นสายเสียได้ ทั้งที่ปกติเธอไม่ใช่คนนอนกินบ้านกินเมือง “ไม่ต้องขอโทษหรอกค่ะ คุณน้ำไม่มีความผิดอะไรเลย อีกอย่างป้าก็เข้าใจดีค่ะ” หญิงวัยกลางคนพูดยิ้ม ๆ ก่อนจะเอ่ยต่อ เล่นเอาใบหน้าของกุลจิราร้อนผ่าวขึ้นมาทันทีทันใด “เมื่อคืนเป็นคืนเข้าหอ คุณน้ำก็ต้องเพลียเป็นธรรมดา ไม่ต้องคิดมากนะคะ” ป้าลำดวนพูดไปยิ้มไป เข้าใจดีว่าเธอกับภวินท์เพิ่งแต่งงานกัน เป็นธรรมดาของข้าวใหม่ปลามันที่ย่อมมีความเร่าร้อนในคืนเข้าหอ แม้ว่าภวินท์จะเคยอธิบายกับป้าลำดวนถึงการแต่งงานในครั้งนี้ว่าเกิดขึ้นเพราะการชดใช้หนี้สิน แต่กับคนที่เห็นภวินท์มาตั้งแต่เด็กอย่างป้าลำดวน เลี้ยงดูเขาตั้งแต่แบเบาะ มีหรือจะดูไม่ออก คนอย่างเขาไม่มีทางเอาผู้หญิงมาล่ามตัวเองไว้แบบนี้หรอก ต้องมีเหตุผลอื่นแอบแฝงอย่างแน่นอน ป้าลำดวนรู้แต่พูดมากไม่ได้ หญิงสาวนิ่งค้าง ไม่มีคำแก้ตัวใดหลุดออกจากปาก ครั้นจะบอกว่าค่ำคืนที่ผ่านมา ระหว่างเธอกับเขาไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็ดูจะไม่น่าเชื่อเอาซะเลย มองจากตรงนี้ เห็นสภาพของผ้าปูเตียงที่ยับยู่ยี่ดูไม่ได้ ผิดวิสัยของคนที่นอนกันปกติ ไหนจะชุดคลุมอาบน้ำที่กองบนพื้นดูก็รู้ว่าเป็นของใคร “ถ้าคุณน้ำอาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็รีบลงไปทานอาหารนะคะ” หญิงวัยกลางคนเตรียมจะหันหลังกลับลงไปข้างล่าง ตอนนั้นเองที่กุลจิราเรียกเอาไว้ “คุณภวินท์ออกไปบริษัทแล้วใช่ไหมคะ?” แม่บ้านประจำตระกูลหันกลับมาให้คำตอบกับเธอด้วยสีหน้าที่เป็นมิตร “ยังค่ะ คุณภิมรออยู่ที่โต๊ะอาหารค่ะ” “คุณภิมมีประชุมตอนเช้าไม่ใช่เหรอคะ” เขาเป็นคนบอกกับเธอเองเมื่อคืนนี้ “อันนี้ป้าไม่ทราบนะคะแต่คุณภิมยังไม่ได้ออกไปบริษัทค่ะ” พูดจบหญิงร่างท้วมก็ลงไปข้างล่าง กุลจิรายืนอยู่ที่เดิมด้วยความสงสัยไม่นานก็กลับเข้ามาในห้อง เธอหันไปมองกล่องไม้เก่า ๆ ที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง มันคือของเพียงชิ้นเดียวที่บิดาที่จากโลกนี้ไปแล้วทิ้งไว้ให้ “ไม่ว่าจากนี้ไปอะไรจะเกิดขึ้น น้ำก็จะเข็มแข็งจะไม่อ่อนแอให้ใครดูถูกเราเด็ดขาด” เธอพูดกับกล่องใบเก่า น้ำตาเอ่อออกมาแต่ก็รีบเช็ดมันออก กุลจิราลุกขึ้นจากเตียง เดินเข้าห้องน้ำไป แสงไฟสะท้อนจากกระจกเงาทำให้เห็นใบหน้าของตัวเองชัดขึ้น ใบหน้าของเธอไม่มีสง่าราศรีของผู้หญิงที่เพิ่งแต่งงานแม้แต่นิด กุลจิรากลับออกมาจากห้องน้ำ เดินไปที่ตู้เสื้อผ้า ในตู้มีเสื้อผ้าหรูหราเรียงรายเป็นระเบียบ บ่งบอกถึงการจัดเตรียมไว้ล่วงหน้า หากแต่ไม่มีอะไรเป็นของเธอเลย แม้แต่รสนิยมของชุด เธอเลือกกระโปรงสีครีมยาวคลุมเข่าออกมาจากอีกฝั่งของตู้เสื้อผ้า ผู้หญิงทั่วไปคงจะเตรียมตัวออกไปฉลองวันแรกหลังการแต่งงาน แต่กับเธอแทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ยังต้องไปทำงานตามปกติ ต้องอดทนกับทุกสายตาของเพื่อนร่วมงานที่มองมา เมื่อวานเธอเพิ่งเข้าพิธีวิวาห์กับเจ้าของบริษัท แต่เช้านี้เธอก็ยังเป็นแค่พนักงานฝ่ายการตลาด ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลง หญิงสาวสวมต่างหูมุกเม็ดเล็กหลังจากถอนหายใจออกมา ปล่อยผมยาวสลวยคลอไหล่อย่างเรียบร้อยเหมือนเช่นทุกวัน กระจกสะท้อนภาพหญิงสาวในชุดกระโปรงเรียบร้อย แต่ไม่มีอะไรในนั้นที่บ่งบอกว่าเธอมีความสุข กุลจิราก้าวลงบันไดอย่างระมัดระวัง เสียงส้นรองเท้าสัมผัสพื้นหินอ่อนเรียบเนียนอย่างเบา ๆ ในโถงทางเดินกว้างใหญ่ที่ประดับด้วยภาพเขียนศิลปะราคาแพงและโคมไฟคริสตัล กลิ่นกาแฟหอมกรุ่นและเสียงช้อนส้อมกระทบจานดังขึ้นเบา ๆ บรรยากาศบนโต๊ะอาหารควรจะตํมไปด้วยสีชมพูเมื่อมองเห็นภวินท์นั่งประจำตำแหน่งของตัวเองอยู่ แต่มันกลับไม่เป็นอย่างนั้น เธอยังจำคำพูดเมื่อคืนของเขาได้ดี “ครางออกมาดังๆกว่านี้ ครางชื่อผมให้ดังกว่านี้ ให้สมกับที่ผมซื้อคุณมาด้วยเงินห้าสิบล้านหน่อย”“ผมชอบคุณนะ” หัวใจเธอวูบไหวขึ้นมา เสี้ยวหนึ่งในอกเผลอสั่นไหวเขาเว้นจังหวะ ปล่อยให้ความเงียบกดทับลงมาที่กลางอกเธออย่างจงใจ“ผมชอบที่คุณฉลาด” ปลายนิ้วร้อนระอุไล้ไปตามลำตัวของหญิงสาวอย่างแผ่วเบากุลจิราปรับลมหายใจให้เป็นจังหวะ ตรงอกอวบอิ่มกระเพื่อมเล็กน้อย กำมือแน่น เล็กจิกฝ่ามือจนเจ็บ“ฉลาดพอจะรู้ว่าตัวเองเป็นใคร” นิ้วของเขาขยับต่ำลงมา ฝ่ามือใหญ่สัมผัสลงที่เนินอวบอูมใต้สะดือของเธอฝ่ามือนั้นขยับต่ำลงอีกนิด…“รู้ว่าไม่ควรคิดอะไร…เกินตัว” คำพูดนั้นตกกระทบลงกลางอกเธออีกครั้ง เหมือนว่าประโยคนั้นเพิ่งจะฟาดลงมาที่ใบหน้าของเธอมันชา…จนแทบจะไม่มีความรู้สึกกุลจิรามองตัวเองในกระจก รับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดที่อกข้างซ้าย ในขณะที่พยายามกลั้นทุกความรู้สึกไม่ให้เผยออกมาภวินท์ถอนมือออกมา ร่างสูงถอยหลังหนึ่งก้าว สายตาเยียบเย็นจับจ้องที่ร่างระหง สายตาไม่บอกอารมณ์เหมือนเช่นทุกครั้ง“อีกสิบห้านาที ลงไปข้างล่าง” “ฉันขอดูความเรียบร้อยของตัวเองแล้วจะรีบลงไปนะคะ” เธอเอ่ยขึ้นโดยไม่ได้หันมามองเขาน้ำเสียงเฉยชาที่ลอยมาเข้าหูทำให้ภวินท์เกิดความไม่พอใจอยู่ลึก ๆดวงตาชั่วร้ายมืดดำลง…สงสัยเขาต้องสั่งสอนให้กุลจิรา
กระจกฝั่งเบาะด้านหลังเลื่อนลง เผยให้เห็นใบหน้าคมคายที่คุ้นเคย ภวินท์นั่งอยู่ด้านในในชุดสูทสีเข้ม โดยมีคุณเมธีทำหน้าที่เป็นคนขับรถดวงตาลึกล้ำของประธานหนุ่มยากจะคาดเดา เป็นสายตาที่ไม่เปิดพื้นที่ให้ใครเข้าถึง แม้แต่คนที่อยู่ในสถานะภรรยาเช่นเธอสายตาเย็นเยียบคู่นั้นเลื่อนมาหยุดที่หญิงสาวร่างบาง ภวินท์ไม่ได้เอ่ยคำใด สีหน้าไม่บอกอารมณ์แต่เพียงเท่านั้น…ก็พอจะทำให้บรรยากาศรอบตัวดูอึดอัดกว่าทุกครั้งกุลจิราสูดหายใจลึก บอกกับตัวเองว่าการเดินทางครั้งนี้เป็นเพียงเรื่องงานไม่มีพื้นที่สำหรับเรื่องส่วนตัว และไม่มีเหตุผลที่เธอจะรื้อฟื้นสิ่งที่ผ่านไปแล้วเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวาน…เธอได้ก้าวข้ามมันมาแล้วเธอไม่คิดจะเรียกร้องคำอธิบายใดและไม่คาดหวังคำขอโทษจากใครร่างบางเปิดประตูเข้าไปนั่งที่เบาะด้านหลังเมื่อประตูรถคันหรูปิดลง เสียงจากโลกภายนอกก็ถูกตัดขาดราวกับไม่เคยมีอยู่"ถ้าง่วงก็นอนได้เลยนะ ถึงแล้วลุงจะปลุกเอง" คุณเมธีมองหญิงสาวผ่านกระจกส่องหลังด้วยสายตาอ่อนโยน ต่างจากอีกคนที่มองเธอเป็นอากาศธาตุ"ค่ะ" หญิงสาวคลี่ยิ้มบาง ๆ แทนคำขอบคุณ จากนั้นภายในรถก็เงียบสนิท มีเพียงกลิ่นโคโลญจ์จาง ๆ จากชายหนุ่มที่
ฝนเมื่อคืนทิ้งเพียงความชื้นไว้ในอากาศท้องฟ้าหลังพายุฝนดูโปร่งใสกว่าทุกวัน แสงแดดอ่อน ๆ ส่องผ่านกระจกบานสูงตึกสูงใหญ่ที่ PSW Asset Group เป็นเจ้าของทั้งหมด ทอดตัวลงมากระทบพื้นหินขัดจนเกิดเงาสะท้อนจาง ๆเสียงพนักงานทักทายกัน เสียงส้นรองเท้ากระทบพื้น กลิ่นกาแฟลอยอบอวลอยู่ตามโต๊ะทำงานทุกอย่างยังดำเนินไปตามปกติกุลจิรานั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงานของตัวเอง ดวงตาจดจ่ออยู่กับตัวอักษรในแฟ้มไม่มีใครรู้ว่าวันหยุดที่ผ่านมาเธอผ่านอะไรมาบ้าง แต่นั่นก็เป็นสิ่งเธอเองไม่ได้ต้องการให้ใครมารับรู้แววตาเย็นเยียบของชายหนุ่มในตอนที่ไล่เธอลงจากรถ…ยังวนเวียนอยู่ในความคิดเขาทิ้งเธอไว้ข้างถนนอย่างไม่ไยดีเมื่อคืนนี้ภวินท์ไม่ได้กลับมานอนที่บ้าน เธอไม่รู้ว่าเขาไปค้างที่ไหนและนั่นก็เป็นเรื่องที่เธอไม่มีสิทธิ์ที่จะรู้คำถามเหล่านั้น…ไม่ใช่หน้าที่ของภรรยาที่เขาใช้เงินซื้อมาเสียงโทรศัพท์ภายในดังขึ้น หญิงสาวตั้งสติอย่างรวดเร็วแล้วรีบรับสาย“ฮัลโหลค่ะ”“มีงานด่วนต้องให้น้ำไปทำ” จุฑามาศแจ้งเธอผ่านสายโทรศัพท์“อะไรเหรอคะ”“มีลูกค้ารายใหญ่ที่จังหวัดระยอง เป็นกลุ่มนักลงทุนด้านนิคมอุตสาหกรรมกับคลังสินค้าโลจิสต
"ลงไป" น้ำเสียงของเขาฟังดูเย็นยะเยือกกว่าทุกครั้ง หญิงสาวขมวดคิ้วมองเขาอย่างไม่เข้าใจ“อะไรนะคะ?” ภวินท์หันมามองเธอ ดวงตาคมคายวาวโรจน์คล้ายคนที่กำลังข่มอารมณ์บางอย่างเอาไว้"ผมบอกให้คุณลงไปจากรถ ไม่ได้ยินเหรอ" หญิงสาวนิ่งงันไปหลังได้เห็นแววตาเฉยชาของชายหนุ่ม ริมฝีปากบางขยับเหมือนจะพูดบางอย่าง แต่กลับไม่มีเสียงใดเปล่งออกมาเขาจะปล่อยให้เธอลงตรงนี้จริง ๆ เหรอ?เธอมองเขาอย่างไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองมือเล็กค่อย ๆ เอื้อมไปเปิดประตูรถ หน้าเธอไม่หนาพอจะให้เขาพูดจาดูถูกอะไรเธออีกเสียงฟ้าร้องคำรามขึ้นเหนือศีรษะราวกับส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้าทันทีที่เท้าแตะพื้นถนน สายฝนก็กระหน่ำลงมา หยดน้ำเย็นเฉียบซัดใส่ร่างบางจนเสื้อผ้าเปียกชุ่มในพริบตาเมอร์เซเดสคันหรูพุ่งออกไปด้วยความเร็ว ทิ้งกุลจิราไว้ข้างหลังขณะที่พายุฝนกำลังโหมกระหน่ำลงมาเจ้าของร่างบางยืนอยู่ที่ริมฟุตบาต สองเท้าเธอเปียกชุ่ม ใบหน้าเปียกชื้นจนแยกไม่ออกว่าเป็นหยดฝน…หรือหยดน้ำตาเธอทำอะไรผิดนักหนา ทำไมเขาถึงได้ใจร้ายกับเธอถึงเพียงนี้แท็กซี่สีฟ้ากลางเก่ากลางใหม่จอดลงตรงหน้าของหญิงสาวที่โบกมือเรียกในสภาพที่ร่างกายเปียกปอนเธอเปิดประตูขึ้นไปนั่
“พี่ทิตย์?” ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง ผิวสีแทนตรงหน้าแต่งกายด้วยเชิ้ตแขนยาวสีอ่อนพับแขนอย่างเรียบง่าย กับกางเกงสแลคสีเข้ม แววตายามที่มองมายังคงอบอุ่นเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนรอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏบนริมฝีปากของเขาทันทีที่สบตาเธอ“บังเอิญจัง ไม่คิดว่าจะได้เจอน้ำที่นี่” น้ำเสียงทุ้มเอ่ยขึ้นอย่างเป็น ท่าทางที่ดูเป็นมิตรแบบที่ใครอยู่ใกล้ก็ต้องรู้สึกสบายใจ“บ้านที่น้ำอยู่ไม่ไกลจากที่นี่เท่าไหร่ค่ะ” อาทิตย์พยักหน้า ราวกับเข้าใจในสิ่งที่เธอไม่ได้เอ่ยออกมาตรง ๆความเงียบช่วงสั้น ๆ แทรกตัวขึ้นระหว่างทั้งคู่แม้ไม่มีใครเอ่ยคำใดออกมา แต่กุลจิรากลับรับรู้ได้ถึงความรู้สึกบางอย่างที่แปลกไปเธอรู้จักอาทิตย์ตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยตอนนั้นเขาเพิ่งเริ่มรับช่วงดูแลกิจการของครอบครัว ส่วนเธอยังเป็นนักศึกษาแม้จะสนิทสนมกันแต่ด้านความสัมพันธ์พวกเขาไม่เคยเกินเลย เป็นเพียงเพื่อน เป็นพี่น้องทื่ต่างก็หวังดีต่อกันหลังเรียนจบ เธอเข้ามาทำงานและใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ เพียงลำพัง ส่วนอาทิตย์ก็ดูแลธุรกิจครอบครัวอยู่ทางภาคเหนือ ทั้งคู่ยังมีการติดต่อกันผ่านการแชดคุย โทรถามสารทุกข์สุกดิบเป็นครั้งคราวเมื่อใดที่อาทิตย์มีโอกาสม
“ผมไม่อนุญาต” หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่น ปลายนิ้วกำเข้าหากันครู่เดียวก่อนจะคลายออก“เพราะอะไรคะ” เธอถามกลับด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ เมื่อต้องการคำอธิบายที่สมเหตุสมผล ไม่ใช่คำตอบสั้น ๆ แล้วเห็นเธอเป็นเพียงธาตุอากาศที่นี่คือบ้านของเขา เขาคือเจ้าชีวิตเธอ แต่การออกไปซื้อของใช้ส่วนตัวเพียงแค่นี้ ไม่น่าจะต้องขออนุญาตราวกับนักโทษ“อยากได้อะไรก็ให้คนไปซื้อให้” น้ำเสียงห่างเหินดังขึ้นอีกครั้ง ราวกับเป็นเรื่องเล็กน้อยที่เขาไม่ควรจะเสียเวลาอธิบายกุลจิรานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่พยายามประนีประนอม“ของใช้ส่วนตัวบางอย่าง ฉันต้องไปซื้อเองค่ะ” ภวินท์พลิกหน้านิตยสาร เหมือนคนที่ไม่ต้องการสานต่อบทสนทนาท่าทีเพิกเฉยนั้นยิ่งทำให้หัวใจของหญิงสาวหนักอึ้ง“ถ้างั้นให้พี่สมชายไปส่งฉันก็ได้ค่ะ ฉันจะรีบไปรีบกลับ” กุลจิราพยายามต่อรอง ทั้งที่เขาไม่ควรจะทำให้เรื่องพวกนี้ยุ่งยากภวินท์ลดนิตยสารลงจนใบหน้าคมเข้มปรากฏชัด แววตาร้ายกาจฉายวาบขึ้น“สมชายไม่ใช่คนขับรถของคุณที่จะมาใช้ได้ตามอำเภอใจ” ประโยคนั้นทำให้กุลจิรานิ่งงันความรู้สึกแปลกแยกถาโถมเข้ามาในอก ราวกับเธอเป็นเพียงคนแปลกหน้าที่บังเอิญก้าวเข้ามาในบ้านหลั







