LOGINเสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ดังขึ้นในเวลาเจ็ดโมงสิบห้านาที
แพรไหมซึ่งกำลังยืนแต่งตัวอยู่หน้ากระจกเหลือบมองหน้าจอ ก่อนพบข้อความจากคนที่อาศัยอยู่ในห้องถัดไป
คีตะ: ประชุมเก้าโมง ห้ามสาย
หญิงสาวกลอกตา เธอพิมพ์ตอบกลับไปโดยไม่เสียเวลาเดินออกไปคุยกับเขา
แพรไหม: ฉันจำตารางได้ ไม่ต้องสั่ง
ข้อความถูกอ่านแทบจะทันที
คีตะ: ถ้าจำได้ ก็ควรลงมากินอาหารเช้า
สายตาของแพรไหมหยุดอยู่บนข้อความนั้นครู่หนึ่ง
หลังจากคืนที่พวกเขาทำลายกฎข้อห้าและลงชื่อในข้อตกลงฉบับใหม่ ความสัมพันธ์ภายในบ้านก็เปลี่ยนไปอย่างประหลาด
ไม่ได้ดีขึ้นและไม่ได้แย่ลง เพียงแต่ทุกการสบตา ทุกการเดินสวนกัน หรือแม้แต่เสียงเปิดประตูห้องนอนของอีกฝ่าย ล้วนทำให้ภาพเหตุการณ์ในคืนนั้นย้อนกลับมาอย่างห้ามไม่ได้
เมื่อคืนต่างคนต่างหลบหน้า เธอกลับเข้าห้องตั้งแต่หัวค่ำ ส่วนคีตะทำงานอยู่ในห้องรับแขกจนดึก ไม่มีใครเอ่ยถึงข้อตกลงหรือถามว่าจะเริ่มความสัมพันธ์ครั้งต่อไปเมื่อใด
แพรไหมพยายามบอกตัวเองว่าทุกอย่างไม่มีอะไรซับซ้อน
พวกเขาเพียงเคยมีอะไรกันหนึ่งครั้งและอาจเกิดขึ้นอีกเมื่อทั้งคู่ต้องการ ไม่มีสถานะ ไม่มีความรู้สึก และไม่มีใครต้องรับผิดชอบหัวใจของใคร
ฟังดูง่ายกว่าความเป็นจริงมากทีเดียว
หญิงสาวเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋า ก่อนเปิดประตูออกจากห้อง
คีตะนั่งรออยู่ที่โต๊ะอาหารแล้ว เขาสวมเสื้อนักศึกษาสีขาวสะอาด แขนเสื้อถูกพับขึ้นถึงข้อศอก ส่วนเนกไทวางอยู่ข้างจาน ดูเหมือนเพิ่งอาบน้ำเสร็จเพราะเส้นผมยังชื้นเล็กน้อย
สายตาของแพรไหมเผลอหยุดอยู่บนลำคอของเขา ก่อนความทรงจำบางอย่างจะทำให้เธอรีบเบือนหน้าหนี
“มองอะไร”
“เปล่า”
หญิงสาวดึงเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามออกมานั่ง บนโต๊ะมีขนมปังปิ้ง ไข่ดาว และกาแฟเย็นหวานน้อยซึ่งเป็นเครื่องดื่มที่เธอสั่งประจำ
“นายซื้อมาให้ฉัน?”
“ซื้อเกิน”
“บังเอิญเกินทุกวันเลยหรือไง”
คีตะไม่ตอบ เขายกกาแฟดำขึ้นดื่มขณะเปิดดูอีเมลในแท็บเล็ต
แพรไหมซ่อนรอยยิ้มด้วยการหยิบหลอดขึ้นมาเสียบแก้ว แต่พอยกกาแฟขึ้นดื่ม กลับพบว่าสายตาของเขาเลื่อนมาหยุดตรงลำคอของเธอ
หญิงสาวก้มมองตัวเอง ก่อนพบว่าปกเสื้อเคลื่อนออกเล็กน้อย เผยให้เห็นรอยจางซึ่งเขาเป็นคนทิ้งไว้
เธอรีบดึงปกเสื้อกลับเข้าที่
“มองอะไร”
คีตะยกคิ้ว “เปล่า”
เขาใช้คำเดียวกับเธอไม่มีผิด แต่แววตาเจือความพึงพอใจอย่างปิดไม่มิด
“อย่าได้ใจไปหน่อยเลย” แพรไหมกระซิบ
“ฉันยังไม่ได้พูดอะไร”
“แต่นายกำลังยิ้ม”
“คิดไปเอง”
คีตะหยิบเนกไทขึ้นมาผูกด้วยท่าทางสงบนิ่ง ก่อนลุกจากโต๊ะ
“วันนี้แยกกันไปมหาวิทยาลัยเหมือนเดิม”
“รู้แล้วน่า”
“ลงจากรถตรงซอยด้านหลัง ไม่มีใครเห็น”
แพรไหมชะงัก “เมื่อกี้นายบอกให้แยกกันไป”
“รถเธอเข้าอู่ไม่ใช่หรือไง”
“ฉันนั่งรถสาธารณะได้”
“ถ้าเธอไปสาย การประชุมจะเสียเวลา”
เขาพูดจบก็หยิบกุญแจรถแล้วเดินออกจากบ้าน ไม่ได้รอฟังคำตอบ
แพรไหมมองแผ่นหลังกว้างของคนปากแข็ง ก่อนคว้ากระเป๋าเดินตามไป
“แค่วันนี้นะ!”
ริมฝีปากของคีตะกระตุกยิ้มโดยที่เธอไม่ทันเห็น
เมื่อมาถึงมหาวิทยาลัย แพรไหมลงจากรถในซอยหลังอาคารเรียนตามข้อตกลง เธอเว้นระยะห่างเกือบสิบนาทีจึงเดินเข้าห้องประชุมสโมสร
คีตะนั่งอยู่หัวโต๊ะแล้ว ใบหน้าของเขากลับไปเคร่งขรึมราวกับผู้ชายที่เพิ่งเตรียมอาหารเช้าและขับรถมาส่งเธอไม่เคยมีอยู่จริง
แพรไหมเลือกที่นั่งตรงข้ามเขาโดยตั้งใจ
“เริ่มประชุมได้แล้วค่ะท่านประธาน” เธอพูดพลางเปิดโน้ตบุ๊ก “เวลาของทุกคนมีค่า”
คีตะปรายตามอง “เธอเพิ่งมาถึงเป็นคนสุดท้าย”
“แต่ยังไม่ถึงเวลาเก้าโมง”
“อีกสามสิบวินาที”
“สามสิบวินาทีก็ยังไม่สาย”
สมาชิกในทีมต่างมองหน้ากัน ปกติบทสนทนาเพียงเท่านี้ก็เพียงพอให้ทั้งคู่ทะเลาะยาวไปอีกสิบนาที แต่วันนี้คีตะกลับไม่ได้ต่อความ เขาเพียงเลื่อนแฟ้มเอกสารมาให้เธอ
“รายชื่อสปอนเซอร์ที่ตอบรับแล้วอยู่ในนี้ ส่วนรายที่เหลือ ฉันแบ่งให้แต่ละฝ่ายติดต่อตามความเหมาะสม”
แพรไหมเปิดดูคร่าว ๆ ก่อนพบว่าคีตะจัดกลุ่มผู้สนับสนุนตามกิจกรรมที่เธอออกแบบไว้อย่างละเอียด แม้แต่ร้านค้าชุมชนขนาดเล็กซึ่งเขาเคยมองว่าให้ผลตอบแทนต่ำก็ยังถูกใส่ไว้ในแผน
“เพิ่มโซนชุมชนให้แล้วเหรอ”
“อืม”
“นึกว่านายจะค้าน”
“ตัวเลขที่เธอส่งมาเมื่อคืนพิสูจน์ได้ว่ามีคนสนใจมากพอ”
“แปลว่านายยอมรับว่าฉันคิดถูก?”
คีตะเงยหน้าสบตา “ฉันยอมรับว่าข้อมูลของเธอใช้ได้ อย่าเพิ่งแปลความหมายเกินจริง”
“ชมกันตรง ๆ ไม่เป็นจริง ๆ”
“ถ้าอยากฟังคำชม ไปขอจากคนอื่น”
น้ำเสียงฟังดูเย็นชา แต่สายตาที่มองเธอกลับมีบางอย่างซ่อนอยู่จนแพรไหมต้องเป็นฝ่ายก้มลงดูเอกสาร
ธันวาซึ่งนั่งเยื้องออกไปมองทั้งคู่อย่างพิจารณา
“ช่วงนี้พวกนายแปลก ๆ นะ”
แพรไหมชะงัก ส่วนคีตะเพียงเลิกคิ้ว
“แปลกอย่างไร”
“ปกติเถียงกันทุกสามประโยค วันนี้คุยกันเกือบห้านาทีแล้วยังไม่มีใครปาแฟ้มใส่กันเลย”
เสียงหัวเราะดังขึ้นรอบโต๊ะ
“นั่นสิ” สมาชิกคนหนึ่งสมทบ “เมื่อก่อนพี่คีตะค้านทุกไอเดียของพี่แพร แต่ช่วงนี้เหมือนรู้ใจกันแปลก ๆ”
“เราทำงานด้วยกันมาหลายสัปดาห์ จะเริ่มเข้าใจกันก็ไม่เห็นแปลก” แพรไหมตอบ
“หรือแอบไปประชุมกันสองคนบ่อย ๆ”
คำถามนั้นทำให้ภาพเหตุการณ์บนเตียงผุดขึ้นในความคิดพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
สายตาของทั้งคู่สบกันเหนือโต๊ะประชุมเพียงชั่วขณะ ก่อนแพรไหมจะรีบก้มลงเปิดสไลด์
“ถ้าว่างจับผิดหัวหน้ามากนัก ฉันจะเพิ่มงานให้ทุกคนคนละสองชุดดีไหม”
สมาชิกในทีมรีบกลับไปสนใจเอกสารของตนเองทันที
คีตะซ่อนรอยยิ้มไว้หลังแก้วกาแฟ แต่แพรไหมยังสังเกตเห็น
เธอจึงเตะปลายรองเท้าเขาใต้โต๊ะ
ชายหนุ่มชะงักและมองมาด้วยสายตาตำหนิ
หญิงสาวทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ก่อนหันไปอธิบายแผนสื่อประชาสัมพันธ์ต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่ใต้โต๊ะ คีตะกลับใช้ปลายรองเท้ากดทับเท้าของเธอไว้ไม่ให้หนี
แพรไหมหันขวับ เขายังคงพูดเรื่องงบประมาณด้วยน้ำเสียงเป็นงานเป็นการ ไม่แสดงพิรุธแม้แต่น้อย
เธอพยายามดึงเท้ากลับ แต่เขาไม่ยอมปล่อย จนต้องส่งสายตาเตือน
คีตะมองตอบด้วยแววตาท้าทายแบบเดียวกับคืนที่ผ่านมา
“คุณแพรพิไลมีอะไรจะเพิ่มเติมไหมครับ”
แพรไหมยิ้มหวานให้เขา ทั้งที่อยากใช้แฟ้มฟาดคนตรงหน้าสักครั้ง
“ไม่มีค่ะ แผนของท่านประธานสมบูรณ์แบบมาก”
คีตะยอมปล่อยเท้าเธอในที่สุด
ไม่มีใครในห้องรู้เลยว่า สงครามของหัวหน้าทั้งสองไม่ได้ยุติลง เพียงเปลี่ยนรูปแบบและถูกซ่อนเอาไว้ใต้โต๊ะประชุมเท่านั้น
หลังเลิกประชุม แพรไหมต้องรีบเดินทางไปทำงานต่อ ผู้จัดการ Lumière Lounge ยอมให้เธอกลับเข้าทำงาน หลังเธอติดต่อขอโทษและรับปากว่าจะไม่ให้เกิดเหตุวุ่นวายอีก
ทว่าจำนวนกะถูกลดจากสี่คืนเหลือเพียงสองคืนต่อสัปดาห์ รายได้ที่เคยคำนวณไว้จึงหายไปเกือบครึ่ง
แพรไหมจำเป็นต้องรับงานอื่นเพิ่ม ทั้งเขียนคอนเทนต์ให้ร้านค้า ตัดต่อคลิปสั้น และดูแลเพจให้ร้านอาหารเล็ก ๆ ในช่วงกลางวัน
เธอใช้เวลาว่างระหว่างเรียนทำงานพิเศษ และใช้เวลากลางคืนที่บ้านทำงานโครงการ แม้ร่างกายจะเริ่มประท้วงด้วยอาการปวดศีรษะและอ่อนเพลีย แต่หญิงสาวก็ไม่คิดหยุด
ทุกครั้งที่รู้สึกว่าไม่ไหว ภาพใบหน้าของมารดาบนเตียงโรงพยาบาลจะทำให้เธอฝืนทำต่อได้อีกครั้ง
คีตะเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลง
แพรไหมกินกาแฟมากขึ้น หลับระหว่างเดินทางบ่อยครั้ง และบางวันแทบไม่ได้แตะอาหารกลางวัน แต่เมื่อเขาถาม เธอก็ย้ำเพียงว่าเป็นเรื่องส่วนตัว
เย็นวันหนึ่ง เขากลับถึงบ้านแล้วพบกาแฟดำวางอยู่ข้างโน้ตบุ๊กของตัวเอง บนแก้วมีกระดาษโน้ตแผ่นเล็กติดอยู่
ดื่มซะ ก่อนนายจะหงุดหงิดจนกัดคนในทีม
คีตะมองไปยังห้องทำงาน แพรไหมกำลังนั่งตัดต่อวิดีโออยู่บนโซฟา ดวงตาแทบลืมไม่ขึ้น แต่ยังฝืนขยับเมาส์ต่อไป
“เธอซื้อกาแฟให้ฉัน?”
“ร้านแถม”
“คำแก้ตัวคุ้น ๆ นะ”
“ดื่มไปเถอะน่า”
คีตะยกกาแฟขึ้นจิบ รสชาติไม่ใส่น้ำตาลและเพิ่มช็อตตามที่เขาชอบทุกอย่าง
เขาไม่ได้พูดขอบคุณ เพียงเดินไปวางถุงอาหารลงตรงหน้าเธอ
“ร้านแถมเหมือนกัน”
แพรไหมเปิดดูด้านใน พบว่าเป็นแซนด์วิชกับสลัดจากร้านใกล้มหาวิทยาลัย
“นายซื้อมาให้ฉันชัด ๆ”
“ถ้าไม่กินก็ทิ้ง”
“เสียดายของ”
เธอหยิบแซนด์วิชขึ้นมากิน ขณะที่คีตะเดินกลับไปทำงานของตัวเอง ความห่วงใยเล็ก ๆ ถูกแลกเปลี่ยนโดยไม่มีใครยอมพูดตรง ๆ เพราะต่างคนต่างกลัวว่ามันอาจขัดต่อเงื่อนไขซึ่งเพิ่งตกลงกัน
ขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่งของชีวิตคีตะกำลังถูกกดดันหนักขึ้น
บิดาเรียกเขาไปพบที่โรงแรมวัฒนเมธาแกรนด์ในช่วงบ่ายวันถัดมา
ภายในห้องทำงานชั้นบนสุด คุณคเชนทร์นั่งอยู่หลังโต๊ะขนาดใหญ่ เอกสารหลายชุดถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ บนหน้าจอปรากฏภาพหญิงสาวสวยในชุดทำงานหรูหรา
“เรน่าจะกลับถึงไทยสัปดาห์หน้า” ผู้เป็นบิดากล่าว “ครอบครัวเธอจะจัดงานต้อนรับที่โรงแรมของเรา”
คีตะนั่งลงตรงข้าม สีหน้าไม่ได้ยินดียินร้าย
“แล้วเกี่ยวอะไรกับผม”
“แกต้องไปร่วมงาน”
“ถ้าว่าง ผมจะไป”
“แกต้องว่าง เพราะเราจะใช้คืนนั้นประกาศความร่วมมือระหว่างสองครอบครัว”
คีตะมองภาพเรน่าบนหน้าจอ ก่อนหันกลับมาสบตาบิดา
“หมายถึงความร่วมมือทางธุรกิจ หรือเรื่องหมั้น”
“ทั้งสองอย่าง”
“ผมไม่เคยตอบตกลง”
คุณคเชนทร์ประสานมือบนโต๊ะ “เรื่องนี้เป็นผลดีต่อทุกฝ่าย เรน่ารู้จักแกมาตั้งแต่เด็ก ครอบครัวเหมาะสม การศึกษาเหมาะสม และเธอกำลังจะเข้ามาช่วยดูแลฝ่ายการตลาดของโรงแรม”
“แต่ผมไม่ได้รักเธอ”
“ความรักไม่ใช่พื้นฐานของการบริหารธุรกิจ”
“แต่มันเป็นพื้นฐานของการแต่งงานสำหรับผม”
บรรยากาศภายในห้องเย็นเยียบขึ้นทันที
“อย่าบอกนะว่าแกกำลังจริงจังกับผู้หญิงคนอื่น”
ภาพของแพรไหมปรากฏขึ้นในความคิด คีตะรีบปฏิเสธความรู้สึกแปลกประหลาดนั้น
“ไม่มี”
“ถ้าอย่างนั้นก็ยิ่งไม่มีเหตุผลต้องปฏิเสธเรน่า”
“ผมจะไม่แต่งงานกับใครเพื่อผลประโยชน์ของบริษัท”
คุณคเชนทร์เอนหลังพิงเก้าอี้ ก่อนหยิบแฟ้มอีกชุดวางลงบนโต๊ะ
“โครงการ UniVision ได้รับเงินสนับสนุนหลักจากโรงแรมของเรา แกคงรู้อยู่แล้ว”
“รู้ครับ”
“ถ้าแกไม่ให้ความร่วมมือ ฉันสามารถทบทวนงบประมาณก้อนนี้ใหม่ได้”
คีตะขบกรามแน่น
การถอนงบประมาณในตอนนี้ไม่เพียงทำให้เขาเสียโอกาส แต่ยังทำให้ทีมทั้งหมดได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะแพรไหมซึ่งทุ่มเทกับโครงการมากกว่าใคร
“พ่อกำลังขู่ผม?”
“ฉันกำลังสอนให้แกรู้ว่า ทุกการตัดสินใจมีราคา”
“อย่าแตะต้องโครงการนี้”
“ถ้าอย่างนั้นก็ไปงานเลี้ยงกับเรน่า ทำหน้าที่ของแกต่อหน้าสื่อ ส่วนเรื่องหมั้น เราจะค่อยคุยกันภายหลัง”
คีตะไม่ตอบรับ แต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ทันที
เขาลุกจากเก้าอี้และเดินออกจากห้องด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
เมื่อกลับถึงบ้าน แพรไหมกำลังนั่งทำงานอยู่บนพื้นห้องรับแขก กระดาษรายชื่อสปอนเซอร์วางกระจัดกระจายรอบตัว เธอเงยหน้าขึ้นมองเขาเพียงครู่หนึ่ง ก่อนกลับไปสนใจหน้าจอ
“วันนี้กลับช้า”
“ไปโรงแรมมา”
“อ๋อ”
คำตอบสั้นเกินไปจนคีตะรู้สึกแปลกใจ “ไม่ถามหรือว่าไปทำอะไร”
“กฎข้อสอง ห้ามก้าวก่ายเรื่องส่วนตัว”
เขามองกระดาษกฎบนตู้เย็น แล้วจึงมองกลับมาที่เธอ
“จำได้แม่นจริงนะ”
“แน่นอน โดยเฉพาะตอนที่มันช่วยให้ฉันไม่ต้องฟังเรื่องที่ไม่ได้อยากรู้”
ประโยคนั้นฟังดูคล้ายประชด แต่คีตะยังไม่ทันถาม โทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้นเสียก่อน
ชื่อ เรน่า ปรากฏชัดบนหน้าจอ
แพรไหมเห็นเช่นกัน เพราะโทรศัพท์วางอยู่บนโต๊ะระหว่างพวกเขา
คีตะรีบกดตัดสาย
“ทำไมไม่รับล่ะ” เธอถามโดยไม่เงยหน้าจากโน้ตบุ๊ก
“ไม่สะดวก”
โทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง เขากดตัดสายซ้ำ ก่อนพลิกหน้าจอคว่ำลง
“เรน่าคือใคร”
คำถามหลุดออกไปแล้วแพรไหมจึงนึกถึงเงื่อนไขในข้อตกลง
ห้ามหึง ห้ามก้าวก่าย และห้ามเรียกร้องสถานะ
เธอจึงรีบเสริมด้วยน้ำเสียงไม่ใส่ใจ
“ฉันถามเผื่อเป็นคนในทีม จะได้รู้ว่าต้องติดต่อกลับหรือเปล่า”
“ไม่เกี่ยวกับงาน”
“งั้นก็ช่างเถอะ”
แพรไหมปิดโน้ตบุ๊กแล้วลุกขึ้น คีตะมองตามเมื่อเห็นเธอเดินขึ้นชั้นสองไป ทั้งที่ปกติหญิงสาวจะนั่งทำงานจนดึก
ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงต่อมา เธอกลับลงมาในชุดเดรสสีดำพอดีตัว เส้นผมยาวถูกรวบสูง และใบหน้าแต่งแต้มอย่างสวยคมกว่าปกติ
คีตะขมวดคิ้ว “จะไปไหน”
“ทำงาน”
“วันนี้ไม่มีตารางที่เลานจ์ไม่ใช่หรือไง”
“ผู้จัดการเรียกเพิ่ม”
“เมื่อกี้เธอบอกว่าเหนื่อย”
“ตอนนี้หายแล้ว”
แพรไหมคว้ากระเป๋าแล้วเดินไปทางประตู คีตะลุกตามโดยไม่รู้ตัว
“จะกลับกี่โมง”
เธอหยุดมือบนลูกบิด ก่อนหันกลับมามองเขาพร้อมรอยยิ้มบาง
“นายกำลังฝ่าฝืนกฎข้อสองนะ”
ประตูปิดลงต่อหน้า ทิ้งให้คีตะยืนอยู่กลางห้องพร้อมความหงุดหงิดที่หาคำอธิบายไม่ได้
เขาเหลือบมองโทรศัพท์ซึ่งมีข้อความใหม่จากเรน่า
เรน่า: กลับถึงไทยแล้วค่ะ ไว้เจอกันในงานนะคะคีตะ
คีตะกดปิดหน้าจอโดยไม่ตอบกลับ ก่อนสายตาจะหยุดอยู่ที่ประตูซึ่งแพรไหมเพิ่งเดินออกไป
ข้อตกลงกำหนดไว้ว่าห้ามหึง
ดังนั้นความรู้สึกที่เกิดขึ้นตอนนี้จึงไม่ควรเรียกว่าความหึง
อย่างมากก็เป็นเพียงความรำคาญที่รูมเมตออกไปทำงานทั้งที่แทบไม่ได้นอนมาหลายคืนเท่านั้น
เขาพยายามบอกตัวเองเช่นนั้น
ช่วงสายของวันต่อมา ธันวาขับรถเข้ามหาวิทยาลัยเร็วกว่าปกติ ขณะที่กำลังเลี้ยวผ่านซอยหลังอาคารเรียน เขากลับเห็นรถสีดำของคีตะจอดอยู่ริมทาง
ประตูฝั่งผู้โดยสารเปิดออก
แพรไหมก้าวลงมาจากรถ ก่อนก้มลงพูดอะไรบางอย่างกับคนด้านในแล้วจึงปิดประตู
คีตะไม่ได้ลงจากรถ ทั้งคู่แยกกันเดินเข้ามหาวิทยาลัยคนละทาง โดยทิ้งช่วงเวลาห่างกันหลายนาที
ธันวาชะลอรถ ดวงตาจับจ้องเหตุการณ์ด้วยความสงสัย
ก่อนหน้านี้เขาเคยคิดว่าคีตะกับแพรไหมเพียงทำงานเข้าขากันมากขึ้น แต่คนที่เป็นคู่แข่งกันมาตลอดสี่ปีไม่มีเหตุผลต้องมามหาวิทยาลัยด้วยรถคันเดียวกัน แล้วเลือกลงในซอยลับตาคน
เขาจดเลขทะเบียนรถเอาไว้ ก่อนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาค้นหาข้อมูลบางอย่าง
“ซ่อนอะไรอยู่กันแน่นะ”
ในเวลาเดียวกัน คีตะใช้ชีวิตด้วยความหงุดหงิดตลอดทั้งวัน
แพรไหมไม่ตอบข้อความ ไม่รับสาย และส่งเพียงไฟล์งานเข้ากลุ่มเหมือนกำลังจงใจหลบหน้า
เมื่อถึงเวลาสี่ทุ่ม เขาตัดสินใจขับรถไปยัง Lumière Lounge โดยบอกตัวเองว่า เพียงต้องการตรวจสอบว่ารูมเมตจะกลับบ้านอย่างปลอดภัย
เขาจอดรถรออยู่ฝั่งตรงข้ามเกือบครึ่งชั่วโมง กระทั่งแพรไหมเดินออกมาจากประตูด้านข้างของโรงแรม
เธอไม่ได้ออกมาตามลำพัง
ชายหนุ่มรูปร่างสูงในชุดเชิ้ตสีเข้มเดินตามมาด้วย ใบหน้าดูคุ้นตาจนคีตะนึกออกว่าอีกฝ่ายคือ อชิ รุ่นพี่คณะนิเทศศาสตร์ซึ่งทำงานอยู่กับบริษัทอีเวนต์แห่งหนึ่ง
แพรไหมยกมือกอดต้นแขนตัวเองเพราะอากาศยามค่ำคืนเริ่มเย็น อชิจึงถอดเสื้อคลุมของตนพาดบนไหล่ให้เธอ
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นยิ้ม ก่อนพูดขอบคุณ
ภาพนั้นทำให้มือของคีตะกำพวงมาลัยแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
เขาสตาร์ตรถแล้วขับเข้าไปจอดตรงหน้าทั้งคู่ กระจกฝั่งผู้โดยสารถูกลดลง เผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาซึ่งเย็นชากว่าปกติหลายเท่า
แพรไหมชะงักเมื่อเห็นเขา
“ขึ้นรถ” คีตะออกคำสั่ง “เรามีเรื่องต้องคุยกัน”
เธอมองเขา ก่อนเหลือบมองอชิซึ่งยืนอยู่ข้างกาย
แทนที่จะทำตาม แพรไหมกลับยิ้มหวานแล้วก้มลงเล็กน้อยเพื่อสบตาคนในรถ
“ในฐานะหัวหน้าทีม…”
เธอเว้นจังหวะ จงใจลดเสียงให้ได้ยินกันเพียงสองคน
“หรือในฐานะคู่นอนลับ ๆ ของฉันล่ะ?”
ดวงตาของคีตะเข้มขึ้นทันที
เขารู้คำตอบดี
แต่คำตอบนั้นคือสิ่งที่ไม่ควรปรากฏอยู่ในข้อตกลงระหว่างพวกเขาเลยแม้แต่น้อย
หนึ่งปีต่อมาเสียงล้อกระเป๋าเดินทางดังไปตามพื้นอาคารผู้โดยสารขาเข้า แพรไหมก้าวออกมาจากประตูพร้อมเสื้อคลุมสีครีมพาดอยู่บนแขน เส้นผมยาวถูกรวบหลวม ๆ ขณะที่สายตากวาดมองผู้คนซึ่งยืนรออยู่บริเวณด้านหน้าเธอไม่ต้องใช้เวลาค้นหานานคีตะยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนในชุดสูทสีเข้ม มือหนึ่งถือช่อดอกไม้ อีกมือถือป้ายกระดาษซึ่งเขียนด้วยตัวอักษรขนาดใหญ่ว่ายินดีต้อนรับกลับบ้าน คุณอดีตคู่แข่งแพรไหมหลุดหัวเราะ ก่อนลากกระเป๋าเข้าไปหา“มุกเก่ามาก”“แต่เธอยิ้ม”“ฉันสงสารคนอุตส่าห์มายืนถือป้ายต่างหาก”คีตะวางป้ายลงและรับกระเป๋าเดินทางจากมือเธอ จากนั้นจึงยื่นช่อดอกไม้ให้“ยินดีต้อนรับกลับ”“ขอบคุณค่ะท่านประธาน”“ตอนนี้ฉันเป็นกรรมการผู้จัดการแล้ว”“บริษัทมีพนักงานกี่คน”“หกคน”แพรไหมพยักหน้าด้วยสีหน้าจริงจัง “ยิ่งใหญ่มากค่ะท่านกรรมการผู้จัดการ”คีตะหรี่ตามองคนชอบประชด ก่อนดึงร่างเธอเข้ามากอดโดยไม่สนใจผู้คนรอบข้างหนึ่งปีที่ต้องอยู่ห่างกันไม่ใช่เรื่องง่าย แม้ทั้งคู่จะวิดีโอคอลกันแทบทุกคืน แต่เวลาทำงานซึ่งแตกต่างและตารางชีวิตที่ยุ่งวุ่นวายก็ทำให้มีหลายวันที่ได้คุยกันเพียงไม่กี่นาทีแพรไหมฝึกงานกับบริษัทอีเวนต์ระดับเอ
“เหลือเวลาอีกสิบวัน”ตัวเลขบนปฏิทินกลางห้องสโมสรถูกวงด้วยปากกาสีแดง ขณะที่สมาชิกในทีมสิบกว่าคนนั่งล้อมโต๊ะประชุมด้วยสีหน้าเคร่งเครียดไฟล์แผนงานเดิมรั่วไหลไปถึงบริษัทคู่แข่ง แม้บริษัทดังกล่าวจะถูกตัดสิทธิ์จากการแข่งขันและอยู่ระหว่างถูกดำเนินคดี แต่แนวคิดสำคัญหลายส่วนได้ถูกส่งต่อให้บุคคลภายนอกแล้วหากทีมยังใช้แผนเดิมต่อไป ต่อให้ชนะการแข่งขันก็อาจถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นต้นฉบับ อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการถูกลอกเลียนแบบก่อนงานจริงจะเริ่มขึ้นทางเลือกเดียวคือทิ้งงานซึ่งทำมาตลอดหลายเดือนและเริ่มต้นใหม่ภายในสิบวันคีตะยืนอยู่หน้ากระดานพร้อมผ้าพันแผลรอบมือขวา บาดแผลทำให้เขาเขียนหนังสือไม่ถนัด แต่ยังคงเข้าร่วมประชุมตั้งแต่เช้าแพรไหมนั่งอยู่ข้างเขา สิทธิ์เข้าถึงระบบและตำแหน่งหัวหน้าร่วมถูกคืนกลับมาแล้ว ทว่าความรู้สึกของสมาชิกในทีมยังไม่กลับมาเป็นปกติทั้งหมดบางคนหลีกเลี่ยงการสบตาเธอเพราะรู้สึกผิดที่เคยเชื่อข่าว บางคนพยายามเข้ามาขอโทษ แต่ไม่รู้ควรเริ่มต้นอย่างไรแพรไหมวางแฟ้มลงบนโต๊ะ ก่อนมองสมาชิกทุกคน“ฉันรู้ว่าหลายคนคงไม่สบายใจ เรื่องที่เกิดขึ้นทำให้ทีมเสียเวลาและเกือบต้องยุติโครงการ”“มันไม่ใช
“ปล่อยเธอเดี๋ยวนี้”เสียงของคีตะดังสะท้อนทั่วอาคารกิจกรรมเก่าชายหนุ่มยืนอยู่กลางประตูซึ่งถูกกระแทกเปิด แสงจากภายนอกสาดผ่านร่างสูงเข้ามาภายในห้องโถง สายตาคมกวาดมองคนทั้งหมด ก่อนหยุดอยู่ที่แพรไหมซึ่งถูกชายสองคนขวางทางไว้ทันทีที่เห็นว่าเธอยังปลอดภัย ความหวาดกลัวในดวงตาของเขาก็ถูกแทนที่ด้วยความโกรธ“คีตะ นายไม่ควรมา” ธันวากล่าว“ฉันเคยให้โอกาสนายส่งตัวแพรไหมกลับไป แล้วค่อยเอาหลักฐานไปสู้กันตามกฎหมาย”คีตะก้าวเข้ามาช้า ๆ โดยยังรักษาระยะห่าง“แต่ทันทีที่นายขู่ครอบครัวเธอ ทุกอย่างก็จบ”ธันวาหัวเราะขื่น “พูดเหมือนแกเป็นพระเอก ทั้งที่ครอบครัวแกเป็นคนเริ่มทั้งหมด”“ถ้าพ่อฉันทำผิด นายควรเอาหลักฐานมาเปิดโปงเขา ไม่ใช่ทำร้ายคนบริสุทธิ์”“คนอย่างพ่อแกไม่เคยได้รับโทษหรอก ถ้าไม่มีใครลากแกลงมาจากที่สูงเสียก่อน”“แล้วแพรไหมเกี่ยวอะไรด้วย”“เพราะเธอเป็นจุดอ่อนของแก”แพรไหมเห็นมือของคีตะกำแน่นอยู่ข้างลำตัว แต่เขายังไม่พุ่งเข้าไปอย่างไร้สติ เพราะชายร่างใหญ่สองคนยืนขวางอยู่ และไม่มีใครรู้ว่าพวกนั้นพกอาวุธหรือไม่คีตะมองเธอเพียงครู่หนึ่ง สายตานั้นคล้ายกำลังถามว่าได้รับบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่าแพรไหมส่ายหน้าเ
แพรไหมมองข้อความบนหน้าจอซ้ำแล้วซ้ำเล่าถ้ายังอยากให้แม่ปลอดภัย ถอนตัวจากทุกอย่าง และอย่าบอกคีตะภาพมารดาซึ่งนอนหลับอยู่บนเตียงโรงพยาบาลถูกถ่ายในระยะใกล้จนเห็นหมายเลขห้องและสายน้ำเกลืออย่างชัดเจน ผู้ส่งภาพต้องอยู่ภายในห้องหรืออย่างน้อยก็ยืนอยู่หน้าประตูในช่วงเวลาไม่นานมานี้เธอรีบเปิดดูรายละเอียดของไฟล์ ภาพถูกถ่ายตอนเกือบตีสอง ซึ่งเป็นช่วงที่เธอยังอยู่ในอ้อมแขนของคีตะคนร้ายไม่ได้เพียงขู่มันกำลังเฝ้าดูมารดาของเธออยู่จริง ๆแพรไหมหันไปมองชายหนุ่มซึ่งยังหลับอยู่ข้างกาย ใบหน้าของเขาในยามหลับดูอ่อนโยนกว่าปกติ แขนยังคงพาดอยู่บนเอวเธอเหมือนกลัวว่าหากปล่อยมือ เธอจะหายไปอีกครั้งเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อน คีตะเพิ่งให้คำสัญญาว่าจะไม่ปล่อยให้เธอเผชิญปัญหาตามลำพังแต่ข้อความตรงหน้ากำลังบังคับให้แพรไหมต้องปิดบังเขาหญิงสาวค่อย ๆ ยกแขนของเขาออกจากตัว ก่อนเดินเข้าไปในห้องน้ำและล็อกประตู เธอพยายามโทรกลับหมายเลขดังกล่าว แต่ระบบแจ้งว่าไม่สามารถติดต่อได้ไม่นานก็มีข้อความใหม่ส่งเข้ามาพรุ่งนี้ สิบโมง ลานจอดรถด้านหลังห้างร้าง มาคนเดียวถ้าแจ้งตำรวจหรือบอกคีตะ เธอคงรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นแพรไหมกำโทรศัพท์แน่นเ
“นายไม่ได้เชื่อฉัน นายแค่เพิ่งหาหลักฐานมายืนยันได้ว่าฉันไม่ผิด หากไม่มีหลักฐานนั้น นายก็คงเลือกเชื่อว่าฉันขายนายอยู่ดี”คำพูดของแพรไหมยังคงดังวนอยู่ในความคิด แม้คีตะจะกลับออกมาจากโรงพยาบาลนานหลายชั่วโมงแล้วเขานั่งอยู่ตามลำพังในห้องสโมสร ท่ามกลางความมืดและแสงจากหน้าจอโน้ตบุ๊กเพียงดวงเดียว เอกสารการโอนเงิน ประวัติเข้าใช้ระบบ และภาพจากกล้องวงจรปิดถูกเปิดเรียงอยู่ตรงหน้าแพรไหมพูดถูกเขาไม่เคยมองเธอเป็นคนเห็นแก่เงิน แต่เมื่อหลักฐานทุกชิ้นชี้ไปทางเดียวกัน เขากลับปล่อยให้ความสงสัยมีน้ำหนักมากกว่าความไว้ใจคำว่าเชื่อใจควรมีความหมายในเวลาที่ทุกอย่างดูไม่น่าเชื่อถือที่สุด ไม่ใช่หลังจากพบหลักฐานยืนยันความบริสุทธิ์แล้วคีตะหลับตาและยกมือกดหว่างคิ้ว ก่อนเสียงแจ้งเตือนจากระบบติดตามรายการทางการเงินจะดังขึ้นฝ่ายบัญชีของโรงแรมช่วยตรวจสอบบริษัทต้นทางซึ่งโอนเงินห้าแสนบาทเข้าบัญชีแพรไหม บริษัทนั้นจดทะเบียนดำเนินธุรกิจด้านที่ปรึกษาการตลาด แต่ไม่มีสำนักงานจริง ใช้ที่อยู่เดียวกับบริษัทอีกสามแห่ง และเพิ่งเปิดบัญชีก่อนเกิดเหตุไม่ถึงสองเดือนกรรมการผู้มีอำนาจเพียงคนเดียวเป็นหญิงวัยหกสิบกว่าปีซึ่งไม่มีประวัต
เสียงโทรศัพท์ปลุกแพรไหมขึ้นมาในช่วงเช้าหญิงสาวลืมตาขึ้นท่ามกลางห้องพักแคบ ๆ ที่ยังไม่คุ้นเคย กล่องสัมภาระวางเรียงอยู่ข้างผนัง เสื้อผ้าบางส่วนยังคงค้างอยู่ในกระเป๋าเดินทาง เพราะเมื่อคืนเธอไม่มีแรงมากพอจะจัดอะไรต่อความทรงจำเกี่ยวกับคีตะไหลกลับเข้ามาในความคิด ตั้งแต่บทสนทนาหน้าโต๊ะอาหารไปจนถึงคืนสุดท้ายภายในห้องนอนของเขาแพรไหมหลับตาลงและพยายามไล่ภาพเหล่านั้นออกไป ก่อนคว้าโทรศัพท์ขึ้นมารับสาย“สวัสดีค่ะ”“คุณแพรพิไลใช่ไหมคะ ดิฉันโทรมาจากสำนักงานคณะกรรมการโครงการ UniVision Asia Challenge ขอให้คุณเข้าพบคณะกรรมการภายในเก้าโมงเช้าวันนี้ค่ะ”น้ำเสียงเป็นทางการทำให้เธอลุกขึ้นนั่ง“เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าคะ”“เกี่ยวกับการรั่วไหลของข้อมูลโครงการค่ะ รายละเอียดทั้งหมดจะแจ้งให้ทราบเมื่อคุณมาถึง”สายถูกตัดไปหลังจากนั้นไม่นานแพรไหมมองหน้าจอด้วยความสับสน ก่อนพบข้อความจำนวนมากจากสมาชิกในทีม บางคนถามว่าเธออยู่ที่ไหน ขณะที่บางคนส่งภาพหลักฐานการส่งไฟล์ซึ่งกำลังถูกแชร์อยู่ในกลุ่มปิดของสโมสรทุกภาพมีชื่อบัญชีของเธอปรากฏอยู่หัวใจของหญิงสาวเต้นแรง เธอรีบลุกไปเปิดโน้ตบุ๊ก แต่กลับพบว่าบัญชีอีเมลของตนเองถูกออก







