LOGIN“ในฐานะหัวหน้าทีม…หรือในฐานะคู่นอนลับ ๆ ของฉันล่ะ?”
คำถามของแพรไหมทำให้บรรยากาศบริเวณหน้าโรงแรมเงียบลงในความรู้สึกของคีตะ ทั้งที่รอบข้างยังเต็มไปด้วยเสียงรถยนต์และเสียงดนตรีซึ่งลอยออกมาจากเลานจ์
เขามองเสื้อคลุมของอชิซึ่งพาดอยู่บนไหล่เธอ ก่อนเลื่อนสายตาขึ้นสบดวงตาคู่สวย
“ขึ้นรถ”
“นั่นไม่ใช่คำตอบ”
“ฉันไม่จำเป็นต้องตอบคำถามไร้สาระ”
แพรไหมหัวเราะเบา ๆ ก่อนยืดตัวขึ้น “งั้นฉันก็ไม่จำเป็นต้องทำตามคำสั่งนายเหมือนกัน”
เธอหันไปหาอชิพร้อมยื่นกุญแจรถของตนให้ดู
“รถแพรยังอยู่ที่มหาวิทยาลัย พี่อชิผ่านทางนั้นใช่ไหมคะ”
“ผ่าน เดี๋ยวพี่ไปส่งให้”
“ขอบคุณค่ะ”
คีตะขบกรามแน่นเมื่อเห็นรอยยิ้มที่เธอมอบให้ผู้ชายอีกคน
“แพรไหม”
หญิงสาวชะงักเล็กน้อยกับน้ำเสียงเย็นจัด แต่ยังคงทำเหมือนไม่ใส่ใจ
“มีอะไรอีกคะท่านประธาน”
“ฉันบอกให้ขึ้นรถ”
“ส่วนฉันบอกว่าจะกลับกับพี่อชิ นายฟังภาษาไทยไม่เข้าใจหรือไง”
อชิมองคนทั้งคู่สลับกัน ก่อนถามอย่างระมัดระวัง “มีปัญหาอะไรกันหรือเปล่า”
“เรื่องงานนิดหน่อยค่ะ” แพรไหมตอบเร็วเกินไป “แต่คุยพรุ่งนี้ก็ได้”
คีตะไม่ได้โต้แย้งต่อ เขาปรับกระจกรถขึ้นแล้วขับออกไปทันที
แพรไหมมองตามท้ายรถด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด ความสะใจที่ยั่วโมโหเขาได้สำเร็จอยู่ได้เพียงชั่วครู่ ก่อนถูกแทนที่ด้วยความว่างเปล่า
เธอไม่เข้าใจว่าตัวเองกำลังทำอะไร
ข้อตกลงระบุชัดว่าห้ามหึงและห้ามก้าวก่ายเรื่องส่วนตัว คีตะจึงไม่มีความจำเป็นต้องอธิบายว่าเรน่าเป็นใคร ส่วนเธอก็มีสิทธิ์กลับกับผู้ชายคนไหนตามต้องการ
ทุกอย่างควรเป็นเช่นนั้น
“แน่ใจนะว่าไม่ให้พี่ช่วยคุย” อชิถาม
แพรไหมส่ายหน้า ก่อนคืนเสื้อคลุมให้เขา “ไม่มีอะไรจริง ๆ ค่ะ เราแค่ไม่ค่อยลงรอยกัน”
อชิรับเสื้อกลับไป แต่ยังมองเธอคล้ายไม่เชื่อ
รถของเขาเคลื่อนออกจากโรงแรมได้ไม่ถึงสิบนาที แพรไหมก็สังเกตเห็นไฟหน้ารถสีดำคุ้นตาอยู่ด้านหลัง
คีตะยังไม่ได้กลับบ้าน
เขาขับตามมาโดยรักษาระยะห่างอยู่ตลอด ไม่ว่าอชิจะเลี้ยวไปทางใด รถคันนั้นก็ยังคงตามมา
หญิงสาวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาและพบข้อความใหม่
คีตะ: ลงจากรถ ฉันจอดรอที่ปั๊มข้างหน้า
แพรไหมอ่านแล้วกดปิดหน้าจอโดยไม่ตอบ
อีกข้อความตามมาทันที
คีตะ: เราต้องคุยกัน
เธอเม้มริมฝีปาก ก่อนขอให้อชิจอดรถตรงปั๊มน้ำมัน โดยให้เหตุผลว่าเพื่อนจะมารับช่วงต่อ
คีตะจอดรออยู่ในมุมซึ่งห่างจากผู้คน เมื่อแพรไหมลงจากรถ เขาก็เปิดประตูออกมาทันที
อชิมองทั้งคู่ผ่านกระจกด้วยความเป็นห่วง แต่หญิงสาวส่งสัญญาณว่าไม่มีปัญหา เขาจึงยอมขับออกไป
ทันทีที่รถของอชิลับตา คีตะก็หันกลับมาหาเธอ
“เธอทำแบบนี้ทำไม”
“ทำอะไร”
“จงใจกลับกับเขาทั้งที่รู้ว่าฉันมารับ”
“นายไม่มีสิทธิ์ตัดสินว่าฉันจะกลับกับใคร”
“ฉันไม่ได้ห้ามเธอมีเพื่อน แต่ผู้ชายคนนั้นไม่ได้คิดกับเธอแค่รุ่นน้อง”
“แล้วเกี่ยวอะไรกับนาย”
“เธอดูไม่ออกหรือไงว่าเขากำลังจีบ”
แพรไหมกอดอก ก่อนเดินเข้าไปใกล้เขา “ต่อให้พี่อชิจีบจริง ฉันก็มีสิทธิ์คุยกับเขา เพราะเราไม่ได้เป็นอะไรกัน”
“แต่เธอมีข้อตกลงกับฉัน”
“ข้อตกลงเรื่องบนเตียง ไม่ใช่สัญญาผูกขาดชีวิต”
คีตะนิ่งไป เพราะเธอพูดถูกทุกคำ
แพรไหมเห็นเขาตอบไม่ได้จึงยิ่งยิ้มเยาะ
“หรือความจริงนายกำลังหึง”
“ไม่ได้หึง”
“งั้นจะขับรถตามมาทำไม”
“เพราะเธอจงใจยั่วโมโหฉัน”
“แล้วนายโมโหทำไม ถ้าไม่ได้หึง”
คีตะกำมือแน่น พยายามหาคำอธิบายที่ไม่ทำให้ตนเองแพ้ แต่สุดท้ายกลับไม่มีคำตอบใดฟังขึ้น
แพรไหมมองความสับสนบนใบหน้าของเขา ความรู้สึกสะใจค่อย ๆ เจือด้วยความผิดหวังบางอย่างที่เธอไม่อยากยอมรับ
“เห็นไหม นายยังตอบไม่ได้เลย”
“ฉันไม่ชอบให้เรื่องส่วนตัวกระทบงาน”
“เรื่องส่วนตัวของฉันไม่ได้กระทบงาน นายต่างหากที่เอามันมาปะปนกัน”
“ตามใจเธอ”
คีตะเปิดประตูรถให้ ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ขึ้นรถ พรุ่งนี้เราต้องเตรียมตัวไปงานเลี้ยงของสปอนเซอร์”
แพรไหมมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยอมขึ้นรถโดยไม่เถียงต่อ
ตลอดทางกลับบ้าน ไม่มีใครพูดกันอีกเลย
งานเลี้ยงต้อนรับเรน่าถูกจัดขึ้นในคืนวันเสาร์ ณ ห้องบอลรูมของโรงแรมวัฒนเมธาแกรนด์ ซึ่งเป็นทั้งงานต้อนรับทายาทหุ้นส่วนคนสำคัญและงานพบปะผู้สนับสนุนโครงการ UniVision Asia Challenge
คีตะกับแพรไหมจำเป็นต้องเข้าร่วมในฐานะประธานและรองประธานสโมสรนักศึกษา
แพรไหมมาถึงงานในชุดราตรีสีแดงเข้มเข้ารูป เปิดไหล่ข้างหนึ่งอย่างสง่างาม เส้นผมยาวถูกม้วนเป็นลอนและรวบไว้ด้านหลัง เผยให้เห็นลำคอระหง
ทันทีที่เธอปรากฏตัว สายตาของแขกหลายคนก็หันมามอง
รวมถึงสายตาของคีตะ
ชายหนุ่มอยู่ในชุดสูทสีดำ ยืนสนทนากับผู้บริหารกลุ่มหนึ่ง แต่เมื่อเห็นเธอ เขากลับลืมไปชั่วขณะว่ากำลังพูดถึงเรื่องอะไร
สายตาคมกวาดมองชุดของเธอตั้งแต่หัวไหล่เปลือยเปล่าลงไปถึงรองเท้าส้นสูง ก่อนขบกรามเมื่อสังเกตเห็นผู้ชายคนอื่นมองเธอเช่นเดียวกัน
แพรไหมรู้ว่าเขากำลังมอง แต่จงใจเดินผ่านไปโดยไม่ทักทาย
“คุณแพรพิไล”
เสียงเรียกของคุณคเชนทร์ทำให้เธอหยุดและหันไปยกมือไหว้อย่างสุภาพ
“สวัสดีค่ะคุณอา”
“ขอบคุณที่มาร่วมงานนะ หนูช่วยงานคีตะได้ดีมาก โครงการถึงเดินหน้าเร็วขนาดนี้”
“คีตะเองก็ทำงานหนักค่ะ เราช่วยกันคนละด้าน”
“ดีแล้ว คนหนุ่มสาวทำงานเข้าขากัน บริษัทที่สนับสนุนก็สบายใจ”
ระหว่างการสนทนา เสียงประกาศต้อนรับแขกคนสำคัญก็ดังขึ้น
หญิงสาวร่างสูงในชุดราตรีสีทองก้าวเข้ามาภายในงานพร้อมบิดามารดา ใบหน้าสวยโดดเด่นและท่าทางมั่นใจสะกดสายตาผู้คนรอบข้าง
เรน่าเดินตรงมาหาคีตะ ก่อนสวมกอดเขาอย่างสนิทสนม
“คิดถึงจังเลยค่ะ ไม่เจอกันตั้งนาน”
คีตะยืนนิ่ง ไม่ได้กอดตอบ แต่ก็ไม่สามารถผลักเธอออกต่อหน้าแขกจำนวนมากได้
“ยินดีต้อนรับกลับไทย”
“พูดเหมือนคนไม่สนิทกันเลยนะคะ”
เรน่าคล้องแขนเขาด้วยท่าทีเป็นธรรมชาติ จากนั้นจึงหันมาสบตาแพรไหม
“คนนี้ใช่ไหมคะ รองประธานสโมสรที่คีตะทำโครงการด้วย”
“ใช่” คีตะตอบ “แพรไหม นี่เรน่า”
หญิงสาวสองคนยิ้มให้กันอย่างสุภาพ
“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ” แพรไหมกล่าว
“เช่นกันค่ะ” เรน่ามองชุดของอีกฝ่ายด้วยแววตาชื่นชม “ชุดสวยมากเลยนะคะ แต่เหมือนจะขาดเครื่องประดับ”
เธอเปิดกล่องของขวัญที่ผู้ช่วยถืออยู่ ภายในเป็นสร้อยคอประดับคริสตัลสีแดง
“เรน่าเตรียมของขวัญเล็ก ๆ ให้ตัวแทนทีมงานทุกคนค่ะ เส้นนี้น่าจะเข้ากับชุดคุณแพร”
แพรไหมปฏิเสธไม่ได้เพราะอีกฝ่ายมอบของขวัญแก่สมาชิกคนอื่นเช่นกัน เธอจึงยอมให้พนักงานช่วยสวมสร้อยให้
เรน่ายิ้ม ก่อนหันไปหาคีตะ “สวยไหมคะ”
คีตะมองคริสตัลซึ่งทอดตัวอยู่เหนือเนินอกของแพรไหม สายตาหยุดนานเกินไปจนเจ้าของร่างรู้สึกได้
“เข้ากับเธอดี”
แพรไหมไม่รู้ว่าทำไมคำชมสั้น ๆ นั้นจึงทำให้หัวใจเต้นแรง แต่เมื่อเห็นมือของเรน่ายังคล้องอยู่กับแขนเขา ความรู้สึกอบอุ่นก็หายไปทันที
ไม่นานคุณคเชนทร์ก็พาทั้งสองขึ้นไปบนเวที
“ค่ำคืนนี้ไม่ได้เป็นเพียงงานต้อนรับหนูเรน่ากลับประเทศไทย แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นความร่วมมือครั้งใหม่ระหว่างสองครอบครัวของเรา”
เสียงปรบมือดังขึ้น
“หนูเรน่าจะเข้ามาช่วยงานฝ่ายการตลาดของโรงแรม และผมหวังว่าทุกคนคงได้เห็นเธอกับคีตะทำงานร่วมกันมากขึ้น เพราะเรน่าเป็นคนสำคัญของครอบครัววัฒนเมธาเสมอ”
คำว่า “คนสำคัญของครอบครัว” ถูกเลือกใช้อย่างจงใจ แขกในงานเริ่มกระซิบถึงข่าวหมั้นหมายซึ่งยังไม่ประกาศอย่างเป็นทางการ
แพรไหมยืนอยู่ด้านล่างเวทีพร้อมแก้วแชมเปญในมือ
เธอพยายามบอกตัวเองว่าไม่มีเหตุผลต้องรู้สึกอะไร คีตะจะหมั้นกับใครหรือแต่งงานกับใครล้วนเป็นเรื่องส่วนตัว พวกเขามีเพียงข้อตกลงชั่วคราวซึ่งจะจบลงพร้อมการแข่งขัน
ทว่าแก้วแรกหมดเร็วกว่าที่คิด และไม่นานแก้วที่สองก็ตามมา
“ดื่มเร็วไปหรือเปล่า”
เสียงคุ้นเคยดังขึ้นด้านข้าง แพรไหมหันไปพบอชิในชุดสูทสีเข้ม
“พี่อชิมางานนี้ด้วยเหรอคะ”
“บริษัทพี่เป็นหนึ่งในผู้รับเหมาจัดงาน” เขายกแก้วขึ้นเล็กน้อย “แต่ดูเหมือนคืนนี้พี่จะโชคดีมากกว่ามาทำงาน”
“ทำไมคะ”
“เพราะได้เจอคนสวย”
แพรไหมหัวเราะ “มุกเก่ามากค่ะ”
“แต่น้องแพรยิ้มแล้ว แปลว่ายังใช้ได้”
บนเวที คีตะมองภาพนั้นตลอดเวลา แม้เรน่าจะพยายามชวนคุย เขากลับแทบไม่ได้ยิน
เมื่อดนตรีเปลี่ยนเป็นเพลงช้า อชิยื่นมือให้แพรไหม
“เต้นรำกับพี่สักเพลงได้ไหม”
หญิงสาวเหลือบมองคีตะ ก่อนวางมือลงบนมือของอชิ
“ได้สิคะ”
ทั้งคู่เดินเข้าสู่ฟลอร์เต้นรำ อชิวางมือบนเอวเธออย่างสุภาพ แต่เพียงเท่านั้นก็เพียงพอทำให้คีตะไม่สามารถยืนอยู่บนเวทีต่อได้
เรน่ามองตามสายตาของเขา ก่อนยิ้มบางอย่างรู้ทัน
“เธอสวยมากนะคะ”
“อืม”
“คีตะดูสนใจรองประธานคนนี้เป็นพิเศษ”
เขาหันกลับมา “เราแค่ทำงานด้วยกัน”
“เรน่ายังไม่ได้ถามเลยว่าเป็นอะไรกัน”
คีตะไม่ตอบ เขาดื่มเครื่องดื่มในมือจนหมดแก้ว ก่อนเดินลงจากเวที
ขณะเดียวกัน อชิกำลังขอหมายเลขโทรศัพท์จากแพรไหม
“คราวก่อนพี่ยังไม่ได้เบอร์เลย เผื่อวันไหนเราว่างจะได้ไปกินข้าวกัน”
แพรไหมยังไม่ทันตอบ เสียงเย็นชาก็ดังแทรกขึ้น
“คงไม่ได้ครับ”
คีตะยืนอยู่ด้านหลัง สีหน้าสงบนิ่งเกินไปจนดูน่ากลัว
อชิเลิกคิ้ว “ทำไมจะไม่ได้”
“พรุ่งนี้ทีมเราต้องนำเสนองาน เธอต้องกลับไปเตรียมตัว”
“ตอนนี้ยังไม่สี่ทุ่มเลยนะ” แพรไหมแย้ง
“เธอดื่มไปสามแก้วแล้ว”
“นายคอยนับด้วยเหรอ”
“ในฐานะหัวหน้าทีม ฉันต้องดูแลความพร้อมของสมาชิก”
แพรไหมมองเขาอย่างรู้ทัน “ข้ออ้างแย่มาก”
คีตะไม่สนใจ เขาหันไปพยักหน้าให้อชิสั้น ๆ ก่อนจับมือแพรไหมพาออกจากฟลอร์
แม้หญิงสาวจะขัดขืน แต่แขกจำนวนมากกำลังมอง เธอจึงจำใจเดินตามเขาออกจากห้องจัดเลี้ยง
ตลอดทางกลับบ้าน แพรไหมนั่งกอดอกและมองออกไปนอกหน้าต่าง
“นายควรกลับไปดูแลว่าที่คู่หมั้น”
“เรน่าไม่ใช่คู่หมั้นฉัน”
“อีกไม่นานก็คงเป็น คุณพ่อนายปูทางเสียขนาดนั้น”
“ฉันไม่เคยตอบตกลง”
“แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธต่อหน้าทุกคน”
คีตะกำพวงมาลัยแน่น เขาไม่สามารถอธิบายว่าบิดากำลังใช้เงินสนับสนุนโครงการเป็นเครื่องต่อรอง เพราะรู้ว่าแพรไหมจะไม่ยอมให้เขารักษาโครงการไว้ด้วยวิธีนั้น
เมื่อรถจอดหน้าบ้าน เธอเปิดประตูลงไปทันที
“แพรไหม”
“ฉันเหนื่อย”
เธอเดินขึ้นชั้นสองและเข้าไปในห้องทำงานซึ่งถูกดัดแปลงเป็นห้องนอนชั่วคราว คีตะตามเข้าไปก่อนประตูจะปิด
“เรายังคุยกันไม่จบ”
“นายไม่มีอะไรต้องอธิบายกับฉัน เราไม่ได้เป็นอะไรกัน จำไม่ได้หรือไง”
แพรไหมยืนอยู่หน้ากระจก พยายามปลดตะขอสร้อยคอ แต่เพราะแชมเปญทำให้ปลายนิ้วไม่ค่อยเชื่อฟัง
คีตะมองเงาสะท้อนของเธอ ก่อนเดินเข้าไปหยุดด้านหลัง
“อยู่นิ่ง ๆ”
มือใหญ่ปัดเส้นผมของเธอไปไว้ด้านหนึ่ง ปลายนิ้วสัมผัสท้ายทอยจนหญิงสาวขนลุก แม้เขาเพียงช่วยปลดตะขอสร้อย แต่ระยะห่างระหว่างร่างกายกลับใกล้เกินกว่าจะไม่รู้สึกอะไร
สร้อยที่เรน่าเป็นคนเลือกถูกถอดออกและวางลงบนโต๊ะ
แพรไหมมองเขาผ่านกระจก “หึงฉันกับพี่อชิใช่ไหม”
“ไม่”
“ถ้าไม่หึง นายจะเข้าไปขัดทำไม”
“เธอเมา”
“ฉันยังมีสติ”
“สติของเธอคงไม่ดีนัก ถึงคิดจะให้เบอร์ผู้ชายที่เพิ่งรู้จัก”
แพรไหมหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้า “ฉันรู้จักพี่อชิมานานกว่านายอีก และต่อให้ฉันให้เบอร์เขา มันก็ไม่ผิดข้อตกลง”
คีตะก้าวเข้ามาใกล้ “เธอจงใจทำต่อหน้าฉัน”
“แล้วถ้าฉันจงใจล่ะ”
“อย่าเล่นกับไฟ แพรไหม”
หญิงสาวยกมือแตะปกเสื้อสูทของเขา รอยยิ้มท้าทายปรากฏบนริมฝีปากสีแดง
“นายบอกว่าไม่หึง แต่ทั้งคืนกลับมองฉันไม่วางตา”
“ฉันแค่ไม่ชอบให้คนอื่นมองเธอเหมือนเป็นของที่แตะต้องได้”
“แล้วนายล่ะ”
“อะไร”
“นายมีสิทธิ์แตะต้องฉันเพราะอะไร”
คำถามทำให้ความอดทนของคีตะขาดลง
เขารั้งเอวเธอเข้าหาและก้มลงจูบอย่างร้อนแรง ริมฝีปากบดคลึงราวกับต้องการลบรอยยิ้มท้าทายนั้นให้หายไป
แพรไหมจูบตอบแทบจะทันที มือเรียวกำปกเสื้อสูทเขาแน่น ความโกรธและความหึงหวงซึ่งทั้งคู่ปฏิเสธมาตลอดแปรเปลี่ยนเป็นแรงปรารถนาที่ไม่มีใครควบคุมได้
คีตะถอนริมฝีปากออกเพียงเล็กน้อย
“นี่พอจะพิสูจน์ได้หรือยัง”
“ยัง”
คำตอบยั่วยุทำให้ดวงตาของเขาเข้มขึ้น
“เธอเป็นคนท้าทายเองนะ”
“ฉันไม่เคยกลัวนาย”
“แต่คืนนี้…” เขากระซิบตรงหู “ฉันจะทำให้เธอจำได้ว่าใครมีสิทธิ์แตะต้อง”
แพรไหมถูกพาขึ้นไปห้องนอนของเขา ชุดเดรสถูกดึงซิปลงช้า ๆ จากด้านหลัง หลุดร่วงลงพื้น เหลือเพียงชุดชั้นในสีดำบาง ๆ
คีตะผลักเธอให้นั่งลงบนขอบเตียง แล้วคุกเข่าลงระหว่างขาของเธอ
เขาจูบด้านในต้นขาทีละข้าง ช้า ๆ จงใจ มือดันขาของเธอให้แยกกว้างขึ้น
“คีตะ…”
เขาไม่ตอบ เพียงดึงกางเกงในของเธอออก แล้วก้มลง
ลิ้นอุ่น ๆ เลียขึ้นไปตามร่องเปียกชื้นตั้งแต่น้ำหล่อลื่นที่เริ่มไหลออกมาแล้ว ปลายลิ้นแหวกกลีบดอกไม้เบา ๆ ก่อนจะตวัดตรงคลิตอริสอย่างจงใจ
แพรไหมสะดุ้งโหยง มือกำผ้าปูที่นอนแน่น “อ๊ะ…!”
คีตะดูดปุ่มความรู้สึกเข้าไปในปาก ลิ้นหมุนเป็นวงกลมช้า ๆ แล้วเร็วขึ้น มือทั้งสองข้างจับต้นขาเธอไว้แน่นไม่ให้หนี
เสียงเลียดังชัดเจนในห้องเงียบ น้ำลายของเขาผสมกับน้ำหล่อลื่นของเธอทำให้ทุกอย่างเปียกชุ่ม
แพรไหมเงยคอ หลังโก่ง ขาเริ่มสั่น “คีตะ…ช้า…ช้าหน่อย…”
เขาไม่ฟัง กลับเพิ่มแรงดูดและใช้ปลายลิ้นกระแทกเบา ๆ ที่จุดนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
มือข้างหนึ่งของเขาสอดนิ้วชี้และนิ้วกลางเข้าไปในช่องทางรักที่ร้อนและเปียก ขยับเข้าออกพร้อมจังหวะการเลีย
แพรไหมครางเสียงหลง ร่างกายเกร็งขึ้นเรื่อย ๆ นิ้วเท้ากำแน่น ต้นขาสั่นเทา
“จะ…จะไปแล้ว…คีตะ…!”
ลิ้นของเขาวกเร็วขึ้น นิ้วงอขึ้นด้านในถูกจุดอ่อนไหว
ร่างของแพรไหมเกร็งแข็งทั้งหมดในชั่วพริบตา หลังโก่งสูงจากเตียง ช่องทางรักบีบรัดนิ้วของเขาแน่น น้ำหล่อลื่นพุ่งออกมาเปียกปากและคางของคีตะ เธอร้องครางยาวขณะที่คลื่นออแกซึมซัดผ่านร่าง
คีตะยังไม่หยุดเลียต่ออีกหลายครั้งจนเธอตัวอ่อนปวกเปียก หายใจหอบไม่เป็นจังหวะ
แล้วเขาจึงลุกขึ้น ถอดเสื้อผ้าตัวเองอย่างรวดเร็ว ท่อนเอ็นแข็งตึงจนแทบทนไม่ไหว
เขากดตัวลงบนร่างของเธอ จูบปากอย่างหิวกระหาย ลิ้นดุนเข้าไปให้เธอได้ลิ้มรสตัวเอง
จากนั้นจัดท่า ยกขาข้างหนึ่งของเธอพาดบนไหล่ แล้วดันท่อนเอ็นเข้าไปอย่างช้า ๆ แต่ลึก
“อื้มมม…” แพรไหมครางเมื่อถูกเติมเต็มอีกครั้ง
คีตะเริ่มเคลื่อนไหว ช้าในตอนแรก แล้วค่อย ๆ เร็วและแรงขึ้น เสียงเสียดสีของผิวหนังดังจ๊วบ ๆ ทุกครั้งที่เขากระแทกเข้าสุด
“ดูสิ” เขาพูดเสียงแหบ ขณะจ้องลงไปที่จุดที่เชื่อมต่อกัน “เธอเปียกขนาดนี้เพราะฉัน”
แพรไหมพยายามจะตอบ แต่คำพูดกลายเป็นเสียงครางเมื่อเขาเปลี่ยนมุมกระแทกให้โดนจุดอ่อนไหวทุกครั้ง
มือของคีตะบีบเนินอกของเธอ นิ้วบิดหัวนมเบา ๆ ขณะที่สะโพกยังคงกระแทกไม่หยุด
แพรไหมข่วนหลังเขาเป็นรอยแดงอีกครั้ง ขาพันรอบเอวเขาแน่น “แรงกว่านี้…อย่าหยุด”
คีตะทำตาม คำพูดนั้นเหมือนจุดไฟให้เขา เขาพลิกตัวเธอให้นอนคว่ำ ดึงสะโพกขึ้น แล้วกระแทกจากด้านหลังอย่างรุนแรง
เสียงตบของเนื้อหนังดังชัด แพรไหมฝังหน้าลงในหมอนเพื่อกลั้นเสียง แต่คีตะดึงผมของเธอขึ้นเบา ๆ
“อย่ากลั้น” เขาสั่ง “ฉันอยากได้ยิน”
เธอครางดังขึ้นตามคำสั่ง ร่างกายถูกกระแทกจนเตียงโยก
ไม่นานนักคลื่นลูกที่สองก็เริ่มก่อตัว แพรไหมตัวสั่น “อีกแล้ว…คีตะ…ฉัน…”
เขาเร่งจังหวะ มือยื่นไปวนที่คลิตอริสพร้อมกัน
แพรไหมถึงจุดสุดยอดอีกครั้ง ร่างเกร็ง หีบีบรัดเขาแน่นจนคีตะทนไม่ไหว เขาดึงออกมาในวินาทีสุดท้าย แล้วพุ่งน้ำอสุจิลงบนหลังและสะโพกของเธอเป็นสายขาวขุ่น
ร่างกายที่เคยแข่งขันกันจึงเหลือเพียงอ้อมกอดซึ่งแนบชิดอยู่ท่ามกลางความเงียบ
ลมหายใจของทั้งคู่ค่อย ๆ กลับมาเป็นปกติ
แพรไหมคาดว่าคีตะจะลุกกลับห้องเหมือนความสัมพันธ์ชั่วคราวที่ควรจะเป็น แต่เขากลับดึงผ้าห่มขึ้นคลุมให้ ก่อนรั้งเธอเข้ามากอดจากด้านหลัง
“นายไม่กลับห้องหรือไง”
“เหนื่อย”
“ห้องนายอยู่ห่างแค่ไม่กี่ก้าว”
“อย่าพูดมาก”
คีตะซุกใบหน้าลงกับเส้นผมของเธอ แขนแข็งแรงยังคงโอบรอบเอวไว้แน่น
แพรไหมพลิกตัวกลับมาหา ภายใต้แสงสลัว ใบหน้าของเขาดูผ่อนคลายกว่าทุกครั้ง
“พรุ่งนี้เรายังต้องทำเป็นเกลียดกันอยู่หรือเปล่า”
คีตะลืมตาขึ้นเล็กน้อย “ใช่”
“ตอบเร็วดีนะ”
“นั่นคือข้อตกลง”
“กลางวันเป็นคู่แข่ง กลางคืนเป็นคู่นอน?”
“ประมาณนั้น”
แม้จะตอบอย่างเย็นชา แต่เขากลับกระชับอ้อมแขนแน่นกว่าเดิม เมื่อแพรไหมขยับเหมือนต้องการถอยห่าง มือใหญ่ก็รั้งเธอกลับมาจนใบหน้าแนบอยู่กับอกเขา
หญิงสาวฟังจังหวะหัวใจของคนปากแข็ง พลางยิ้มออกมาอย่างอ่อนล้า
“คีตะ”
“อะไร”
“ถ้านายกอดฉันแบบนี้บ่อย ๆ สักวันหนึ่งฉันอาจลืมว่าเราไม่ได้เป็นอะไรกัน”
ร่างกายของคีตะชะงักไปชั่วขณะ
เขาลืมตาขึ้นเต็มที่และก้มมองหญิงสาวในอ้อมแขน แต่แพรไหมหลับตาลงเสียแล้ว ลมหายใจสม่ำเสมอบ่งบอกว่าเธอไม่ได้รอคำตอบ
คีตะควรปล่อยเธอแล้วกลับไปนอนห้องของตัวเอง
ควรสร้างระยะห่าง ก่อนที่ข้อตกลงซึ่งตั้งใจให้ทุกอย่างเรียบง่ายจะกลายเป็นปัญหา
ทว่าแขนของเขากลับยังคงโอบร่างเธอเอาไว้
และในคืนนั้น คนที่ยืนยันว่าไม่ได้หึง ก็ไม่ยอมปล่อยผู้หญิงซึ่งไม่มีสถานะจากอ้อมกอดจนกระทั่งเช้า
หนึ่งปีต่อมาเสียงล้อกระเป๋าเดินทางดังไปตามพื้นอาคารผู้โดยสารขาเข้า แพรไหมก้าวออกมาจากประตูพร้อมเสื้อคลุมสีครีมพาดอยู่บนแขน เส้นผมยาวถูกรวบหลวม ๆ ขณะที่สายตากวาดมองผู้คนซึ่งยืนรออยู่บริเวณด้านหน้าเธอไม่ต้องใช้เวลาค้นหานานคีตะยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนในชุดสูทสีเข้ม มือหนึ่งถือช่อดอกไม้ อีกมือถือป้ายกระดาษซึ่งเขียนด้วยตัวอักษรขนาดใหญ่ว่ายินดีต้อนรับกลับบ้าน คุณอดีตคู่แข่งแพรไหมหลุดหัวเราะ ก่อนลากกระเป๋าเข้าไปหา“มุกเก่ามาก”“แต่เธอยิ้ม”“ฉันสงสารคนอุตส่าห์มายืนถือป้ายต่างหาก”คีตะวางป้ายลงและรับกระเป๋าเดินทางจากมือเธอ จากนั้นจึงยื่นช่อดอกไม้ให้“ยินดีต้อนรับกลับ”“ขอบคุณค่ะท่านประธาน”“ตอนนี้ฉันเป็นกรรมการผู้จัดการแล้ว”“บริษัทมีพนักงานกี่คน”“หกคน”แพรไหมพยักหน้าด้วยสีหน้าจริงจัง “ยิ่งใหญ่มากค่ะท่านกรรมการผู้จัดการ”คีตะหรี่ตามองคนชอบประชด ก่อนดึงร่างเธอเข้ามากอดโดยไม่สนใจผู้คนรอบข้างหนึ่งปีที่ต้องอยู่ห่างกันไม่ใช่เรื่องง่าย แม้ทั้งคู่จะวิดีโอคอลกันแทบทุกคืน แต่เวลาทำงานซึ่งแตกต่างและตารางชีวิตที่ยุ่งวุ่นวายก็ทำให้มีหลายวันที่ได้คุยกันเพียงไม่กี่นาทีแพรไหมฝึกงานกับบริษัทอีเวนต์ระดับเอ
“เหลือเวลาอีกสิบวัน”ตัวเลขบนปฏิทินกลางห้องสโมสรถูกวงด้วยปากกาสีแดง ขณะที่สมาชิกในทีมสิบกว่าคนนั่งล้อมโต๊ะประชุมด้วยสีหน้าเคร่งเครียดไฟล์แผนงานเดิมรั่วไหลไปถึงบริษัทคู่แข่ง แม้บริษัทดังกล่าวจะถูกตัดสิทธิ์จากการแข่งขันและอยู่ระหว่างถูกดำเนินคดี แต่แนวคิดสำคัญหลายส่วนได้ถูกส่งต่อให้บุคคลภายนอกแล้วหากทีมยังใช้แผนเดิมต่อไป ต่อให้ชนะการแข่งขันก็อาจถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นต้นฉบับ อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการถูกลอกเลียนแบบก่อนงานจริงจะเริ่มขึ้นทางเลือกเดียวคือทิ้งงานซึ่งทำมาตลอดหลายเดือนและเริ่มต้นใหม่ภายในสิบวันคีตะยืนอยู่หน้ากระดานพร้อมผ้าพันแผลรอบมือขวา บาดแผลทำให้เขาเขียนหนังสือไม่ถนัด แต่ยังคงเข้าร่วมประชุมตั้งแต่เช้าแพรไหมนั่งอยู่ข้างเขา สิทธิ์เข้าถึงระบบและตำแหน่งหัวหน้าร่วมถูกคืนกลับมาแล้ว ทว่าความรู้สึกของสมาชิกในทีมยังไม่กลับมาเป็นปกติทั้งหมดบางคนหลีกเลี่ยงการสบตาเธอเพราะรู้สึกผิดที่เคยเชื่อข่าว บางคนพยายามเข้ามาขอโทษ แต่ไม่รู้ควรเริ่มต้นอย่างไรแพรไหมวางแฟ้มลงบนโต๊ะ ก่อนมองสมาชิกทุกคน“ฉันรู้ว่าหลายคนคงไม่สบายใจ เรื่องที่เกิดขึ้นทำให้ทีมเสียเวลาและเกือบต้องยุติโครงการ”“มันไม่ใช
“ปล่อยเธอเดี๋ยวนี้”เสียงของคีตะดังสะท้อนทั่วอาคารกิจกรรมเก่าชายหนุ่มยืนอยู่กลางประตูซึ่งถูกกระแทกเปิด แสงจากภายนอกสาดผ่านร่างสูงเข้ามาภายในห้องโถง สายตาคมกวาดมองคนทั้งหมด ก่อนหยุดอยู่ที่แพรไหมซึ่งถูกชายสองคนขวางทางไว้ทันทีที่เห็นว่าเธอยังปลอดภัย ความหวาดกลัวในดวงตาของเขาก็ถูกแทนที่ด้วยความโกรธ“คีตะ นายไม่ควรมา” ธันวากล่าว“ฉันเคยให้โอกาสนายส่งตัวแพรไหมกลับไป แล้วค่อยเอาหลักฐานไปสู้กันตามกฎหมาย”คีตะก้าวเข้ามาช้า ๆ โดยยังรักษาระยะห่าง“แต่ทันทีที่นายขู่ครอบครัวเธอ ทุกอย่างก็จบ”ธันวาหัวเราะขื่น “พูดเหมือนแกเป็นพระเอก ทั้งที่ครอบครัวแกเป็นคนเริ่มทั้งหมด”“ถ้าพ่อฉันทำผิด นายควรเอาหลักฐานมาเปิดโปงเขา ไม่ใช่ทำร้ายคนบริสุทธิ์”“คนอย่างพ่อแกไม่เคยได้รับโทษหรอก ถ้าไม่มีใครลากแกลงมาจากที่สูงเสียก่อน”“แล้วแพรไหมเกี่ยวอะไรด้วย”“เพราะเธอเป็นจุดอ่อนของแก”แพรไหมเห็นมือของคีตะกำแน่นอยู่ข้างลำตัว แต่เขายังไม่พุ่งเข้าไปอย่างไร้สติ เพราะชายร่างใหญ่สองคนยืนขวางอยู่ และไม่มีใครรู้ว่าพวกนั้นพกอาวุธหรือไม่คีตะมองเธอเพียงครู่หนึ่ง สายตานั้นคล้ายกำลังถามว่าได้รับบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่าแพรไหมส่ายหน้าเ
แพรไหมมองข้อความบนหน้าจอซ้ำแล้วซ้ำเล่าถ้ายังอยากให้แม่ปลอดภัย ถอนตัวจากทุกอย่าง และอย่าบอกคีตะภาพมารดาซึ่งนอนหลับอยู่บนเตียงโรงพยาบาลถูกถ่ายในระยะใกล้จนเห็นหมายเลขห้องและสายน้ำเกลืออย่างชัดเจน ผู้ส่งภาพต้องอยู่ภายในห้องหรืออย่างน้อยก็ยืนอยู่หน้าประตูในช่วงเวลาไม่นานมานี้เธอรีบเปิดดูรายละเอียดของไฟล์ ภาพถูกถ่ายตอนเกือบตีสอง ซึ่งเป็นช่วงที่เธอยังอยู่ในอ้อมแขนของคีตะคนร้ายไม่ได้เพียงขู่มันกำลังเฝ้าดูมารดาของเธออยู่จริง ๆแพรไหมหันไปมองชายหนุ่มซึ่งยังหลับอยู่ข้างกาย ใบหน้าของเขาในยามหลับดูอ่อนโยนกว่าปกติ แขนยังคงพาดอยู่บนเอวเธอเหมือนกลัวว่าหากปล่อยมือ เธอจะหายไปอีกครั้งเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อน คีตะเพิ่งให้คำสัญญาว่าจะไม่ปล่อยให้เธอเผชิญปัญหาตามลำพังแต่ข้อความตรงหน้ากำลังบังคับให้แพรไหมต้องปิดบังเขาหญิงสาวค่อย ๆ ยกแขนของเขาออกจากตัว ก่อนเดินเข้าไปในห้องน้ำและล็อกประตู เธอพยายามโทรกลับหมายเลขดังกล่าว แต่ระบบแจ้งว่าไม่สามารถติดต่อได้ไม่นานก็มีข้อความใหม่ส่งเข้ามาพรุ่งนี้ สิบโมง ลานจอดรถด้านหลังห้างร้าง มาคนเดียวถ้าแจ้งตำรวจหรือบอกคีตะ เธอคงรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นแพรไหมกำโทรศัพท์แน่นเ
“นายไม่ได้เชื่อฉัน นายแค่เพิ่งหาหลักฐานมายืนยันได้ว่าฉันไม่ผิด หากไม่มีหลักฐานนั้น นายก็คงเลือกเชื่อว่าฉันขายนายอยู่ดี”คำพูดของแพรไหมยังคงดังวนอยู่ในความคิด แม้คีตะจะกลับออกมาจากโรงพยาบาลนานหลายชั่วโมงแล้วเขานั่งอยู่ตามลำพังในห้องสโมสร ท่ามกลางความมืดและแสงจากหน้าจอโน้ตบุ๊กเพียงดวงเดียว เอกสารการโอนเงิน ประวัติเข้าใช้ระบบ และภาพจากกล้องวงจรปิดถูกเปิดเรียงอยู่ตรงหน้าแพรไหมพูดถูกเขาไม่เคยมองเธอเป็นคนเห็นแก่เงิน แต่เมื่อหลักฐานทุกชิ้นชี้ไปทางเดียวกัน เขากลับปล่อยให้ความสงสัยมีน้ำหนักมากกว่าความไว้ใจคำว่าเชื่อใจควรมีความหมายในเวลาที่ทุกอย่างดูไม่น่าเชื่อถือที่สุด ไม่ใช่หลังจากพบหลักฐานยืนยันความบริสุทธิ์แล้วคีตะหลับตาและยกมือกดหว่างคิ้ว ก่อนเสียงแจ้งเตือนจากระบบติดตามรายการทางการเงินจะดังขึ้นฝ่ายบัญชีของโรงแรมช่วยตรวจสอบบริษัทต้นทางซึ่งโอนเงินห้าแสนบาทเข้าบัญชีแพรไหม บริษัทนั้นจดทะเบียนดำเนินธุรกิจด้านที่ปรึกษาการตลาด แต่ไม่มีสำนักงานจริง ใช้ที่อยู่เดียวกับบริษัทอีกสามแห่ง และเพิ่งเปิดบัญชีก่อนเกิดเหตุไม่ถึงสองเดือนกรรมการผู้มีอำนาจเพียงคนเดียวเป็นหญิงวัยหกสิบกว่าปีซึ่งไม่มีประวัต
เสียงโทรศัพท์ปลุกแพรไหมขึ้นมาในช่วงเช้าหญิงสาวลืมตาขึ้นท่ามกลางห้องพักแคบ ๆ ที่ยังไม่คุ้นเคย กล่องสัมภาระวางเรียงอยู่ข้างผนัง เสื้อผ้าบางส่วนยังคงค้างอยู่ในกระเป๋าเดินทาง เพราะเมื่อคืนเธอไม่มีแรงมากพอจะจัดอะไรต่อความทรงจำเกี่ยวกับคีตะไหลกลับเข้ามาในความคิด ตั้งแต่บทสนทนาหน้าโต๊ะอาหารไปจนถึงคืนสุดท้ายภายในห้องนอนของเขาแพรไหมหลับตาลงและพยายามไล่ภาพเหล่านั้นออกไป ก่อนคว้าโทรศัพท์ขึ้นมารับสาย“สวัสดีค่ะ”“คุณแพรพิไลใช่ไหมคะ ดิฉันโทรมาจากสำนักงานคณะกรรมการโครงการ UniVision Asia Challenge ขอให้คุณเข้าพบคณะกรรมการภายในเก้าโมงเช้าวันนี้ค่ะ”น้ำเสียงเป็นทางการทำให้เธอลุกขึ้นนั่ง“เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าคะ”“เกี่ยวกับการรั่วไหลของข้อมูลโครงการค่ะ รายละเอียดทั้งหมดจะแจ้งให้ทราบเมื่อคุณมาถึง”สายถูกตัดไปหลังจากนั้นไม่นานแพรไหมมองหน้าจอด้วยความสับสน ก่อนพบข้อความจำนวนมากจากสมาชิกในทีม บางคนถามว่าเธออยู่ที่ไหน ขณะที่บางคนส่งภาพหลักฐานการส่งไฟล์ซึ่งกำลังถูกแชร์อยู่ในกลุ่มปิดของสโมสรทุกภาพมีชื่อบัญชีของเธอปรากฏอยู่หัวใจของหญิงสาวเต้นแรง เธอรีบลุกไปเปิดโน้ตบุ๊ก แต่กลับพบว่าบัญชีอีเมลของตนเองถูกออก
![พิศวาสรักลูกหนี้ [ซีรีส์ พิศวาสรัก 1/4]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)






