Home / โรแมนติก / สถานะลับ...ฉบับคู่อริ / บทที่ 6 ความลับใต้รอยยิ้ม

Share

บทที่ 6 ความลับใต้รอยยิ้ม

Author: Ladyporn
last update publish date: 2026-10-21 12:01:35

“สไลด์ถัดไปเป็นผลสำรวจความสนใจของนักศึกษาจำนวนหนึ่งพันสองร้อยคนค่ะ”

แพรไหมกดรีโมตเปลี่ยนภาพบนจอ ก่อนหันกลับมาหาคณะกรรมการจำลองซึ่งประกอบด้วยสมาชิกในทีมและอาจารย์ที่ปรึกษา

“จากข้อมูลจะเห็นว่า นักศึกษาร้อยละเจ็ดสิบแปดต้องการกิจกรรมที่มีส่วนร่วมมากกว่าการชมการแสดงเพียงอย่างเดียว เราจึงออกแบบพื้นที่...”

ภาพตรงหน้าไหววูบ

หญิงสาวหยุดพูดกลางประโยค แสงจากเครื่องฉายภาพพร่ามัวจนตัวหนังสือบนจอซ้อนทับกันไปหมด

เธอกะพริบตาแรง ๆ และพยายามพูดต่อ

“พื้นที่กิจกรรมให้ผู้ร่วมงานสามารถ…”

เสียงของตนเองดังห่างออกไปราวกับลอยมาจากปลายอุโมงค์

มือที่ถือรีโมตเย็นเฉียบ ขณะที่เสียงหัวใจเต้นดังก้องอยู่ในหู แพรไหมพยายามสูดลมหายใจ แต่ความรู้สึกหนักอึ้งกลับแผ่ไปทั่วร่าง

“แพรไหม?”

เสียงคีตะดังขึ้นจากหัวโต๊ะ

เธอหันไปทางเขา แต่ยังไม่ทันตอบ พื้นห้องประชุมก็พลิกกลับในสายตา

ร่างบอบบางทรุดลงอย่างกะทันหัน

คีตะลุกจากเก้าอี้และเข้าถึงตัวเธอก่อนศีรษะจะกระแทกพื้น เขารับร่างเธอไว้ในอ้อมแขน รีโมตหลุดจากมือกระเด็นไปอีกทาง

“แพรไหม ได้ยินฉันไหม”

หญิงสาวไม่มีปฏิกิริยา ใบหน้าซีดขาวและริมฝีปากแทบไม่มีสี

“พี่แพร!”

สมาชิกในทีมรีบล้อมเข้ามา แต่คีตะช้อนร่างเธอขึ้นทันที

“ธันวาโทรบอกห้องพยาบาล ปั้นเก็บของเธอแล้วตามมา”

เขาออกคำสั่งอย่างรวดเร็ว ก่อนอุ้มแพรไหมเดินออกจากห้องประชุมโดยไม่สนใจสายตาของนักศึกษาที่มองตามตลอดทาง

ระยะทางจากอาคารสโมสรไปถึงห้องพยาบาลไม่ได้ไกลนัก แต่สำหรับคีตะกลับยาวนานจนน่าหงุดหงิด

แพรไหมยังคงหลับตา ศีรษะซบอยู่กับแผงอกของเขาอย่างไร้เรี่ยวแรง แตกต่างจากผู้หญิงที่ชอบเชิดหน้าเถียงและปฏิเสธความช่วยเหลือจากทุกคนโดยสิ้นเชิง

“อย่าเป็นอะไรนะ”

คำพูดหลุดจากริมฝีปากเบาจนไม่มีใครได้ยิน

พยาบาลประจำมหาวิทยาลัยรีบรับตัวแพรไหมเข้าไปตรวจ คีตะถูกขอให้รออยู่ด้านนอก แต่เขากลับเดินวนไปมาหน้าห้องอย่างไม่สามารถนั่งนิ่งได้

ธันวากับปั้นตามมาถึงในเวลาต่อมา

“พี่แพรเป็นยังไงบ้างครับ” ปั้นถาม

“ยังไม่รู้”

“เมื่อเช้าผมเห็นพี่เขาดื่มแต่กาแฟ ไม่ได้กินข้าวอีกแล้วหรือเปล่า”

คีตะหันขวับ “อีกแล้วหมายความว่าอย่างไร”

ปั้นมีสีหน้าลังเล “ช่วงนี้พี่แพรแทบไม่ได้กินอะไรเลยครับ กลางวันก็เอาแต่รับงานตัดต่อ บางคืนยังส่งไฟล์ในกลุ่มตอนตีสี่ ผมคิดว่าพี่เขาคงทำงานหนักไปหน่อย”

คำตอบนั้นทำให้สีหน้าคีตะยิ่งเคร่งเครียด

เขารู้ว่าแพรไหมกลับดึกและรับงานพิเศษหลายอย่าง แต่ไม่คิดว่าเธอจะแทบไม่ยอมนอน

ประตูห้องพยาบาลเปิดออกหลังจากผ่านไปราวยี่สิบนาที พยาบาลแจ้งว่าแพรไหมฟื้นแล้ว อาการเกิดจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ ระดับน้ำตาลต่ำ และรับประทานอาหารน้อยเกินไป

“ช่วงนี้ควรพักผ่อนให้ได้อย่างน้อยหกถึงแปดชั่วโมงนะคะ งดกาแฟสักระยะและต้องกินอาหารให้ครบมื้อ ถ้ายังหน้ามืดหรือหมดสติอีก ควรไปตรวจที่โรงพยาบาลค่ะ”

คีตะพยักหน้ารับราวกับคำแนะนำนั้นกำลังกล่าวกับตนเอง

เมื่อเดินเข้าไปในห้อง เขาพบแพรไหมนอนอยู่บนเตียงโดยมีผ้าห่มคลุมถึงเอว ใบหน้าของเธอยังซีดอยู่ แต่ทันทีที่เห็นเขาก็พยายามยันตัวลุกขึ้น

“การประชุมล่ะ”

“ยกเลิกแล้ว”

“ยกเลิกทำไม เราเหลือเวลาอีกไม่กี่วันนะ”

“เพราะหัวหน้าทีมหมดสติกลางห้อง”

“ฉันแค่หน้ามืด ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว”

เธอทำท่าจะลงจากเตียง คีตะกลับวางมือบนไหล่และกดให้นอนลงตามเดิม

“อยู่นิ่ง ๆ”

“คีตะ ฉันยังมีงาน...”

“งานไม่หนีไปไหน แต่ถ้าเธอยังฝืนแบบนี้ คนที่อาจหายไปคือเธอ”

น้ำเสียงแข็งกร้าวทำให้แพรไหมนิ่งลง เธอไม่คุ้นเคยกับการเห็นความกังวลชัดเจนในดวงตาของเขา

คีตะวางกล่องน้ำผลไม้ลงบนโต๊ะข้างเตียง

“ดื่มให้หมด”

“ฉันไม่ใช่เด็ก”

“ถ้าไม่อยากถูกปฏิบัติเหมือนเด็ก ก็หยุดทำตัวเหมือนคนดูแลตัวเองไม่ได้”

แพรไหมหยิบกล่องน้ำผลไม้ขึ้นมาอย่างไม่พอใจ แต่ยอมดื่มตามคำสั่ง

คีตะนั่งลงบนเก้าอี้ข้างเตียง ก่อนเปิดแท็บเล็ตและเริ่มแก้ไขตารางงาน

“ฉันจะตัดงานของเธอออกครึ่งหนึ่ง งานติดต่อสื่อให้มินตรารับช่วงต่อ ส่วนตัดต่อวิดีโอให้ฝ่ายโปรดักชันทำ”

“ไม่ได้ ฉันออกแบบภาพรวมเอาไว้ คนอื่นอาจไม่เข้าใจ”

“เธอส่งคู่มือให้พวกเขา”

“แล้วฉันจะทำอะไร”

“พัก”

“พูดง่ายดีนี่”

“ตั้งแต่คืนนี้ เธอต้องหยุดงานกลางคืนชั่วคราว”

หญิงสาววางกล่องน้ำผลไม้ลงทันที “นายไม่มีสิทธิ์สั่ง”

“ฉันมีสิทธิ์ในฐานะหัวหน้าร่วม ถ้าสุขภาพของเธอกระทบงานทั้งทีม”

“สุขภาพฉันไม่ได้กระทบใคร”

“เมื่อกี้ทุกคนต้องยกเลิกการประชุมเพราะเธอหมดสติ นั่นเรียกว่าไม่กระทบหรือไง”

คำพูดตรงไปตรงมาทำให้แพรไหมเงียบ แต่แววตายังแข็งกร้าว

“ฉันเลิกทำงานไม่ได้”

“ทำไม”

“เพราะฉันต้องใช้เงิน”

“ค่าผ่าตัด?”

เธอชะงักเมื่อรู้ว่าเขายังไม่ลืมเรื่องที่ได้ยิน

“ฉันบอกแล้วว่ามันไม่เกี่ยวกับนาย”

“แต่ตอนนี้มันทำให้เธอหมดสติกลางห้องประชุม”

“ฉันรับผิดชอบตัวเองได้”

“สิ่งที่เธอกำลังทำไม่เรียกว่ารับผิดชอบ เรียกว่าทำร้ายตัวเอง”

แพรไหมหันหน้าหนีไปทางหน้าต่าง ไม่ต้องการให้เขาเห็นว่าคำพูดนั้นแทงถูกจุดเพียงใด

เธอไม่ได้อยากฝืนร่างกาย ไม่ได้อยากใช้ชีวิตด้วยกาแฟแทนอาหาร หรือทำงานจนแทบไม่ได้นอน แต่เมื่อคิดถึงเวลาที่กำลังหมดลง เธอก็ไม่เห็นทางเลือกอื่น

“ฉันยอมเหนื่อยตอนนี้ ดีกว่าเสียใจทีหลังเพราะหาเงินไม่ทัน”

คีตะมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงอ่อนลง

“ใครต้องผ่าตัด”

แพรไหมเม้มริมฝีปาก แต่ไม่ยอมตอบ

หลังพักอยู่ในห้องพยาบาลเกือบหนึ่งชั่วโมง เธอก็ขอกลับไปเรียนต่อ คีตะไม่อนุญาตและพากลับบ้านทันที

เขาสั่งอาหารมาเต็มโต๊ะ บังคับให้เธอกินจนหมด ก่อนยึดโน้ตบุ๊กไว้และสั่งให้ขึ้นไปนอน

แพรไหมประท้วงอยู่พักใหญ่ แต่ความอ่อนเพลียทำให้เธอหลับทันทีที่ศีรษะสัมผัสหมอน

คีตะนั่งทำงานอยู่ชั้นล่าง พลางเหลือบมองบันไดเป็นระยะ เขารู้ว่าตนเองกำลังก้าวล้ำเส้นที่พวกเขาร่วมกันขีดไว้ แต่ภาพร่างไร้สติในอ้อมแขนยังคงติดอยู่ในความคิดจนไม่สามารถทำเป็นไม่สนใจได้

บ่ายวันถัดมา แพรไหมออกจากมหาวิทยาลัยเร็วกว่าปกติ เธอบอกสมาชิกในทีมว่าจะไปพบลูกค้า แต่กลับเรียกรถไปยังโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง

คีตะเห็นเธอเดินออกไปพร้อมแฟ้มเอกสารทางการแพทย์ จึงตัดสินใจตามไปโดยไม่บอก

เขารู้ว่าการกระทำนี้ผิดกฎข้อสองอย่างชัดเจน ทว่าเมื่อเรื่องนั้นเกี่ยวข้องกับสาเหตุที่เธอทำร้ายสุขภาพตัวเอง เขาก็ไม่คิดสนใจกฎอีกต่อไป

แพรไหมขึ้นลิฟต์ไปยังแผนกโรคหัวใจ ก่อนเข้าไปในห้องพักผู้ป่วยห้องหนึ่ง

คีตะยืนลังเลอยู่ตรงทางเดิน ไม่แน่ใจว่าควรตามเข้าไปหรือกลับไปเสียตอนนี้

“มาหาใครหรือจ๊ะ”

เสียงอ่อนโยนดังมาจากด้านข้าง หญิงวัยกลางคนซึ่งสวมชุดผู้ป่วยกำลังนั่งอยู่บนรถเข็น พยาบาลเพิ่งพาออกมาจากห้องตรวจ

คีตะมองหมายเลขห้องบนสายรัดข้อมือของเธอ ซึ่งตรงกับห้องที่แพรไหมเพิ่งเดินเข้าไป

“ผมมาหาแพรไหมครับ”

ใบหน้าของหญิงคนนั้นสว่างขึ้นทันที “เพื่อนแพรเหรอ”

“ครับ”

“เข้ามาก่อนสิจ๊ะ แพรเอาเอกสารไปส่งให้พยาบาล เดี๋ยวก็คงกลับมา”

เมื่ออยู่ตามลำพังในห้อง ผู้ป่วยมองคีตะด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน

“หนูคือคีตะใช่ไหม”

ชายหนุ่มชะงัก “คุณแม่รู้จักผมด้วยหรือครับ”

คำเรียกนั้นทำให้เธอยิ้มกว้างขึ้น “แพรเคยเล่าให้ฟังบ้าง บอกว่ามีประธานสโมสรจอมเผด็จการ ชอบขัดทุกความคิดของเธอ”

“ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องดีเท่าไรนะครับ”

“แต่เวลาพูดถึงหนู แพรยิ้มตลอดเลย”

คีตะนิ่งไปเล็กน้อย

หญิงวัยกลางคนมองเขาอย่างพิจารณา ก่อนถามด้วยน้ำเสียงเป็นกันเอง

“เป็นแฟนแพรหรือจ๊ะ”

“ผม…”

เขายังไม่ทันตอบ ประตูห้องก็เปิดออก

แพรไหมเดินเข้ามาพร้อมเอกสารในมือ เมื่อเห็นคีตะยืนอยู่ข้างเตียง สีหน้าของเธอก็เปลี่ยนไปทันที

“นายมาที่นี่ได้ยังไง”

“ผมขอตัวก่อนนะครับ” พยาบาลกล่าวแล้วเดินออกจากห้อง ทิ้งความเงียบเอาไว้ให้คนทั้งสาม

มารดาของแพรไหมยิ้ม “คีตะมารอหนูน่ะลูก”

“เขาไม่ได้…”

หญิงสาวกำลังจะปฏิเสธ แต่เมื่อเห็นแววตาเปี่ยมความหวังของมารดาก็เปลี่ยนคำพูด

“เขามาส่งงานแถวนี้ค่ะ เลยแวะมา”

“ไหนบอกว่าไม่ได้มีอะไรกันไง แม่ถามว่าคีตะเป็นแฟนหรือเปล่า เขายังไม่ทันปฏิเสธเลย”

“แม่คะ”

คีตะเห็นใบหน้าของแพรไหมแดงขึ้น จึงยกมือไหว้ผู้สูงวัยเพื่อเปลี่ยนเรื่อง

“อาการวันนี้เป็นอย่างไรบ้างครับ”

“ก็ดีขึ้นจ้ะ เหลือแค่รอวันผ่าตัด แต่ค่ามัดจำแพงเหลือเกิน แม่บอกให้แพรเลื่อนออกไปก่อน เธอก็ไม่ยอม”

“แม่ไม่ต้องห่วงเรื่องเงินนะคะ แพรหาได้”

“หาอย่างไรล่ะลูก เหลือเวลาแค่สองอาทิตย์ เงินตั้งห้าแสน”

คำพูดนั้นทำให้คีตะเข้าใจทุกอย่าง

เหตุใดแพรไหมจึงต้องทำงานจนดึก เหตุใดเธอจึงยอมกลับไปยังเลานจ์ทั้งที่ไม่ปลอดภัย และเหตุใดการแข่งขันซึ่งมีเงินรางวัลหนึ่งล้านบาทจึงสำคัญต่อเธอมากกว่าทุกคน

“หนูคีตะ” มารดาของแพรไหมเอ่ยขึ้น “ถ้าหนูเป็นเพื่อนสนิทกับแพร ฝากช่วยดูแลเธอหน่อยได้ไหมจ๊ะ ลูกสาวแม่ชอบทำเป็นเก่ง ไม่ยอมบอกใครว่าเหนื่อย ทั้งที่รับทุกอย่างไว้คนเดียวมาตลอด”

แพรไหมรีบพูดแทรก “แม่คะ เขาไม่ได้ต้อง...”

“ได้ครับ”

คำตอบของคีตะทำให้เธอหันขวับมามอง

“ผมจะดูแลเธอเองครับ”

น้ำเสียงจริงจังนั้นทำให้แพรไหมไม่สามารถพูดอะไรต่อได้

ระหว่างทางกลับบ้าน บรรยากาศภายในรถเงียบและตึงเครียด คีตะเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน

“ฉันออกค่ามัดจำให้ได้”

“ไม่”

เธอปฏิเสธทันทีโดยไม่ต้องคิด

“ถือว่าให้ยืมก็ได้ ไม่ต้องมีดอกเบี้ย เธอค่อยคืนเมื่อพร้อม”

“ฉันบอกว่าไม่”

“นี่ไม่ใช่เวลารักษาศักดิ์ศรี”

“สำหรับนาย เงินห้าแสนอาจเป็นแค่ตัวเลข แต่สำหรับฉันมันคือหนี้ก้อนใหญ่ที่ไม่รู้จะใช้คืนหมดเมื่อไร”

“ฉันไม่ได้เร่งให้คืน”

“นั่นยิ่งแย่กว่าเดิม”

คีตะเหลือบมองเธอ “แย่ตรงไหน”

“เพราะเรามีความสัมพันธ์กันอยู่” แพรไหมกำสายกระเป๋าแน่น “ฉันไม่อยากให้มันกลายเป็นการซื้อขาย ไม่อยากให้วันหนึ่งนายมองว่าฉันนอนกับนายเพราะหวังเงิน”

“ฉันไม่มีวันคิดแบบนั้น”

“ตอนนี้นายอาจไม่คิด แต่ฉันไม่ต้องการให้มีโอกาสเกิดขึ้น”

คีตะจอดรถข้างทางแล้วหันมามองเธอเต็มตัว

“แพรไหม ฉันแค่อยากช่วย”

“แต่ฉันไม่ได้ต้องการความสงสาร”

“ฉันไม่เคยสงสารเธอ”

“งั้นก็ปล่อยให้ฉันจัดการเอง”

ทั้งคู่จ้องหน้ากันอยู่ครู่ใหญ่ สุดท้ายคีตะเป็นฝ่ายถอนหายใจและขับรถต่อ

เมื่อกลับถึงบ้าน เขาวางแฟ้มงานชุดหนึ่งลงตรงหน้าเธอ

“โรงแรมในเครือกำลังจะเปิดตัวแคมเปญออนไลน์สำหรับกลุ่มลูกค้าวัยมหาวิทยาลัย ต้องการฟรีแลนซ์ดูแลคอนเทนต์สามเดือน”

แพรไหมเปิดดูรายละเอียด ค่าจ้างสูงพอให้เธอจ่ายค่ามัดจำได้เกือบทั้งหมด

“นี่งานของครอบครัวนาย”

“เป็นงานจริง ค่าจ้างตามราคาตลาด ฉันไม่ได้ให้เงินฟรี”

“แล้วทำไมต้องเป็นฉัน”

“เพราะเธอมีผลงานตรงกับสิ่งที่เขาต้องการ”

“ใครเป็นคนเลือก”

คีตะนิ่งไปเพียงเสี้ยววินาที แต่เพียงพอให้แพรไหมรู้คำตอบ

“นายใช่ไหม”

“ฉันแค่เสนอชื่อ ส่วนฝ่ายการตลาดจะเป็นคนพิจารณา”

เธอปิดแฟ้มทันที “ฉันไม่รับ”

“ทำไมอีก”

“เพราะไม่ว่ามองอย่างไร งานนี้ก็มาจากนาย”

“เธอกำลังปฏิเสธโอกาสเพราะทิฐิ”

“และนายกำลังพยายามควบคุมชีวิตฉันโดยเรียกมันว่าความหวังดี”

“ถ้าเธอมีทางเลือกที่ดีกว่านี้ ฉันจะไม่ยุ่งเลย!”

“ฉันกำลังหาอยู่!”

แพรไหมหยิบแฟ้มขึ้นมาคืนใส่มือเขา ก่อนเดินขึ้นชั้นสองและปิดประตูห้องดังลั่น

ทั้งสองไม่รู้เลยว่า ในเวลาเดียวกัน ภายในห้องสโมสร ธันวากำลังเสียบอุปกรณ์ขนาดเล็กเข้ากับแท็บเล็ตส่วนกลาง

โปรแกรมคัดลอกข้อมูลถูกติดตั้งอย่างเงียบเชียบ ไฟล์ทุกอย่างซึ่งถูกเปิดผ่านอุปกรณ์เครื่องนั้นจะถูกส่งไปยังบัญชีของเขาโดยอัตโนมัติ

ธันวาเปิดดูข้อมูลที่คัดลอกมา ทั้งรายชื่อสปอนเซอร์ แผนงบประมาณ และตารางดำเนินโครงการ

กระทั่งพบโฟลเดอร์ภาพจากกล้องวงจรปิดบริเวณอาคารจอดรถ

ในภาพหนึ่ง แพรไหมลงจากรถของคีตะในซอยหลังมหาวิทยาลัย ส่วนอีกภาพแสดงให้เห็นทั้งคู่กลับออกไปด้วยรถคันเดียวกันในช่วงดึก

ธันวาซูมภาพทะเบียนรถ ก่อนค้นหาที่อยู่ซึ่งเชื่อมโยงกับสัญญาเช่า

ผลการค้นหาแสดงชื่อผู้เช่าสองคน

คีตภัทร วัฒนเมธากุล

แพรพิไล อัครภักดี

มุมปากของเขายกขึ้นช้า ๆ

“ที่แท้ก็มีความลับร่วมกันจริง ๆ”

คืนนั้นคีตะกลับบ้านเกือบเที่ยงคืน หลังไปพบฝ่ายการตลาดเพื่อปรับเงื่อนไขงานให้แพรไหมสามารถสมัครโดยไม่ต้องอ้างชื่อเขา

ไฟชั้นล่างยังเปิดอยู่ แต่ภายในบ้านกลับเงียบผิดปกติ

“แพรไหม?”

ไม่มีเสียงตอบ

เขาพบโน้ตบุ๊กของเธอเปิดค้างอยู่บนโต๊ะ เอกสารกระจายเต็มพื้น ส่วนกาแฟหลายแก้วถูกดื่มจนหมด

ประตูห้องน้ำเปิดแง้มไว้

คีตะเดินเข้าไปและหัวใจก็แทบหยุดเต้น

แพรไหมนอนหมดสติอยู่บนพื้นข้างอ่างล้างหน้า โทรศัพท์ยังคงแสดงหน้าจองานตัดต่อซึ่งถูกส่งเข้ามาเมื่อเกือบสองวันก่อน

“แพรไหม!”

เขาทรุดตัวลงข้างร่างเธอ ตรวจดูลมหายใจก่อนแตะใบหน้าเย็นเฉียบด้วยมือสั่นเทา

“ได้ยินฉันไหม ลืมตาสิ”

หญิงสาวไม่มีปฏิกิริยา

ความกลัวแล่นเข้าจู่โจมรุนแรงกว่าตอนเห็นเธอล้มกลางห้องประชุม คีตะช้อนร่างบอบบางขึ้นจากพื้นและกอดไว้แน่น

“ทำไมต้องฝืนขนาดนี้”

น้ำเสียงของเขาสั่นไหวอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับใครมาก่อน

แพรไหมขยับเล็กน้อยในอ้อมแขน แต่ยังไม่ลืมตา

คีตะอุ้มเธอออกจากห้องน้ำ เตรียมพาไปโรงพยาบาล โดยไม่สนใจอีกแล้วว่าหากเธอฟื้นขึ้นมาจะโกรธ จะต่อว่า หรือจะยกกฎข้อสองขึ้นมาห้ามเขา

“ครั้งนี้เธอจะเกลียดฉันก็ได้”

เขาก้มมองใบหน้าซีดขาวของหญิงสาวในอ้อมแขน ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นทั้งที่หัวใจยังเต็มไปด้วยความหวาดกลัว

“แต่ฉันจะไม่ปล่อยให้เธอทำร้ายตัวเองอีกแล้ว”

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • สถานะลับ...ฉบับคู่อริ   บทที่ 15 จากคู่แข่งสู่คนข้างกาย NC

    หนึ่งปีต่อมาเสียงล้อกระเป๋าเดินทางดังไปตามพื้นอาคารผู้โดยสารขาเข้า แพรไหมก้าวออกมาจากประตูพร้อมเสื้อคลุมสีครีมพาดอยู่บนแขน เส้นผมยาวถูกรวบหลวม ๆ ขณะที่สายตากวาดมองผู้คนซึ่งยืนรออยู่บริเวณด้านหน้าเธอไม่ต้องใช้เวลาค้นหานานคีตะยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนในชุดสูทสีเข้ม มือหนึ่งถือช่อดอกไม้ อีกมือถือป้ายกระดาษซึ่งเขียนด้วยตัวอักษรขนาดใหญ่ว่ายินดีต้อนรับกลับบ้าน คุณอดีตคู่แข่งแพรไหมหลุดหัวเราะ ก่อนลากกระเป๋าเข้าไปหา“มุกเก่ามาก”“แต่เธอยิ้ม”“ฉันสงสารคนอุตส่าห์มายืนถือป้ายต่างหาก”คีตะวางป้ายลงและรับกระเป๋าเดินทางจากมือเธอ จากนั้นจึงยื่นช่อดอกไม้ให้“ยินดีต้อนรับกลับ”“ขอบคุณค่ะท่านประธาน”“ตอนนี้ฉันเป็นกรรมการผู้จัดการแล้ว”“บริษัทมีพนักงานกี่คน”“หกคน”แพรไหมพยักหน้าด้วยสีหน้าจริงจัง “ยิ่งใหญ่มากค่ะท่านกรรมการผู้จัดการ”คีตะหรี่ตามองคนชอบประชด ก่อนดึงร่างเธอเข้ามากอดโดยไม่สนใจผู้คนรอบข้างหนึ่งปีที่ต้องอยู่ห่างกันไม่ใช่เรื่องง่าย แม้ทั้งคู่จะวิดีโอคอลกันแทบทุกคืน แต่เวลาทำงานซึ่งแตกต่างและตารางชีวิตที่ยุ่งวุ่นวายก็ทำให้มีหลายวันที่ได้คุยกันเพียงไม่กี่นาทีแพรไหมฝึกงานกับบริษัทอีเวนต์ระดับเอ

  • สถานะลับ...ฉบับคู่อริ   บทที่ 14 ไม่ใช่เพราะสงสาร

    “เหลือเวลาอีกสิบวัน”ตัวเลขบนปฏิทินกลางห้องสโมสรถูกวงด้วยปากกาสีแดง ขณะที่สมาชิกในทีมสิบกว่าคนนั่งล้อมโต๊ะประชุมด้วยสีหน้าเคร่งเครียดไฟล์แผนงานเดิมรั่วไหลไปถึงบริษัทคู่แข่ง แม้บริษัทดังกล่าวจะถูกตัดสิทธิ์จากการแข่งขันและอยู่ระหว่างถูกดำเนินคดี แต่แนวคิดสำคัญหลายส่วนได้ถูกส่งต่อให้บุคคลภายนอกแล้วหากทีมยังใช้แผนเดิมต่อไป ต่อให้ชนะการแข่งขันก็อาจถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นต้นฉบับ อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการถูกลอกเลียนแบบก่อนงานจริงจะเริ่มขึ้นทางเลือกเดียวคือทิ้งงานซึ่งทำมาตลอดหลายเดือนและเริ่มต้นใหม่ภายในสิบวันคีตะยืนอยู่หน้ากระดานพร้อมผ้าพันแผลรอบมือขวา บาดแผลทำให้เขาเขียนหนังสือไม่ถนัด แต่ยังคงเข้าร่วมประชุมตั้งแต่เช้าแพรไหมนั่งอยู่ข้างเขา สิทธิ์เข้าถึงระบบและตำแหน่งหัวหน้าร่วมถูกคืนกลับมาแล้ว ทว่าความรู้สึกของสมาชิกในทีมยังไม่กลับมาเป็นปกติทั้งหมดบางคนหลีกเลี่ยงการสบตาเธอเพราะรู้สึกผิดที่เคยเชื่อข่าว บางคนพยายามเข้ามาขอโทษ แต่ไม่รู้ควรเริ่มต้นอย่างไรแพรไหมวางแฟ้มลงบนโต๊ะ ก่อนมองสมาชิกทุกคน“ฉันรู้ว่าหลายคนคงไม่สบายใจ เรื่องที่เกิดขึ้นทำให้ทีมเสียเวลาและเกือบต้องยุติโครงการ”“มันไม่ใช

  • สถานะลับ...ฉบับคู่อริ   บทที่ 13 หลังคืนที่เกือบสูญเสียกลับมาเป็นคืนเสียวแทน NC

    “ปล่อยเธอเดี๋ยวนี้”เสียงของคีตะดังสะท้อนทั่วอาคารกิจกรรมเก่าชายหนุ่มยืนอยู่กลางประตูซึ่งถูกกระแทกเปิด แสงจากภายนอกสาดผ่านร่างสูงเข้ามาภายในห้องโถง สายตาคมกวาดมองคนทั้งหมด ก่อนหยุดอยู่ที่แพรไหมซึ่งถูกชายสองคนขวางทางไว้ทันทีที่เห็นว่าเธอยังปลอดภัย ความหวาดกลัวในดวงตาของเขาก็ถูกแทนที่ด้วยความโกรธ“คีตะ นายไม่ควรมา” ธันวากล่าว“ฉันเคยให้โอกาสนายส่งตัวแพรไหมกลับไป แล้วค่อยเอาหลักฐานไปสู้กันตามกฎหมาย”คีตะก้าวเข้ามาช้า ๆ โดยยังรักษาระยะห่าง“แต่ทันทีที่นายขู่ครอบครัวเธอ ทุกอย่างก็จบ”ธันวาหัวเราะขื่น “พูดเหมือนแกเป็นพระเอก ทั้งที่ครอบครัวแกเป็นคนเริ่มทั้งหมด”“ถ้าพ่อฉันทำผิด นายควรเอาหลักฐานมาเปิดโปงเขา ไม่ใช่ทำร้ายคนบริสุทธิ์”“คนอย่างพ่อแกไม่เคยได้รับโทษหรอก ถ้าไม่มีใครลากแกลงมาจากที่สูงเสียก่อน”“แล้วแพรไหมเกี่ยวอะไรด้วย”“เพราะเธอเป็นจุดอ่อนของแก”แพรไหมเห็นมือของคีตะกำแน่นอยู่ข้างลำตัว แต่เขายังไม่พุ่งเข้าไปอย่างไร้สติ เพราะชายร่างใหญ่สองคนยืนขวางอยู่ และไม่มีใครรู้ว่าพวกนั้นพกอาวุธหรือไม่คีตะมองเธอเพียงครู่หนึ่ง สายตานั้นคล้ายกำลังถามว่าได้รับบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่าแพรไหมส่ายหน้าเ

  • สถานะลับ...ฉบับคู่อริ   บทที่ 12 เบื้องหลังเดิมพัน

    แพรไหมมองข้อความบนหน้าจอซ้ำแล้วซ้ำเล่าถ้ายังอยากให้แม่ปลอดภัย ถอนตัวจากทุกอย่าง และอย่าบอกคีตะภาพมารดาซึ่งนอนหลับอยู่บนเตียงโรงพยาบาลถูกถ่ายในระยะใกล้จนเห็นหมายเลขห้องและสายน้ำเกลืออย่างชัดเจน ผู้ส่งภาพต้องอยู่ภายในห้องหรืออย่างน้อยก็ยืนอยู่หน้าประตูในช่วงเวลาไม่นานมานี้เธอรีบเปิดดูรายละเอียดของไฟล์ ภาพถูกถ่ายตอนเกือบตีสอง ซึ่งเป็นช่วงที่เธอยังอยู่ในอ้อมแขนของคีตะคนร้ายไม่ได้เพียงขู่มันกำลังเฝ้าดูมารดาของเธออยู่จริง ๆแพรไหมหันไปมองชายหนุ่มซึ่งยังหลับอยู่ข้างกาย ใบหน้าของเขาในยามหลับดูอ่อนโยนกว่าปกติ แขนยังคงพาดอยู่บนเอวเธอเหมือนกลัวว่าหากปล่อยมือ เธอจะหายไปอีกครั้งเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อน คีตะเพิ่งให้คำสัญญาว่าจะไม่ปล่อยให้เธอเผชิญปัญหาตามลำพังแต่ข้อความตรงหน้ากำลังบังคับให้แพรไหมต้องปิดบังเขาหญิงสาวค่อย ๆ ยกแขนของเขาออกจากตัว ก่อนเดินเข้าไปในห้องน้ำและล็อกประตู เธอพยายามโทรกลับหมายเลขดังกล่าว แต่ระบบแจ้งว่าไม่สามารถติดต่อได้ไม่นานก็มีข้อความใหม่ส่งเข้ามาพรุ่งนี้ สิบโมง ลานจอดรถด้านหลังห้างร้าง มาคนเดียวถ้าแจ้งตำรวจหรือบอกคีตะ เธอคงรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นแพรไหมกำโทรศัพท์แน่นเ

  • สถานะลับ...ฉบับคู่อริ   บทที่ 11 ขย่มแล้วบอกว่าอย่าปล่อยฉันไว้คนเดียว NC

    “นายไม่ได้เชื่อฉัน นายแค่เพิ่งหาหลักฐานมายืนยันได้ว่าฉันไม่ผิด หากไม่มีหลักฐานนั้น นายก็คงเลือกเชื่อว่าฉันขายนายอยู่ดี”คำพูดของแพรไหมยังคงดังวนอยู่ในความคิด แม้คีตะจะกลับออกมาจากโรงพยาบาลนานหลายชั่วโมงแล้วเขานั่งอยู่ตามลำพังในห้องสโมสร ท่ามกลางความมืดและแสงจากหน้าจอโน้ตบุ๊กเพียงดวงเดียว เอกสารการโอนเงิน ประวัติเข้าใช้ระบบ และภาพจากกล้องวงจรปิดถูกเปิดเรียงอยู่ตรงหน้าแพรไหมพูดถูกเขาไม่เคยมองเธอเป็นคนเห็นแก่เงิน แต่เมื่อหลักฐานทุกชิ้นชี้ไปทางเดียวกัน เขากลับปล่อยให้ความสงสัยมีน้ำหนักมากกว่าความไว้ใจคำว่าเชื่อใจควรมีความหมายในเวลาที่ทุกอย่างดูไม่น่าเชื่อถือที่สุด ไม่ใช่หลังจากพบหลักฐานยืนยันความบริสุทธิ์แล้วคีตะหลับตาและยกมือกดหว่างคิ้ว ก่อนเสียงแจ้งเตือนจากระบบติดตามรายการทางการเงินจะดังขึ้นฝ่ายบัญชีของโรงแรมช่วยตรวจสอบบริษัทต้นทางซึ่งโอนเงินห้าแสนบาทเข้าบัญชีแพรไหม บริษัทนั้นจดทะเบียนดำเนินธุรกิจด้านที่ปรึกษาการตลาด แต่ไม่มีสำนักงานจริง ใช้ที่อยู่เดียวกับบริษัทอีกสามแห่ง และเพิ่งเปิดบัญชีก่อนเกิดเหตุไม่ถึงสองเดือนกรรมการผู้มีอำนาจเพียงคนเดียวเป็นหญิงวัยหกสิบกว่าปีซึ่งไม่มีประวัต

  • สถานะลับ...ฉบับคู่อริ   บทที่ 10 คนทรยศ

    เสียงโทรศัพท์ปลุกแพรไหมขึ้นมาในช่วงเช้าหญิงสาวลืมตาขึ้นท่ามกลางห้องพักแคบ ๆ ที่ยังไม่คุ้นเคย กล่องสัมภาระวางเรียงอยู่ข้างผนัง เสื้อผ้าบางส่วนยังคงค้างอยู่ในกระเป๋าเดินทาง เพราะเมื่อคืนเธอไม่มีแรงมากพอจะจัดอะไรต่อความทรงจำเกี่ยวกับคีตะไหลกลับเข้ามาในความคิด ตั้งแต่บทสนทนาหน้าโต๊ะอาหารไปจนถึงคืนสุดท้ายภายในห้องนอนของเขาแพรไหมหลับตาลงและพยายามไล่ภาพเหล่านั้นออกไป ก่อนคว้าโทรศัพท์ขึ้นมารับสาย“สวัสดีค่ะ”“คุณแพรพิไลใช่ไหมคะ ดิฉันโทรมาจากสำนักงานคณะกรรมการโครงการ UniVision Asia Challenge ขอให้คุณเข้าพบคณะกรรมการภายในเก้าโมงเช้าวันนี้ค่ะ”น้ำเสียงเป็นทางการทำให้เธอลุกขึ้นนั่ง“เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าคะ”“เกี่ยวกับการรั่วไหลของข้อมูลโครงการค่ะ รายละเอียดทั้งหมดจะแจ้งให้ทราบเมื่อคุณมาถึง”สายถูกตัดไปหลังจากนั้นไม่นานแพรไหมมองหน้าจอด้วยความสับสน ก่อนพบข้อความจำนวนมากจากสมาชิกในทีม บางคนถามว่าเธออยู่ที่ไหน ขณะที่บางคนส่งภาพหลักฐานการส่งไฟล์ซึ่งกำลังถูกแชร์อยู่ในกลุ่มปิดของสโมสรทุกภาพมีชื่อบัญชีของเธอปรากฏอยู่หัวใจของหญิงสาวเต้นแรง เธอรีบลุกไปเปิดโน้ตบุ๊ก แต่กลับพบว่าบัญชีอีเมลของตนเองถูกออก

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status