로그인
เสียงน้ำมันเดือดดังฉ่าเมื่อไข่ที่ตีจนฟูถูกเทลงในกระทะ กลิ่นหอมของไข่เจียวหมูสับลอยคลุ้งไปทั่วครัวขนาดเล็ก ปอยใช้ตะหลิวพลิกไข่ให้สุกเหลืองน่ากินอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะตักใส่จานสองใบที่วางรอไว้บนเคาน์เตอร์
จานหนึ่งของเธอ อีกจาน... ของภาระที่อยู่บ้านติดกัน
หญิงสาวในชุดกางเกงวอร์มสีเทาหลวมโพรกกับเสื้อยืดตัวใหญ่กว่าตัวสองไซส์ถอนหายใจยาว เธอยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ซึมตามไรผม เลื่อนสายตามองนาฬิกาแขวนผนัง
เจ็ดโมงสิบห้านาที
ถ้าเป็นคนอื่น ป่านนี้คงอาบน้ำแต่งตัวเสร็จและเตรียมนั่งกินข้าวเช้าอย่างสบายใจแล้ว แต่สำหรับคนที่มีเพื่อนสนิทชื่อ ‘โซ่’ ชีวิตไม่เคยง่ายดายแบบนั้น
ปอยคว้าพวงกุญแจที่วางอยู่บนโต๊ะกินข้าว มันไม่ใช่กุญแจบ้านเธอ แต่เป็นกุญแจบ้านหลังใหญ่ที่ตั้งอยู่ติดกัน รั้วปูนเตี้ยๆ ระหว่างสองบ้านไม่เคยเป็นอุปสรรค เพราะมีประตูเล็กๆ ที่ถูกเจาะทะลุไว้ตั้งแต่สมัยพวกเธอยังอยู่ประถม
เธอเดินข้ามฝั่งไปอย่างเคยชิน ไขกุญแจเข้าประตูหลังบ้านอย่างเงียบเชียบ ภายในบ้านของโซ่เงียบกริบและเย็นเฉียบ พ่อแม่ของเขาน่าจะบินไปดูงานที่ต่างประเทศตั้งแต่เมื่อคืน ทิ้งให้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนอยู่เฝ้าบ้านตามลำพังเหมือนทุกที
แต่ถึงจะอยู่ พ่อแม่ของโซ่ก็แทบไม่เคยมีเวลามาใส่ใจเรื่องหยุมหยิมอย่างการปลุกลูกไปเรียนอยู่แล้ว หน้าที่นั้นจึงตกเป็นของเธอโดยปริยาย
ปอยเดินขึ้นบันไดไปชั้นสอง ตรงไปยังประตูห้องนอนที่คุ้นเคย มือบางบิดลูกบิด เปิดเข้าไปโดยไม่ต้องเคาะ
ความเย็นจากเครื่องปรับอากาศปะทะใบหน้าทันที ผ้าม่านทึบแสงถูกรูดปิดสนิทจนห้องมืดสนิท บนพื้นไม้มีกางเกงยีนส์และเสื้อยืดสีดำกองระเกะระกะจากการถอดทิ้งแบบส่งๆ เมื่อคืน
เธอก้าวข้ามกองเสื้อผ้าพวกนั้น เดินตรงไปที่เตียงคิงไซส์กลางห้อง
บนนั้นมีร่างสูงใหญ่ของคนขี้เซานอนคว่ำหน้าซุกหมอนอยู่ ผ้าห่มร่นไปกองอยู่ที่เอว เผยให้เห็นแผ่นหลังกว้างและกล้ามเนื้อช่วงไหล่ที่ได้รูปจากการออกกำลังกายสม่ำเสมอ ผิวของเขาเป็นสีแทนสุขภาพดี ตัดกับผ้าปูที่นอนสีขาวจัด
"โซ่" ปอยเรียกเสียงห้วน ยืนค้ำอยู่ข้างเตียง
ไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียงเสียงลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ
"ไอ้โซ่ ตื่นได้แล้ว จะแปดโมงแล้วนะ" เธอยื่นมือไปเขย่าแขนเขาแรงๆ
ร่างหนาขยับตัวเล็กน้อย ส่งเสียงครางฮึมฮัมในลำคออย่างขัดใจ มือใหญ่ปัดสะเปะสะปะกลางอากาศเหมือนไล่แมลงรำคาญ ก่อนจะมุดหน้าหนีลงไปใต้หมอนลึกกว่าเดิม
เอาอีกแล้ว สเตปเดิมทุกเช้า
"ไม่ต้องมามุดหนีเลย ลุกไปอาบน้ำ วันนี้มีพรีเซนต์งานตอนเก้าโมง มึงลืมหรือไง" ปอยเพิ่มแรงดึงผ้าห่มออก แต่โซ่กลับคว้าชายผ้าห่มไว้แน่นแถมยังออกแรงดึงกลับ
ด้วยความที่พื้นห้องเป็นไม้ขัดมันบวกกับเธอยืนทรงตัวไม่ค่อยดี แรงกระชากของคนตัวโตกว่าทำให้ปอยเสียหลัก
"เฮ้ย!"
ร่างของเธอถลาล้มลงไปบนเตียง ทับลงบนแผ่นหลังกว้างของคนที่เพิ่งพลิกตัวหงายขึ้นมาพอดี
ยังไม่ทันที่ปอยจะยันตัวลุก วงแขนแข็งแรงก็ตวัดหมับเข้าที่เอว รวบตัวเธอลงไปกอดรัดไว้แน่นจนแก้มของเธอแนบลงกับแผงอกกว้างที่โผล่พ้นเสื้อยืดคอย้วยๆ ของเขา
"ปอย..." เสียงทุ้มแหบพร่าจากคนเพิ่งตื่นดังชิดใบหู "ปลุกโซ่ทำไมแต่เช้า"
หัวใจที่เต้นเป็นจังหวะปกติเมื่อครู่ กระตุกวูบและเริ่มเต้นรัวอย่างควบคุมไม่ได้
ปอยเกร็งตัวแข็งทื่อ สัมผัสได้ถึงไอความร้อนจากตัวเขา กลิ่นครีมอาบน้ำเย็นๆ ผสมกับกลิ่นน้ำหอมผู้ชายจางๆ ที่ติดอยู่บนผิวทำให้สมองเธอรวนไปชั่วขณะ ยิ่งท่อนแขนหนักๆ ที่กอดรัดเอวเธอไว้แน่นจนแผ่นหลังของเธอแนบชิดกับอกเขา เธอก็ยิ่งหายใจไม่ทั่วท้อง
"ปล่อยเลยโซ่ มึงตื่นแล้วก็ลุกดิ" ปอยพยายามกดเสียงให้เป็นปกติที่สุด มือเล็กดันแผงอกเขาออก แต่คนตัวโตกลับซุกหน้าลงกับหัวไหล่เธออย่างเอาแต่ใจ
"ขออีกสิบนาทีนะครับ"
น้ำเสียงออดอ้อนบวกกับคำลงท้ายที่ร้อยวันพันปีจะหลุดออกมาสักครั้ง ทำเอาคนฟังใจสั่น
ปอยเม้มปากแน่น เธอเกลียดตัวเองที่มักจะแพ้ทางลูกอ้อนแบบนี้เสมอ เกลียดที่ตัวเองต้องมานั่งใจเต้นแรงกับเพื่อนสนิทที่เห็นหน้ากันมาตั้งแต่เด็ก เกลียดที่รู้ทั้งรู้ว่าสำหรับโซ่ การกอดหรือการถึงเนื้อถึงตัวมันเป็นแค่ ‘ความเคยชิน’ ไม่ได้มีความหมายอะไรลึกซึ้งไปกว่านั้น
เขาทำแบบนี้กับเธอจนเป็นเรื่องปกติ แต่คนที่คิดไม่ซื่อมันคือเธอเอง
ปอยสูดหายใจเข้าลึก รวบรวมความหงุดหงิดมาเป็นเกราะกำบัง "ลุกเดี๋ยวนี้เลยโซ่ ปอยไม่อยากสายเพราะมึงนะ ถ้ามึงไม่ลุก กูกลับไปกินข้าวคนเดียวจริงๆ ด้วย"
สรรพนามที่เปลี่ยนไปทำให้คนที่หลับตาซุกไหล่เธออยู่ค่อยๆ ลืมตาขึ้น
ดวงตาคมกริบสีเข้มสบเข้ากับดวงตากลมโตของเธอในระยะประชิด ปลายจมูกของเขาอยู่ห่างจากแก้มเธอแค่คืบเดียว ลมหายใจอุ่นๆ รินรดผิวหน้าจนปอยต้องเผลอกลั้นหายใจ
โซ่มองหน้าเธอนิ่งไปเสี้ยววินาที ก่อนที่มุมปากได้รูปจะยกขึ้นนิดๆ เหมือนคนอารมณ์ดี
"ดุแต่เช้าเลยว่ะ" เขาบ่นพึมพำ ยอมคลายวงแขนออกจากเอวเธอช้าๆ "ลุกแล้วๆ บ่นเป็นยายแก่ไปได้"
เสียงเบสและเสียงกีตาร์เริ่มบรรเลงจังหวะสนุกสนานจากเวทีเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ริมรั้วปอยในชุดเดรสที่เปลี่ยนให้ทะมัดทะแมงขึ้น ยืนถือแก้วน้ำผลไม้อยู่หน้าเวที รอยยิ้มกว้างขวางประดับอยู่บนใบหน้าขณะจ้องมองขึ้นไปด้านบนศรัณย์ถอดเสื้อสูททิ้งไปแล้ว เหลือเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวที่พับแขนขึ้นถึงข้อศอก เขานั่งประจำที่อยู่หลังชุดกลองตัวเก่ง มือจับไม้กลองหมุนควงอย่างชำนาญ แววตาคมดุที่เคยมองฝูงชนอย่างแข็งกร้าว บัดนี้เต็มไปด้วยความสนุกสนานและผ่อนคลายเขาไม่ได้กำลังตีกลองด้วยความโกรธหรือความหึงหวงเหมือนคืนนั้นที่ร้านพี่จี๊ดโซ่สบตากับเธอจากบนเวที รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ถูกจุดขึ้นบนมุมปาก ก่อนที่เขาจะขยับไมโครโฟนที่ตั้งอยู่ข้างๆ เข้ามาใกล้"เพลงนี้... ขอมอบให้ผู้หญิงที่ยืนหน้าบานอยู่ตรงกลางเวทีนะครับ" เสียงทุ้มของเขาดังออกไมค์ เรียกเสียงผิวปากแซวจากเพื่อนๆ "เมื่อก่อนกูเคยต้องนั่งตีกลองแล้วมองคนอื่นมาเต๊าะเมียกูด้วยความหงุดหงิด... แต่วันนี้ไม่ต้องหงุดหงิดแล้ว เพราะกูได้ใส่ปลอกคอให้เมีย เอ้ย ใส่แหวนให้เมียเรียบร้อยแล้วครับ!""ไอ้บ้าโซ่!" ปอยตะโกนด่าสวนกลับไปทั้งที่หน้าแดงจัด ชูหมัดขึ้นขู่คนบนเวทีแขกในงานหัวเราะครืนกับค
"ขี้แงจังวะ" ปอยกระซิบเสียงกลั้วหัวเราะ เธอปล่อยแขนจากยาย เอื้อมมือไปหยิบกระดาษทิชชูจากมือของแพรวที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ซับน้ำตาที่แก้มของโซ่อย่างแผ่วเบาและทะนุถนอมโซ่ไม่ได้หลบตา เขาปล่อยให้เธอเช็ดน้ำตาให้ มือใหญ่เลื่อนขึ้นมากอบกุมมือของเธอที่กำลังถือทิชชูอยู่ ก่อนจะจูบประทับลงบนฝ่ามือของเธอหนักๆ หนึ่งที ไม่สนใจสายตาของใครทั้งสิ้น"ก็คนมันดีใจนี่หว่า..." โซ่ตอบเสียงสั่นเครือ "มึงสวย... สวยจนกูพูดไม่ออกเลยปอย""ไอ้บ้า วันนี้ห้ามพูดคำหยาบสิ ผู้ใหญ่อยู่เยอะแยะ" ปอยดุเบาๆ ใบหน้าร้อนผ่าวยายหัวเราะร่วน ดึงมือของปอยไปวางทาบทับลงบนฝ่ามือใหญ่ของศรัณย์"ยายฝากน้องด้วยนะลูกโซ่... ดูแลกันดีๆ หนักนิดเบาหน่อยก็อภัยให้กันนะลูกนะ""ครับยาย..." โซ่รับคำเสียงหนักแน่น บีบมือปอยไว้แน่นจนสัมผัสได้ถึงไอความร้อน "ผมจะดูแลปอยด้วยชีวิตของผมเลยครับ"พ่อกับแม่ของโซ่ที่ยืนอยู่ข้างซุ้มดอกไม้ก้าวเข้ามาร่วมวง พ่อของโซ่ในวัยที่ดูมีอายุขึ้นเล็กน้อยส่งยิ้มบางๆ ให้ปอย รอยยิ้มที่ไม่ได้มีความเย่อหยิ่งหรือกดดันเหมือนวันแรกที่เจอกันอีกแล้ว"ยินดีต้อนรับเข้าสู่ครอบครัวอย่างเป็นทางการนะหนูปอย" พ่อพูดเสียงนุ่ม เอื้อมมือมาตบไหล่ลูก
ตอนพิเศษ 3 ตลอดไป"ฮึก... ฮืออออ..."เสียงสะอื้นไห้ปานจะขาดใจดังก้องอยู่ในห้องนอนกว้างชั้นสองของบ้านปอยในชุดเดรสยาวเปิดไหล่สีขาวสะอาดตา สไตล์มินิมอลเรียบง่ายแต่ดูหรูหรา นั่งถอนหายใจยาวอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง หญิงสาวไม่ได้กำลังร้องไห้ด้วยความตื่นเต้นหรือกังวลก่อนเข้าพิธีสำคัญ แต่คนที่กำลังปล่อยโฮจนน้ำตาไหลพรากทำเอาช่างแต่งหน้าต้องยืนทำหน้าเลิ่กลั่ก คือผู้หญิงในชุดเดรสสีโอลด์โรสที่ยืนอยู่ข้างๆ ต่างหาก"มึงจะร้องไห้หนักกว่าเจ้าสาวไม่ได้นะแพรว" ปอยดึงกระดาษทิชชูออกจากกล่อง ส่งให้เพื่อนสนิทที่กำลังยืนซับน้ำตาสะอึกสะอื้น "เครื่องสำอางมึงเละหมดแล้วเนี่ย เดี๋ยวพี่ช่างเขาก็ด่าเอาหรอก""ก็กูตื้นตันนี่หว่า! ฮือออ..." แพรวรับทิชชูไปซับใต้ตาอย่างระมัดระวัง พยายามสูดน้ำมูก "กูเห็นพวกมึงตีกันมาตั้งแต่ปีหนึ่ง เห็นตอนมึงแอบร้องไห้เพราะมัน เห็นตอนที่มึงเกือบจะเลิกคบกัน... แล้วดูวันนี้ดิ วันที่มึงใส่ชุดเจ้าสาวรอแต่งงานกับไอ้หมาบ้าตัวนั้นอะ กูจะไม่ให้ร้องได้ไงวะ"ปอยส่ายหน้ายิ้มๆ เอื้อมมือไปจับมือเพื่อนสนิทที่คอยอยู่เคียงข้างและเป็นที่ปรึกษาให้เธอมาตลอด บีบเบาๆ เพื่อส่งผ่านความรู้สึกขอบคุณ"ขอบใจนะมึง..
"เก่งมากครับ เถ้าแก่เนี้ย" โซ่เอื้อมมือไปขยี้ผมเธอเบาๆ ด้วยความเอ็นดู "แบบนี้สงสัยต้องให้ทิปเด็กเสิร์ฟบ้างแล้วมั้ง บริการดีขนาดนี้""เอาไปเลยยี่สิบบาท" ปอยหยิบแบงก์ยี่สิบที่เขาเคยเอามาโชว์ตอนกลางวันยื่นให้หน้าตาย"โห งกว่ะ เมียใครเนี่ย"โซ่รับแบงก์ยี่สิบมาพับใส่กระเป๋ากางเกง ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก่อนจะยื่นมือมาตรงหน้าเธอ"ไป กลับคอนโดกัน ดึกแล้ว มึงหน้าโทรมเป็นซอมบี้แล้วเนี่ย"ปอยวางมือลงบนฝ่ามือใหญ่ของเขา ปล่อยให้เขาดึงร่างของเธอให้ลุกขึ้นยืน โซ่เอื้อมไปคว้ากระเป๋าผ้าของเธอมาสะพายไว้บนบ่าตัวเอง จัดการปิดไฟและล็อกประตูร้านอย่างแน่นหนารถยนต์ซีดานสีดำแล่นฝ่าแสงไฟยามค่ำคืนของกรุงเทพมหานคร มุ่งหน้าสู่คอนโดมิเนียมหรูใจกลางเมืองที่พ่อของโซ่ยกให้เป็นของขวัญเรียนจบทันทีที่ผลักประตูกระจกห้องชุดเข้ามา ความเย็นจากเครื่องปรับอากาศที่ตั้งเวลาเปิดอัตโนมัติไว้ก็พุ่งปะทะใบหน้า ภายในห้องตกแต่งด้วยโทนสีอบอุ่นและเฟอร์นิเจอร์สไตล์มินิมอล มีรองเท้าแตะสองคู่สลีปเปอร์วางคู่กันอยู่หน้าประตู บนชั้นวางทีวีมีรูปถ่ายคู่ของพวกเขาสมัยเรียนตั้งประดับอยู่พื้นที่แห่งนี้ไม่ใช่แค่ที่พักอาศัย แต่มันคือ 'พื้นที่ของเร
ปอยที่กำลังจะหั่นพริกสดหยุดมือลง เธอวางมีดลงบนเขียงดังป๊อก ความรู้สึกหวงก้างแบบผู้หญิงพุ่งปรี๊ดขึ้นมาในอก อาการเดิมๆ ที่เคยเป็นสมัยมหาลัยเวลาเห็นสาวๆ เข้ามาวอแวเขามันยังคงทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพหญิงสาวคว้าตะหลิวเหล็กที่วางอยู่ใกล้มือ เดินก้าวฉับๆ ออกจากโซนหน้าเตา ตรงไปหยุดยืนอยู่ด้านหลังโซ่พอดีโซ่เหลือบมองคนข้างหลังด้วยหางตา เห็นปอยยืนถือตะหลิวหน้าตึงอยู่ก็แทบจะหลุดหัวเราะออกมา เขารู้ดีว่าถ้าเขาตอบผิดไปนิดเดียว ตะหลิวในมือแฟนสาวคงได้ลอยมาประทับบนหัวเขาแน่ๆชายหนุ่มหันกลับไปหาลูกค้าสาวกลุ่มนั้น รอยยิ้มสุภาพถูกปั้นแต่งขึ้นมาอย่างพอดี ไม่ได้มีเสน่ห์ยั่วยวนเหมือนในอดีต"ถ้าจะสั่งข้าวกล่อง รบกวนสแกนคิวอาร์โค้ดของทางร้านที่แปะอยู่ตรงเคาน์เตอร์แคชเชียร์ได้เลยครับผม" โซ่ตอบเสียงนุ่ม ผายมือไปทางหน้าร้าน "ส่วนไลน์ส่วนตัวผม... คงให้ไม่ได้ ขอโทษด้วยนะครับ""ว้า แย่จัง แค่ไลน์เอง ไม่ใจร้ายไปหน่อยเหรอคะ" หญิงสาวคนนั้นยังไม่ยอมแพ้ ทำหน้างอแงออดอ้อนโซ่ส่ายหน้าช้าๆ เขายกมือขึ้นชี้ข้ามไหล่ตัวเองไปทางด้านหลัง ตรงไปยังผู้หญิงที่กำลังยืนกอดตะหลิวทำตาขวางอยู่"ไม่ได้จริงๆ ครับ..." โซ่ลดเสียงลงนิดหนึ่
ผ้ากันเปื้อนสีชมพูพาสเทลลายดอกเดซี่เล็กๆ ที่แพรวซื้อมาเป็นของขวัญเปิดร้านให้เธอ ตอนแรกปอยตั้งใจจะเก็บไว้ใส่เอง แต่ด้วยความชุลมุนเมื่อเช้า โซ่ดันคว้ามันไปสวมหน้าตาเฉย แถมยังผูกโบด้านหลังซะแน่นหนา ขัดกับรอยสักเส้นกราฟิกที่หลังคอและมัดกล้ามเนื้อช่วงแขนของเขาอย่างสิ้นเชิง"ยิ้มอะไร ผัดข้าวไปเลย ออร์เดอร์โต๊ะสองยังไม่ได้นะ" โซ่เดินกลับมาที่ช่องส่งอาหาร ชะโงกหน้าเข้ามาสั่งงานพลางขยิบตาให้"ก็ดูชุดมึงดิโซ่ ใส่ผ้ากันเปื้อนลายดอกไม้เดินร่อนไปร่อนมาทั่วร้าน ไม่เขินบ้างหรือไง ลูกค้ามองกันหมดแล้ว" ปอยหัวเราะร่วน เอื้อมมือไปหยิบเนื้อไก่มาเตรียมหั่น"เขินทำไม ช่วยแฟนทำมาหากิน" โซ่ตอบกลับหน้าตาย ไหล่กว้างยักขึ้นเบาๆ อย่างไม่ยี่หระ "อีกอย่าง ใส่ชุดนี้แล้วลูกค้าสาวๆ บอกว่าน่ารักดี ทิปเพียบเลยเนี่ย เห็นไหม"เขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าผ้ากันเปื้อน ดึงธนบัตรใบละยี่สิบบาทและห้าสิบบาทปึกเล็กๆ ออกมาโชว์ด้วยความภาคภูมิใจปอยส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ ผู้ชายคนนี้ไม่เคยทิ้งลวดลายความกะล่อนเลยจริงๆ แต่เธอก็รู้ดีว่าตอนนี้ความเฟรนด์ลี่และรอยยิ้มบริหารเสน่ห์ของเขา ถูกสงวนสิทธิ์เอาไว้ใช้สำหรับเรียกลูกค้าเข้าร้านเท่านั้น ไม่







