เข้าสู่ระบบหกเดือนต่อมา“จูนจะกลับขอนแก่น” เธอลากกระเป๋าเดินทางออกมากางบนพื้น ดึงเสื้อออกจากไม้แขวนแล้วพับเก็บลงกระเป๋าอย่างเรียบร้อย“ทำไมต้องกลับ พี่ทำอะไรให้จูนโกรธเหรอ” คนตัวสูงใส่ชุดกีฬารีบเดินมาหาคนตัวเล็กอย่างลนลาน เขาแข่งบอลเสร็จก็รีบกลับมาหาเธอเลยทันที ไม่ได้แวะข้างทาง ปวดฉี่ก็ยังต้องอั้นเอาไว้เพื่อจะขอมาเจอหน้าเธอก่อน แต่จู่ ๆ เขาเปิดประตูเข้ามาในห้องแล้วเธอก็บอกว่าจะกลับบ้านแถมยังเก็บเสื้อผ้าไปหลายชุด บูมรีบหยิบเสื้อผ้าของคนตัวเล็กออกมาแล้วกอดเอาไว้ในอก“พี่บูมใจเย็นก่อน ฟังจูนพูดให้จบก่อนสิ” จูนถอนหายใจใส่คนตรงหน้าอย่างเหนื่อยหน่าย อาการตื่นตกใจเกินกว่าเหตุ มันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไร หรืออาชีพนักกีฬาอยู่ในสภาวะกดดันหนักจนเกิดอาการแพนิกกลัวเมียหนีอย่างนั้นเหรอ“ก็จูนบอกจะกลับบ้าน” บูมว่าเสียงอ่อน ทำสายตาเศร้าสร้อย“จูนมีบ้านก็ต้องกลับไปดูบ้างสิ ทิ้งไว้นานหลายปีไม่มีคนดูแล ป่านนี้ปลวกกินจนเหลือแต่เสาแล้วมั้ง” ผ่านไปห้าปีแล้วที่เธอไม่ได้กลับบ้านเลย แต่ตอนนี้เธอคิดว่าตัวเองสามารถกลับบ้านได้แล้ว บวกกับมีเวลาพักร้อนสิบวัน เธอจึงตัดสินใจจองตั๋วเครื่องบินกลับขอนแก่น“แค่ไปดูใช่ไหม” บูมถามอย่
คนถูกถามนิ่งงัน ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเผลอทำอะไรที่แปลว่าตอบตกลง อาจเป็นแววตาที่สั่นไหว หรือลมหายใจที่อับจน แต่บูมก็ถือว่าเธออนุญาตแล้วริมฝีปากหนาทาบทับลงอย่างรวดเร็วและหนักหน่วง จูบครั้งนี้ไม่ได้เต็มไปด้วยความหิวกระหายเหมือนที่เคยสัมผัส แต่กลับเต็มไปด้วยความรู้สึกที่อัดอั้นมานานและความอ่อนโยนที่แฝงอยู่บูมประคองใบหน้าของเธอไว้ด้วยฝ่ามืออันอบอุ่น ก่อนจะค่อย ๆ ดูดซับความหวานจากกลีบปากนุ่มอย่างละเมียดละไม ราวกับเป็นการเริ่มต้นใหม่ที่เขาตั้งใจจะทำอย่างช้า ๆ และมั่นคงจูนหลับตาพริ้ม ตอบรับสัมผัสจากเขาอย่างเชื่องช้าเช่นกัน ความรู้สึกเก่า ๆ ที่เธอพยายามจะลืมเลือนกลับถูกปลุกขึ้นมาอย่างเต็มเปี่ยม ทั้งความคุ้นเคย ความผูกพัน และความรักที่เธอเคยปฏิเสธจูบรำลึกความหลังกินเวลานานหลายนาที กระทั่งเสียงคนเดินหน้าห้องดังเข้ามา ทั้งสองจึงผละออกจากกันช้า ๆ วินาทีต่อมาพยาบาลเคาะประตูแล้วเปิดเข้ามาด้านในคนป่วยรีบยกมือปิดปากตัวเอง ล้มตัวลงนอน ใบหน้าร้อนผ่าวด้วยความเขินอายพยาบาลเข้ามาเช็กความเรียบร้อยของอุปกรณ์ เปลี่ยนถุงน้ำเกลือ แล้วเดินออกไปพวกเขารอจนเสียงประตูปิดลง เสียงฝีเท้าเดินออกไปเรื่อย ๆ เมื่อมั่น
บานประตูห้องพักแง้มออก จูนลืมตาตื่นพอดี เธอหันไปมองพลันแปลกใจ คราแรกเธอคิดว่าพยาบาลเข้ามาตรวจเสียอีกแต่คนที่เดินเข้ามากลับเป็นผู้หญิงหน้าตาน่ารักคนหนึ่ง เธอไว้ผมลอนยาวสลวย ดวงตากลมโตเป็นประกายสดใส ใบหน้าของเธอละม้ายคล้ายกับคนที่เพิ่งไล่ตะเพิดกลับไปราวกับเป็นพี่น้องกัน“สวัสดีค่ะ ชื่อบลูนะคะ เป็นน้องสาวแท้ ๆ ของพี่บูม เขาฝากให้บลูมาช่วยดูแลพี่จูน” บลูอธิบายการมาขอตัวเองให้คนป่วยรับทราบ ย้อนกลับไปเมื่อชั่วโมงก่อนเธอกำลังซักผ้าที่บ้าน แล้วจู่ ๆ พี่ชายโทรมาหาบอกมีเรื่องรบกวนให้เธอช่วยหน่อยพอรู้ว่าเขาอยากให้มาช่วยดูแลว่าที่พี่สะใภ้ บลูก็รีบหยุดงานทุกอย่าง โยนให้พี่โอเชียนจัดการต่อแล้วขับรถมาที่โรงพยาบาลทันที“เออ…” จูนดันกายลุกขึ้นนั่ง การมาของน้องสาวพี่บูมทำเอาเธอตั้งตัวไม่ทัน ส่วนคนที่ทำเรื่องกลับไม่ยอมบอกเธอเลยสักคำ เขาบอกว่าจะจ้างพยาบาลพิเศษมาเฝ้าไข้แล้วตัวเองจะกลับไปศูนย์ฝึก ทำไมพยาบาลพิเศษถึงเป็นน้องสาวของเขาแทนล่ะ“พี่อยากได้อะไรไหมคะ” บลูถามพร้อมกับมอบรอยยิ้มอบอุ่นให้เธอ“ไม่เป็นไรค่ะ ความจริงเราน่าจะอายุเท่า ๆ กัน ไม่ต้องเรียกพี่ก็ได้” จูนรู้ว่าน้องสาวของเขาอายุเท่ากันกับเธอ แม้
“กูก็มารับจูนไปทำงาน”“หืม คืนดีกันแล้ว” ไฟเลิกคิ้วถามอย่างแปลกใจ เธอหนีเที่ยวจีนแค่อาทิตย์เดียว กลับมาอีกทีก็คืนดีกับรุ่นพี่แล้วอย่างนั้นหรือ“ดีแล้ว” บูมตอบหน้าตาย แม้ว่าเด็กดื้อยังไม่ยอมกลับมาคบกัน แต่เขามั่นใจว่าตัวเองได้เปรียบกว่าอีกฝ่ายแน่นอน“ถามจริง ไม่น่ามั้ง” ไฟถามเสียงสูง สีหน้าและแววตาค่อนไปทางไม่เชื่อสุดใจ“ไม่น่ามั้งอะไร มึงเหอะมาทำอะไรที่นี่แต่เช้า”“ผมก็มาแบบนี้ตลอด” ไฟยืดอกนิด ๆ อย่างน้อยเข้าก็มีสามปีที่เหนียวแน่นกับจูน “เฮียคงไม่รู้ว่าตอนนี้ผมกับจูนสนิทกันมาก”“งั้นก็เลิกสนิทได้แล้ว” คนอายุมากกว่าเอ่ยอย่างเอาแต่ใจ“คนที่มีสิทธิ์บอก…คือจูน” ไฟเอ่ยเสียงเย็นเยียบ ดวงตาคมแข็งกร้าวตวัดมองศัตรูหัวใจ “ถ้าจะมาทำทรงหวงก้าง ก็ไม่ควรทิ้งแต่แรก”“กูไม่ได้ทิ้ง” แค่ตอนนั้นเป้าหมายมันต่างกัน เขากับจูนคุยตกลงกันเข้าใจดีว่าจะหยุด “มึงไม่รู้อะไรก็อย่าพูดดีกว่า”“หึ” ไฟกลอกตามองบน ก็แค่เคยเป็นเจ้าของ ทำตัวอวดเบ่งคิดว่าคนอื่นไม่มีทางแทรกเลยว่างั้นบานประตูเปิดออกเป็นสัญญาณห้ามศึก ร่างเล็กยังอยู่ในชุดนอนเหมือนยังไม่พร้อมไปทำงาน ใบหน้าซีดเซียวเหมือนคนไม่สบายไฟรีบปรี่เข้าไปดูอาการทันที ย
Boom is back!สี่ปีที่รอคอยนักบอลหนุ่มกวาดสายตามองรอบห้องแล้วพบว่ารังรักของเรายังเหมือนเดิม ข้าวของเครื่องใช้ยังเหมือนเดิม กระทั่งเสื้อแจ็กเกตหนังสีดำของใครบางคนวางพาดอยู่ขอบโซฟา เรียวคิ้วเข้มขมวดเข้าหากันทันทียัยเด็กดื้อแอบพพาใครมาที่ห้อง“พี่วางกระเป๋าไว้ตรงนั้นก็ได้” จูนพยักพเยิดหน้าไปยังพื้นที่ว่างหน้าโต๊ะทีวี เขาทำเหมือนไม่เคยมาที่ห้องเธอยังไงอย่างนั้น เอาแต่ยืนนิ่ง หันรีหันขวางเหมือนไม่รู้จะพาตัวเองไปอยู่ตรงไหนบูมพยักหน้าก่อนจะดันกระเป๋าชิดกับขอบโต๊ะ แกล้งทำเนียนมานั่งตรงโซฟาใกล้กับเสื้อปริศนา กลิ่นน้ำหอมของผู้ชายฉุนจัด บ่งบอกว่ามันเพิ่งถูกวางทิ้งไว้ที่นี่ไม่นานเจ้าของมันเป็นใครกันวะ“เอาไปชาร์ตสิ” จูนยื่นสายชาร์ตให้เขา จากนั้นเธอก็ทิ้งตัวลงนั่งบนพื้นแล้วจัดการเปิดกระเป๋าใบเล็กเพื่อนำของใช้ส่วนตัวออกมาจัดแยกไว้ที่เดิมบูมนำโทรศัพท์ที่มีแบตเตอร์รี 70 เปอร์เซ็นต์ออกมาเสียบสายชาร์ต ก่อนหน้านี้เขากลัวจูนจะจับได้ว่าโกหกก็เลยปิดมันเอาไว้ แต่ตอนนี้จำเป็นต้องเปิดมันแล้วทันทีที่เครื่องเปิดติด โทรศัพท์สั่นรัวเหมือนเจ้าเข้าเพราะมีข้อความแชตเด้งมาไม่หยุด รวมถึงข้อความที่แจ้งเบอร์ที่โทร
“ใคร” จูนถามออกไปโดยไม่ทันยั้งคิด รู้ตัวอีกทีก็เผลอถามอะไรที่ไม่เข้าท่าออกไป แถมยังเปิดทางให้คนเจ้าเล่ห์เอาเปรียบอีก“ที่ถามคือไม่รู้จริง ๆ” บูมถามชิดริมฝีปาก พยายามยั้งใจไม่ให้บดจูบกลีบปากบางที่เคยทำให้เขาแทบคลั่ง เขาอยากจะสัมผัสมันอีกครั้ง แต่เขาก็ต้องห้ามใจอย่างมากเพื่อให้คนตรงหน้าเปิดใจคุยกันก่อน“รู้แล้วยังไง จูนควรภูมิใจใช่ไหมที่เคยเป็นเด็กของพี่” จูนเอ่ยอย่างประชดประชัน นึกสมเพชตัวเองเหมือนกันที่จมปลักชอบเขา…บางทีมันอาจจะไม่ใช่แค่ชอบแต่อาจจะเป็น ‘รัก’ ตั้งนานแล้ว“พี่ไม่ได้อยากให้เราคิดแบบนั้น”“แล้วพี่จะเอายังไง” จูนไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับเรื่องที่จบไปแล้ว“พี่อยากจะถามคำเดิม…เรามาเริ่มต้นกันใหม่ได้ไหม” เขาถามเสียงจริงจัง แววตาเต็มไปด้วยความหวังว่าครั้งนี้เธอจะตอบรับ “พี่อยากให้จูนกลับมาอยู่ด้วยกัน”จูนยืนนิ่งเงียบ ดวงตาปริ่มน้ำตา ขณะลิฟต์ขึ้นมาถึงชั้นบนสุดแล้ว บานประตูเปิดออกและค่อย ๆ ปิดลงแต่ไม่มีใครคิดจะออกไปบูมจ้องมองเธอด้วยแววตาเว้าวอนขอให้เธอตอบรับ “พี่อยากเริ่มต้นใหม่กับจูน”ตอนนี้ทุกอย่างในชีวิตของเขาลงตัวแล้ว หลังจากกลับจีน เขาตั้งใจจะไปหาเธอ อยากจะขอคืนดี แต่เราก็







