LOGINรั่วซีกลับมาถึงใต้ต้นไม้ที่รองแม่ทัพเสิ่นรออยู่ เขาก็เพิ่งจะได้สังเกตใบหน้าของนางดีๆ ตอนนี้แตกต่างจากตอนที่น้ำตาล้างขี้เถ้าออกจากใบหน้าของนางราวกับเป็นคนละคน เพียงแต่ไม่รู้ว่าเบื้องหลังขี้เถ้าซ่อนความงามเช่นใดเอาไว้กันแน่ นางถึงต้องปกปิดเสียจนไม่น่ามองเช่นนี้
“ข้าน้อยขออภัย ที่ปล่อยให้รองแม่ทัพเสิ่นรอแล้วเจ้าค่ะ” รั่วซีย่อกายขออภัยรองแม่ทัพเสิ่น
“ไม่เป็นอันใด ที่ข้ามาวันนี้ก็เพื่อขอบใจเจ้า โรคที่ชาวบ้านเป็นมิใช่โรคระบาด แต่เป็นโรคท้องร่วงเช่นที่เจ้าว่า สิ่งที่ต้องระวังข้าล้วนสั่งการลงไปแล้ว นอกจากหัวมันหัวเผือกที่เจ้าพบแล้ว มีสิ่งใดที่นำมาเป็นเสบียงอีกได้หรือไม่”
“ข้าน้อยไม่เคยเดินออกไปไกลเกินกว่าเขตต้นมันสำปะหลังเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้น หากให้เจ้าเข้าป่าไปสำรวจพร้อมทหารของข้า เจ้าจะยินดีหรือไม่”
“เออ...ข้าน้อยผู้เดียวกับนายทหารของท่านรองแม่ทัพหรือเจ้าคะ” นางมองพวกเขาอย่างหวาดระแวง ภาพทหารแคว้นต้าเยี่ยฉุดกระชากลากหญิงสาวเข้าพงไม้ ยังติดอยู่ในใจของนาง จนตัวของนางอดจะสะท้านขึ้นมาไม่ได้
รองแม่ทัพเสิ่นเหมือนจะรู้ว่านางคิดเช่นใด “หึหึ เจ้าไม่ไว้ใจคนของข้าหรือ เช่นนั้น...ข้าให้หัวหน้ากองมู่เข้าไปด้วยดีหรือไม่” ด้วยเห็นว่ามู่ฉินฉานเคยเข้าป่ากับพวกนางสามพี่น้องมาแล้ว
“ยิ่งไม่ดีใหญ่เลยเจ้าค่ะ รอพี่ชายข้าน้อยหายดีก่อนได้หรือไม่เจ้าคะ”
“หืม...” รองแม่ทัพเสิ่นเหลือบมองไปทางหลานชาย ที่ถูกแม่นางน้อยรังเกียจ จนนางส่ายหน้าปฏิเสธระรัว
“เหอะ” มู่ฉินฉานโมโหนางจนต้องแค้นเสียงออกมา
“ได้ เช่นนั้นก็รอฟังอาการของพี่ชายเจ้าก่อน หากเขามิเป็นอันใดมากก็ควรจะเข้าป่าสำรวจได้แล้ว หากช้าเกินไปจะไม่ดี วันนี้ข้าจะพาทหารเข้าไปขุดหัวมันที่เหลือ” เขาเห็นสีหน้าที่กังวลของรั่วซี ด้วยนางคงคิดว่าหากเขาขุดไปจนหมด พวกนางสามพี่น้องจะไม่มีสิ่งใดกิน “ไม่ต้องห่วง ข้าจะเก็บส่วนของเจ้าและพี่น้องของเจ้าเอาไว้ให้”
“ขอบพระคุณเจ้าค่ะ” นางยิ้มอย่างโล่งใจ
มู่ฉินฉานก่อนที่จะเดินกลับออกไปพร้อมกับรองแม่ทัพเสิ่น เขาหันมาถลึงตามองรั่วซีอย่างไม่พอใจครู่หนึ่ง นางยังไม่รู้เลยว่านางทำสิ่งใดผิด “หรือว่าจะลืมคืนผ้าเช็ดหน้าให้” นางส่ายหัวอย่างไม่เข้าใจ “ใจแคบชะมัด” นางคิดว่าเขาหวงผ้าเช็ดหน้า ไว้ซักคืนให้ครั้งหน้าก็ได้
มู่ฉินฉานนำทหารกับรองแม่ทัพเสิ่นไปขุดหัวมัน ตรงที่รั่วซีนางเคยพาเขาไป ก่อนพวกทหารจะลงมือขุด มู่ฉินฉานเตือนพวกเขาแล้ว หากหัวมันเริ่มงอกต้นอ่อนขึ้นมา ไม่ให้นำกลับไปแล้ว ให้พวกเขาสับทิ้งแล้วฝั่งลงดิน ป้องกันชาวบ้านมาเก็บไปกิน
“เหตุใดถึงกินไม่ได้” รองแม่ทัพเสิ่นมองหัวมันที่เริ่มมีต้นอ่อนงอกในมืออย่างแลกใจ หากตัดส่วนที่งอกออก ก็ยังเหลือส่วนที่กินได้อีกไม่น้อยเลย
“แม่นางจินบอกว่ามันมีพิษ ส่วนที่งอกออกมาต่อให้ตัดทิ้งไปแล้วก็ยังมีพิษมากอยู่ดีขอรับ”
“อืม...นางช่าง มีความรู้มากเสียจริง”
จำนวนทหารที่พามาด้วยมีไม่น้อย ลงแรงกันเพียงไม่นานก็เก็บมาจนหมด มันสำปะหลังที่ได้มีมากถึงสิบคันเกวียน เพียงพอเป็นเสบียงให้ชาวบ้านไปได้อีกระยะหนึ่ง และยังมีหัวเผือกที่ขึ้นอยู่มากมาย สามารถนำมาหุงรวมกับข้าวต้มแจกจ่ายชาวบ้านไปได้อีกหลายมื้อ
แม้แต่พวกทหารในค่ายก็มีเสบียงกิน ไม่ต้องรอเสบียงจากเมืองหลวง ที่ไม่รู้ว่าจะมาถึงเมื่อใดนับว่าการพบเจออาหารของรั่วซีในครั้งนี้ ช่วยให้ผู้คนผ่านพ้นความอดยากไปได้หลายมื้อ
รั่วซี เมื่อแยกตัวมาแล้ว นางรีบไปดูพี่ชายของนางที่กระโจมหมอ เข้าไปถึงก็เห็นจินตงชุนลุกขึ้นมานั่งได้แล้ว
“เป็นเช่นใดบ้างเจ้าคะ”
เขายิ้มอย่างเขินอาย “ท่านหมอบอกว่าข้ามิได้เป็นอันใด เมื่อครู่เพียงแค่เจ็บที่แผ่นหลังรู้สึกจุกจนขยับตัวไม่ได้เท่านั้น กินยาแก้ช้ำในไปแล้ว ตอนนี้ข้ารู้สึกดีขึ้นมากแล้ว”
รั่วซีถอนใจออกมาอย่างโล่งอก “ดีแล้วเจ้าค่ะ” นางเดินไปหาหมอวัยกลางคนที่เพิ่งพบหน้าเป็นครั้งแรก และกำลังมองประเมินนางอยู่เช่นกัน “ขอบคุณท่านหมอมากเจ้าค่ะ
“เจ้าคือ แม่นางน้อยที่บอกว่าโรคของชาวบ้าน มิใช่โรคระบาดใช่หรือไม่”
“เจ้าคะ? อ้อ...ใช่แล้วเจ้าค่ะ”
“เจ้ามีความรู้เรื่องการแพทย์หรือ”
“จะเรียกว่ามีความรู้ก็คงไม่ได้เจ้าค่ะ ข้าน้อยเพียงรู้เล็กน้อยเท่านั้น”
“อืม...เช่นเรื่องใดบ้าง” เขาลูบเครามองนางอย่างสนใจ
จากที่เขาฟังรองแม่ทัพเสิ่นและหัวหน้ากองมู่ พูดสิ่งที่นางบอกว่า ความรู้ของนางเรียกได้ว่ามีประโยชน์ไม่น้อย เป็นเรื่องที่หมอหลายคนก็รู้ดี เพียงแต่มองข้ามกันไปหมด
“ข้าน้อยทำได้เพียงดูแลอาการบาดเจ็บเล็กน้อยได้เจ้าค่ะ ล้างแผล ทำความสะอาด อาการตัวร้อนที่ไม่มีไข้สูงมากนัก ช่วยชีวิตคนโดยการต่อลมหายใจเจ้าค่ะ” มันคือการปฐมพยาบาลเบื้องต้น นางย่อมต้องผ่านการเรียนรู้มาบ้าง
“หืม...ต่อลมหายใจ ทำเช่นใด” ดวงตาของเขาเปล่งประกายอย่างสนใจ
“จะช่วยได้กับคนที่จมน้ำ หรือไม่ก็หัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะหนึ่งเจ้าค่ะ อ้อ...ข้ายังช่วยคนสำลักอาหารได้ด้วยเจ้าค่ะ”
“สวรรค์!!! เจ้าทำให้ข้าดูเร็วเข้า”
“เออ...วิธีของข้าอาจจะไม่น่ามองเท่าใดนัก” นางเกาแก้มแก้เก้อ ด้วยรู้ดีว่า การที่ใช้ปากประกบเพื่อต่อลมหายใจช่วยคน ในยุคนี้ยังไม่เป็นที่ยอมรับ
“น่ามอง น่ามองแน่นอน ข้าอยากจะเห็นด้วยตาตนเอง”
รั่วซีเม้มปากแน่น นางมองไปรอบตัวที่ยังมีผู้ป่วยคนอื่นอยู่ด้วยไม่น้อย พอเหลือบไปเห็นน้องชายตัวน้อยของนางที่ยืนอยู่ข้างจินตงชุน นางก็ดึงตัวเขามาทันที
“เฉิงเออร์ เจ้าขึ้นไปนอนบนเตียง พี่สาวจะให้เจ้าเล่นเป็นคนป่วย”
“ได้ ขอรับ” เขารับคำอย่างว่าง่าย แล้วขึ้นไปนอนบนเตียงคนป่วย
รั่วซีจัดท่านั่งของตนเองให้สบายที่สุด “ท่านหมอดูให้ดีนะเจ้าคะ” นางชี้ให้เขาดูมือของนางที่บีบจมูกจินตงเฉิงเพื่อให้เขาอ้าปากออก “พอคนจมน้ำอ้าปากออกแล้ว หากไม่พบสิ่งใดในปาก ก็ประกบปากเป่าลมเข้าไปได้เลยเจ้าค่ะ” นางโน้มตัวลงไปจะสาธิตให้ดู
แต่หลายคนที่อยู่ภายในกระโจมหมอ ร้องห้ามนางเสียงหลงเสียก่อน “อย่า!!!/ประเดี๋ยวก่อน!!!” รั่วซีปล่อยมือออกแล้วเด้งตัวขึ้นด้วยความตกใจ
จินตงชุนเบิกตากว้างมองน้องสาวที่ใจกล้าอย่างไม่อยากเชื่อสายตา ส่วนท่านหมอเองก็ตกใจจนต้องตบหน้าอกของตนเอง
“มีอันใดเจ้าคะ”
“ขะ ข้า ข้าว่าข้ามไปช่วยผู้ป่วยสำลักอาหารก่อนเลย” หมอรีบโบกมือให้รั่วซี
“ได้เจ้าค่ะ” นางอมยิ้มแล้วให้จินตงเฉิงลุกขึ้นมายืนตรงหน้านาง “หากมีคนกินอาหารแล้วอาหารติดคอ ไม่ว่าร่างกายจะใหญ่โตเพียงใด วิธีของข้าใช้ได้เจ้าค่ะ”
รั่วซีไปยืนอยู่ด้านหลังของจินตงเฉิง แล้วกำมือให้ท่านหมอดู วางเอาไว้อยู่เหนือสะดือเล็กน้อยแล้วทำการผลักเข้าออก โดยไม่ใช้แรงกับจินตงเฉิง “แต่หากมีคนป่วยจริง ท่านต้องออกแรงกดตรงนี้ให้มาก ดันเข้าออกหลายๆ หน จนกว่าอาหารที่ติดอยู่ในคอจะหลุดออกมาเจ้าค่ะ”
“ง่ายเพียงนี้เลยหรือ” เขายังไม่อยากเชื่อว่าจะใช้ได้จริง
“แล้วมันต้องยากไปเพื่ออันใดเล่าเจ้าคะ เป็นเพียงเส้นผมบังตาที่ทุกคนมองข้ามไปเท่านั้นเจ้าค่ะ”
“อืม” ท่านหมอพยักหน้าอย่างเห็นด้วย “เจ้ามาเป็นลูกศิษย์ของข้าดีหรือไม่”
“ห๊ะ!!! ท่านหมอ ข้าน้อยรู้ทุกอย่างเพียงเล็กน้อยเท่านั้น มิอาจเป็นหมอได้เจ้าค่ะ” นางส่ายหน้าระรัว
“สิ่งที่เจ้าพูด มิใช่เพียงรู้เล็กน้อยแล้ว ความสามารถของเจ้านำไปช่วยชีวิตผู้คนได้อีกมากนัก”
รั่วซีตื่นขึ้นมาก็พบว่าตนเองกำลังนอนอยู่ในรถม้าโดยมีมู่ฉินฉานกอดเอาไว้ ด้านข้างของนางมีบุตรชายที่นอนอยู่ในห่อผ้าโดยไร้แม่นมทั้งสองติดตามมาด้วย“มู่ฉินฉาน ท่านทำบ้าอันใด!!!” รั่ววีตวาดเสียงดัง ทั้งยังทุบตีเขาอีกหลายที“เจ้าเสียงดังอันใด ลูกตกใจหมดแล้ว” มู่ฉินฉานรีบอุ้มเด็กทั้งสองเข้ามาปลอบประโลม “ฮวนเออร์ ฮุ่ยเออร์ เด็กดี พวกเจ้าอยากไปอยู่กับพ่อใช่หรือไม่”“เหอะ ไม่รู้ว่าที่โรงหมอจะวุ่นวายมากเพียงใด” รั่วซีทำได้เพียงถอนหายใจออกมา แล้วรับบุตรชายทั้งสองมาป้อนนมให้พวกเขาที่โรงหมอวุ่นวายเช่นที่รั่วซีคิดจริง เมื่อคนหายไปหลายคนอีกทั้งยังเป็นทารกน้อยสองคน ที่ไม่สมควรเดินทางไกลอีกด้วย มู่ฉินฉานทิ้งไว้เพียงจดหมายหนึ่งฉบับเพื่อแจ้งเรื่องการเดินทางของเขา แม้แต่ใต้เท้ามู่และเสิ่นซื่อเองก็นึกโมโหบุตรชายตัวดี“ไม่รู้ว่ากลัวผู้ใดจะพรากเมียพรากบุตรไปจากเขาอีก ถึงได้กระทำการต่ำช้าเช่นนี้” เสิ่นซื่อขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างมีโทสะ“ท่านพี่ แล้วหลานชายทั้งสองของข้าจะเกิดอันตรายหรือไม่เจ้าคะ” ฮูหยินหลิวกลัวว่าหลานชายจะเป็นอันใด“ซีซีนางเป็นหมอ บุตรชายนางจะเป็นอันใดได้อย่างไร” หมอหลิวนึกถึงมู่ฉินฉานก็แค้นใจ ไ
จินตงชุนและจินตงเฉิงเองก็นั่งอยู่ข้างเตียงช่วยเรียกรั่วซีอีกแรง แต่นางก็ยังคงหลับสนิทเช่นเดิม บุตรชายทั้งสองก็ร้องไห้อยู่นานกว่าจะพากันหลับด้วยความอ่อนเพลีย“มีหนทางหรือไม่ท่านหมอ” อาฟ่านเอ่ยถามขึ้นมาเสียงสั่น“คงได้แต่รอให้นางตื่นขึ้นมาเอง” หมอหลิวก็หมดหนทางที่จะช่วยแล้ว หมอจวงที่ถูกตามตัวมาช่วยตรวจก็ไม่อาจหาหนทางช่วยได้รั่วซีที่ทุกคนกำลังวุ่นวายเพราะการหลับไม่ตื่นของนาง ตอนนี้กำลังนั่งมองหน้าอาจารย์ลู่ ที่กำลังดื่มชาอย่างใจเย็น สถานที่แห่งนี้นางเคยเข้ามาแล้ว เมื่อครั้งที่วิญญาณของนางมาในมิติโบราณครั้งแรก“ท่านอาจารย์ ท่านดึงวิญญาณของข้ามา เพื่อให้ข้านั่งมองท่านดื่มชาหรือเจ้าคะ”อาจารย์ลู่วางแก้วชาลง “ข้าจะส่งเจ้ากลับมิติเดิมของเจ้า หน้าที่ของเจ้าในมิติโบราณจบสิ้นลงแล้ว”รั่วซีเลิกคิ้วขึ้นมอง “หืม...ท่านจะให้ข้าทิ้งบุตรชายที่ข้ายังไม่เคยเห็นหน้าเช่นนั้นหรือ” นางยื่นหน้าเข้าไปถามใกล้ๆ“ก่อนหน้าเป็นเจ้าที่เรียกร้องอยากจะกลับมิใช่หรือ”“แต่ตอนนั้นข้ายังไม่มีบุตรของตนเอง ข้าไม่กลับแล้วเจ้าค่ะ”“หึหึ ได้”“หืม...ง่ายเช่นนี้เลยหรือเจ้าคะ”“แล้วเหตุใดต้องยากด้วยเล่า กลับไปได้แล้ว คงวุ่นวาย
หมอหลิวได้แต่ถอนหายใจออกมา จะเร็วกว่านี้หนึ่งวันหรือช้ากว่านี้สักวันก็ไม่ได้เลย เขาลุกขึ้นเดินไปสั่งความด้านนอก “เตรียมห้องคลอด”มู่ฉินฉานได้ยินว่าเตรียมห้องคลอด เขาก็โยนต้นหนามที่อยู่ด้านหลังทิ้งแล้วลากตัวบ่าวที่กำลังวิ่งไปเตรียมของให้นำทางไปเรือนพักของรั่วซีความจริงก็แทบไม่ต้องใช้คนนำทางเลย เมื่อบ่าวมากกว่าครึ่ง ทั้งยังมีเสี่ยวจง อาฟ่านและอาเหิงอยู่ที่หน้าเรือนพักของรั่วซีแล้วมู่ฉินฉานเห็นอาฟ่านและอาเหิงยืนอย่างร้อนใจอยู่ที่หน้าเรือนพักของรั่วซี ก็เดินเข้าไปถีบทั้งสองคนละทีจนล้มกลิ้งไปกับพื้น ก่อนจะรีบสาวเท้าเข้าไปในเรือนพักของนางอย่างรวดเร็ว“หลีกไป!!!” เขาตวาดออกมาเสียงดัง เมื่อสาวใช้กำลังช่วยประคองรั่วซีเพื่อไปที่ห้องคลอด“เสียงดังเพื่ออันใด” รั่วซีได้แต่ถลึงตามองเขามู่ฉินฉานเดินไปช้อนตัวนางขึ้นอุ้ม “นำทาง” เขาเอ่ยกับสาวใช้ที่ตัวสั่นเทาไปด้วยความกลัว “รอให้เจ้าคลอดก่อนแล้วข้าจะมาจัดการเจ้าด้วย”“หึ ผู้ใดจะจัดการผู้ใดกันแน่” นางทุบไปที่แผงอกของเขา แต่ก็ต้องนิ่วหน้าเสียเอง เมื่อท้องของนางบีบรัดแรงขึ้น “โอ๊ยยย” นางร้องออกมาเบาๆ“เจ็บมากหรือ” เขากระชับรั่ววีเข้ามากอดเอาไว้แน่น แล้
อาฟ่านและอาเหิงสะดุ้งสุดตัว ต่างก็รีบส่ายหน้าพร้อมกัน เมื่อถูกคิดว่าเป็นบิดาของเด็กในท้องรั่วซี“ไม่ใช่ขอรับ”“หึหึ ข้ารู้ตัวว่าไหวมากน้อยเพียงใดเจ้าค่ะ ที่ข้าขอร้องให้ท่านช่วยจัดเตรียมเอาไว้ให้เรียบร้อยหรือไม่เจ้าคะ”“ข้าเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว เจ้าไปที่จวนก่อนเถิด ข้าคงต้องจัดหาหมอตำแยมาเพิ่มแล้วกระมัง” หมอจวงได้แต่ส่ายหน้า แล้วขึ้นรถม้าเพื่อนำทางรั่วซีไปที่พักของนางโรงหมอในเมืองหย่งเป่ยก็ไม่ต่างจากเมืองซิวเชียงนัก เมื่อรั่วซีนางต้องการโรงหมอที่อยู่ติดกับจวนพัก เพื่อสะดวกในการรักษาเมื่อได้รับความช่วยเหลือจากหมอจวงทุกอย่างจึงง่ายขึ้น นางส่งจดหมายมาแจ้งเขาล่วงหน้าหลายเดือนแล้ว ทั้งสถานที่และคนที่ต้องการเรียนรู้จากนางก็พร้อมเรียบร้อยแล้ว ยังมีผู้ช่วยหมอที่อยู่ในเมืองตู่เป่ยและเมืองชุนเป่ยที่เดินทางมารอเรียนกับนางอีกด้วยทางโรงหมอนางไม่ต้องเข้าไปวุ่นวายมากนัก เมื่อมีหมอจวงคอยจัดการอยู่ รั่วซีนางจึงเปิดสอนวิชาการแพทย์ของนางที่จวนของนางเลยหมอหลิว เมื่อคำนวณแล้วว่ารั่วซีนางใกล้คลอด เขาก็ลางานในสำนักหมอหลวงโดยบอกว่าจะไปช่วยรั่วซีนางจัดตั้งโรงหมอที่เมืองหย่งเป่ย แล้วพาครอบครัวเดินทางไปหย่ง
เริ่มแรกโรงหมอเปิดทำการรักษาโดยไม่คิดเงิน เพื่อให้ชาวบ้านที่ไม่มีเงินมารักษาและเพื่อให้หมอต้วนได้มีโอกาสตรวจและรักษาจากตัวผู้ป่วยจริงถึงจะบอกว่าเป็นการรักษาโดยไม่คิดเงิน แต่หากชาวบ้านคนใดที่ต้องการจ่ายเงินค่ายาหรือค่ารักษา จะมีกล่องไม้ที่ตั้งเอาไว้เปิดรับน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ เงินส่วนนี้รั่วซีนางยกให้หมอต้วนทั้งหมด ลูกจ้างในร้านคนใดที่พอจะมีความสามารถด้านการแพทย์ นางก็สอนการแพทย์ให้พวกเขาด้วยเช่นกันรั่วซีนางส่งข่าวไปที่จวนตระกูลหลิวว่านางพักอยู่ที่เมืองซิวเชียง เพียงแค่หนเดียวเท่านั้น ข่าวจากเมืองหลวงที่ส่งมาถึงนางก็มีเพียงเรื่องจินตงเฉิงเข้าเรียนที่สำนักศึกษาแล้ว แม้จะอยู่ในวัยยังไม่ถึงเจ็ดหนาว แต่ด้วยความเฉลียวฉลาดของเขา อาจารย์ในสำนักศึกษาก็รับเขาเอาไว้ทันที จินตงชุนเองก็เข้าเรียนในสำนักศึกษาเพื่อรอสอบจวี่เหรินในอีกหกเดือนข้างหน้าตระกูลหลิวใช้ชีวิตเช่นเดิม หมอหลิวก็เดินทางไปทำงานในสำนักหมอหลวงทุกวัน ฮูหยินหลิวก็เข้าร่วมงานเลี้ยงน้ำชาและงานมงคลเช่นปกติ เมื่อพบเจอเสิ่นซื่อนางก็ไม่ได้ทำตัวเหินห่างหรือว่าแสดงอาการอันใดออกมาให้เสิ่นซื่อสงสัยเสิ่นซื่อเองก็ลองหยั่งเชิงฮูหยินหลิวอยู่บ่อยครั
มู่ฉินฉานรู้แก่ใจว่าหมอหลิวคงรู้เรื่องของตนและรั่วซีแล้ว เขาคุกเข่าลงตรงหน้าของหมอหลิวเสียงดัง แผ่นหลังที่เคยยืดตรงยามนี้มันห่อเหี่ยวลงอย่างสิ้นหวัง“ก่อนหน้าข้าน้อยไม่รู้ความกระทำเรื่องไม่ดีลงไป ตอนนี้ทุกสิ่งอย่างล้วนได้รับการแก้ไขเรียบร้อยแล้ว ข้าน้อยไม่จำเป็นต้องหมั้นหมายกับคุณหนูเว่ย หวังว่าท่านหมอจะเมตตาข้าน้อยสักครั้งขอรับ ได้โปรดบอกข้าน้อยเถิดขอรับว่าซีซีนางอยู่ที่ใด”หมอหลิวหรี่ตามองมู่ฉินฉานที่ดูเหมือนว่าเขาสำนึกผิดแล้ว “ข้าเองก็ไม่รู้ว่านางไปที่ใด เจ้าก็รู้ว่าซีซีนางมีความปรารถนาต้องการสร้างโรงหมอ เผยแพร่ความรู้ของนางสร้างหมอทั่วแคว้นต้าหลี่ ข้าบอกได้เพียงว่านางเดินทางออกไปแล้ว”มู่ฉินฉานเงยหน้าขึ้นมองหมอหลิวเพื่อใคร่ครวญว่าสิ่งที่เขาพูดจริงเท็จเพียงใด แต่ก็เห็นเพียงแววตาที่เศร้าหมองของเขาเมื่อเอ่ยถึงรั่วซีเท่านั้น“นางเดินทางไปนานแล้วหรือยังขอรับ ไปทิศทางใด ได้โปรดบอกกล่าวข้าน้อยด้วยขอรับ”“นางเดินทางไปได้สามวันแล้ว ข้าเองก็ไม่แน่ใจทิศทางที่นางจะไป นางบอกเพียงจะส่งข่าวมา แต่ยามนี้ยังไม่มีสิ่งใดมาถึงข้า” เขาไม่บอกข้อเท็จจริงทั้งหมดให้มู่ฉินฉานรู้ เขาหลอกลวงรั่วซีมาเนิ่นนาน ท
รั่วซีนิ่งอึ้งไป สาเหตุที่นางต้องมาอยู่ในมิติแห่งนี้ก็เพื่อช่วยเหลือคน หากท่านเทพมองลงมาเห็นใจนาง คงยอมให้นางกลับคืนห้วงมิติของนางใช่หรือไม่นางหันไปขอความเห็นจากจินตงชุน อย่างไรเขาก็เป็นพี่ชายของนาง “พี่ใหญ่ ท่านเห็นเป็นเช่นใดเจ้าคะ”หมอหลิวที่เห็นนางลังเลถึงกับคิ้วกระตุกไม่หยุด มีคนจำนวนมากเพียงใ
ทหารรีบช่วยกันพาตัวสามพี่น้องลงมาจากต้นไม้ หนึ่งในนั้นหยิบแป้งทอดแห้งๆ ที่พกมาด้วยส่งให้จินตงเฉิงกิน แต่เขาที่ยังคงหวาดกลัวอยู่จึงไม่ได้ยื่นมือของไปรับ“ขอบคุณเจ้าค่ะ น้องชายของข้าน้อยยังคงเสียขวัญอยู่ ขออภัยที่เขาไร้มารยาทเจ้าค่ะ” รั่วซียื่นมือออกไปหยิบแล้วโค้งตัวอย่างขออภัย“ไม่เป็นอันใด พวกเจ้าเ
รั่วซีเลือกกิ่งไม้ที่พอจะรับน้ำหนักของนางและน้องชายได้ จากนั้นก็ใช้ผ้าคาดเอวของตนเองผูกร่างของนางและน้องชายเอาไว้กับลำต้นไม้ เพื่อไม่ให้ร่างตกลงไปข้างล่าง“ท่านเองก็ทำด้วย เผื่อจะเผลอหลับจะได้ไม่ตกลงไป”“ดะ ได้” เขาเองก็แปลกใจไม่น้อยที่น้องสาวดูจะเฉลียวฉลาดขึ้น แต่ตอนนี้มันไม่ใช่เวลามาสนใจตรวจสอบคว
จินรั่วซี นักออกแบบและสร้างหุ่นยนต์ ที่เรียกได้ว่าเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ของโลกเลยก็ว่าได้ หุ่นยนต์ของเธอไม่ได้ไว้เพื่อช่วยงานบ้านหรือเพื่อการศึกษา แบบนั้นมันธรรมดาไปหุ่นยนต์ที่จินรั่วซีสร้างขึ้นมันมีไว้เพื่อใช้งานในสงคราม ประสิทธิภาพของมันยังดีเกินคาด การทำลายล้างเรียกได้ว่า สูงกว่าใช้คนจริงๆ ใน







