LOGINมู่ฉินฉานหรี่ตามองตามแผ่นหลังของนางไปอย่างสงสัย ที่นางพูดเมื่อครู่ถึงวิธีการกินหัวเผือก นางย่อมเคยกินมันมาก่อนอย่างแน่นอน “เจ้ารู้ว่ามันกินได้ เจ้าเคยกินมันมาก่อน?” เขาเอ่ยถามจินตงชุน
“เคยครั้งหนึ่งขอรับ ท่านแม่นำมาใส่ลงไปในแกงไก่ให้พวกข้ากิน แต่ซีซีนางแพ้ กินเข้าไปก็ผื่นขึ้นทั้งตัว หลังจากนั้นท่านแม่ก็ไม่เคยทำอีกเลยขอรับ”
นายทหารจงยังต้องขมวดคิ้วเช่นกัน อาหารที่รั่วซีนางเอ่ยถึงเมื่อครู่ ไม่มีน้ำแกงไก่ใส่เผือกรวมอยู่ด้วย ยิ่งนางแพ้ตั้งแต่ครั้งแรกที่กิน เป็นไปไม่ได้เลยว่าอาหารอีกสองอย่างนางจะได้กินด้วย มู่ฉินฉานก็คิดเช่นนี้
รั่วซีเมื่อกลับมาถึง นางก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นั่งล้อมวงกินอาหารร่วมกับพวกเขา แม้จะมีคนมาเพิ่มอีกสามท้อง แต่อาหารตรงหน้าก็ทำให้พวกเขากินได้อย่างเหลือเฟือ ทั้งยังเก็บปลาอีกครึ่งตัวเอาไปให้ท่านย่าของฟางอินด้วย
ก่อนจะกลับออกไป รั่วซีนางใช้ขี้เถ้าที่จินตงชุนเก็บเอาไว้ให้มาถูตามใบหน้าและส่วนที่โผล่ออกมานอกเสื้อผ้า ทั้งยังใช้แท่งถ่านเขียนคิ้วให้หนาขึ้น
มู่ฉินฉาน นายทหารจงและฟางอิน ต่างตกตะลึง พวกเขานึกไม่ถึงว่านางใช้สองสิ่งก็เปลี่ยนให้ตัวนางกลายเป็นอีกคนไปได้แล้ว
“เหตุใดเจ้าต้องทำเช่นนี้ด้วยเล่า” ฟางอินเอ่ยถามอย่างสงสัย
“ข้าไม่อยากมีชะตาชีวิตเช่นสตรีที่ข้าพบเห็นในหมู่บ้าน” ไม่ต้องเอ่ยออกมาทั้งหมด ก็พอจะเข้าใจได้ ว่านางคงเห็นสตรีเหล่านั้น ถูกทหารแคว้นต้าเยี่ยกระทำเช่นใด
ทั้งหมดออกมาจากป่า ฟ้าด้านนอกก็เริ่มมืดแล้ว สามพี่น้องกลับเข้าไปพักในหลุมดินของตนเอง ฟางอินนำอาหารกลับไปให้ท่านย่าของตนเอง มู่ฉินฉานและนายทหารจงยืมตะกร้าของฟางอินไปก่อน
“เจ้าจัดคนมาตรวจเวรยามที่ด้านหลังให้บ่อยขึ้น” เขาหันมาสั่งนายทหารจง
“ขอรับ นายกองสนใจแม่นางน้อยนั้นหรือขอรับ” เขาอมยิ้มมองมู่ฉินฉานอย่างรู้ทัน
มู่ฉินฉานให้คำตอบเขาด้วยการถีบไปที่ท้องของนายทหารจงจนล้มกลิ้งไปกับพื้น “เจ้าดูแลพวกนางสามพี่น้องอย่างดี แล้วเจ้าจะได้สิ่งดีๆ ตามไปด้วย” เขาเดินหายไปทันที
มู่ฉินฉานเชื่อว่ารั่วซีนางแตกต่างจากสตรีอื่น ความรู้ที่นางมี ทั้งเรื่องประหลาดที่เขาเองก็บอกไม่ได้ว่าประหลาดเช่นใด หากการรักษาโรคท้องร่วงและเรื่องหัวมันกลายเป็นประโยชน์ต่อชาวบ้าน นางย่อมได้รับความชอบไปด้วย
นายทหารจง พอจะเข้าใจในสิ่งที่มู่ฉินฉานพูด พอส่งมู่ฉินฉานออกจากค่ายผู้อพยพไปแล้ว เขาก็จัดวางเวรยามให้ไปตรวจตราทางด้านที่พักของสามพี่น้องทันที
สามพี่น้องย่อมไม่รู้ถึงความคิดของพวกเขา พอเข้ามาอยู่ด้านในหลุมดิน ก่อกองไฟสร้างความอบอุ่นภายในแล้ว ก็พากันล้มตัวลงนอนพักผ่อนทันที
ตกดึกรั่วซีนางเริ่มปวดเมื่อยไปตามเนื้อตัวที่ถูกชาวบ้านทุบตี นางนอนกระสับกระส่ายจนจินตงชุนและจินตงเฉิงลุกขึ้นมาดูนาง
“พี่ใหญ่ พี่หญิงมีไข้ขอรับ” จินตงชุนรีบวางมือลงบนหน้าผากของรั่วซีทันที
“พี่ใหญ่ น้องเล็ก ข้าทำพวกท่านตื่นหรือ” นางปรือตาขึ้นมามองทั้งสองที่ลุกขึ้นนั่งแล้ว
“ซีซี เจ้ามีไข้ ข้าจะพาเจ้าไปที่กระโจมท่านหมอ”
นางจับมือของจินตงชุนเอาไว้ “ไม่ต้องท่านพี่ คนป่วยในกระโจมหมอมีไม่น้อยเลย อีกอย่างท่านหมอเห็นข้า ท่านคิดว่าเขาจะรักษาให้ข้าหรือไม่เล่า ท่านนำผ้าชุบน้ำมาให้ข้าพอ” นางชี้ไปที่เศษผ้าที่นางตัดเอาไว้ใช้เช็ดมือเช็ดหน้า วางรวมอยู่กับเสื้อผ้าที่นายทหารจงให้มา
จินตงชุนถอนหายใจออกมา เขาทำตามที่นางว่า แล้วนำมาเช็ดตามตัวและใบหน้าของนาง ก่อนจะวางไว้บนหน้าผากตามคำบอกของรั่วซี
จินตงเฉิงที่ล้มตัวลงนอนด้วยความอ่อนเพลียอีกครั้ง กอดพี่สาวเอาไว้แน่น เพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้นาง จินตงชุนเห็นเช่นนั้นก็ขยับตัวเข้ามาช่วยน้องชายกอดเอาไว้อีกคน
รั่วซีที่ยังรู้สึกตัวอยู่ อดที่จะอบอุ่นในหัวใจไม่ได้ ภายใต้ความโหดร้ายที่ต้องพบเจอ อย่างน้อยนางก็ได้มาอยู่ในครอบครัวที่อบอุ่น
รุ่งเช้า รั่วซีนางยังมีอาการปวดตามเนื้อตัวอยู่ ทั้งสามจึงไม่ได้เข้ามา เพียงใช้น้ำที่นำมาเมื่อวานล้างหน้าบ้วนปาก และกินหัวมันเผาที่ยังมีอยู่เท่านั้น
พอสามพี่น้องไม่ได้เข้าป่า ฟางอินจึงไม่ได้เข้าไปด้วย เขาเองก็มีหัวมันที่เก็บเอาไว้ จึงนำออกมาเผากินกับท่านย่าของตน
ชาวบ้านเริ่มหวาดกลัวกับโรคระบาด จึงไม่ออกไปรับอาหารที่โรงทาน ด้วยกลัวว่าหากอยู่ในบริเวณที่มีคนพลุกพล่าน จะทำให้ติดโรคกลับมา จึงได้แต่เข้าป่าใกล้ๆ เก็บผักป่ามาต้มกิน
ผ่านไปเพียงแค่วันเดียว หัวมันที่ขุดมาเก็บไว้ก็ใกล้จะหมดลง อาการของรั่วซีที่นอนพักเต็มที่ก็เริ่มฟื้นขึ้นมาบ้างแล้ว ทั้งหมดจึงตัดสินใจเข้าป่ากัน
ทุกอย่างยังคงเป็นเช่นเดิม จินตงชุนกับฟางอินไปขุดหัวมันและก่อไฟ รั่วซีไปจับปลาทำปลาเตรียมย่าง จินตงเฉิงเก็บฟืน พอทั้งสี่กินกันเรียบร้อยแล้ว ก็แบกตะกร้าที่มีหัวมันอยู่มากกว่าครึ่งพร้อมปลาย่างอีกหนึ่งตัวกลับออกไปที่ที่พัก
แต่วันนี้ หลุมดินที่เงียบสงบมาหลายวันก็เปลี่ยนไป เมื่อด้านหน้าหลุมดินของพวกเขามีชาวบ้านและทหารยืนอยู่หลายคน ทหารสองสามคนดูเหมือนว่ากำลังห้ามปรามชาวบ้านที่มาก่อความวุ่นวายอยู่
เมื่อทั้งสามแทรกตัวเข้าไปก็เห็นข้าวของภายในหลุมดินของตระกูลจินและตระกูลฟางถูกรื้อกระจัดกระจายออกมาด้านนอก ยังมีท่านย่าของฟางอินที่นั่งอยู่กับพื้น ผมเผ้ายุ่งเหยิงไปหมด เสื้อผ้าของนางก็ถูกฉีกขาดไปหลายแห่ง
“ท่านย่า!!! เกิดเรื่องใดขึ้นขอรับ” ฟางอินวิ่งเข้าไปประคองหญิงชราขึ้นมาตรวจดูว่าได้รับรับบาดเจ็บที่ใดหรือไม่
“ชาวบ้านพวกนี้ ต้องการมาแย่งหัวมันของพวกเรา” นางชี้นิ้วไปทางชาวบ้านด้วยความโกรธ พวกชาวบ้านเองก็มีโทสะไม่ต่างกัน
“พวกเจ้ามีของกิน ไม่คิดจะแบ่งให้ผู้อื่นบ้างเลยหรือ”
“ใช่แล้ว ข้าเห็นนางได้กินปลาทุกมื้อ”
“ข้าก็เห็น”
“เห็นแก่ตัวจริง สมควรแล้วที่ต้องถูกทุบตี” นางปรายตามองมาทางรั่วซี
รั่วซีเห็นข้าวของของตนเองถูกรื้อออกมาก็โกรธจนตัวสั่น นางกระโดดไปตรงหน้าของพวกชาวบ้านที่กำลังพูดกันอย่างหน้าหนา
“ผู้ใดกันที่เห็นแก่ตัว!!! พวกเจ้ามีสิทธิ์อันใดมารื้อค้นข้าวของผู้อื่น พวกเจ้าก็ไม่ต่างจากโจร แล้วข้าเคยบอกไปแล้วใช่หรือไม่ ว่าหัวมันกินได้ พวกเจ้าไม่มีปัญญาไปเก็บเองหรือไง ถึงต้องมาแย่งผู้อื่นราวกับขอทาน” ดวงตาของนางแดงก่ำ กวาดมองไปที่ทุกคนอย่างโกรธแค้น
“ก็...เจ้ามีอาหารเหตุใดไม่แบ่งปัน”
“หึ” แล้วสตรีคนที่พูด ดันเป็นมารดาของเด็กทั้งสามที่นางเคยยื่นหัวมันให้พวกเขา “ข้าควรจะต้องตบปากเจ้าเพื่อเตือนสติหรือไม่ ข้าเคยส่งหัวมันเผาให้ลูกเจ้าแล้วมิใช่หรือ!!! แต่ว่าพูดเช่นใด คิดว่าข้าจะฆ่าเด็กใช่หรือไม่” รั่วซีพุ่งตัวหมายจะเข้าไปตบจริงๆ จนจินตงชุนต้องดึงรั้งน้องสาวเอาไว้
“อย่า!!! ซีซี สมควรให้เจ้าต้องเปลืองแรงหรือ” เขาดึงตัวน้องสาวไปไว้ด้านหลัง “พวกท่านมิใช่หรือที่เยาะเย้ยพวกข้า รอดูว่าเมื่อใดพวกข้าจะตาย แล้วพอเห็นว่าพวกข้าไม่ตาย กลายเป็นว่า...พวกข้าเห็นแก่ตัว หัวมันขึ้นในป่ามากมาย หากพวกท่านไม่ขี้เกียจจนเกินไป มีหรือจะหากินไม่ได้ ต้องรอให้คนยื่นอาหารเข้าปากให้หรือ” จินตงชุนกดยิ้มเย็นมองพวกเขา
ตอนที่น้องสาวถูกทุบตีเขาก็ไม่อาจเข้าไปช่วยเหลือได้ มานามนี้ยังจะด่าทอพวกเขาอีก “ก่อนหน้าเรื่องถ้วยใส่ข้าว ข้าเป็นคนพูดกับพวกท่านเองใช่หรือไม่ หรือมีผู้ใดกล้าพูดว่าไม่ใช่ข้า หึหึ...ข้ายังถูกพวกท่านถ่มน้ำลายใส่หน้า บอกว่าข้าสร้างความวุ่นวาย ไล่ให้ข้าไปหาของกินเอง ในเมื่อข้าหามาได้ เหตุใดต้องแย่งด้วย”“เช่นนั้น...พวกเจ้าก็พาพวกข้าไปหาหัวมันก็สิ้นเรื่อง” ชายวัยกลางคนเอ่ยขึ้นมาอย่างหน้าหนา“ไปหาเอง!!! มันอยู่ในป่า หากไม่มีปัญญา ก็อดตายไปเลย!!!” รั่วซีจะเดินเข้าไปเก็บของของนาง แต่ถูกกลุ่มคนที่เริ่มไม่พอใจกับพูดของนางเข้ามาขวางเอาไว้ แล้วจะเริ่มลงมืออีกครั้ง“ปากดีนัก นังเด็กเวรนี่!!!” ชายวัยกลางคนเมื่อครู่ คว้าท่อนฟืนที่อยู่ใกล้มือหมายจะเข้ามาทุบตีรั่วซีแต่จินตงชุนที่ตาไว กระโดดเข้ามาปกป้องน้องสาวและน้องชายเอาไว้ จนเขาถูกตีเข้าที่กลางแผ่นหลังจนไม้ฟืนหักคามือของชายผู้นั้น “โอ๊ยยยย”“พี่ใหญ่/พี่ใหญ่”“มันจะมากเกินไปแล้ว!!!” รั่วซีคว้าไม้ฟืนที่หักครึ่ง พุ่งเข้าไปหาชายวัยกลางคน แต่ถูกเสียงตวาดก้องขัดขวางเอาไว้เสียก่อน“หยุด!!! หากไม่หยุดมือ...”เขายังพูดไม่ทันจบรั่วซีก็ฟาดไม้ใส่หัวของชายวัยกลา
มู่ฉินฉานหรี่ตามองตามแผ่นหลังของนางไปอย่างสงสัย ที่นางพูดเมื่อครู่ถึงวิธีการกินหัวเผือก นางย่อมเคยกินมันมาก่อนอย่างแน่นอน “เจ้ารู้ว่ามันกินได้ เจ้าเคยกินมันมาก่อน?” เขาเอ่ยถามจินตงชุน“เคยครั้งหนึ่งขอรับ ท่านแม่นำมาใส่ลงไปในแกงไก่ให้พวกข้ากิน แต่ซีซีนางแพ้ กินเข้าไปก็ผื่นขึ้นทั้งตัว หลังจากนั้นท่านแม่ก็ไม่เคยทำอีกเลยขอรับ”นายทหารจงยังต้องขมวดคิ้วเช่นกัน อาหารที่รั่วซีนางเอ่ยถึงเมื่อครู่ ไม่มีน้ำแกงไก่ใส่เผือกรวมอยู่ด้วย ยิ่งนางแพ้ตั้งแต่ครั้งแรกที่กิน เป็นไปไม่ได้เลยว่าอาหารอีกสองอย่างนางจะได้กินด้วย มู่ฉินฉานก็คิดเช่นนี้รั่วซีเมื่อกลับมาถึง นางก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นั่งล้อมวงกินอาหารร่วมกับพวกเขา แม้จะมีคนมาเพิ่มอีกสามท้อง แต่อาหารตรงหน้าก็ทำให้พวกเขากินได้อย่างเหลือเฟือ ทั้งยังเก็บปลาอีกครึ่งตัวเอาไปให้ท่านย่าของฟางอินด้วยก่อนจะกลับออกไป รั่วซีนางใช้ขี้เถ้าที่จินตงชุนเก็บเอาไว้ให้มาถูตามใบหน้าและส่วนที่โผล่ออกมานอกเสื้อผ้า ทั้งยังใช้แท่งถ่านเขียนคิ้วให้หนาขึ้นมู่ฉินฉาน นายทหารจงและฟางอิน ต่างตกตะลึง พวกเขานึกไม่ถึงว่านางใช้สองสิ่งก็เปลี่ยนให้ตัวนางกลายเป็นอีกคนไปได้แล้ว“เ
รั่วซีปรายตามองเขาอย่างไม่เชื่อ “ท่านเห็นข้าจับเช่นใดก็เช่นนั้น” นางเดินไปแย่งผลท้อในมือของเขามาเก็บลงตะกร้า “หากอยากกินท่านต้องไปเก็บเอง” นางคงหลงลืมไปว่าครั้งหนึ่งเคยถูกเขาช่วยเหลือมาก่อน“พวกมันว่ายมาให้เจ้าจับง่ายๆ เลยหรือ”“อืม”“แล้วที่เจ้าบอกว่า โรคที่ชาวบ้านเป็นไม่ใช่โรคระบาด เจ้ารู้ได้อย่างไร” เขาเดินตามรั่วซีมาติดๆพอนางหันหลังกลับมาเพื่อพูดกับเขา จึงชนเข้ากับแผงอกของมู่ฉินฉานอย่างแรง จนนางต้องสูดปากด้วยความเจ็บ แผลเก่าก็ยังไม่ดีขึ้น ดูเหมือนจะได้แผลใหม่เพิ่มขึ้นอีกแล้ว“ท่านเดินเช่นใดของท่านกัน ต้องเดินติดข้าเพียงนี้เลยหรือ”“ข้าไม่คิดว่าเจ้าจะหันมา เจ็บมากหรือไม่ แล้วที่เจ้าถูกชาวบ้านทุบตีเป็นเช่นใดบ้าง”“เป็นข้าที่หาเรื่องใส่ตัวเอง ช่างเถิด ที่ท่านถามว่าข้ารู้ได้อย่างไรว่าไม่ใช่โรคระบาด ก่อนหน้านี้ข้าเห็นถ้วยใส่อาหารที่พี่ชายได้มาจากนายทหารจง ข้าก็บอกให้พี่ชายไปแจ้งกับเขาแล้ว ว่าถ้วยไม้ที่กระดำกระด่าง สีดำมันเป็นพิษอย่างหนึ่ง จะทำให้เกิดโรคท้องร่วงได้ หากนำมาใช้สม่ำเสมอ”เขามองนางอย่างค้นหา “เจ้าเป็นหมอหรือ”“ถ้าข้าเป็นหมอ ข้าคงรักษาชาวบ้านแทนตาเฒ่าที่ทำให้ข้าต้องถูกชาวบ้
รั่วซีวิ่งไปก็ร้องตะโกนไปด้วย “มันไม่ใช่โรคระบาด เป็นเพียงโรคท้องร่วงเท่านั้น” นางหวังว่าเสียงอันดังของนางจะมีชาวบ้านเชื่อนางสักคนหากเขาออกเดินทางไปเสี่ยงตายตอนนี้ มิใช่ว่าจะยิ่งลำบากไปใหญ่หรือ มีชาวบ้านที่ผันตัวมาเป็นโจรออกปล้นชิง และไม่รู้ว่าประตูเมืองจะเปิดให้พวกเขาผ่านทางหรือไม่ความกังวลของรั่วซีมันเกิดขึ้นก่อนหน้าที่พวกนางจะตื่นนอนเสียอีก เมื่อครอบครัวขุนนางท้องถิ่น และคหบดีเริ่มทยอยออกจากค่ายผู้อพยพไปกดดันให้ทหารเปิดประตูเมืองกันจนเต็มหน้าประตูเมืองแล้วรั่วซีมาถึงกระโจมหมอ ด้านในมีผู้คนเต็มแน่นไปหมด หมอมีเพียงแค่สองคนที่ทำงานจนหัวหมุนไปหมด พอคนที่มีไข้และถ่ายจนเต็มตัวถูกหามเข้ามา หมอก็ร้องโวยวายออกมาทันที “รักษาไม่ได้แล้ว!!! พาออกไปเผาเลย มิเช่นนั้นผู้อื่นจะติดไปด้วย”นางรีบแทรกตัวเข้าไปเพื่อพูดกับท่านหมอ “มันไม่ใช่โรคระบาด มันคือโรคท้องร่วง เกิดจากถ้วยใส่อาหารและน้ำดื่มที่พวกเขาไม่ยอมต้มกินต่างหาก” นางตะโกนเข้าไปเสียงดังหมอเหมือนจะได้ยินที่นางพูด เขาหยุดและมองหาต้นเสียง พอเห็นว่าเป็นเพียงแม่นางน้อย เนื้อตัวมอมแมมก็ยกยิ้มเย็นที่มุมปาก “หากเจ้าเก่งจริงก็มารักษาเอง พวกเจ้าไปให
จินตงชุนก่อกองไฟเอาไว้ที่หน้าปากหลุมเพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้ด้านใน พวกเขาเก็บฟืนมาไว้มากพอที่จะใช้ได้ตลอดทั้งคืน รั่วซียังตั้งกระบอกไม้ไผ่ที่ใส่น้ำจนเต็ม วางไฟข้างๆ กองไฟ จะได้มีน้ำอุ่นๆ เอาไว้ดื่มสามพี่น้องเหน็ดเหนื่อยและเสียขวัญมาตลอดทั้งวัน พอจัดเตรียมที่หลับนอนเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็นอนชิดกันแล้วหลับทันที อากาศกลางคืนหนาวเย็นจนแม้แต่กองไฟก็ต้านไม่ไหว สามพี่น้องขดตัวกอดกันเอาไว้แน่น จินตงเฉิงที่นอนอยู่ตรงกลางจึงได้รับความอบอุ่นมากที่สุดก่อนฟ้าจะสว่าง รั่วซีที่ทนความหนาวไม่ไหว นางลุกขึ้นมาเติมฟืนใส่เข้าไปในกองไฟ และนำหัวมันที่เผาเอาไว้แล้ววางไว้ข้างกองไฟ พอดื่มน้ำร้อนเข้าไป ร่างกายก็เริ่มคลายความหนาวลงไปได้บ้างแล้ว นางจึงกลับไปล้มตัวลงนอนอีกครั้งพอฟ้าสว่าง ชาวบ้านแทบจะไม่มีเหลือให้ได้เห็น ด้วยต้องไปต่อแถวรอรับอาหาร จะเหลือก็เพียงคนชราและเด็กที่ยังไม่อาจช่วยเหลือตนเองได้ที่รออยู่ที่หลุมดินหญิงชรา ผู้เป็นย่าของเด็กหนุ่มก็เช่นกัน “ท่านยาย ท่านกล้ากินกับพวกข้าหรือไม่เจ้าคะ หากรอหลานชายท่านกลับมาก็ยังไม่รู้ว่าต้องรอถึงเมื่อใด” นางยื่นหัวมันที่อุ่นจนร้อนแล้วให้หญิงชรา“ขอบใจพวกเจ้ามาก เ
จินตงชุนไม่อาจขัดขวางน้องสาวได้ เขาจึงลงมือก่อไฟขึ้นมา ยังดีที่นายทหารจงให้ไต้จุดไฟกับเขามาด้วย จินตงเฉิงรีบช่วยหากิ่งไม้แห้งมากองเอาไว้ เมื่อได้ยินว่ามันกินได้ หัวมันตรงหน้ายังดูน่ากินกว่าแป้งทอดแข็งๆ เสียอีกรั่วซีขุดมันขึ้นมาได้จำนวนหนึ่ง นางก็รีบนำไปล้างน้ำระหว่างรอจินตงชุนก่อไฟ แต่เรื่องน่าแปลกก็เกิดขึ้นกับนางอีกครั้ง เมื่อฝูงปลาที่นางคิดว่ามันว่ายหนีกลับว่ายเข้ามาใกล้“เอ๊ะ!!!” นางยังเอื้อมมือไปจับมันได้อีกด้วย นางจับมาโยนขึ้นมาบนฝั่งได้เพียงสามตัว ฝูงปลาใหญ่ก็ว่ายหนีไปที่อื่นแล้ว “ประหลาด” แต่นางก็ให้ความสนใจเพียงครู่เดียว ก่อนจะร้องเรียกให้จินตงเฉิงนำมีดมาให้นางจินตงเฉิงมองปลาและพี่สาวสลับไปมาอย่างสงสัย ยิ่งเห็นนางลงมือผ่าท้องปลาอย่างชำนาญ ก็อดที่จะเอ่ยถามไม่ได้ “พี่หญิง ท่านทำเป็นด้วยหรือ ข้าไม่เคยเห็นท่านทำมาก่อน”“ทำไม่เป็นมิใช่จะทำไม่ได้ ตอนนี้พวกเราเหลือกันเพียงสามคนพี่น้อง ไม่มีท่านแม่ทำให้เหมือนเมื่อก่อน ข้าเอวก็ไม่อาจให้พี่ใหญ่ทำทุกสิ่งได้ทั้งหมด”จินตงเฉิงเงยหน้ามองพี่สาวอย่างมุ่งมั่น “ข้าจะช่วยพวกท่านด้วยขอรับ”“ดีมาก เจ้าไปหาไม้มา ข้าจะใช้เสียบปลาเอาไปย่าง เจ้าจะได







