เข้าสู่ระบบตอนที่น้องสาวถูกทุบตีเขาก็ไม่อาจเข้าไปช่วยเหลือได้ มานามนี้ยังจะด่าทอพวกเขาอีก “ก่อนหน้าเรื่องถ้วยใส่ข้าว ข้าเป็นคนพูดกับพวกท่านเองใช่หรือไม่ หรือมีผู้ใดกล้าพูดว่าไม่ใช่ข้า หึหึ...ข้ายังถูกพวกท่านถ่มน้ำลายใส่หน้า บอกว่าข้าสร้างความวุ่นวาย ไล่ให้ข้าไปหาของกินเอง ในเมื่อข้าหามาได้ เหตุใดต้องแย่งด้วย”
“เช่นนั้น...พวกเจ้าก็พาพวกข้าไปหาหัวมันก็สิ้นเรื่อง” ชายวัยกลางคนเอ่ยขึ้นมาอย่างหน้าหนา
“ไปหาเอง!!! มันอยู่ในป่า หากไม่มีปัญญา ก็อดตายไปเลย!!!” รั่วซีจะเดินเข้าไปเก็บของของนาง แต่ถูกกลุ่มคนที่เริ่มไม่พอใจกับพูดของนางเข้ามาขวางเอาไว้ แล้วจะเริ่มลงมืออีกครั้ง
“ปากดีนัก นังเด็กเวรนี่!!!” ชายวัยกลางคนเมื่อครู่ คว้าท่อนฟืนที่อยู่ใกล้มือหมายจะเข้ามาทุบตีรั่วซี
แต่จินตงชุนที่ตาไว กระโดดเข้ามาปกป้องน้องสาวและน้องชายเอาไว้ จนเขาถูกตีเข้าที่กลางแผ่นหลังจนไม้ฟืนหักคามือของชายผู้นั้น “โอ๊ยยยย”
“พี่ใหญ่/พี่ใหญ่”
“มันจะมากเกินไปแล้ว!!!” รั่วซีคว้าไม้ฟืนที่หักครึ่ง พุ่งเข้าไปหาชายวัยกลางคน แต่ถูกเสียงตวาดก้องขัดขวางเอาไว้เสียก่อน
“หยุด!!! หากไม่หยุดมือ...”
เขายังพูดไม่ทันจบรั่วซีก็ฟาดไม้ใส่หัวของชายวัยกลางคนเสียแล้ว “โอ๊ยยยย” เสียงร้องราวกับหมูถูกเชือด มาพร้อมกับเลือดที่ไหลออกมาจนเปื้อนใบหน้า
รั่วซีนางตีเสร็จก็ถอยห่างออกมาอย่างระวังตัว นางได้ยินเสียงร้องห้ามแล้ว แต่นางขอเอาคืนให้พี่ชายสักหน่อย
“หากไม่หยุด ก็ไสหัวออกไปให้หมด!!!” ชายวัยกลางคนที่กำลังจะเข้ามาบีบคอของรั่วซีหยุดชะงักอยู่กับที่ทันที
ชาวบ้านที่กำลังจะลงมือกับฟางอินและจินตงเฉิงก็หยุดมือเช่นกัน ทหารเพียงสามคนไม่อาจช่วยขวางพวกเขาไว้ได้ แต่บุรุษที่มาใหม่ทำได้
รั่วซีจำเขาได้ทันที คือรองแม่ทัพเสิ่น นางถึงได้โยนไม้ที่เปื้อนเลือดออกไปให้ห่างตัว เขาเหลือบมามองที่นางอย่างรู้ทัน แต่ไม่ได้พูดสิ่งใดกับนาง แต่หันไปถามทหารสามคนที่อยู่ตรงนั้นแทน
“เกิดเรื่องใดขึ้น เล่ามาให้ละเอียด” ทหารรีบรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ด้วยกลัวว่าจะถูกลงโทษ
รั่วซีไม่สนใจผู้อื่นว่าจะเป็นเช่นใด นางเดินเข้าไปดูอาการของพี่ชาย “เจ็บมากหรือไม่ ท่านรู้สึกเช่นใดบ้าง” นางมองเขาอย่างเป็นห่วง
“จะ เจ็บหลัง” ใบหน้าของจินตงชุนซีดขาวจนรั่วซีอดกังวลไม่ได้
นางรีบเปิดเสื้อดูแผ่นหลังของเขา ก็พบรอยท่อนฟืนฟาดลงมา แดงช้ำและบวมขึ้นไม่น้อยเลย รั่วซีแค้นใจจนน้ำตาไหลออกมาเอง นางรีบเช็ดทิ้งแต่ก็ยังไหลออกมาไม่หยุด สุดท้ายนางก็เลิกสนใจ ประคองให้จินตงชุนลุกขึ้นเข้าไปพักด้านในหลุม
“ประเดี๋ยว แม่นางน้อย ให้ทหารพาพี่ชายเจ้าไปให้ท่านหมอดูอาการก่อนเถิด” รองแม่ทัพเสิ่นเรียกรั่วซีเอาไว้
“ขอบคุณท่านรองแม่ทัพมากเจ้าค่ะ แต่ท่านควรจะมอบความเป็นธรรมให้กับพวกข้าน้อยสามพี่น้องด้วยเจ้าค่ะ”
“เพราะความอดยากทำให้คนดวงตามืดบอด เจ้าเองก็ได้ตีเขาคืนไปแล้วมิใช่หรือ” น้ำเสียงที่เขาใช้พูดกับรั่วซีอ่อนลงไม่น้อย
“พวกข้าน้อยเองก็พบเจอเหตุการณ์เช่นทุกคน อาจจะเลวร้ายกว่าเสียด้วยซ้ำ ที่ไม่อาจไปรับอาหารที่โรงทานได้ ตั้งแต่วันแรกที่มาถึง หวังดีแต่ถูกดูแคลน หยิบยื่นน้ำใจให้ก็หาว่าคิดร้าย อาหารที่กินแต่ละมื้อก็ล้วนแต่เสาะหามาด้วยสองขาและสองมือ พวกท่านเองก็มีเช่นกัน เหตุใดถึงได้กระทำกับพวกข้าราวกับเป็นนักโทษด้วยเล่า พวกข้าผิดที่ไหน ผิดอย่างไร พวกท่านช่วยบอกข้าหน่อย” นางกัดปากไม่ให้ส่งเสียงสะอื้นออกมาด้วย น้ำเสียงและแววตาเต็มไปด้วยความอดกลั้นที่สะสมมาตลอดหลายวัน
รั่วซี ปวดใจและโกรธแค้นที่ตัวนางต้องมาประสบพบเจอเรื่องเลวร้ายถึงเพียงนี้ ได้แต่คิดย้อนไป หากนางไม่คิดค้นหุ่นยนต์ทำลายล้างเพื่อชื่อเสียงของตนเอง นางจะต้องมาใช้กรรมที่นี่หรือไม่ ยิ่งคิดน้ำตาก็ยิ่งไหลออกมาอย่างไม่อาจกลั้นได้ สุดท้ายนางก็ปล่อยเสียงโฮออกมา กอดพี่ชายและน้องชายของนางเอาไว้
ภาพตรงหน้าสร้างความสะเทือนใจให้ชาวบ้านที่คิดร้ายกับสามพี่น้องไม่น้อย
มู่ฉินฉานที่พารองแม่ทัพเสิ่นมาเจอรั่วซี ก็ยืนมองนางด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ยามที่พูดคุยกับนางเขาไม่คิดเลยว่า จะได้เห็นด้านที่เปราะบางเช่นนี้ นางดูมากความสามารถ เข้มแข็งกว่าสตรีใดที่พบเห็น แต่อย่างว่า...นางพบเจอเรื่องเลวร้ายมาไม่น้อย สูญเสียคนในตระกูลไปจนสิ้น เหลือเพียงสามคนพี่น้อง ยังจะต้องมาถูกรังแก โดยไร้คนปกป้องอีก
รองแม่ทัพเสิ่นถอนหายใจออกมา “ข้าจะให้ความเป็นธรรมกับพวกจ้าสามพี่น้องเอง” เขากวาดตามองไปที่กลุ่มชาวบ้านและมองไปทางทหารสามนายที่อยู่ในเหตุการณ์ “ผู้ใดเป็นคนเริ่มก่อความวุ่นวายลากตัวไปโบยสิบไม้ ต่อไปหากมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นอีก ไม่ต้องรายงานข้า ลงโทษโบยได้ทันที แต่หากยังก่อเรื่องซ้ำ ส่งกลับหมู่บ้านให้ไปเผชิญกับเคราะห์ร้ายเอง”
สิ้นคำสั่งของรองแม่ทัพ ชาวบ้านต่างก็ก้มหน้าหลบสายตาของนายทหารทั้งสามที่เดินเข้ามาเพื่อลากตัวคนก่อเรื่อง หนึ่งในนั้นยังมีชายที่ถูกรั่วซีตีหัวจนเลือดอาบ ถูกลากออกไปโบยไม่ไกล เพื่อให้ทุกคนตระหนักเอาไว้ ว่าครั้งหน้าอย่าได้สร้างเรื่องอีกเป็นอันขาด
“ขอบคุณท่านรองแม่ทัพเสิ่นเจ้าค่ะ/ขอรับ” สามพี่น้องคุกเขาลงขอบคุณที่เขามอบความเป็นธรรมให้
“พาพี่ชายของแม่นางจินไปหาหมอ ส่วนแม่นางจิน...เจ้าตามข้ามาทางด้านนี้ ข้ามีเรื่องจะสอบถามเจ้า”
รั่วซีพอจะเดาได้ว่าเป็นเรื่องหัวมัน นางจึงได้ยอมตามไป แต่ก่อนที่จะไปนางหันไปพูดกับจินตงเฉิง “เฉิงเออร์ช่วยไปดูพี่ใหญ่แทนพี่สาวได้หรือไม่ ประเดี๋ยวพี่สาวเสร็จเรื่องทางนี้แล้วจะรีบตามไปพบเจ้ากับพี่ใหญ่ทันที” นางเช็ดน้ำตาของน้องชายไปด้วย
“ขอรับ”
“เด็กดี” นางลูบหัวเขาอย่างแผ่วเบา
พอส่งพี่ชายและน้องชายให้ทหารพาตัวไปหาหมอแล้ว รั่วซีถึงได้ยอมเดินไปพร้อมกับรองแม่ทัพเสิ่น มู่ฉินฉานเดินเข้ามาใกล้นางแล้วแอบยื่นผ้าเช็ดหน้ามาให้
“เช็ดหน้าเสีย น่าเกลียดจนดูไม่ได้แล้ว” คราบน้ำตาผสมกับขี้เถ้า ทำให้ใบหน้าของนางดูแปลกพิกล
รั่วซีถลึงตามองเขา พอเขาขยับปากเบาๆ ว่าขี้เถ้านางถึงเพิ่งจะนึกออก มือก็รีบดึงผ้าเช็ดหน้าของเขามาปิดหน้าเอาไว้ “ท่านรองแม่ทัพเสิ่น รอข้าน้อยประเดี๋ยวเจ้าค่ะ” นางไม่รอให้เขาอนุญาตก็วิ่งย้อนกลับไปที่หลุมดิน
ยังดีที่กระบอกไม้ไผ่ที่ใส่ขี้เถ้ายังไม่ถูกโยนทิ้งไปด้วย นางรีบเช็ดหน้าแล้วทาขี้เถ้าใหม่ ก่อนจะเร่งฝีเท้าไปพบรองแม่ทัพเสิ่น
รองแม่ทัพเสิ่นเลิกคิ้วขึ้นมอง เขาเหลือบไปทางมู่ฉินฉานอย่างขอคำตอบ “ท่านรองแม่ทัพคิดถูกแล้ว นางทาขี้เถ้าเพื่อปกปิดใบหน้าที่แท้จริง”
“หืม...เจ้ารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร”
“ข้าบังเอิญพบตอนที่นางไม่ได้ทาขอรับ” เขากดยิ้มที่มุมปาก
“เจ้าสนใจนาง” หลานชายเขาดูแตกต่างกว่าที่เคยเป็นมา
“มิใช่ขอรับ นางแตกต่างกว่าผู้ใดที่ข้าเคยเจอก็เท่านั้น” เขายักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ
“ก็ดี มิเช่นนั้น ท่านแม่เจ้าคงบ่นข้าจนหูชา” พอนึกถึงพี่สาวตนเองที่ฝากหลานชายให้เขาดูแล รองแม่ทัพเสิ่นก็อดส่ายหน้าไม่ได้
เสิ่นซื่อ มารดาของมู่ฉินฉานเป็นบุตรีคนรองของตระกูลเสิ่นที่เป็นตระกูลแม่ทัพ นางแต่งเข้าตระกูลมู่ที่เป็นตระกูลขุนนางใหญ่ บุตรชายของเสิ่นซื่ออีกสองคนก็เดินตามรอยผู้เป็นบิดาสอบเข้าเป็นขุนนางในราชสำนัก ต่างจากมู่ฉินฉานที่ชื่นชมเรื่องวรยุทธ์และเลือกเส้นทางทหารเช่นบ้านท่านตาของเขา
รั่วซีตื่นขึ้นมาก็พบว่าตนเองกำลังนอนอยู่ในรถม้าโดยมีมู่ฉินฉานกอดเอาไว้ ด้านข้างของนางมีบุตรชายที่นอนอยู่ในห่อผ้าโดยไร้แม่นมทั้งสองติดตามมาด้วย“มู่ฉินฉาน ท่านทำบ้าอันใด!!!” รั่ววีตวาดเสียงดัง ทั้งยังทุบตีเขาอีกหลายที“เจ้าเสียงดังอันใด ลูกตกใจหมดแล้ว” มู่ฉินฉานรีบอุ้มเด็กทั้งสองเข้ามาปลอบประโลม “ฮวนเออร์ ฮุ่ยเออร์ เด็กดี พวกเจ้าอยากไปอยู่กับพ่อใช่หรือไม่”“เหอะ ไม่รู้ว่าที่โรงหมอจะวุ่นวายมากเพียงใด” รั่วซีทำได้เพียงถอนหายใจออกมา แล้วรับบุตรชายทั้งสองมาป้อนนมให้พวกเขาที่โรงหมอวุ่นวายเช่นที่รั่วซีคิดจริง เมื่อคนหายไปหลายคนอีกทั้งยังเป็นทารกน้อยสองคน ที่ไม่สมควรเดินทางไกลอีกด้วย มู่ฉินฉานทิ้งไว้เพียงจดหมายหนึ่งฉบับเพื่อแจ้งเรื่องการเดินทางของเขา แม้แต่ใต้เท้ามู่และเสิ่นซื่อเองก็นึกโมโหบุตรชายตัวดี“ไม่รู้ว่ากลัวผู้ใดจะพรากเมียพรากบุตรไปจากเขาอีก ถึงได้กระทำการต่ำช้าเช่นนี้” เสิ่นซื่อขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างมีโทสะ“ท่านพี่ แล้วหลานชายทั้งสองของข้าจะเกิดอันตรายหรือไม่เจ้าคะ” ฮูหยินหลิวกลัวว่าหลานชายจะเป็นอันใด“ซีซีนางเป็นหมอ บุตรชายนางจะเป็นอันใดได้อย่างไร” หมอหลิวนึกถึงมู่ฉินฉานก็แค้นใจ ไ
จินตงชุนและจินตงเฉิงเองก็นั่งอยู่ข้างเตียงช่วยเรียกรั่วซีอีกแรง แต่นางก็ยังคงหลับสนิทเช่นเดิม บุตรชายทั้งสองก็ร้องไห้อยู่นานกว่าจะพากันหลับด้วยความอ่อนเพลีย“มีหนทางหรือไม่ท่านหมอ” อาฟ่านเอ่ยถามขึ้นมาเสียงสั่น“คงได้แต่รอให้นางตื่นขึ้นมาเอง” หมอหลิวก็หมดหนทางที่จะช่วยแล้ว หมอจวงที่ถูกตามตัวมาช่วยตรวจก็ไม่อาจหาหนทางช่วยได้รั่วซีที่ทุกคนกำลังวุ่นวายเพราะการหลับไม่ตื่นของนาง ตอนนี้กำลังนั่งมองหน้าอาจารย์ลู่ ที่กำลังดื่มชาอย่างใจเย็น สถานที่แห่งนี้นางเคยเข้ามาแล้ว เมื่อครั้งที่วิญญาณของนางมาในมิติโบราณครั้งแรก“ท่านอาจารย์ ท่านดึงวิญญาณของข้ามา เพื่อให้ข้านั่งมองท่านดื่มชาหรือเจ้าคะ”อาจารย์ลู่วางแก้วชาลง “ข้าจะส่งเจ้ากลับมิติเดิมของเจ้า หน้าที่ของเจ้าในมิติโบราณจบสิ้นลงแล้ว”รั่วซีเลิกคิ้วขึ้นมอง “หืม...ท่านจะให้ข้าทิ้งบุตรชายที่ข้ายังไม่เคยเห็นหน้าเช่นนั้นหรือ” นางยื่นหน้าเข้าไปถามใกล้ๆ“ก่อนหน้าเป็นเจ้าที่เรียกร้องอยากจะกลับมิใช่หรือ”“แต่ตอนนั้นข้ายังไม่มีบุตรของตนเอง ข้าไม่กลับแล้วเจ้าค่ะ”“หึหึ ได้”“หืม...ง่ายเช่นนี้เลยหรือเจ้าคะ”“แล้วเหตุใดต้องยากด้วยเล่า กลับไปได้แล้ว คงวุ่นวาย
หมอหลิวได้แต่ถอนหายใจออกมา จะเร็วกว่านี้หนึ่งวันหรือช้ากว่านี้สักวันก็ไม่ได้เลย เขาลุกขึ้นเดินไปสั่งความด้านนอก “เตรียมห้องคลอด”มู่ฉินฉานได้ยินว่าเตรียมห้องคลอด เขาก็โยนต้นหนามที่อยู่ด้านหลังทิ้งแล้วลากตัวบ่าวที่กำลังวิ่งไปเตรียมของให้นำทางไปเรือนพักของรั่วซีความจริงก็แทบไม่ต้องใช้คนนำทางเลย เมื่อบ่าวมากกว่าครึ่ง ทั้งยังมีเสี่ยวจง อาฟ่านและอาเหิงอยู่ที่หน้าเรือนพักของรั่วซีแล้วมู่ฉินฉานเห็นอาฟ่านและอาเหิงยืนอย่างร้อนใจอยู่ที่หน้าเรือนพักของรั่วซี ก็เดินเข้าไปถีบทั้งสองคนละทีจนล้มกลิ้งไปกับพื้น ก่อนจะรีบสาวเท้าเข้าไปในเรือนพักของนางอย่างรวดเร็ว“หลีกไป!!!” เขาตวาดออกมาเสียงดัง เมื่อสาวใช้กำลังช่วยประคองรั่วซีเพื่อไปที่ห้องคลอด“เสียงดังเพื่ออันใด” รั่วซีได้แต่ถลึงตามองเขามู่ฉินฉานเดินไปช้อนตัวนางขึ้นอุ้ม “นำทาง” เขาเอ่ยกับสาวใช้ที่ตัวสั่นเทาไปด้วยความกลัว “รอให้เจ้าคลอดก่อนแล้วข้าจะมาจัดการเจ้าด้วย”“หึ ผู้ใดจะจัดการผู้ใดกันแน่” นางทุบไปที่แผงอกของเขา แต่ก็ต้องนิ่วหน้าเสียเอง เมื่อท้องของนางบีบรัดแรงขึ้น “โอ๊ยยย” นางร้องออกมาเบาๆ“เจ็บมากหรือ” เขากระชับรั่ววีเข้ามากอดเอาไว้แน่น แล้
อาฟ่านและอาเหิงสะดุ้งสุดตัว ต่างก็รีบส่ายหน้าพร้อมกัน เมื่อถูกคิดว่าเป็นบิดาของเด็กในท้องรั่วซี“ไม่ใช่ขอรับ”“หึหึ ข้ารู้ตัวว่าไหวมากน้อยเพียงใดเจ้าค่ะ ที่ข้าขอร้องให้ท่านช่วยจัดเตรียมเอาไว้ให้เรียบร้อยหรือไม่เจ้าคะ”“ข้าเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว เจ้าไปที่จวนก่อนเถิด ข้าคงต้องจัดหาหมอตำแยมาเพิ่มแล้วกระมัง” หมอจวงได้แต่ส่ายหน้า แล้วขึ้นรถม้าเพื่อนำทางรั่วซีไปที่พักของนางโรงหมอในเมืองหย่งเป่ยก็ไม่ต่างจากเมืองซิวเชียงนัก เมื่อรั่วซีนางต้องการโรงหมอที่อยู่ติดกับจวนพัก เพื่อสะดวกในการรักษาเมื่อได้รับความช่วยเหลือจากหมอจวงทุกอย่างจึงง่ายขึ้น นางส่งจดหมายมาแจ้งเขาล่วงหน้าหลายเดือนแล้ว ทั้งสถานที่และคนที่ต้องการเรียนรู้จากนางก็พร้อมเรียบร้อยแล้ว ยังมีผู้ช่วยหมอที่อยู่ในเมืองตู่เป่ยและเมืองชุนเป่ยที่เดินทางมารอเรียนกับนางอีกด้วยทางโรงหมอนางไม่ต้องเข้าไปวุ่นวายมากนัก เมื่อมีหมอจวงคอยจัดการอยู่ รั่วซีนางจึงเปิดสอนวิชาการแพทย์ของนางที่จวนของนางเลยหมอหลิว เมื่อคำนวณแล้วว่ารั่วซีนางใกล้คลอด เขาก็ลางานในสำนักหมอหลวงโดยบอกว่าจะไปช่วยรั่วซีนางจัดตั้งโรงหมอที่เมืองหย่งเป่ย แล้วพาครอบครัวเดินทางไปหย่ง
เริ่มแรกโรงหมอเปิดทำการรักษาโดยไม่คิดเงิน เพื่อให้ชาวบ้านที่ไม่มีเงินมารักษาและเพื่อให้หมอต้วนได้มีโอกาสตรวจและรักษาจากตัวผู้ป่วยจริงถึงจะบอกว่าเป็นการรักษาโดยไม่คิดเงิน แต่หากชาวบ้านคนใดที่ต้องการจ่ายเงินค่ายาหรือค่ารักษา จะมีกล่องไม้ที่ตั้งเอาไว้เปิดรับน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ เงินส่วนนี้รั่วซีนางยกให้หมอต้วนทั้งหมด ลูกจ้างในร้านคนใดที่พอจะมีความสามารถด้านการแพทย์ นางก็สอนการแพทย์ให้พวกเขาด้วยเช่นกันรั่วซีนางส่งข่าวไปที่จวนตระกูลหลิวว่านางพักอยู่ที่เมืองซิวเชียง เพียงแค่หนเดียวเท่านั้น ข่าวจากเมืองหลวงที่ส่งมาถึงนางก็มีเพียงเรื่องจินตงเฉิงเข้าเรียนที่สำนักศึกษาแล้ว แม้จะอยู่ในวัยยังไม่ถึงเจ็ดหนาว แต่ด้วยความเฉลียวฉลาดของเขา อาจารย์ในสำนักศึกษาก็รับเขาเอาไว้ทันที จินตงชุนเองก็เข้าเรียนในสำนักศึกษาเพื่อรอสอบจวี่เหรินในอีกหกเดือนข้างหน้าตระกูลหลิวใช้ชีวิตเช่นเดิม หมอหลิวก็เดินทางไปทำงานในสำนักหมอหลวงทุกวัน ฮูหยินหลิวก็เข้าร่วมงานเลี้ยงน้ำชาและงานมงคลเช่นปกติ เมื่อพบเจอเสิ่นซื่อนางก็ไม่ได้ทำตัวเหินห่างหรือว่าแสดงอาการอันใดออกมาให้เสิ่นซื่อสงสัยเสิ่นซื่อเองก็ลองหยั่งเชิงฮูหยินหลิวอยู่บ่อยครั
มู่ฉินฉานรู้แก่ใจว่าหมอหลิวคงรู้เรื่องของตนและรั่วซีแล้ว เขาคุกเข่าลงตรงหน้าของหมอหลิวเสียงดัง แผ่นหลังที่เคยยืดตรงยามนี้มันห่อเหี่ยวลงอย่างสิ้นหวัง“ก่อนหน้าข้าน้อยไม่รู้ความกระทำเรื่องไม่ดีลงไป ตอนนี้ทุกสิ่งอย่างล้วนได้รับการแก้ไขเรียบร้อยแล้ว ข้าน้อยไม่จำเป็นต้องหมั้นหมายกับคุณหนูเว่ย หวังว่าท่านหมอจะเมตตาข้าน้อยสักครั้งขอรับ ได้โปรดบอกข้าน้อยเถิดขอรับว่าซีซีนางอยู่ที่ใด”หมอหลิวหรี่ตามองมู่ฉินฉานที่ดูเหมือนว่าเขาสำนึกผิดแล้ว “ข้าเองก็ไม่รู้ว่านางไปที่ใด เจ้าก็รู้ว่าซีซีนางมีความปรารถนาต้องการสร้างโรงหมอ เผยแพร่ความรู้ของนางสร้างหมอทั่วแคว้นต้าหลี่ ข้าบอกได้เพียงว่านางเดินทางออกไปแล้ว”มู่ฉินฉานเงยหน้าขึ้นมองหมอหลิวเพื่อใคร่ครวญว่าสิ่งที่เขาพูดจริงเท็จเพียงใด แต่ก็เห็นเพียงแววตาที่เศร้าหมองของเขาเมื่อเอ่ยถึงรั่วซีเท่านั้น“นางเดินทางไปนานแล้วหรือยังขอรับ ไปทิศทางใด ได้โปรดบอกกล่าวข้าน้อยด้วยขอรับ”“นางเดินทางไปได้สามวันแล้ว ข้าเองก็ไม่แน่ใจทิศทางที่นางจะไป นางบอกเพียงจะส่งข่าวมา แต่ยามนี้ยังไม่มีสิ่งใดมาถึงข้า” เขาไม่บอกข้อเท็จจริงทั้งหมดให้มู่ฉินฉานรู้ เขาหลอกลวงรั่วซีมาเนิ่นนาน ท
รั่วซีนิ่งอึ้งไป สาเหตุที่นางต้องมาอยู่ในมิติแห่งนี้ก็เพื่อช่วยเหลือคน หากท่านเทพมองลงมาเห็นใจนาง คงยอมให้นางกลับคืนห้วงมิติของนางใช่หรือไม่นางหันไปขอความเห็นจากจินตงชุน อย่างไรเขาก็เป็นพี่ชายของนาง “พี่ใหญ่ ท่านเห็นเป็นเช่นใดเจ้าคะ”หมอหลิวที่เห็นนางลังเลถึงกับคิ้วกระตุกไม่หยุด มีคนจำนวนมากเพียงใ
รั่วซีกลับมาถึงใต้ต้นไม้ที่รองแม่ทัพเสิ่นรออยู่ เขาก็เพิ่งจะได้สังเกตใบหน้าของนางดีๆ ตอนนี้แตกต่างจากตอนที่น้ำตาล้างขี้เถ้าออกจากใบหน้าของนางราวกับเป็นคนละคน เพียงแต่ไม่รู้ว่าเบื้องหลังขี้เถ้าซ่อนความงามเช่นใดเอาไว้กันแน่ นางถึงต้องปกปิดเสียจนไม่น่ามองเช่นนี้“ข้าน้อยขออภัย ที่ปล่อยให้รองแม่ทัพเสิ่
มู่ฉินฉานหรี่ตามองตามแผ่นหลังของนางไปอย่างสงสัย ที่นางพูดเมื่อครู่ถึงวิธีการกินหัวเผือก นางย่อมเคยกินมันมาก่อนอย่างแน่นอน “เจ้ารู้ว่ามันกินได้ เจ้าเคยกินมันมาก่อน?” เขาเอ่ยถามจินตงชุน“เคยครั้งหนึ่งขอรับ ท่านแม่นำมาใส่ลงไปในแกงไก่ให้พวกข้ากิน แต่ซีซีนางแพ้ กินเข้าไปก็ผื่นขึ้นทั้งตัว หลังจากนั้นท่าน
รั่วซีปรายตามองเขาอย่างไม่เชื่อ “ท่านเห็นข้าจับเช่นใดก็เช่นนั้น” นางเดินไปแย่งผลท้อในมือของเขามาเก็บลงตะกร้า “หากอยากกินท่านต้องไปเก็บเอง” นางคงหลงลืมไปว่าครั้งหนึ่งเคยถูกเขาช่วยเหลือมาก่อน“พวกมันว่ายมาให้เจ้าจับง่ายๆ เลยหรือ”“อืม”“แล้วที่เจ้าบอกว่า โรคที่ชาวบ้านเป็นไม่ใช่โรคระบาด เจ้ารู้ได้อย่า







