LOGINตอนที่น้องสาวถูกทุบตีเขาก็ไม่อาจเข้าไปช่วยเหลือได้ มานามนี้ยังจะด่าทอพวกเขาอีก “ก่อนหน้าเรื่องถ้วยใส่ข้าว ข้าเป็นคนพูดกับพวกท่านเองใช่หรือไม่ หรือมีผู้ใดกล้าพูดว่าไม่ใช่ข้า หึหึ...ข้ายังถูกพวกท่านถ่มน้ำลายใส่หน้า บอกว่าข้าสร้างความวุ่นวาย ไล่ให้ข้าไปหาของกินเอง ในเมื่อข้าหามาได้ เหตุใดต้องแย่งด้วย”
“เช่นนั้น...พวกเจ้าก็พาพวกข้าไปหาหัวมันก็สิ้นเรื่อง” ชายวัยกลางคนเอ่ยขึ้นมาอย่างหน้าหนา
“ไปหาเอง!!! มันอยู่ในป่า หากไม่มีปัญญา ก็อดตายไปเลย!!!” รั่วซีจะเดินเข้าไปเก็บของของนาง แต่ถูกกลุ่มคนที่เริ่มไม่พอใจกับพูดของนางเข้ามาขวางเอาไว้ แล้วจะเริ่มลงมืออีกครั้ง
“ปากดีนัก นังเด็กเวรนี่!!!” ชายวัยกลางคนเมื่อครู่ คว้าท่อนฟืนที่อยู่ใกล้มือหมายจะเข้ามาทุบตีรั่วซี
แต่จินตงชุนที่ตาไว กระโดดเข้ามาปกป้องน้องสาวและน้องชายเอาไว้ จนเขาถูกตีเข้าที่กลางแผ่นหลังจนไม้ฟืนหักคามือของชายผู้นั้น “โอ๊ยยยย”
“พี่ใหญ่/พี่ใหญ่”
“มันจะมากเกินไปแล้ว!!!” รั่วซีคว้าไม้ฟืนที่หักครึ่ง พุ่งเข้าไปหาชายวัยกลางคน แต่ถูกเสียงตวาดก้องขัดขวางเอาไว้เสียก่อน
“หยุด!!! หากไม่หยุดมือ...”
เขายังพูดไม่ทันจบรั่วซีก็ฟาดไม้ใส่หัวของชายวัยกลางคนเสียแล้ว “โอ๊ยยยย” เสียงร้องราวกับหมูถูกเชือด มาพร้อมกับเลือดที่ไหลออกมาจนเปื้อนใบหน้า
รั่วซีนางตีเสร็จก็ถอยห่างออกมาอย่างระวังตัว นางได้ยินเสียงร้องห้ามแล้ว แต่นางขอเอาคืนให้พี่ชายสักหน่อย
“หากไม่หยุด ก็ไสหัวออกไปให้หมด!!!” ชายวัยกลางคนที่กำลังจะเข้ามาบีบคอของรั่วซีหยุดชะงักอยู่กับที่ทันที
ชาวบ้านที่กำลังจะลงมือกับฟางอินและจินตงเฉิงก็หยุดมือเช่นกัน ทหารเพียงสามคนไม่อาจช่วยขวางพวกเขาไว้ได้ แต่บุรุษที่มาใหม่ทำได้
รั่วซีจำเขาได้ทันที คือรองแม่ทัพเสิ่น นางถึงได้โยนไม้ที่เปื้อนเลือดออกไปให้ห่างตัว เขาเหลือบมามองที่นางอย่างรู้ทัน แต่ไม่ได้พูดสิ่งใดกับนาง แต่หันไปถามทหารสามคนที่อยู่ตรงนั้นแทน
“เกิดเรื่องใดขึ้น เล่ามาให้ละเอียด” ทหารรีบรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ด้วยกลัวว่าจะถูกลงโทษ
รั่วซีไม่สนใจผู้อื่นว่าจะเป็นเช่นใด นางเดินเข้าไปดูอาการของพี่ชาย “เจ็บมากหรือไม่ ท่านรู้สึกเช่นใดบ้าง” นางมองเขาอย่างเป็นห่วง
“จะ เจ็บหลัง” ใบหน้าของจินตงชุนซีดขาวจนรั่วซีอดกังวลไม่ได้
นางรีบเปิดเสื้อดูแผ่นหลังของเขา ก็พบรอยท่อนฟืนฟาดลงมา แดงช้ำและบวมขึ้นไม่น้อยเลย รั่วซีแค้นใจจนน้ำตาไหลออกมาเอง นางรีบเช็ดทิ้งแต่ก็ยังไหลออกมาไม่หยุด สุดท้ายนางก็เลิกสนใจ ประคองให้จินตงชุนลุกขึ้นเข้าไปพักด้านในหลุม
“ประเดี๋ยว แม่นางน้อย ให้ทหารพาพี่ชายเจ้าไปให้ท่านหมอดูอาการก่อนเถิด” รองแม่ทัพเสิ่นเรียกรั่วซีเอาไว้
“ขอบคุณท่านรองแม่ทัพมากเจ้าค่ะ แต่ท่านควรจะมอบความเป็นธรรมให้กับพวกข้าน้อยสามพี่น้องด้วยเจ้าค่ะ”
“เพราะความอดยากทำให้คนดวงตามืดบอด เจ้าเองก็ได้ตีเขาคืนไปแล้วมิใช่หรือ” น้ำเสียงที่เขาใช้พูดกับรั่วซีอ่อนลงไม่น้อย
“พวกข้าน้อยเองก็พบเจอเหตุการณ์เช่นทุกคน อาจจะเลวร้ายกว่าเสียด้วยซ้ำ ที่ไม่อาจไปรับอาหารที่โรงทานได้ ตั้งแต่วันแรกที่มาถึง หวังดีแต่ถูกดูแคลน หยิบยื่นน้ำใจให้ก็หาว่าคิดร้าย อาหารที่กินแต่ละมื้อก็ล้วนแต่เสาะหามาด้วยสองขาและสองมือ พวกท่านเองก็มีเช่นกัน เหตุใดถึงได้กระทำกับพวกข้าราวกับเป็นนักโทษด้วยเล่า พวกข้าผิดที่ไหน ผิดอย่างไร พวกท่านช่วยบอกข้าหน่อย” นางกัดปากไม่ให้ส่งเสียงสะอื้นออกมาด้วย น้ำเสียงและแววตาเต็มไปด้วยความอดกลั้นที่สะสมมาตลอดหลายวัน
รั่วซี ปวดใจและโกรธแค้นที่ตัวนางต้องมาประสบพบเจอเรื่องเลวร้ายถึงเพียงนี้ ได้แต่คิดย้อนไป หากนางไม่คิดค้นหุ่นยนต์ทำลายล้างเพื่อชื่อเสียงของตนเอง นางจะต้องมาใช้กรรมที่นี่หรือไม่ ยิ่งคิดน้ำตาก็ยิ่งไหลออกมาอย่างไม่อาจกลั้นได้ สุดท้ายนางก็ปล่อยเสียงโฮออกมา กอดพี่ชายและน้องชายของนางเอาไว้
ภาพตรงหน้าสร้างความสะเทือนใจให้ชาวบ้านที่คิดร้ายกับสามพี่น้องไม่น้อย
มู่ฉินฉานที่พารองแม่ทัพเสิ่นมาเจอรั่วซี ก็ยืนมองนางด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ยามที่พูดคุยกับนางเขาไม่คิดเลยว่า จะได้เห็นด้านที่เปราะบางเช่นนี้ นางดูมากความสามารถ เข้มแข็งกว่าสตรีใดที่พบเห็น แต่อย่างว่า...นางพบเจอเรื่องเลวร้ายมาไม่น้อย สูญเสียคนในตระกูลไปจนสิ้น เหลือเพียงสามคนพี่น้อง ยังจะต้องมาถูกรังแก โดยไร้คนปกป้องอีก
รองแม่ทัพเสิ่นถอนหายใจออกมา “ข้าจะให้ความเป็นธรรมกับพวกจ้าสามพี่น้องเอง” เขากวาดตามองไปที่กลุ่มชาวบ้านและมองไปทางทหารสามนายที่อยู่ในเหตุการณ์ “ผู้ใดเป็นคนเริ่มก่อความวุ่นวายลากตัวไปโบยสิบไม้ ต่อไปหากมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นอีก ไม่ต้องรายงานข้า ลงโทษโบยได้ทันที แต่หากยังก่อเรื่องซ้ำ ส่งกลับหมู่บ้านให้ไปเผชิญกับเคราะห์ร้ายเอง”
สิ้นคำสั่งของรองแม่ทัพ ชาวบ้านต่างก็ก้มหน้าหลบสายตาของนายทหารทั้งสามที่เดินเข้ามาเพื่อลากตัวคนก่อเรื่อง หนึ่งในนั้นยังมีชายที่ถูกรั่วซีตีหัวจนเลือดอาบ ถูกลากออกไปโบยไม่ไกล เพื่อให้ทุกคนตระหนักเอาไว้ ว่าครั้งหน้าอย่าได้สร้างเรื่องอีกเป็นอันขาด
“ขอบคุณท่านรองแม่ทัพเสิ่นเจ้าค่ะ/ขอรับ” สามพี่น้องคุกเขาลงขอบคุณที่เขามอบความเป็นธรรมให้
“พาพี่ชายของแม่นางจินไปหาหมอ ส่วนแม่นางจิน...เจ้าตามข้ามาทางด้านนี้ ข้ามีเรื่องจะสอบถามเจ้า”
รั่วซีพอจะเดาได้ว่าเป็นเรื่องหัวมัน นางจึงได้ยอมตามไป แต่ก่อนที่จะไปนางหันไปพูดกับจินตงเฉิง “เฉิงเออร์ช่วยไปดูพี่ใหญ่แทนพี่สาวได้หรือไม่ ประเดี๋ยวพี่สาวเสร็จเรื่องทางนี้แล้วจะรีบตามไปพบเจ้ากับพี่ใหญ่ทันที” นางเช็ดน้ำตาของน้องชายไปด้วย
“ขอรับ”
“เด็กดี” นางลูบหัวเขาอย่างแผ่วเบา
พอส่งพี่ชายและน้องชายให้ทหารพาตัวไปหาหมอแล้ว รั่วซีถึงได้ยอมเดินไปพร้อมกับรองแม่ทัพเสิ่น มู่ฉินฉานเดินเข้ามาใกล้นางแล้วแอบยื่นผ้าเช็ดหน้ามาให้
“เช็ดหน้าเสีย น่าเกลียดจนดูไม่ได้แล้ว” คราบน้ำตาผสมกับขี้เถ้า ทำให้ใบหน้าของนางดูแปลกพิกล
รั่วซีถลึงตามองเขา พอเขาขยับปากเบาๆ ว่าขี้เถ้านางถึงเพิ่งจะนึกออก มือก็รีบดึงผ้าเช็ดหน้าของเขามาปิดหน้าเอาไว้ “ท่านรองแม่ทัพเสิ่น รอข้าน้อยประเดี๋ยวเจ้าค่ะ” นางไม่รอให้เขาอนุญาตก็วิ่งย้อนกลับไปที่หลุมดิน
ยังดีที่กระบอกไม้ไผ่ที่ใส่ขี้เถ้ายังไม่ถูกโยนทิ้งไปด้วย นางรีบเช็ดหน้าแล้วทาขี้เถ้าใหม่ ก่อนจะเร่งฝีเท้าไปพบรองแม่ทัพเสิ่น
รองแม่ทัพเสิ่นเลิกคิ้วขึ้นมอง เขาเหลือบไปทางมู่ฉินฉานอย่างขอคำตอบ “ท่านรองแม่ทัพคิดถูกแล้ว นางทาขี้เถ้าเพื่อปกปิดใบหน้าที่แท้จริง”
“หืม...เจ้ารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร”
“ข้าบังเอิญพบตอนที่นางไม่ได้ทาขอรับ” เขากดยิ้มที่มุมปาก
“เจ้าสนใจนาง” หลานชายเขาดูแตกต่างกว่าที่เคยเป็นมา
“มิใช่ขอรับ นางแตกต่างกว่าผู้ใดที่ข้าเคยเจอก็เท่านั้น” เขายักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ
“ก็ดี มิเช่นนั้น ท่านแม่เจ้าคงบ่นข้าจนหูชา” พอนึกถึงพี่สาวตนเองที่ฝากหลานชายให้เขาดูแล รองแม่ทัพเสิ่นก็อดส่ายหน้าไม่ได้
เสิ่นซื่อ มารดาของมู่ฉินฉานเป็นบุตรีคนรองของตระกูลเสิ่นที่เป็นตระกูลแม่ทัพ นางแต่งเข้าตระกูลมู่ที่เป็นตระกูลขุนนางใหญ่ บุตรชายของเสิ่นซื่ออีกสองคนก็เดินตามรอยผู้เป็นบิดาสอบเข้าเป็นขุนนางในราชสำนัก ต่างจากมู่ฉินฉานที่ชื่นชมเรื่องวรยุทธ์และเลือกเส้นทางทหารเช่นบ้านท่านตาของเขา
ตอนที่น้องสาวถูกทุบตีเขาก็ไม่อาจเข้าไปช่วยเหลือได้ มานามนี้ยังจะด่าทอพวกเขาอีก “ก่อนหน้าเรื่องถ้วยใส่ข้าว ข้าเป็นคนพูดกับพวกท่านเองใช่หรือไม่ หรือมีผู้ใดกล้าพูดว่าไม่ใช่ข้า หึหึ...ข้ายังถูกพวกท่านถ่มน้ำลายใส่หน้า บอกว่าข้าสร้างความวุ่นวาย ไล่ให้ข้าไปหาของกินเอง ในเมื่อข้าหามาได้ เหตุใดต้องแย่งด้วย”“เช่นนั้น...พวกเจ้าก็พาพวกข้าไปหาหัวมันก็สิ้นเรื่อง” ชายวัยกลางคนเอ่ยขึ้นมาอย่างหน้าหนา“ไปหาเอง!!! มันอยู่ในป่า หากไม่มีปัญญา ก็อดตายไปเลย!!!” รั่วซีจะเดินเข้าไปเก็บของของนาง แต่ถูกกลุ่มคนที่เริ่มไม่พอใจกับพูดของนางเข้ามาขวางเอาไว้ แล้วจะเริ่มลงมืออีกครั้ง“ปากดีนัก นังเด็กเวรนี่!!!” ชายวัยกลางคนเมื่อครู่ คว้าท่อนฟืนที่อยู่ใกล้มือหมายจะเข้ามาทุบตีรั่วซีแต่จินตงชุนที่ตาไว กระโดดเข้ามาปกป้องน้องสาวและน้องชายเอาไว้ จนเขาถูกตีเข้าที่กลางแผ่นหลังจนไม้ฟืนหักคามือของชายผู้นั้น “โอ๊ยยยย”“พี่ใหญ่/พี่ใหญ่”“มันจะมากเกินไปแล้ว!!!” รั่วซีคว้าไม้ฟืนที่หักครึ่ง พุ่งเข้าไปหาชายวัยกลางคน แต่ถูกเสียงตวาดก้องขัดขวางเอาไว้เสียก่อน“หยุด!!! หากไม่หยุดมือ...”เขายังพูดไม่ทันจบรั่วซีก็ฟาดไม้ใส่หัวของชายวัยกลา
มู่ฉินฉานหรี่ตามองตามแผ่นหลังของนางไปอย่างสงสัย ที่นางพูดเมื่อครู่ถึงวิธีการกินหัวเผือก นางย่อมเคยกินมันมาก่อนอย่างแน่นอน “เจ้ารู้ว่ามันกินได้ เจ้าเคยกินมันมาก่อน?” เขาเอ่ยถามจินตงชุน“เคยครั้งหนึ่งขอรับ ท่านแม่นำมาใส่ลงไปในแกงไก่ให้พวกข้ากิน แต่ซีซีนางแพ้ กินเข้าไปก็ผื่นขึ้นทั้งตัว หลังจากนั้นท่านแม่ก็ไม่เคยทำอีกเลยขอรับ”นายทหารจงยังต้องขมวดคิ้วเช่นกัน อาหารที่รั่วซีนางเอ่ยถึงเมื่อครู่ ไม่มีน้ำแกงไก่ใส่เผือกรวมอยู่ด้วย ยิ่งนางแพ้ตั้งแต่ครั้งแรกที่กิน เป็นไปไม่ได้เลยว่าอาหารอีกสองอย่างนางจะได้กินด้วย มู่ฉินฉานก็คิดเช่นนี้รั่วซีเมื่อกลับมาถึง นางก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นั่งล้อมวงกินอาหารร่วมกับพวกเขา แม้จะมีคนมาเพิ่มอีกสามท้อง แต่อาหารตรงหน้าก็ทำให้พวกเขากินได้อย่างเหลือเฟือ ทั้งยังเก็บปลาอีกครึ่งตัวเอาไปให้ท่านย่าของฟางอินด้วยก่อนจะกลับออกไป รั่วซีนางใช้ขี้เถ้าที่จินตงชุนเก็บเอาไว้ให้มาถูตามใบหน้าและส่วนที่โผล่ออกมานอกเสื้อผ้า ทั้งยังใช้แท่งถ่านเขียนคิ้วให้หนาขึ้นมู่ฉินฉาน นายทหารจงและฟางอิน ต่างตกตะลึง พวกเขานึกไม่ถึงว่านางใช้สองสิ่งก็เปลี่ยนให้ตัวนางกลายเป็นอีกคนไปได้แล้ว“เ
รั่วซีปรายตามองเขาอย่างไม่เชื่อ “ท่านเห็นข้าจับเช่นใดก็เช่นนั้น” นางเดินไปแย่งผลท้อในมือของเขามาเก็บลงตะกร้า “หากอยากกินท่านต้องไปเก็บเอง” นางคงหลงลืมไปว่าครั้งหนึ่งเคยถูกเขาช่วยเหลือมาก่อน“พวกมันว่ายมาให้เจ้าจับง่ายๆ เลยหรือ”“อืม”“แล้วที่เจ้าบอกว่า โรคที่ชาวบ้านเป็นไม่ใช่โรคระบาด เจ้ารู้ได้อย่างไร” เขาเดินตามรั่วซีมาติดๆพอนางหันหลังกลับมาเพื่อพูดกับเขา จึงชนเข้ากับแผงอกของมู่ฉินฉานอย่างแรง จนนางต้องสูดปากด้วยความเจ็บ แผลเก่าก็ยังไม่ดีขึ้น ดูเหมือนจะได้แผลใหม่เพิ่มขึ้นอีกแล้ว“ท่านเดินเช่นใดของท่านกัน ต้องเดินติดข้าเพียงนี้เลยหรือ”“ข้าไม่คิดว่าเจ้าจะหันมา เจ็บมากหรือไม่ แล้วที่เจ้าถูกชาวบ้านทุบตีเป็นเช่นใดบ้าง”“เป็นข้าที่หาเรื่องใส่ตัวเอง ช่างเถิด ที่ท่านถามว่าข้ารู้ได้อย่างไรว่าไม่ใช่โรคระบาด ก่อนหน้านี้ข้าเห็นถ้วยใส่อาหารที่พี่ชายได้มาจากนายทหารจง ข้าก็บอกให้พี่ชายไปแจ้งกับเขาแล้ว ว่าถ้วยไม้ที่กระดำกระด่าง สีดำมันเป็นพิษอย่างหนึ่ง จะทำให้เกิดโรคท้องร่วงได้ หากนำมาใช้สม่ำเสมอ”เขามองนางอย่างค้นหา “เจ้าเป็นหมอหรือ”“ถ้าข้าเป็นหมอ ข้าคงรักษาชาวบ้านแทนตาเฒ่าที่ทำให้ข้าต้องถูกชาวบ้
รั่วซีวิ่งไปก็ร้องตะโกนไปด้วย “มันไม่ใช่โรคระบาด เป็นเพียงโรคท้องร่วงเท่านั้น” นางหวังว่าเสียงอันดังของนางจะมีชาวบ้านเชื่อนางสักคนหากเขาออกเดินทางไปเสี่ยงตายตอนนี้ มิใช่ว่าจะยิ่งลำบากไปใหญ่หรือ มีชาวบ้านที่ผันตัวมาเป็นโจรออกปล้นชิง และไม่รู้ว่าประตูเมืองจะเปิดให้พวกเขาผ่านทางหรือไม่ความกังวลของรั่วซีมันเกิดขึ้นก่อนหน้าที่พวกนางจะตื่นนอนเสียอีก เมื่อครอบครัวขุนนางท้องถิ่น และคหบดีเริ่มทยอยออกจากค่ายผู้อพยพไปกดดันให้ทหารเปิดประตูเมืองกันจนเต็มหน้าประตูเมืองแล้วรั่วซีมาถึงกระโจมหมอ ด้านในมีผู้คนเต็มแน่นไปหมด หมอมีเพียงแค่สองคนที่ทำงานจนหัวหมุนไปหมด พอคนที่มีไข้และถ่ายจนเต็มตัวถูกหามเข้ามา หมอก็ร้องโวยวายออกมาทันที “รักษาไม่ได้แล้ว!!! พาออกไปเผาเลย มิเช่นนั้นผู้อื่นจะติดไปด้วย”นางรีบแทรกตัวเข้าไปเพื่อพูดกับท่านหมอ “มันไม่ใช่โรคระบาด มันคือโรคท้องร่วง เกิดจากถ้วยใส่อาหารและน้ำดื่มที่พวกเขาไม่ยอมต้มกินต่างหาก” นางตะโกนเข้าไปเสียงดังหมอเหมือนจะได้ยินที่นางพูด เขาหยุดและมองหาต้นเสียง พอเห็นว่าเป็นเพียงแม่นางน้อย เนื้อตัวมอมแมมก็ยกยิ้มเย็นที่มุมปาก “หากเจ้าเก่งจริงก็มารักษาเอง พวกเจ้าไปให
จินตงชุนก่อกองไฟเอาไว้ที่หน้าปากหลุมเพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้ด้านใน พวกเขาเก็บฟืนมาไว้มากพอที่จะใช้ได้ตลอดทั้งคืน รั่วซียังตั้งกระบอกไม้ไผ่ที่ใส่น้ำจนเต็ม วางไฟข้างๆ กองไฟ จะได้มีน้ำอุ่นๆ เอาไว้ดื่มสามพี่น้องเหน็ดเหนื่อยและเสียขวัญมาตลอดทั้งวัน พอจัดเตรียมที่หลับนอนเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็นอนชิดกันแล้วหลับทันที อากาศกลางคืนหนาวเย็นจนแม้แต่กองไฟก็ต้านไม่ไหว สามพี่น้องขดตัวกอดกันเอาไว้แน่น จินตงเฉิงที่นอนอยู่ตรงกลางจึงได้รับความอบอุ่นมากที่สุดก่อนฟ้าจะสว่าง รั่วซีที่ทนความหนาวไม่ไหว นางลุกขึ้นมาเติมฟืนใส่เข้าไปในกองไฟ และนำหัวมันที่เผาเอาไว้แล้ววางไว้ข้างกองไฟ พอดื่มน้ำร้อนเข้าไป ร่างกายก็เริ่มคลายความหนาวลงไปได้บ้างแล้ว นางจึงกลับไปล้มตัวลงนอนอีกครั้งพอฟ้าสว่าง ชาวบ้านแทบจะไม่มีเหลือให้ได้เห็น ด้วยต้องไปต่อแถวรอรับอาหาร จะเหลือก็เพียงคนชราและเด็กที่ยังไม่อาจช่วยเหลือตนเองได้ที่รออยู่ที่หลุมดินหญิงชรา ผู้เป็นย่าของเด็กหนุ่มก็เช่นกัน “ท่านยาย ท่านกล้ากินกับพวกข้าหรือไม่เจ้าคะ หากรอหลานชายท่านกลับมาก็ยังไม่รู้ว่าต้องรอถึงเมื่อใด” นางยื่นหัวมันที่อุ่นจนร้อนแล้วให้หญิงชรา“ขอบใจพวกเจ้ามาก เ
จินตงชุนไม่อาจขัดขวางน้องสาวได้ เขาจึงลงมือก่อไฟขึ้นมา ยังดีที่นายทหารจงให้ไต้จุดไฟกับเขามาด้วย จินตงเฉิงรีบช่วยหากิ่งไม้แห้งมากองเอาไว้ เมื่อได้ยินว่ามันกินได้ หัวมันตรงหน้ายังดูน่ากินกว่าแป้งทอดแข็งๆ เสียอีกรั่วซีขุดมันขึ้นมาได้จำนวนหนึ่ง นางก็รีบนำไปล้างน้ำระหว่างรอจินตงชุนก่อไฟ แต่เรื่องน่าแปลกก็เกิดขึ้นกับนางอีกครั้ง เมื่อฝูงปลาที่นางคิดว่ามันว่ายหนีกลับว่ายเข้ามาใกล้“เอ๊ะ!!!” นางยังเอื้อมมือไปจับมันได้อีกด้วย นางจับมาโยนขึ้นมาบนฝั่งได้เพียงสามตัว ฝูงปลาใหญ่ก็ว่ายหนีไปที่อื่นแล้ว “ประหลาด” แต่นางก็ให้ความสนใจเพียงครู่เดียว ก่อนจะร้องเรียกให้จินตงเฉิงนำมีดมาให้นางจินตงเฉิงมองปลาและพี่สาวสลับไปมาอย่างสงสัย ยิ่งเห็นนางลงมือผ่าท้องปลาอย่างชำนาญ ก็อดที่จะเอ่ยถามไม่ได้ “พี่หญิง ท่านทำเป็นด้วยหรือ ข้าไม่เคยเห็นท่านทำมาก่อน”“ทำไม่เป็นมิใช่จะทำไม่ได้ ตอนนี้พวกเราเหลือกันเพียงสามคนพี่น้อง ไม่มีท่านแม่ทำให้เหมือนเมื่อก่อน ข้าเอวก็ไม่อาจให้พี่ใหญ่ทำทุกสิ่งได้ทั้งหมด”จินตงเฉิงเงยหน้ามองพี่สาวอย่างมุ่งมั่น “ข้าจะช่วยพวกท่านด้วยขอรับ”“ดีมาก เจ้าไปหาไม้มา ข้าจะใช้เสียบปลาเอาไปย่าง เจ้าจะได







