เข้าสู่ระบบรั่วซีนิ่งอึ้งไป สาเหตุที่นางต้องมาอยู่ในมิติแห่งนี้ก็เพื่อช่วยเหลือคน หากท่านเทพมองลงมาเห็นใจนาง คงยอมให้นางกลับคืนห้วงมิติของนางใช่หรือไม่
นางหันไปขอความเห็นจากจินตงชุน อย่างไรเขาก็เป็นพี่ชายของนาง “พี่ใหญ่ ท่านเห็นเป็นเช่นใดเจ้าคะ”
หมอหลิวที่เห็นนางลังเลถึงกับคิ้วกระตุกไม่หยุด มีคนจำนวนมากเพียงใดที่ต้องการเป็นลูกศิษย์ของเขา แต่เขากับต้องร้องขอให้นางมาเป็นลูกศิษย์
“หากน้องสาวมีใจอยากช่วยเหลือผู้คน ข้าเองก็ไม่ห้ามหากเจ้าจะกราบท่านหมอหลิวเป็นศิษย์อาจารย์” นับตั้งแต่ที่น้องสาวผ่านความเป็นความตายมา ก็ดูเหมือนนางจะมีความรู้ ความสามารถเพิ่มมากขึ้น
รั่วซีพยักหน้าอย่างเข้าใจ นางหันไปหาหมอหลิวแล้วคุกเข่าลง “ท่าอาจารย์ โปรดรับข้าน้อยเป็นศิษย์ด้วยเจ้าค่ะ”
“ดี เจ้าตามข้ามา” หมอหลิวเดินนำออกไปจากกระโจมหมอ กลับไปที่กระโจมพักของเขา
รั่วซีหันไปบอกให้พี่ชายและน้องชายรอนางอยู่ภายในกระโจมรักษา นางตามท่านหมอหลิวไป พอเข้าไปด้านในกระโจมพักของท่านหมอหลิว นางก็เห็นหญิงวัยกลางคนคงเป็นภรรยาของหมอหลิวนั่งอยู่ด้านในกับสาวใช้สองคน
“นี่ ลูกศิษย์ข้า ข้ารับนางเป็นลูกศิษย์แล้ว ซีซี...เจ้ารีบมาคารวะอาจารย์หญิงเร็วเข้า
รั่วซีเดินเข้าไปคุกเข่าตรงหน้าอาจารย์หญิงอย่างว่าง่าย “ข้าน้อยจินรั่วซี คารวะอาจารย์หญิงเจ้าค่ะ”
“เด็กดี เจ้าคงเป็นแม่นางน้อยที่สามีข้าพูดถึงกระมัง” นางยิ้มอย่างเมตตาให้รั่วซี พร้อมกับถอดกำไลที่นางสวมใส่อยู่ สวมลงในข้อมือของนาง
“ขอบคุณท่านอาจารย์หญิงที่เมตตาข้าน้อยเจ้าค่ะ”
“มา...ถึงตาข้าบ้าง ของขวัญรับศิษย์ ข้าขอมอบตำราที่ข้าเขียนเรื่องรักษามาตลอดหลายสิบปีให้เจ้าเอาไว้ศึกษา” เขายื่นมาตรงหน้าของนาง
รั่วซีรับมาถือเอาไว้ “ขอบคุณท่านอาจารย์ที่เมตตาศิษย์ ศิษย์จะตั้งใจเรียนรู้อย่างดีเจ้าค่ะ”
“ดีๆ ต่อไปนี้ เจ้ามาพบข้าหลังจากกินมื้อเช้าแล้วทุกวัน ตำราที่มอบให้เจ้าไปศึกษาให้ดี ข้าจะทดสอบเจ้าวันละสิบหน้า”
“พรุ่งนี้ ท่านรองแม่ทัพเสิ่นให้ศิษย์นำทางเข้าป่าไปหาของกินที่กินได้เจ้าค่ะ”
“อืม...เจ้าหรือ? ที่บอกว่าหัวมัน หัวเผือกกินได้” หมอหลิวเองก็เพิ่งรู้ ว่าลูกศิษย์ที่เพิ่งรับมาของตน จะสามารถกำจัดพิษในหัวมันได้
“เจ้าค่ะ” นางเกาแก้มอย่างเขินอาย เรื่องที่ใครๆ ในโลกของนางก็รู้ พอมาอยู่ที่นี่กลายเป็นคนเก่งไปเสียทุกอย่างเลย
“ท่านพี่ ดูเหมือนท่านจะพบหยกเนื้องามเข้าเสียแล้ว”
ทั้งสามพูดคุยสนทนากันอยู่ครู่ใหญ่ หมอหลิวกำลังจะพารั่วซีกลับไปที่กระโจมพัก เพื่อสอนงานนางเล็กน้อย สายตาของรั่วซีก็เหลือบไปเห็นหีบใส่ตำราอยู่ด้านข้างอยู่หลายหีบ จนนางอดจะเอ่ยถามไม่ได้
“เออ...ท่านอาจารย์หลิว ท่านพอจะให้ศิษย์ยืมตำราไปให้พี่ชายอ่านสักเล่มได้หรือไม่เจ้าคะ”
หมอหลิวหันไปมองที่หีบตำรา “พี่ชายเจ้าเคยเรียนในสำนักศึกษามาอย่างนั้นหรือ”
“เจ้าค่ะ เดิมทีพี่ชายข้าก็อยากจะนำตำราติดตัวมาด้วย เพียงแต่ว่า...” นางยิ้มอย่างขมขื่น เพียงเท่านี้คนที่ได้ฟังก็เข้าใจแล้ว
หมอหลิวเดินไปหยิบตำราที่เหมาะกับการสอบซิ่วไฉนำมาส่งให้รั่วซี พร้อมกับสี่สิ่งล้ำค่าอีกหนึ่งชุด “เอาไปเถิด ขาดเหลือสิ่งใดก็มาบอกอาจารย์หญิงของเจ้า”
“ขอบพระคุณท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์หญิงเจ้าค่ะ”
รั่วซีเดินกอดห่อผ้าที่สาวใช้ของหมอหลิวนำมาห่อข้าวของให้นาง ระหว่างทางพบเจอ รองแม่ทัพเสิ่นที่พาทหารกลับมาจากขุดหัวมันพอดี
“เจอเจ้าพอดี ข้าให้คนตั้งกระโจมพักให้เจ้าใหม่ ประเดี๋ยวให้เสี่ยวจงพาพวกเจ้าสามพี่น้องไป”
“ขอบคุณท่านรองแม่ทัพเจ้าค่ะ” นางยิ้มกว้างอย่างยินดี
“ตั้งกระโจมซีซี ใกล้กับกระโจมของข้าก็แล้วกัน” หมอหลิวหันไปบอกนายทหารจง รองแม่ทัพเสิ่นและมู่ฉินฉานหันมามองหมอหลิวอย่างสงสัย ด้วยหมอหลิวชอบความสงบ บริเวณกระโจมพักของเขาจึงได้อยู่ห่างจากกระโจมอื่นไม่น้อย อีกทั้งเขายังเป็นหมอที่มากฝีมือ เจ้าหน้าที่และทหารจึงได้ให้ความสำคัญกับเขา “อ้อ...นางเป็นลูกศิษย์ของข้า มีอันใดจะได้เรียกใช้นางได้ทัน”
“หืม...ท่านรับนางเป็นลูกศิษย์หรือ” รองแม่ทัพเสิ่นเอ่ยถามอย่างแปลกใจ ด้วยไม่เคยได้ยินว่าหมอหลิวรับลูกศิษย์มาก่อน
“ใช่แล้ว” เขาลูบเครามองรั่วซีอย่างพอใจ
รั่วซีถือตำราในมืออยู่หลายเล่มหนัก จนนางเบื่อที่จะฟังพวกเขาสนทนากัน นางจึงเอ่ยขอตัวไปหาพี่ชายของนางก่อน พวกเขาก็ไม่ได้ว่าสิ่งใด
พอเข้ามาในกระโจมพักรักษานางบอกพี่ชายเรื่องที่รองท่านแม่ทัพเสิ่น มอบกระโจมพักให้สามพี่น้อง นางส่งตำราที่ได้รับมาจากหมอหลิวให้จินตงชุน พอเขาเห็นดวงตาก็เปล่งประกายออกมาอย่างยินดี
“ข้าขอมาจากท่านอาจารย์หลิว ท่านจะได้เอาไว้อ่านตอนว่าง”
จินตงชุนเงยหน้ามองน้องสาวด้วยความซาบซึ้งใจ “ขอบใจมากซีซี”
“ไปกันเถิด นายทหารจงรอพวกเราอยู่”
สามพี่น้องออกจากกระโจมพักก็เห็นว่านายทหารจงกำลังรออยู่ เขาพาทั้งสามไปที่กระโจมพักใกล้กับกระโจมของหมอหลิว ระหว่างที่รอตั้งกระโจม รั่วซีพาจินตงชุนกับจินตงเฉิงเข้าไปคารวะอาจารย์หญิง
อาจารย์หญิง มอบขนมที่นางมีอยู่ให้จินตงเฉิง และให้จินตงชุนไปเลือกตำราที่สนใจเพิ่มอีกสองเล่ม นับเป็นของพบหน้าที่นางมอบให้
พอมีกระโจมพักเป็นของตนเอง ไม่ว่าจะทำสิ่งใดก็สะดวก ด้านในกระโจมพักมีเตียงไม้ไผ่ขนาดใหญ่อยู่สองเตียง พร้อมเสื้อผ้าอีกคนละสองสามชุดวางเอาไว้ให้
“ข้าว่าพวกเราไปชวนพี่อินกับท่านย่าของเขามานอนกับพวกเราดีหรือไม่” จินตงชุนนึกถึงสหายที่เพิ่งเจอกัน
“ได้ พวกเราจะได้ไปอาบน้ำกันด้วย” พอจัดการที่พักเก็บของที่ได้มาเรียบร้อยแล้ว ก็พากันเดินไปทางด้านหลังเพื่อชวนฟางอินกับท่านย่าของเขาไปพักด้วยกัน
แต่ย่าของฟางอินนางไม่ต้องการย้ายไปอยู่ในกระโจม เพราะด้านหน้าค่ายอพยพมีแต่พวกครอบครัวขุนนาง คหบดี นางเป็นเพียงแค่ชาวบ้านย่อมจะต้องเกรงกลัวอำนาจบารมีของพวกขุนนาง รั่วซีนางไม่เห็นด้วย จึงได้โน้มน้าวนางต่ออีกหลายประโยค แต่ไม่ว่าพูดอย่างไรย่าของฟางอินก็ไม่ยอมไป
“หากมีเรื่องอันใด พี่อินท่านไปพบพวกข้าก็แล้วกัน พวกข้าเองก็จะมาเข้าป่าด้านหลังทุกวันเช่นกัน ท่านก็ยังเข้าไปหาของกินพร้อมพวกข้าได้”
“ขอบใจมากเจ้ามาก” ฟางอินแม้อยากจะไปด้วย แต่ไม่อาจทิ้งท่านย่าได้
“เช่นนั้น พวกเราก็เข้าป่ากันเถิด” จินตงชุนดึงตัวฟางอินให้ออกเดิน
ระหว่างทาง เขายังชวนจางอินให้ไปอ่านตำราด้วยกัน เมื่อรู้ว่าฟางอินอ่านหนังสือไม่ออก จินตงชุนก็อาสาที่จะสอนเขาอีกด้วย
วันนี้พวกเขามีเพียงปลาย่างเท่านั้น หัวมันถูกทหารขุดไปจนไม่มีเหลือ หากตกดึกหิวก็ยังมีหัวมันที่เก็บเอาไว้กินอยู่แล้วนำมาเผากินได้ รั่วซีนางจับปลาได้มากถึงหกตัว ทั้งสี่กินเพียงสามตัว เก็บเอาไว้ให้ท่านย่าของฟางอินหนึ่งตัว อีกสองตัวสามพี่น้องคิดจะนำไปมอบให้ท่านหมอหลิว
พอเก็บของจากหลุมดินมาหมดแล้ว สามพี่น้องก็กลับไปที่กระโจมพักของตน และนำปลาไปให้หมอหลิว
“พวกเจ้าจับปลาได้อย่างไรกัน” ฮูหยินหลิวเอ่ยถามอย่างแปลกใจ
นางได้ยินสาวใช้พูดคุยกับนายทหารด้วยต้องการหาเนื้อให้ท่านหมอหลิวและฮูหยินได้กิน แต่ไม่ว่าจะทำเช่นใดก็หาเนื้อสัตว์ไม่ได้เลย ชาวบ้านก็กลัวเข้าไปในป่าลึกแล้วจะพบเจอสัตว์ร้าย จึงทำได้เพียงอาผักป่าของป่ากินรอบนอก ถึงในน้ำจะมีปลา แต่ว่าว่ายเร็วยิ่งนัก จึงไม่มีผู้ใดจับมันมาได้สักคน
“พี่ชายข้า พอมีฝีมืออยู่บ้างเจ้าค่ะ หากท่านอาจารย์และอาจารย์หญิงชอบกิน พวกข้าจะจับมาให้ทุกวันเจ้าค่ะ”
รั่วซีตื่นขึ้นมาก็พบว่าตนเองกำลังนอนอยู่ในรถม้าโดยมีมู่ฉินฉานกอดเอาไว้ ด้านข้างของนางมีบุตรชายที่นอนอยู่ในห่อผ้าโดยไร้แม่นมทั้งสองติดตามมาด้วย“มู่ฉินฉาน ท่านทำบ้าอันใด!!!” รั่ววีตวาดเสียงดัง ทั้งยังทุบตีเขาอีกหลายที“เจ้าเสียงดังอันใด ลูกตกใจหมดแล้ว” มู่ฉินฉานรีบอุ้มเด็กทั้งสองเข้ามาปลอบประโลม “ฮวนเออร์ ฮุ่ยเออร์ เด็กดี พวกเจ้าอยากไปอยู่กับพ่อใช่หรือไม่”“เหอะ ไม่รู้ว่าที่โรงหมอจะวุ่นวายมากเพียงใด” รั่วซีทำได้เพียงถอนหายใจออกมา แล้วรับบุตรชายทั้งสองมาป้อนนมให้พวกเขาที่โรงหมอวุ่นวายเช่นที่รั่วซีคิดจริง เมื่อคนหายไปหลายคนอีกทั้งยังเป็นทารกน้อยสองคน ที่ไม่สมควรเดินทางไกลอีกด้วย มู่ฉินฉานทิ้งไว้เพียงจดหมายหนึ่งฉบับเพื่อแจ้งเรื่องการเดินทางของเขา แม้แต่ใต้เท้ามู่และเสิ่นซื่อเองก็นึกโมโหบุตรชายตัวดี“ไม่รู้ว่ากลัวผู้ใดจะพรากเมียพรากบุตรไปจากเขาอีก ถึงได้กระทำการต่ำช้าเช่นนี้” เสิ่นซื่อขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างมีโทสะ“ท่านพี่ แล้วหลานชายทั้งสองของข้าจะเกิดอันตรายหรือไม่เจ้าคะ” ฮูหยินหลิวกลัวว่าหลานชายจะเป็นอันใด“ซีซีนางเป็นหมอ บุตรชายนางจะเป็นอันใดได้อย่างไร” หมอหลิวนึกถึงมู่ฉินฉานก็แค้นใจ ไ
จินตงชุนและจินตงเฉิงเองก็นั่งอยู่ข้างเตียงช่วยเรียกรั่วซีอีกแรง แต่นางก็ยังคงหลับสนิทเช่นเดิม บุตรชายทั้งสองก็ร้องไห้อยู่นานกว่าจะพากันหลับด้วยความอ่อนเพลีย“มีหนทางหรือไม่ท่านหมอ” อาฟ่านเอ่ยถามขึ้นมาเสียงสั่น“คงได้แต่รอให้นางตื่นขึ้นมาเอง” หมอหลิวก็หมดหนทางที่จะช่วยแล้ว หมอจวงที่ถูกตามตัวมาช่วยตรวจก็ไม่อาจหาหนทางช่วยได้รั่วซีที่ทุกคนกำลังวุ่นวายเพราะการหลับไม่ตื่นของนาง ตอนนี้กำลังนั่งมองหน้าอาจารย์ลู่ ที่กำลังดื่มชาอย่างใจเย็น สถานที่แห่งนี้นางเคยเข้ามาแล้ว เมื่อครั้งที่วิญญาณของนางมาในมิติโบราณครั้งแรก“ท่านอาจารย์ ท่านดึงวิญญาณของข้ามา เพื่อให้ข้านั่งมองท่านดื่มชาหรือเจ้าคะ”อาจารย์ลู่วางแก้วชาลง “ข้าจะส่งเจ้ากลับมิติเดิมของเจ้า หน้าที่ของเจ้าในมิติโบราณจบสิ้นลงแล้ว”รั่วซีเลิกคิ้วขึ้นมอง “หืม...ท่านจะให้ข้าทิ้งบุตรชายที่ข้ายังไม่เคยเห็นหน้าเช่นนั้นหรือ” นางยื่นหน้าเข้าไปถามใกล้ๆ“ก่อนหน้าเป็นเจ้าที่เรียกร้องอยากจะกลับมิใช่หรือ”“แต่ตอนนั้นข้ายังไม่มีบุตรของตนเอง ข้าไม่กลับแล้วเจ้าค่ะ”“หึหึ ได้”“หืม...ง่ายเช่นนี้เลยหรือเจ้าคะ”“แล้วเหตุใดต้องยากด้วยเล่า กลับไปได้แล้ว คงวุ่นวาย
หมอหลิวได้แต่ถอนหายใจออกมา จะเร็วกว่านี้หนึ่งวันหรือช้ากว่านี้สักวันก็ไม่ได้เลย เขาลุกขึ้นเดินไปสั่งความด้านนอก “เตรียมห้องคลอด”มู่ฉินฉานได้ยินว่าเตรียมห้องคลอด เขาก็โยนต้นหนามที่อยู่ด้านหลังทิ้งแล้วลากตัวบ่าวที่กำลังวิ่งไปเตรียมของให้นำทางไปเรือนพักของรั่วซีความจริงก็แทบไม่ต้องใช้คนนำทางเลย เมื่อบ่าวมากกว่าครึ่ง ทั้งยังมีเสี่ยวจง อาฟ่านและอาเหิงอยู่ที่หน้าเรือนพักของรั่วซีแล้วมู่ฉินฉานเห็นอาฟ่านและอาเหิงยืนอย่างร้อนใจอยู่ที่หน้าเรือนพักของรั่วซี ก็เดินเข้าไปถีบทั้งสองคนละทีจนล้มกลิ้งไปกับพื้น ก่อนจะรีบสาวเท้าเข้าไปในเรือนพักของนางอย่างรวดเร็ว“หลีกไป!!!” เขาตวาดออกมาเสียงดัง เมื่อสาวใช้กำลังช่วยประคองรั่วซีเพื่อไปที่ห้องคลอด“เสียงดังเพื่ออันใด” รั่วซีได้แต่ถลึงตามองเขามู่ฉินฉานเดินไปช้อนตัวนางขึ้นอุ้ม “นำทาง” เขาเอ่ยกับสาวใช้ที่ตัวสั่นเทาไปด้วยความกลัว “รอให้เจ้าคลอดก่อนแล้วข้าจะมาจัดการเจ้าด้วย”“หึ ผู้ใดจะจัดการผู้ใดกันแน่” นางทุบไปที่แผงอกของเขา แต่ก็ต้องนิ่วหน้าเสียเอง เมื่อท้องของนางบีบรัดแรงขึ้น “โอ๊ยยย” นางร้องออกมาเบาๆ“เจ็บมากหรือ” เขากระชับรั่ววีเข้ามากอดเอาไว้แน่น แล้
อาฟ่านและอาเหิงสะดุ้งสุดตัว ต่างก็รีบส่ายหน้าพร้อมกัน เมื่อถูกคิดว่าเป็นบิดาของเด็กในท้องรั่วซี“ไม่ใช่ขอรับ”“หึหึ ข้ารู้ตัวว่าไหวมากน้อยเพียงใดเจ้าค่ะ ที่ข้าขอร้องให้ท่านช่วยจัดเตรียมเอาไว้ให้เรียบร้อยหรือไม่เจ้าคะ”“ข้าเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว เจ้าไปที่จวนก่อนเถิด ข้าคงต้องจัดหาหมอตำแยมาเพิ่มแล้วกระมัง” หมอจวงได้แต่ส่ายหน้า แล้วขึ้นรถม้าเพื่อนำทางรั่วซีไปที่พักของนางโรงหมอในเมืองหย่งเป่ยก็ไม่ต่างจากเมืองซิวเชียงนัก เมื่อรั่วซีนางต้องการโรงหมอที่อยู่ติดกับจวนพัก เพื่อสะดวกในการรักษาเมื่อได้รับความช่วยเหลือจากหมอจวงทุกอย่างจึงง่ายขึ้น นางส่งจดหมายมาแจ้งเขาล่วงหน้าหลายเดือนแล้ว ทั้งสถานที่และคนที่ต้องการเรียนรู้จากนางก็พร้อมเรียบร้อยแล้ว ยังมีผู้ช่วยหมอที่อยู่ในเมืองตู่เป่ยและเมืองชุนเป่ยที่เดินทางมารอเรียนกับนางอีกด้วยทางโรงหมอนางไม่ต้องเข้าไปวุ่นวายมากนัก เมื่อมีหมอจวงคอยจัดการอยู่ รั่วซีนางจึงเปิดสอนวิชาการแพทย์ของนางที่จวนของนางเลยหมอหลิว เมื่อคำนวณแล้วว่ารั่วซีนางใกล้คลอด เขาก็ลางานในสำนักหมอหลวงโดยบอกว่าจะไปช่วยรั่วซีนางจัดตั้งโรงหมอที่เมืองหย่งเป่ย แล้วพาครอบครัวเดินทางไปหย่ง
เริ่มแรกโรงหมอเปิดทำการรักษาโดยไม่คิดเงิน เพื่อให้ชาวบ้านที่ไม่มีเงินมารักษาและเพื่อให้หมอต้วนได้มีโอกาสตรวจและรักษาจากตัวผู้ป่วยจริงถึงจะบอกว่าเป็นการรักษาโดยไม่คิดเงิน แต่หากชาวบ้านคนใดที่ต้องการจ่ายเงินค่ายาหรือค่ารักษา จะมีกล่องไม้ที่ตั้งเอาไว้เปิดรับน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ เงินส่วนนี้รั่วซีนางยกให้หมอต้วนทั้งหมด ลูกจ้างในร้านคนใดที่พอจะมีความสามารถด้านการแพทย์ นางก็สอนการแพทย์ให้พวกเขาด้วยเช่นกันรั่วซีนางส่งข่าวไปที่จวนตระกูลหลิวว่านางพักอยู่ที่เมืองซิวเชียง เพียงแค่หนเดียวเท่านั้น ข่าวจากเมืองหลวงที่ส่งมาถึงนางก็มีเพียงเรื่องจินตงเฉิงเข้าเรียนที่สำนักศึกษาแล้ว แม้จะอยู่ในวัยยังไม่ถึงเจ็ดหนาว แต่ด้วยความเฉลียวฉลาดของเขา อาจารย์ในสำนักศึกษาก็รับเขาเอาไว้ทันที จินตงชุนเองก็เข้าเรียนในสำนักศึกษาเพื่อรอสอบจวี่เหรินในอีกหกเดือนข้างหน้าตระกูลหลิวใช้ชีวิตเช่นเดิม หมอหลิวก็เดินทางไปทำงานในสำนักหมอหลวงทุกวัน ฮูหยินหลิวก็เข้าร่วมงานเลี้ยงน้ำชาและงานมงคลเช่นปกติ เมื่อพบเจอเสิ่นซื่อนางก็ไม่ได้ทำตัวเหินห่างหรือว่าแสดงอาการอันใดออกมาให้เสิ่นซื่อสงสัยเสิ่นซื่อเองก็ลองหยั่งเชิงฮูหยินหลิวอยู่บ่อยครั
มู่ฉินฉานรู้แก่ใจว่าหมอหลิวคงรู้เรื่องของตนและรั่วซีแล้ว เขาคุกเข่าลงตรงหน้าของหมอหลิวเสียงดัง แผ่นหลังที่เคยยืดตรงยามนี้มันห่อเหี่ยวลงอย่างสิ้นหวัง“ก่อนหน้าข้าน้อยไม่รู้ความกระทำเรื่องไม่ดีลงไป ตอนนี้ทุกสิ่งอย่างล้วนได้รับการแก้ไขเรียบร้อยแล้ว ข้าน้อยไม่จำเป็นต้องหมั้นหมายกับคุณหนูเว่ย หวังว่าท่านหมอจะเมตตาข้าน้อยสักครั้งขอรับ ได้โปรดบอกข้าน้อยเถิดขอรับว่าซีซีนางอยู่ที่ใด”หมอหลิวหรี่ตามองมู่ฉินฉานที่ดูเหมือนว่าเขาสำนึกผิดแล้ว “ข้าเองก็ไม่รู้ว่านางไปที่ใด เจ้าก็รู้ว่าซีซีนางมีความปรารถนาต้องการสร้างโรงหมอ เผยแพร่ความรู้ของนางสร้างหมอทั่วแคว้นต้าหลี่ ข้าบอกได้เพียงว่านางเดินทางออกไปแล้ว”มู่ฉินฉานเงยหน้าขึ้นมองหมอหลิวเพื่อใคร่ครวญว่าสิ่งที่เขาพูดจริงเท็จเพียงใด แต่ก็เห็นเพียงแววตาที่เศร้าหมองของเขาเมื่อเอ่ยถึงรั่วซีเท่านั้น“นางเดินทางไปนานแล้วหรือยังขอรับ ไปทิศทางใด ได้โปรดบอกกล่าวข้าน้อยด้วยขอรับ”“นางเดินทางไปได้สามวันแล้ว ข้าเองก็ไม่แน่ใจทิศทางที่นางจะไป นางบอกเพียงจะส่งข่าวมา แต่ยามนี้ยังไม่มีสิ่งใดมาถึงข้า” เขาไม่บอกข้อเท็จจริงทั้งหมดให้มู่ฉินฉานรู้ เขาหลอกลวงรั่วซีมาเนิ่นนาน ท
รองแม่ทัพเซี่ย รองแม่ทัพเสิ่นและมู่ฉินฉาน จึงได้บุกเข้าไปจับกุมตัวรองแม่ทัพและหัวหน้ากองของแคว้นต้าเยี่ยที่ยังเหลือชีวิตรอดมาเป็นเชลยแทน ส่วนทหารที่เหลือก็ให้เดินทางกลับไปที่แคว้นต้าเยี่ยของตนเอง หากยึดตัวเอาไว้เป็นเชลยต้องเปลืองเสบียงไม่น้อยแต่ทหารแคว้นต้าเยี่ยที่ถูกปล่อยตัวกลับคืนแคว้นไม่มีผู้ใด
รั่วซีนางฝังเสร็จ เก็บเข็มกลับเข้าที่เรียบร้อย นางก็ไล่เสี่ยวจงให้ลุกจากที่นอน แล้วลงไปนอนแทนเขา “พวกท่านออกไปก่อน ข้าอยากพัก”“เจ้าไม่เป็นอันใดใช่หรือไม่” เสี่ยวจงเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง ตัวเขารู้สึกเบาราวกับขนนก นึกอยากจะลองวรยุทธ์ใช้แทบขาด แต่ติดที่รั่วซีนางนอนใบหน้าไร้สีเลือดอยู่บนเตียง“ไม่เป็นอั
หมอหลิวยิ้มส่ายหน้า เขายังคิดอยู่ว่านางจะยอมยกเนื้อที่หามาได้ทั้งหมดให้โรงครัวจริงหรือ “เจ้าไม่นำไปให้พี่ชายน้องชายของเจ้าหรือ”“ข้ามีกระต่ายกับไก่อย่างละสิบกว่าตัว เดิมก็คิดจะนำไปมอบให้อาจารย์หญิงและพี่ชายน้องชายอย่างละสิบตัวที่เหลือจะเก็บไว้กินกับท่านและพี่จง แต่ข้าถูกหัวหน้ากองมู่ปล้นไปแล้วอย่าง
ด้วยเห็นฝีมือของมู่ฉินฉานตั้งแต่ที่มาออกรบด้วยกันที่หย่งเป่ย ฝีมือของเขาดูจะล้ำหน้ามากกว่าผู้เป็นน้าเสียแล้ว อีกอย่างมู่ฉินฉานยังสามารถพาคนเข้าไปก่อกวนผ่านในค่ายหย่งเป่ยโดยไม่ได้รับบาดเจ็บอยู่หลายหน แต่เหตุใดครั้งนี้ถึงได้ทำพลาดได้“นางฟื้น ท่านน้าจะได้รับคำตอบจากนางเองขอรับ”รองแม่ทัพเสิ่นไม่อาจง้




![สองขุนศึกขย่มนางพญาไม่อิ่มรัก (3p) – [PWP]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


