Masukรั่วซีปรายตามองเขาอย่างไม่เชื่อ “ท่านเห็นข้าจับเช่นใดก็เช่นนั้น” นางเดินไปแย่งผลท้อในมือของเขามาเก็บลงตะกร้า “หากอยากกินท่านต้องไปเก็บเอง” นางคงหลงลืมไปว่าครั้งหนึ่งเคยถูกเขาช่วยเหลือมาก่อน
“พวกมันว่ายมาให้เจ้าจับง่ายๆ เลยหรือ”
“อืม”
“แล้วที่เจ้าบอกว่า โรคที่ชาวบ้านเป็นไม่ใช่โรคระบาด เจ้ารู้ได้อย่างไร” เขาเดินตามรั่วซีมาติดๆ
พอนางหันหลังกลับมาเพื่อพูดกับเขา จึงชนเข้ากับแผงอกของมู่ฉินฉานอย่างแรง จนนางต้องสูดปากด้วยความเจ็บ แผลเก่าก็ยังไม่ดีขึ้น ดูเหมือนจะได้แผลใหม่เพิ่มขึ้นอีกแล้ว
“ท่านเดินเช่นใดของท่านกัน ต้องเดินติดข้าเพียงนี้เลยหรือ”
“ข้าไม่คิดว่าเจ้าจะหันมา เจ็บมากหรือไม่ แล้วที่เจ้าถูกชาวบ้านทุบตีเป็นเช่นใดบ้าง”
“เป็นข้าที่หาเรื่องใส่ตัวเอง ช่างเถิด ที่ท่านถามว่าข้ารู้ได้อย่างไรว่าไม่ใช่โรคระบาด ก่อนหน้านี้ข้าเห็นถ้วยใส่อาหารที่พี่ชายได้มาจากนายทหารจง ข้าก็บอกให้พี่ชายไปแจ้งกับเขาแล้ว ว่าถ้วยไม้ที่กระดำกระด่าง สีดำมันเป็นพิษอย่างหนึ่ง จะทำให้เกิดโรคท้องร่วงได้ หากนำมาใช้สม่ำเสมอ”
เขามองนางอย่างค้นหา “เจ้าเป็นหมอหรือ”
“ถ้าข้าเป็นหมอ ข้าคงรักษาชาวบ้านแทนตาเฒ่าที่ทำให้ข้าต้องถูกชาวบ้านทุบตีแล้ว”
“แล้วเจ้าได้ความรู้มาจากที่ใด พอจะมีทางรักษาหรือไม่”
“บิดามารดาของข้าชอบซื้อหาตำราเก็บเอาไว้ ข้าก็เพียงแค่บังเอิญอ่านผ่านตามาเท่านั้น การรักษาก็ไม่ได้ยุ่งยาก เพียงรักษาไปตามอาการ ห้ามให้คนป่วยขาดน้ำ ห้ามนำถ้วยที่ขึ้นสีดำแล้วมาใช้ ทุกครั้งที่จะใช้ถ้วยใส่อาหารจะต้องต้มถ้วยช้อนทุกครั้ง อีกอย่าง...ท่านต้องให้พวกเขาขับถ่ายเป็นที่ทางด้วย ได้ฟังข้าอยู่หรือไม่” นางโบกมือไปตรงหน้าของเขา เมื่อเขาเอาแต่เหม่อลอย
“ฟัง ฟังอยู่” ไม่คิดว่าแม่นางน้อยที่เขาเคยพูดว่านางยังเด็กมีสิ่งใดให้น่ามอง ใบหน้าของนางจะงดงามเช่นนี้ อีกทั้งยามที่นางเอ่ยพูดน้ำเสียงและท่าทางสีหน้าที่แสดงออก ล้วนแต่น่ามองไปเสียทุกอย่าง เขาถึงได้ใจลอยไปครู่หนึ่ง
“ข้าช่วยได้เพียงเท่านี้ มิอาจช่วยสิ่งใดได้แล้ว ท่านคงไม่ทันเห็น ว่าสภาพของข้าเป็นเช่นใด เมื่อข้าเข้าไปบอกท่านหมอในกระโจม” นางเอ่ยพูดไปด้วยก็เดินกลับไปด้วย
“รองแม่ทัพเสิ่นก็เอ่ยห้ามชาวบ้านแล้วอย่างไร หากพวกข้ากับท่านรองแม่ทัพมาไม่ทัน เจ้าคงเป็นหนักกว่านี้” ตอนที่นางเดินกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกไปจากกระโจมหมอ มันช่างชวนให้คนเวทนายิ่งนัก
“นับว่าข้ายังมีบุญเหลืออยู่ เมื่อใดจะใช้เวรกรรมหมดก็ไม่รู้” น้ำเสียงของนางแผ่วเบา ดูเหมือนว่าจะไม่ได้พูดกับเขา แต่กำลังพูดกับตนเองอยู่
ทั้งสองเดินเงียบๆ ไปจนถึงที่ที่ทุกคนอยู่ นายทหารจงเองก็กำลังช่วยฟางอินและจินตงชุนย่างปลา จินตงเฉิงยังคงรวบรวมกิ่งไม้แห้งที่จะนำกลับไปใช้ที่หลุมดินกองเอาไว้อยู่ไม่ห่าง
“พี่ใหญ่ น้องเล็ก พวกท่านยังไม่ได้อาบน้ำอีกหรือ พี่อินด้วย รีบไปอาบน้ำเลย จะได้รีบกินรีบกลับก่อนที่ฟ้าจะมืด” นางวางตะกร้าเองแล้วเข้าไปนั่งย่างปลาแทนพวกเขา
“ซีซี จมูกเจ้าไปโดนอันใดมา” จินตงชุนรีบเข้ามาดูจมูกที่แดงก่ำของน้องสาว
“ข้าชนต้นไม้ ไม่เป็นอันใดมาก ท่านกำลังทำให้เฉิงเออร์ตกใจ ไปอาบน้ำได้แล้ว” นางดันมือของเขาออก
“นะ หน้าเจ้า” ฟางอินเองก็ตกใจไม่น้อย
รั่วซีไม่ได้คิ้วหนาราวกับถูกปลิงเกาะเอาไว้ ผิวของนางก็ไม่ได้กระดำกระด่างอย่างที่เคยเห็น ใบหน้าขาวนวลราวกับน้ำนม คิ้วเรียวเล็กรับกับใบหน้ารูปไข่ ดวงตากลมโตราวกับลูกกลางน้อยที่น่าเอ็นดู ริมฝีปากแดงอวบอิ่มโดยไม่ต้องแต่งแต้มสีชาดเลย
จินตงชุนมองไปที่ทุกคนอย่างเคร่งเครียดเขาเหมือนอยากจะเอ่ยพูดสิ่งใด แต่ก็กลืนคำพูดลงคอแล้วลากฟางอินกับจินตงเฉิงไปอาบน้ำแทน
นายทหารจงทำลายความเงียบขึ้นมา เมื่ออยู่กันเพียงสามคนเท่านั้น “พวกเจ้าจับปลาเก่งยิ่งนัก” เขาไม่เห็นรั่วซีจับปลา เพียงแค่นางกำลังก้าวลงน้ำ ก็ถูกมู่ฉินฉานไล่ให้เขาไปทางอื่นก่อนแล้ว
นางมองไปทางมู่ฉินฉานเห็นเขาไม่เอ่ยสิ่งใด นางจึงได้เอ่ยออกมา “พี่ชายข้าพอมีฝีมืออยู่บ้างเจ้าค่ะ”
“หัวมันกินได้หรือ ไม่มีพิษหรือ” มู่ฉินฉานหยิบหัวมันที่ยังไม่ได้เผาขึ้นมา
“หากยังไม่ได้เผาหรือนำไปต้มสุกก็ไม่อาจกินได้เจ้าค่ะ ต้องทำให้สุกเสียก่อนถึงจะไม่มีพิษ เรื่องนี้ข้าก็บอกชาวบ้านที่เห็นพวกข้านำกลับไปที่พักแล้ว แต่ไม่มีผู้ใดเชื่อพวกข้า ยังกล่าวหาว่าข้าคิดจะฆ่าคนด้วย ข้าเลยไปบอกพวกเขาอีก”
มู่ฉินฉานและนายทหารจงพยักหน้าอย่างเข้าใจ ที่รั่วซีนางถูกชาวบ้านรุมทำลาย นายทหารจงเองก็เห็นกับตา
“แล้วมันมีมากหรือไม่ ข้าอยากนำกลับไปให้รองแม่ทัพเสิ่นสักหน่อย”
“มีมากเจ้าค่ะ ข้าจะพาท่านไปขุด หากเป็นท่านรองแม่ทัพเสิ่นประกาศให้ชาวบ้านรู้ พวกเขาคงเชื่อมากกว่าคำพูดของข้า”
รั่วซีพาทั้งสองคนมาถึงดงต้นมัน แล้วก็ชี้ให้พวกเขาลงมือขุดด้วยตนเอง ส่วนนางเดินเตร็ดเตร่รออยู่ไม่ไกลจากพวกเขา “เอ๊ะ!!!” สายตาของนางเหลือบไปเห็นหัวเผือกที่ขึ้นอยู่ไม่ไกลนัก ก็รีบวิ่งเข้าไปลงมือขุดทันที อย่างน้อยก็มีของกินเพิ่มขึ้นแล้ว
“มันคือสิ่งใด” มู่ฉินฉานได้ยินเสียงของรั่วซีจึงเดินเข้ามาดู
“หัวมันเจ้าค่ะ ถ้าได้หุงกินพร้อมข้าวจะอร่อยมากเลยเจ้าค่ะ” นางลงมือขุดขึ้นมาเพียงไม่กี่หัวให้พอทุกคนกินก็หยุดมือ “หรือคลุกกับน้ำตาลเล็กน้อยก็กลายเป็นของหวานแล้ว”
“เฮ้ยยย กินได้หรือ ข้าเคยเห็นคนกินแล้วคันไปทั้งปากทั้งตัวเลย” นายทหารจงร้องออกมาเสียงดังเมื่อเห็นรั่วซีขุดเผือกขึ้นมา
“หากทำให้สุกเช่นเดียวกับหัวมันก็จะไม่คันเจ้าค่ะ แต่บางคนก็อาจจะแพ้กินไม่ได้ แต่หากลองกินแล้วเกิดคันลิ้นคันคอ หยุดกินก็หายเจ้าค่ะ ไม่เกิดอันตรายต่อชีวิต” นางเก็บมาเพียงไม่กี่หัว ใส่ลงไปในตะกร้าของนายทหารจง
“เจ้าดูมีความรู้มากทีเดียว” มู่ฉินฉานมองประเมินนาง
“เป็นเรื่องง่ายๆ ผู้ใดก็รู้เจ้าค่ะ” นางตอบโดยไม่ทันคิด ในยุคสมัยของนาง น้อยคนที่จะไม่รู้เรื่อง พอเห็นสีหน้าของพวกเขาบิดเบี้ยว รั่วซีจึงได้เอ่ยถามออกมา “หรือว่า...พวกท่านไม่รู้” ทั้งสองส่ายหน้าเป็นคำตอบ
“ไม่รู้ก็ไม่ผิดเจ้าค่ะ” นางรีบเดินนำพวกเขากลับไปรวมตัวกับคนอื่น
“พี่ชาย น้องชายเจ้าก็รู้เหมือนกันหรือ” มู่ฉินฉานยังไม่หายสงสัย ด้วยอยากรู้ว่านางถูกเลี้ยงดูมาเช่นใดกันแน่
“ย่อมรู้เจ้าค่ะ”
พอเดินกลับมาถึงก็เห็นจินตงชุนยืนหน้าดำอยู่แล้ว เขากำลังจะอ้าปากถาม แต่รั่วซีนางชิงตอบขึ้นมาก่อน “ท่านนายกองมู่จะนำหัวมันไปให้ท่านรองแม่ทัพเสิ่นกินเจ้าค่ะ ข้าเลยพาไปขุด ถ้ากินได้ พวกเขาจะให้ชาวบ้านมาขุดไปกิน”
“นะ นั่น นั่นเจ้าเอามันกลับมาด้วยได้อย่างไร” จินตงเฉิงร้องเสียงหลง ชี้ไปทางหัวเผือกอย่างระแวง
“มันกินได้”
“ข้ารู้ว่ามันกินได้ แต่เจ้าแพ้มัน ซีซี!!! รีบไปล้างมือเร็วเข้า”
รั่วซีเบิกตากว้างด้วยความตกใจ นางไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเจ้าของร่างแพ้หัวเผือก เมื่อก้มมองมือก็พบว่ามือของนางเริ่มบวมแดงและมีผื่นขึ้นแล้ว นางจึงรีบวิ่งไปล้างมือที่แม่น้ำทันที
รั่วซีตื่นขึ้นมาก็พบว่าตนเองกำลังนอนอยู่ในรถม้าโดยมีมู่ฉินฉานกอดเอาไว้ ด้านข้างของนางมีบุตรชายที่นอนอยู่ในห่อผ้าโดยไร้แม่นมทั้งสองติดตามมาด้วย“มู่ฉินฉาน ท่านทำบ้าอันใด!!!” รั่ววีตวาดเสียงดัง ทั้งยังทุบตีเขาอีกหลายที“เจ้าเสียงดังอันใด ลูกตกใจหมดแล้ว” มู่ฉินฉานรีบอุ้มเด็กทั้งสองเข้ามาปลอบประโลม “ฮวนเออร์ ฮุ่ยเออร์ เด็กดี พวกเจ้าอยากไปอยู่กับพ่อใช่หรือไม่”“เหอะ ไม่รู้ว่าที่โรงหมอจะวุ่นวายมากเพียงใด” รั่วซีทำได้เพียงถอนหายใจออกมา แล้วรับบุตรชายทั้งสองมาป้อนนมให้พวกเขาที่โรงหมอวุ่นวายเช่นที่รั่วซีคิดจริง เมื่อคนหายไปหลายคนอีกทั้งยังเป็นทารกน้อยสองคน ที่ไม่สมควรเดินทางไกลอีกด้วย มู่ฉินฉานทิ้งไว้เพียงจดหมายหนึ่งฉบับเพื่อแจ้งเรื่องการเดินทางของเขา แม้แต่ใต้เท้ามู่และเสิ่นซื่อเองก็นึกโมโหบุตรชายตัวดี“ไม่รู้ว่ากลัวผู้ใดจะพรากเมียพรากบุตรไปจากเขาอีก ถึงได้กระทำการต่ำช้าเช่นนี้” เสิ่นซื่อขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างมีโทสะ“ท่านพี่ แล้วหลานชายทั้งสองของข้าจะเกิดอันตรายหรือไม่เจ้าคะ” ฮูหยินหลิวกลัวว่าหลานชายจะเป็นอันใด“ซีซีนางเป็นหมอ บุตรชายนางจะเป็นอันใดได้อย่างไร” หมอหลิวนึกถึงมู่ฉินฉานก็แค้นใจ ไ
จินตงชุนและจินตงเฉิงเองก็นั่งอยู่ข้างเตียงช่วยเรียกรั่วซีอีกแรง แต่นางก็ยังคงหลับสนิทเช่นเดิม บุตรชายทั้งสองก็ร้องไห้อยู่นานกว่าจะพากันหลับด้วยความอ่อนเพลีย“มีหนทางหรือไม่ท่านหมอ” อาฟ่านเอ่ยถามขึ้นมาเสียงสั่น“คงได้แต่รอให้นางตื่นขึ้นมาเอง” หมอหลิวก็หมดหนทางที่จะช่วยแล้ว หมอจวงที่ถูกตามตัวมาช่วยตรวจก็ไม่อาจหาหนทางช่วยได้รั่วซีที่ทุกคนกำลังวุ่นวายเพราะการหลับไม่ตื่นของนาง ตอนนี้กำลังนั่งมองหน้าอาจารย์ลู่ ที่กำลังดื่มชาอย่างใจเย็น สถานที่แห่งนี้นางเคยเข้ามาแล้ว เมื่อครั้งที่วิญญาณของนางมาในมิติโบราณครั้งแรก“ท่านอาจารย์ ท่านดึงวิญญาณของข้ามา เพื่อให้ข้านั่งมองท่านดื่มชาหรือเจ้าคะ”อาจารย์ลู่วางแก้วชาลง “ข้าจะส่งเจ้ากลับมิติเดิมของเจ้า หน้าที่ของเจ้าในมิติโบราณจบสิ้นลงแล้ว”รั่วซีเลิกคิ้วขึ้นมอง “หืม...ท่านจะให้ข้าทิ้งบุตรชายที่ข้ายังไม่เคยเห็นหน้าเช่นนั้นหรือ” นางยื่นหน้าเข้าไปถามใกล้ๆ“ก่อนหน้าเป็นเจ้าที่เรียกร้องอยากจะกลับมิใช่หรือ”“แต่ตอนนั้นข้ายังไม่มีบุตรของตนเอง ข้าไม่กลับแล้วเจ้าค่ะ”“หึหึ ได้”“หืม...ง่ายเช่นนี้เลยหรือเจ้าคะ”“แล้วเหตุใดต้องยากด้วยเล่า กลับไปได้แล้ว คงวุ่นวาย
หมอหลิวได้แต่ถอนหายใจออกมา จะเร็วกว่านี้หนึ่งวันหรือช้ากว่านี้สักวันก็ไม่ได้เลย เขาลุกขึ้นเดินไปสั่งความด้านนอก “เตรียมห้องคลอด”มู่ฉินฉานได้ยินว่าเตรียมห้องคลอด เขาก็โยนต้นหนามที่อยู่ด้านหลังทิ้งแล้วลากตัวบ่าวที่กำลังวิ่งไปเตรียมของให้นำทางไปเรือนพักของรั่วซีความจริงก็แทบไม่ต้องใช้คนนำทางเลย เมื่อบ่าวมากกว่าครึ่ง ทั้งยังมีเสี่ยวจง อาฟ่านและอาเหิงอยู่ที่หน้าเรือนพักของรั่วซีแล้วมู่ฉินฉานเห็นอาฟ่านและอาเหิงยืนอย่างร้อนใจอยู่ที่หน้าเรือนพักของรั่วซี ก็เดินเข้าไปถีบทั้งสองคนละทีจนล้มกลิ้งไปกับพื้น ก่อนจะรีบสาวเท้าเข้าไปในเรือนพักของนางอย่างรวดเร็ว“หลีกไป!!!” เขาตวาดออกมาเสียงดัง เมื่อสาวใช้กำลังช่วยประคองรั่วซีเพื่อไปที่ห้องคลอด“เสียงดังเพื่ออันใด” รั่วซีได้แต่ถลึงตามองเขามู่ฉินฉานเดินไปช้อนตัวนางขึ้นอุ้ม “นำทาง” เขาเอ่ยกับสาวใช้ที่ตัวสั่นเทาไปด้วยความกลัว “รอให้เจ้าคลอดก่อนแล้วข้าจะมาจัดการเจ้าด้วย”“หึ ผู้ใดจะจัดการผู้ใดกันแน่” นางทุบไปที่แผงอกของเขา แต่ก็ต้องนิ่วหน้าเสียเอง เมื่อท้องของนางบีบรัดแรงขึ้น “โอ๊ยยย” นางร้องออกมาเบาๆ“เจ็บมากหรือ” เขากระชับรั่ววีเข้ามากอดเอาไว้แน่น แล้
อาฟ่านและอาเหิงสะดุ้งสุดตัว ต่างก็รีบส่ายหน้าพร้อมกัน เมื่อถูกคิดว่าเป็นบิดาของเด็กในท้องรั่วซี“ไม่ใช่ขอรับ”“หึหึ ข้ารู้ตัวว่าไหวมากน้อยเพียงใดเจ้าค่ะ ที่ข้าขอร้องให้ท่านช่วยจัดเตรียมเอาไว้ให้เรียบร้อยหรือไม่เจ้าคะ”“ข้าเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว เจ้าไปที่จวนก่อนเถิด ข้าคงต้องจัดหาหมอตำแยมาเพิ่มแล้วกระมัง” หมอจวงได้แต่ส่ายหน้า แล้วขึ้นรถม้าเพื่อนำทางรั่วซีไปที่พักของนางโรงหมอในเมืองหย่งเป่ยก็ไม่ต่างจากเมืองซิวเชียงนัก เมื่อรั่วซีนางต้องการโรงหมอที่อยู่ติดกับจวนพัก เพื่อสะดวกในการรักษาเมื่อได้รับความช่วยเหลือจากหมอจวงทุกอย่างจึงง่ายขึ้น นางส่งจดหมายมาแจ้งเขาล่วงหน้าหลายเดือนแล้ว ทั้งสถานที่และคนที่ต้องการเรียนรู้จากนางก็พร้อมเรียบร้อยแล้ว ยังมีผู้ช่วยหมอที่อยู่ในเมืองตู่เป่ยและเมืองชุนเป่ยที่เดินทางมารอเรียนกับนางอีกด้วยทางโรงหมอนางไม่ต้องเข้าไปวุ่นวายมากนัก เมื่อมีหมอจวงคอยจัดการอยู่ รั่วซีนางจึงเปิดสอนวิชาการแพทย์ของนางที่จวนของนางเลยหมอหลิว เมื่อคำนวณแล้วว่ารั่วซีนางใกล้คลอด เขาก็ลางานในสำนักหมอหลวงโดยบอกว่าจะไปช่วยรั่วซีนางจัดตั้งโรงหมอที่เมืองหย่งเป่ย แล้วพาครอบครัวเดินทางไปหย่ง
เริ่มแรกโรงหมอเปิดทำการรักษาโดยไม่คิดเงิน เพื่อให้ชาวบ้านที่ไม่มีเงินมารักษาและเพื่อให้หมอต้วนได้มีโอกาสตรวจและรักษาจากตัวผู้ป่วยจริงถึงจะบอกว่าเป็นการรักษาโดยไม่คิดเงิน แต่หากชาวบ้านคนใดที่ต้องการจ่ายเงินค่ายาหรือค่ารักษา จะมีกล่องไม้ที่ตั้งเอาไว้เปิดรับน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ เงินส่วนนี้รั่วซีนางยกให้หมอต้วนทั้งหมด ลูกจ้างในร้านคนใดที่พอจะมีความสามารถด้านการแพทย์ นางก็สอนการแพทย์ให้พวกเขาด้วยเช่นกันรั่วซีนางส่งข่าวไปที่จวนตระกูลหลิวว่านางพักอยู่ที่เมืองซิวเชียง เพียงแค่หนเดียวเท่านั้น ข่าวจากเมืองหลวงที่ส่งมาถึงนางก็มีเพียงเรื่องจินตงเฉิงเข้าเรียนที่สำนักศึกษาแล้ว แม้จะอยู่ในวัยยังไม่ถึงเจ็ดหนาว แต่ด้วยความเฉลียวฉลาดของเขา อาจารย์ในสำนักศึกษาก็รับเขาเอาไว้ทันที จินตงชุนเองก็เข้าเรียนในสำนักศึกษาเพื่อรอสอบจวี่เหรินในอีกหกเดือนข้างหน้าตระกูลหลิวใช้ชีวิตเช่นเดิม หมอหลิวก็เดินทางไปทำงานในสำนักหมอหลวงทุกวัน ฮูหยินหลิวก็เข้าร่วมงานเลี้ยงน้ำชาและงานมงคลเช่นปกติ เมื่อพบเจอเสิ่นซื่อนางก็ไม่ได้ทำตัวเหินห่างหรือว่าแสดงอาการอันใดออกมาให้เสิ่นซื่อสงสัยเสิ่นซื่อเองก็ลองหยั่งเชิงฮูหยินหลิวอยู่บ่อยครั
มู่ฉินฉานรู้แก่ใจว่าหมอหลิวคงรู้เรื่องของตนและรั่วซีแล้ว เขาคุกเข่าลงตรงหน้าของหมอหลิวเสียงดัง แผ่นหลังที่เคยยืดตรงยามนี้มันห่อเหี่ยวลงอย่างสิ้นหวัง“ก่อนหน้าข้าน้อยไม่รู้ความกระทำเรื่องไม่ดีลงไป ตอนนี้ทุกสิ่งอย่างล้วนได้รับการแก้ไขเรียบร้อยแล้ว ข้าน้อยไม่จำเป็นต้องหมั้นหมายกับคุณหนูเว่ย หวังว่าท่านหมอจะเมตตาข้าน้อยสักครั้งขอรับ ได้โปรดบอกข้าน้อยเถิดขอรับว่าซีซีนางอยู่ที่ใด”หมอหลิวหรี่ตามองมู่ฉินฉานที่ดูเหมือนว่าเขาสำนึกผิดแล้ว “ข้าเองก็ไม่รู้ว่านางไปที่ใด เจ้าก็รู้ว่าซีซีนางมีความปรารถนาต้องการสร้างโรงหมอ เผยแพร่ความรู้ของนางสร้างหมอทั่วแคว้นต้าหลี่ ข้าบอกได้เพียงว่านางเดินทางออกไปแล้ว”มู่ฉินฉานเงยหน้าขึ้นมองหมอหลิวเพื่อใคร่ครวญว่าสิ่งที่เขาพูดจริงเท็จเพียงใด แต่ก็เห็นเพียงแววตาที่เศร้าหมองของเขาเมื่อเอ่ยถึงรั่วซีเท่านั้น“นางเดินทางไปนานแล้วหรือยังขอรับ ไปทิศทางใด ได้โปรดบอกกล่าวข้าน้อยด้วยขอรับ”“นางเดินทางไปได้สามวันแล้ว ข้าเองก็ไม่แน่ใจทิศทางที่นางจะไป นางบอกเพียงจะส่งข่าวมา แต่ยามนี้ยังไม่มีสิ่งใดมาถึงข้า” เขาไม่บอกข้อเท็จจริงทั้งหมดให้มู่ฉินฉานรู้ เขาหลอกลวงรั่วซีมาเนิ่นนาน ท
รั่วซีนิ่งอึ้งไป สาเหตุที่นางต้องมาอยู่ในมิติแห่งนี้ก็เพื่อช่วยเหลือคน หากท่านเทพมองลงมาเห็นใจนาง คงยอมให้นางกลับคืนห้วงมิติของนางใช่หรือไม่นางหันไปขอความเห็นจากจินตงชุน อย่างไรเขาก็เป็นพี่ชายของนาง “พี่ใหญ่ ท่านเห็นเป็นเช่นใดเจ้าคะ”หมอหลิวที่เห็นนางลังเลถึงกับคิ้วกระตุกไม่หยุด มีคนจำนวนมากเพียงใ
รั่วซีกลับมาถึงใต้ต้นไม้ที่รองแม่ทัพเสิ่นรออยู่ เขาก็เพิ่งจะได้สังเกตใบหน้าของนางดีๆ ตอนนี้แตกต่างจากตอนที่น้ำตาล้างขี้เถ้าออกจากใบหน้าของนางราวกับเป็นคนละคน เพียงแต่ไม่รู้ว่าเบื้องหลังขี้เถ้าซ่อนความงามเช่นใดเอาไว้กันแน่ นางถึงต้องปกปิดเสียจนไม่น่ามองเช่นนี้“ข้าน้อยขออภัย ที่ปล่อยให้รองแม่ทัพเสิ่
ตอนที่น้องสาวถูกทุบตีเขาก็ไม่อาจเข้าไปช่วยเหลือได้ มานามนี้ยังจะด่าทอพวกเขาอีก “ก่อนหน้าเรื่องถ้วยใส่ข้าว ข้าเป็นคนพูดกับพวกท่านเองใช่หรือไม่ หรือมีผู้ใดกล้าพูดว่าไม่ใช่ข้า หึหึ...ข้ายังถูกพวกท่านถ่มน้ำลายใส่หน้า บอกว่าข้าสร้างความวุ่นวาย ไล่ให้ข้าไปหาของกินเอง ในเมื่อข้าหามาได้ เหตุใดต้องแย่งด้วย”
มู่ฉินฉานหรี่ตามองตามแผ่นหลังของนางไปอย่างสงสัย ที่นางพูดเมื่อครู่ถึงวิธีการกินหัวเผือก นางย่อมเคยกินมันมาก่อนอย่างแน่นอน “เจ้ารู้ว่ามันกินได้ เจ้าเคยกินมันมาก่อน?” เขาเอ่ยถามจินตงชุน“เคยครั้งหนึ่งขอรับ ท่านแม่นำมาใส่ลงไปในแกงไก่ให้พวกข้ากิน แต่ซีซีนางแพ้ กินเข้าไปก็ผื่นขึ้นทั้งตัว หลังจากนั้นท่าน







