LOGINหลายชั่วโมงต่อมา หลังจากถึงเวลาเลิกงาน ปัญชิตาได้หยิบกระเป๋าสะพายขึ้นมาถือแล้วเดินตรงไปยังห้องทำงานของวีรวัฒน์ มือเล็กเคาะเบาๆแล้วเปิดเข้าไปเพราะถึงอย่างไรเขาต้องรู้อยู่แล้วว่าเธอจะมาจึงไม่รอคำอนุญาต
“ไปเปลี่ยนสิ วันนี้เราต้องไปงานแทนพี่ธี” เสียงเข้มที่ดังพร้อมคำสั่ง สายตาเขามองไปที่ราวแขวนสูทที่มีชุดราตรีสีครีมทองผ้าชีฟองทั้งตัวแขวนอยู่
“ไปงาน.....เหรอคะ” ปัญชิตาทวนคำถาม เพราะเธอจำได้ว่าตารางงานของทั้งธีรภัทรและวีรวัฒน์ไม่มีไปงานเลี้ยงที่ไหน
“อืม ไปเปลี่ยนในห้องส่วนตัวผมไป จะได้ไม่มีใครรบกวน” เขาพยักหน้าไปที่ห้องพักผ่อนส่วนตัวของเขาที่ซ่อนอยู่
“ฉันไปเปลี่ยนห้องพักกลางดีกว่าค่ะ” หญิงสาวเดินไปคว้าเอาชุดที่แขวนอยู่ เตรียมจะหมุนตัวก็ชะงักเมื่อเสียงวางแก้วลงบนโต๊ะมันดังจนเธอตกใจ
“คุณปัน.....” เสียงเข้มขึ้นกว่าในคราแรก
“ค่าๆ” เธอถอนหายใจอย่างไม่ปิดบัง ก่อนจะหมุนตัวไปอีกทาง แล้วผลักประตูซ่อนเข้าไป ซึ่งมันอยู่เยื้องกับโต๊ะทำงานของวีรวัฒน์พอดี
ห้องด้านในเป็นห้องพักส่วนตัวของวีรวัฒน์ มีเตียงนอน ห้องน้ำ ตู้เสื้อผ้าขนาดเล็ก และโซฟา ทุกอย่างถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ แปลบห้องฝั่งนี้ต่างกับของธีรภัทร ห้องซ่อนของธีรภัทรจะอยู่ด้านหลังโต๊ะทำงานของเขา แต่ของวีรวัฒน์จะอยู่ด้านหน้า เยื้องกับโต๊ะทำงาน หรือว่าง่ายๆคือห้องซ่อนจะอยู่หลังโต๊ะทำงานของปัญชิตาพอดี
ชุดราตรีสีครีมทองถูกสวมลงบนร่างบอบบางอย่างไม่รีบร้อน อาจจะด้วยตัวชุดเป็นชีฟองทั้งชุด ช่วงด้านบนเป็นผ้าชีฟองที่ถูกปักเข้ากับเกาะอกที่มีดันทรงด้านใน ในช่วงกระโปรง ผ้าทิ้งตัวยาวกรอมเท้า ช่วงแขนเป็นสม็อกบางแค่พอเกาะต้นแขนได้คล้องเอาไว้
ใบหน้าสวยหวานถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางที่มีในกระเป๋าไม่กี่ชิ้น เส้นผมที่ถูกมัดเก็บเอาไว้ถูกปล่อยยาวสยายแล้วถักเปียเส้นเล็กๆไปมัดรวบด้านหลัง
หลังจากสำรวจความเรียบร้อยของตัวเองที่หน้ากระจกปัญชิตาก็ก้าวออกมาจากห้องซ่อนด้วยท่าทางไม่ถนัดนัก อาจจะเพราะกระโปรงที่ยาวเกินไป
“ขอไปเอารองเท้าได้ไหมคะ รองเท้าส้นสูงอยู่ที่โต๊ะค่ะ”
“อืม”
หญิงสาวคว้าชายกระโปรงขึ้นมาถือ แล้วเดินออกจากห้องไปด้วยท่าทางในการเดินแปลกๆ โดยไม่รู้เลยว่าสายตาที่ปกติคมดุ ได้มองเธอด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปชั่ววูบ
แสงไฟสีทองจากแชนเดอเลียร์กลางห้องบอลรูมหรูของ Mandarin Oriental Bangkok สะท้อนลงบนแก้วคริสตัลและชุดราตรีของแขกในงานเลี้ยงค่ำคืนนี้ ปัญชิตายืนอยู่ข้างวีรวัฒน์ด้วยท่าทางสง่างาม ชายหนุ่มแนะนำเธอในฐานะหัวหน้าทีมเลขา ก่อนที่เขาจะปล่อยให้เธอเดินเล่นในงานและหายไปคุยงานกับลูกค้าอยู่นาน
ปัญชิตาเดินดูนั่นดูนี่ไปเรื่อยๆ แต่ก็ไปสะดุดตากับใครคนหนึ่ง เขาดูเหมือนคนที่เธอเคยรู้จัก ยังไม่ทันคิดอะไรเยอะ หญิงสาวก้าวฉับๆ เข้าไปหาอีกฝ่ายด้วยสีหน้าดีใจ ชายหนุ่มในชุดสูทสีกรมท่าหันมา ก่อนจะยิ้มกว้างเมื่อเขาจำเธอได้
“พี่พัตเตอร์!!!” หญิงสาวเรียกชื่อเขาพร้อมกับรอยยิ้มดีใจ
“อ้าว ปัน!!! ไม่เจอกันตั้งนาน” ชายหนุ่มในชุดสูทสีกรมท่าวางแก้วไวน์ในมือแล้วก้าวเข้าหาหญิงสาวด้วยท่าทางดีใจไม่แพ้กัน
“จริงด้วยค่ะ ตั้งแต่เรียนจบก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย” รอยยิ้มกว้างทำให้ใบหน้าสวยหวานดูน่ามองทำให้ภัทรหรือพัตเตอร์มองด้วยแววตาอบอุ่น
“ผอมลงเยอะเลย ไปทำอะไรมา” ภัทรถามทีเล่นทีจริง
“นึกอยากเปลี่ยนแปลงตัวเองน่ะค่ะ” ปัญชิตาหัวเราะชอบใจ
“เหมือนคนละคนเลยเชียว มีแฟนเหรอ ถึงอยากเปลี่ยนตัวเอง” ชายหนุ่มเริ่มรุกถามเชิงลึก
เช้าของหลายวันต่อมา บรรยากาศภายในบ้านเต็มไปด้วยความคึกคักกว่าทุกวัน หลังจากใช้เวลาพักผ่อนและดื่มด่ำกับช่วงเวลาแห่งความสุขของการเป็นคู่บ่าวสาวมาหลายวัน ในที่สุดก็ถึงเวลาที่วีรวัฒน์และปัญชิตาต้องเตรียมตัวเดินทางกลับกรุงเทพฯด้านหน้าบ้านมีรถยนต์หรูสองคันจอดรออยู่ โดยคันหนึ่งเป็นรถของวีรวัฒน์กับปัญชิตา ส่วนอีกคันเป็นรถของธีรภัทรและพรีญาภัส พี่ชายของวีรวัฒน์และภรรยาที่จะเดินทางกลับพร้อมกันธาดากับวิริญญา เดินทางกลับไปตั้งแต่เสร็จจากงานได้ 2 วัน เพราะต้องรีบบินกลับไปทำงานต่อ“ของครบหรือยังครับคุณภรรยา” วีรวัฒน์เอ่ยถาม ขณะเดินถือกระเป๋าใบสุดท้ายออกมาจากตัวบ้าน“ครบแล้วค่ะ คุณสามีไม่ต้องห่วง” ปัญชิตาที่กำลังตรวจดูสัมภาระอีกครั้งหันกลับมายิ้ม“ได้ยินแล้วชื่นใจจัง” คำเรียกแทนตัวที่เปลี่ยนไปตามสถานะทำให้ชายหนุ่มยิ้มกว้างขึ้นทันที“อะไรคะ”“ก็คุณภรรยาเรียกผมว่าคุณสามีนี่ครับ”ปัญชิตาส่ายหน้าอย่างเขิน ๆ ก่อนจะเดินเข้าไปยืนข้างเขา ไม่นานสมาชิกในครอบครัวและคนสนิทที่มารวมตัวกันเพื่อส่งทั้งสองคู่ก็ทยอยออกมายืนบริเวณหน้าบ้านธีรภัทรเดินออกมาพร้อมพรีญาภัส ก่อนจะหันไปมองน้องชายกับน้องสะใภ้ที่ยืนอยู่ไม่ไก
“ร้องดังๆสิที่รัก บอกฉันว่าชอบโดนแรงๆแบบนี้”“ชอบค่ะ.....ชอบโดนแรงๆ.....อ๊าาาาาา.....แรงกว่านี้อีก”มุมปากหยักยกยิ้มพอใจที่เธอตามใจเขาสุดๆ เร่งจังหวะเร็วขึ้น ดุ้นหนาดันทะลวงเข้าไปสุดลำ มือหนาตบบั้นท้ายกลมเป็นจังหวะทุกครั้งที่กระแทกเข้าแต่ดูเหมือนว่าจะไม่สะใจเขามากพอ วีรวัฒน์อุ้มปัญชิตาขึ้นจากเตียงอย่างง่ายดาย ร่างกายเธอสั่นระริกจากความเสียว เขาพาเธอเดินตรงไปยังห้องน้ำหรูหราข้างห้องนอน แสงไฟสีอบอุ่นสลัวๆทำให้บรรยากาศยิ่งเร่าร้อนเขาวางเธอลงตรงหน้ากระจกบานใหญ่ แล้วกดตัวเธอให้ยืนโน้มไปด้านหน้า มือทั้งสองข้างเกาะเคาน์เตอร์อ่างล้างหน้าไว้แน่น“ยืนนิ่งๆ.....อย่าขยับ” เขาสั่งเสียงกร้าวหญิงสาวยังหอบหายใจ ก้นแดงช้ำจากรอยตบก่อนหน้านี้ยังคงร้อนผ่าว เธอมองภาพตัวเองในกระจกที่ใบหน้าแดงก่ำ มือหนาเปิดลิ้นชักเก็บของแล้วหยิบดิลโด้สีดำเงา ออกมา หนาและมีเส้นเอ็นนูน ขนาดใหญ่ไม่แพ้ของเขา“คืนนี้.....เราจะใช้ของเล่นด้วยนะที่รัก แบบที่ฉันและเธอเล่นกันที่คอนโด” เขายิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนจะก้มลงจูบหลังเธอ แล้วค่อยๆลูบไล้ร่องที่ยังแฉะไปด้วยน้ำของทั้งสองคนด้วยปลายดิลโด้“อ๊ะ.....มันใหญ่จังค่ะ.....ใหญ่กว่าที่เคยเล่น
คืนนั้น หลังจากชำระล้างร่างกายคลายความเหนื่อยล้า หญิงสาวในชุดนอนกระโปรงสีชมพูอ่อนกำลังนั่งเป่าผมอยู่บนเก้าอี้เครื่องแป้งหน้ากระจกในห้องแต่งตัวเจ้าบ่าวหมาดๆที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จก็อุ้มร่างเล็กเข้ามาในโซนนอน เขาวางเธอลงบนขอบเตียงเบาๆแล้วก้มลงจูบเธออย่างอ่อนโยนแสงไฟสีเหลืองนุ่มจากโคมไฟข้างเตียงส่องสว่างห้องหอสุดหรู กลีบกุหลาบสีแดงกระจายอยู่บนเตียงสีขาวสะอาดริมฝีปากทั้งคู่ประกบกันช้าๆ ลิ้นแตะกันเบาๆด้วยความรักและความปรารถนาที่สะสมมานาน“วันนี้.....เธอเป็นของฉันอย่างถูกต้องแล้ว” เขากระซิบที่ริมฝีปากเธอ น้ำเสียงนุ่มแต่แฝงความครอบครองเขาจูบลงไปที่คอเธอช้าๆ ดูดเบาๆตรงซอกคอ แล้วเลื่อนลงไปที่ไหล่ ก้มลงดูดหัวนมเธอผ่านเนื้อผ้าบางๆ ลิ้นวนรอบแล้วดูดแรงขึ้น ปัญชิตาครางแผ่ว มือลูบหัวเขามือหนาถอดชุดนอนสีหวานออก แล้วก้มลงเลียกลีบอวบให้เธออย่างอ่อนโยน ลิ้นปัดผ่านเม็ดกระสันช้าๆ แล้วแทรกเข้าไปในช่องทางอุ่นๆ“อ๊ะ.....คุณวี.....” ปัญชิตาครางเสียงสั่น มือจิกผ้าปูเตียงเขาเลียและดูดดอไม้ของเธอต่อจนเธอตัวสั่น น้ำหวานใสไหลเยิ้มปัญชิตาทนไม่ไหวอีกต่อไป เธอผลักไหล่เขาให้เอนหลังลงบนเตียง แล้วปีนขึ้นคร่อมตักเขา ม
จนเมื่อถึงช่วงสำคัญของพิธี มืออบอุ่นหยิบแหวนเพชรวงงามออกมาจากกล่องที่เปิดอยู่ แหวนที่เขาใช้เวลาคัดเลือกด้วยตัวเอง ไม่ได้เลือกเพราะขนาดของเพชร แต่เลือกจากดีไซน์ที่เรียบหรู อ่อนหวาน และเหมาะกับบุคลิกของปัญชิตาหญิงสาวมองแหวนวงนั้น ก่อนเงยหน้ามองเขาด้วยแววตาเปี่ยมไปด้วยความสุข วีรวัฒน์ค่อยๆสวมแหวนลงบนนิ้วนางข้างซ้ายของเธออย่างทะนุถนอมจากนั้นปัญชิตาก็หยิบแหวนของเจ้าบ่าวขึ้นมา ยิ้มเขินเล็กน้อย ก่อนสวมแหวนคืนให้เขา เสียงปรบมือดังขึ้นทั่วทั้งสวนกุหลาบ เจ้าสาวหมาดๆมองแหวนของตัวเองอีกครั้ง รอยยิ้มสดใสปรากฏบนใบหน้า“สวยมากเลยค่ะ คุณเลือกเองใช่ไหม” เธอเอ่ยเบาๆ“ผมหวังว่าจะถูกใจ” วีรวัฒน์พยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม“ขอบคุณนะคะ” หญิงสาวหัวเราะเบาๆ แล้วหอมแก้มเขาหนึ่งครั้งต่อหน้าทุกคนเสียงแซวดังขึ้นทันทีจากญาติและแขกในงาน ธีรภัทรถึงกับหัวเราะเสียงดัง ขณะที่พรีญาภัสยิ้มกว้างอย่างชอบใจแม้วีรวัฒน์จะเป็นคนสุขุม แต่ใบหน้าก็แดงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จนเรียกเสียงหัวเราะจากคนรอบข้างได้อีกระลอกเมื่อพิธีการทั้งหมดรวมทั้งการจดทะเบียนสมรสเสร็จสิ้น แขกทุกคนจึงทยอยเข้าสู่บริเวณงานเลี้ยงที่จัดขึ้นกลางสวน โต๊ะอาหารถูกจั
หลังจากวันนั้น.....ทั้งสองครอบครัวก็เริ่มเตรียมงานแต่งงานทันที แม้จะตกลงกันว่าจะจัดเป็นงานเล็กๆภายใน เชิญเฉพาะครอบครัว ญาติผู้ใหญ่ และคนสนิท แต่รายละเอียดกลับมีมากกว่าที่ทุกคนคิดไว้เรือนใหญ่ของรีสอร์ตคึกคักตั้งแต่เช้าจรดค่ำ เสียงพูดคุยดังสลับกับเสียงหัวเราะอยู่แทบทุกมุม แม่บ้านช่วยกันจัดเตรียมห้องรับรอง ฝ่ายครัวทดลองเมนูใหม่อยู่ทุกวัน ช่างดอกไม้เดินสำรวจพื้นที่หลายรอบเพื่อเลือกมุมที่เหมาะสมที่สุดแม้จะเป็นงานที่ต้องเตรียมอย่างเร่งด่วน แต่ไม่มีใครบ่นว่าเหนื่อย ตรงกันข้าม.....ทุกคนกลับทำงานด้วยรอยยิ้ม ภาคย์เดินตรวจความเรียบร้อยทั่วรีสอร์ตด้วยสีหน้าอารมณ์ดี จนพนักงานหลายคนแซวว่าตั้งแต่เปิดกิจการมายังไม่เคยเห็นเจ้าของรีสอร์ตยิ้มบ่อยขนาดนี้ ปิ่นปักก็สนุกกับการเลือกชุดไทย เครื่องประดับ และรายละเอียดเล็กๆน้อยๆของพิธี ทุกครั้งที่เรียกปัญชิตามาลองชุด มารดาจะมองบุตรสาวด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเอ็นดู“ลูกแม่สวยจริงๆ” คำชมเดิมถูกพูดซ้ำอยู่หลายครั้ง จนหญิงสาวได้แต่หัวเราะเขินๆทางฝั่งวีรวัฒน์เองก็ไม่ได้ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ เขาเป็นคนจัดเตรียมสินสอดด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นรายการทรั
ภาคย์รับฟังอย่างสงบก่อนจะหันไปมองภรรยา ทั้งสองสบตากันเพียงครู่เดียวก็เข้าใจความคิดของกันและกัน คุณปิ่นปักยื่นมือไปกุมมือบุตรสาวเบาๆ สายตาที่มองหญิงสาวเต็มไปด้วยความอ่อนโยน“แม่เข้าใจแล้ว ที่แท้นี่เองคือเหตุผล”“ตั้งแต่ลูกกลับบ้าน พ่อกับแม่ก็สังเกตเห็นลูกไม่ค่อยหัวเราะเหมือนเมื่อก่อน ถามอะไรก็ตอบแต่ไม่ค่อยเล่าอะไร” ภาคย์ถอนหายใจเบาๆ พร้อมรอยยิ้มจางๆ“แม่คิดมาตลอดว่าลูกคงมีเรื่องไม่สบายใจ แต่ก็รอ.....รอวันที่ลูกพร้อมจะเล่า” คุณปิ่นปักลูบหลังมือของลูกสาวอย่างแผ่วเบาเจ้าของร่างเล็กก้มหน้าลง ดวงตาร้อนผ่าวขึ้นมาอีกครั้ง เธอไม่คิดเลยว่าพ่อกับแม่จะสังเกตเห็นทุกอย่าง แม้เธอจะพยายามเก็บซ่อนมันไว้“ต้องขอบคุณนะครับ ที่ให้เกียรติครอบครัวของเราและเดินทางมาพูดคุยกันตรงๆ” ภาคย์หันกลับมาทางธีรภัทร“เป็นสิ่งที่ครอบครัวของผมควรทำครับ” ธีรภัทรยิ้มสุภาพ“แต่เรื่องนี้.....ผมกับภรรยาจะไม่เป็นคนตัดสินใจ” ภาคย์พยักหน้าช้าๆก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แต่เปี่ยมด้วยความอบอุ่น“.....ลูกโตแล้ว มีสิทธิ์เลือกชีวิตของตัวเอง พ่อกับแม่มีหน้าที่เพียงสนับสนุน ไม่ว่าลูกจะเลือกทางไหน” ปิ่นปักยิ้มใจดี โดยที่สามีพยักห
“เดี๋ยววันนี้พี่โทรบอกน้าปิ่นนะว่าพี่เจอปัน รอรับสายน้าปิ่นด้วยล่ะ” ภัทรบอกหญิงสาว หลังจากที่เธอก้าวลงจากรถ“ค่าๆ ขอบคุณนะคะที่มาส่ง” ปัญชิตารับคำเขา แต่เธอไม่ได้รับปากว่าจะรับสายมารดา“อย่าดื้อมาก พี่รู้ว่าเรามันลูกสาวคนเล็ก ยังไงก็รั้น แต่เราโตแล้ว ต้องรับผิดชอบหน้าที่ในส่วนของเรา เข้าใจไหม” ภัทร
“เปล่า ไม่มีจริงๆ แค่อยากพักผ่อนสมองบ้าง” วีรวัฒน์ยอมปล่อยมือ ก่อนจะขยับหันตัวมองออกไปด้านเดียวกับหญิงสาว สายตาคมดุทอดมองไปไกล“งั้นตามสบายนะคะ ฉันง่วงแล้วค่ะ”“ปัน”“คะ?”“ปัน”“.....อ้อ ค่ะ งั้นตามสบายค่ะ ปันง่วงแล้วค่ะ ราตรีสวัสนะคะ”หลังจากกล่าวจบ ร่างเล็กก็หมุนตัวเดินกลับเข้าด้านในแล้วหายเข้าไ
ทางด้านปัญชิตา หลังจากที่หญิงสาวขึ้นมาบนห้องก็จัดการถอดเสื้อผ้า คว้าผ้าเช็ดตัว แล้วเดินหายเข้าไปในห้องน้ำ เสียงสายน้ำไหลทำให้เธอไม่ได้ยินเสียงกดรหัสประตูเข้ามา“ว้ายยยย คุณวีเข้ามาได้ยังไง!!!” เมื่ออาบน้ำเสร็จเปิดประตูออกมาก็ร้องวี้ดลั่นแล้วถอยหลังกลับเข้าห้องน้ำไปด้วยความรวดเร็ว“รหัสคุณเดาง่ายเกิ
“เปล่าหรอกค่ะ แค่รู้สึกอยากสวยเหมือนคนอื่นเขาน่ะค่ะ อีกอย่างก็เริ่มใกล้กำหนดกลับบ้านแล้ว เลยอยากให้พ่อกับแม่ตกใจน่ะค่ะ” หญิงสาวตอบทีเล่นทีจริงบ้างทั้งคู่ยืนพูดคุยกันอย่างออกรส หัวเราะถึงเรื่องสมัยมหาวิทยาลัย บางครั้งภัทรยังเผลอแตะไหล่เธอเบาๆ อย่างสนิทสนมตามประสาเพื่อนเก่า แต่คนที่ยืนมองอยู่ไม่ไกลก







