Home / โรแมนติก / สลับชะตา บุปผาคู่ / คืนนี้คุณหนูไม่เหมือนเดิม

Share

คืนนี้คุณหนูไม่เหมือนเดิม

last update publish date: 2026-10-14 15:13:54

ตั้งแต่เช้า ฉานจวนรู้สึกว่าคนทั้งจวนกำลังวุ่นวายผิดปกติ สาวใช้เดินเข้าออกเรือนใหญ่ไม่ขาดสาย โต๊ะเก้าอี้ถูกยกออกไปจัดใหม่ โคมผ้าไหมสีแดงถูกแขวนเรียงตามระเบียง กระทั่งสวนด้านหน้าก็มีคนมาตัดแต่งกิ่งไม้ตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดี นางนั่งกินขนมอยู่ใต้ชายคามองทุกอย่างด้วยความสงสัย

“วันนี้มีงานอะไร?”

เสี่ยวอวี้ที่กำลังรินชาให้ชะงัก

“คุณหนูลืมหรือเจ้าคะ?”

“ลืมอะไร?”

“คืนนี้นายท่านจัดงานเลี้ยงต้อนรับท่านแม่ทัพห่าวเจ้าค่ะ มีขุนนางกับคุณชายคุณหนูจากหลายตระกูลมาด้วย”

ขนมในมือฉานจวนหยุดอยู่กลางทาง

“ห่าวรันมาอีกแล้ว?”

“เจ้าค่ะ”

“เขาไม่มีจวนของตัวเองหรือ?”

เสี่ยวอวี้รีบมองซ้ายขวา

“เบาเสียงหน่อยเจ้าค่ะ!”

ฉานจวนกัดขนมต่ออย่างหงุดหงิด ตั้งแต่พบกันเมื่อวาน นางยังจำสายตาของเขาได้ดี สายตาที่มองเหมือนต้องการเจาะให้ทะลุถึงความลับข้างใน โดยเฉพาะประโยคสุดท้าย เจ้าไม่เคยเรียกข้าว่าท่านแม่ทัพ เพียงนึกก็ปวดหัวแล้ว

“คืนนี้ข้าไม่ไปได้หรือไม่?”

“ไม่ได้เจ้าค่ะ”

“ป่วย?”

“ไม่ได้”

“ปวดหัว?”

“ไม่ได้”

“ตกน้ำ?”

“คุณหนู!”

ฉานจวนถอนหายใจ

“ชีวิตซูเจินช่างลำบาก”

เสี่ยวอวี้กำลังจะตอบ แต่สาวใช้จากเรือนใหญ่ก็เดินเข้ามาพอดี

“คุณหนูรอง ฮูหยินให้บ่าวนำชุดสำหรับคืนนี้มาให้เจ้าค่ะ”

สาวใช้สองคนด้านหลังยกกล่องเข้ามาวาง ฉานจวนเหลือบมอง

“ท่านแม่เลือกให้?”

“เจ้าค่ะ”

นางเปิดฝากล่อง ชุดด้านในเป็นสีเขียวหม่น เนื้อผ้าไม่ได้เลวแต่แบบเรียบจนแทบเหมือนชุดของสาวใช้ชั้นสูง เครื่องประดับที่ส่งมาด้วยก็มีเพียงปิ่นเงินธรรมดาสองชิ้น ฉานจวนมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหัวเราะเบา ๆ เข้าใจแล้ว งานคืนนี้มีแขกมากมาย ฮูหยินซูย่อมอยากให้ซูหลิงโดดเด่นที่สุด ส่วนบุตรสาวจากภรรยาเก่าอย่างซูเจิน หากทำให้จืดจางจนไม่มีใครสนใจได้ยิ่งดี

“งดงามมากเจ้าค่ะ”

ฉานจวนพูดสาวใช้ที่นำของมาชะงัก ราวกับไม่คิดว่าจะได้รับคำตอบเช่นนี้

“คุณหนูชอบก็ดีแล้วเจ้าค่ะ”

“ชอบมาก”

ฉานจวนยิ้มหวาน

“ฝากขอบคุณท่านแม่ด้วย”

เมื่อคนทั้งหมดออกไป เสี่ยวอวี้รีบเข้ามา

“คุณหนูจะใส่จริงหรือเจ้าคะ?”

“ใครบอก?”

“แต่เมื่อครู่—”

“ข้าเพียงบอกว่าชอบ ไม่ได้บอกว่าจะใส่”

นางปิดฝากล่องดังปั้บ

“เปิดหีบเสื้อผ้าของซูเจินให้ข้าดู”

เสี่ยวอวี้เริ่มรู้สึกไม่ดี

“ท่านจะทำอะไรเจ้าคะ?”

ฉานจวนยิ้ม

“แต่งตัว”

เมื่อถึงยามเย็น จวนเสนาบดีสว่างไสวไปด้วยแสงโคม แขกทยอยเดินทางมาถึงไม่ขาดสาย เสียงสนทนาและเสียงดนตรีเบา ๆ ดังมาจากโถงจัดเลี้ยงซูหลิงมาถึงก่อน คืนนี้นางแต่งกายด้วยชุดสีชมพูดอกท้อ ปักดิ้นเงินละเอียดทั่วชายกระโปรง เครื่องประดับบนศีรษะเลือกมาอย่างประณีต เห็นได้ชัดว่าฮูหยินซูตั้งใจให้นางโดดเด่น หญิงสาวยิ้มรับคำชมอย่างพึงพอใจ จนกระทั่งเสียงพูดคุยบริเวณประตูค่อย ๆ เบาลง ซูหลิงหันไปมอง รอยยิ้มบนใบหน้าก็แข็งค้าง ฉานจวนเดินเข้ามา นางไม่ได้แต่งตัวฉูดฉาด ตรงกันข้ามชุดที่เลือกเป็นสีขาวนวลไล่ฟ้าอ่อน ปักลายดอกเหมยเล็ก ๆ ด้วยไหมสีเงิน เรือนผมเกล้าเพียงครึ่งหนึ่ง ใช้ปิ่นหยกที่ได้รับจากท่านย่าเป็นเครื่องประดับชิ้นหลัก ไม่มีทองเต็มศีรษะ ไม่มีสีแดงจัด แต่ยิ่งเรียบกลับยิ่งทำให้ใบหน้าที่งดงามอยู่แล้วโดดเด่น สิ่งที่แตกต่างที่สุดคือท่าทาง ซูเจินตัวจริงมักก้มหน้าเล็กน้อยเวลาเข้าสังคม แต่ฉานจวนเดินเข้ามาด้วยแผ่นหลังตรง ดวงตาเป็นประกาย รอยยิ้มบางประดับริมฝีปากอย่างพอดี ไม่มาก ไม่น้อยและรู้ดีว่าตัวเองกำลังถูกมอง ฮูหยินซูเห็นเข้าก็หน้าตึง

“ซูเจิน”

ฉานจวนย่อกาย

“ท่านแม่”

“ชุดที่ข้าส่งไปให้เล่า?”

“อยู่ที่เรือนเจ้าค่ะ”

“เหตุใดไม่ใส่?”

“ข้าลองแล้วไม่เหมาะ“

นางยิ้มอ่อนหวาน

“กลัวทำให้ท่านแม่เสียหน้า จึงเลือกใหม่เองเจ้าค่ะ”

ฮูหยินซูพูดไม่ออกต่อหน้าแขก ฉานจวนจึงเดินผ่านไปอย่างอารมณ์ดีแต่ยังไม่ทันถึงที่นั่ง นางก็สัมผัสได้ถึงสายตาคู่หนึ่ง ไม่ต้องหันไปดูก็พอเดาได้นางถอนหายใจในใจ มาแล้วสินะ ห่าวรันนั่งอยู่ไม่ไกลจากเสนาบดีซู คืนนี้เขาไม่ได้สวมชุดดำเหมือนเมื่อวาน แต่เป็นชุดสีน้ำเงินเข้มคาดเข็มขัดหนังสีดำ เรือนผมรวบสูงเรียบร้อย รูปร่างสูงใหญ่ทำให้แม้นั่งอยู่ท่ามกลางบุรุษหลายคนก็ยังโดดเด่นและเขากำลังมองนางจริง ๆ ฉานจวนสบตา ห่าวรันยกถ้วยสุราขึ้นเล็กน้อยแทนคำทักทาย นางยิ้มตอบก่อนขยับริมฝีปากโดยไม่มีเสียง เลิกจ้องเสียที ห่าวรันมองปากนางออก มุมปากเขายกขึ้นนิดเดียว แล้ว… ยังจ้องต่อ ฉานจวนกัดฟัน บุรุษหน้าด้าน

งานเลี้ยงดำเนินไปอย่างราบรื่นในช่วงแรก ฉานจวนกินอาหารเงียบ ๆ พยายามทำตัวเป็นซูเจินให้มากที่สุด แต่ฮูหยินซูดูเหมือนจะไม่คิดปล่อยให้นางผ่านคืนนี้ไปง่าย ๆ หลังการแสดงดนตรีจบลง ซูหลิงก็ลุกขึ้นเล่นพิณตามคำชวนของมารดา เมื่อเพลงจบ แขกหลายคนกล่าวชม ฮูหยินซูยิ้มอย่างภาคภูมิใจก่อนหันมาทางฉานจวน

“เจินเอ๋อร์ เจ้าเองก็เล่นพิณได้มิใช่หรือ?”

ฉานจวนเงยหน้า มาแล้ว

“พอเล่นได้เจ้าค่ะ”

“เช่นนั้นเล่นสักเพลงเถิด วันนี้ท่านแม่ทัพห่าวเพิ่งกลับเมืองหลวง ถือเป็นการต้อนรับ”

ซูหลิงยิ้มบาง นางรู้ดีว่าซูเจินเล่นพิณได้แต่ฝีมือไม่โดดเด่นเท่านาง อย่างน้อย…นางก็คิดเช่นนั้น ฉานจวนมองพิณแล้วเหลือบไปทางห่าวรัน ชายหนุ่มกำลังมองนางอย่างสนใจ หากเป็นซูเจิน นางควรปฏิเสธแต่ฉานจวนไม่ใช่ซูเจิน และนางหาเลี้ยงตัวเองด้วยเสียงเพลงมาหลายปี

“ได้เจ้าค่ะ”

นางลุกขึ้น เสี่ยวอวี้ที่ยืนอยู่ด้านหลังแทบเอามือปิดหน้า คุณหนู…เบาหน่อยนะเจ้าคะ ฉานจวนนั่งลงหลังพิณ นิ้วเรียวแตะสายเบา ๆ เสียงแรกดังขึ้นทั้งห้องค่อย ๆ เงียบลง ซูหลิงที่เดิมยังยิ้มอยู่เริ่มหน้าตึง ฝีมือของฉานจวนไม่ใช่ระดับ “พอเล่นได้” นิ้วของนางเคลื่อนไหวอย่างเป็นธรรมชาติ ท่วงทำนองลื่นไหล ไม่มีความประหม่าแม้แต่น้อย นี่คือสิ่งที่นางทำมาตลอดหลายปี ไม่จำเป็นต้องเสแสร้ง ไม่จำเป็นต้องคิด เพียงปล่อยให้เสียงดนตรีพูดแทน เมื่อเพลงจบ ห้องทั้งห้องเงียบไปอึดใจ ก่อนเสียงชื่นชมจะดังขึ้น เสนาบดีซูเองยังมองบุตรสาวอย่างประหลาดใจ

“เจินเอ๋อร์ เจ้าไปฝึกมาจากที่ใด?”

ฉานจวนชะงัก เล่นเพลินเกินไปเสียแล้ว

“ช่วงหลังข้าฝึกบ่อยเจ้าค่ะ”

“พัฒนาเร็วจริง ๆ”

“ขอบคุณท่านพ่อ”

นางยิ้มเรียบร้อยแต่เมื่อเหลือบไปทางห่าวรัน หัวใจก็สะดุด เขาไม่ได้ปรบมือ เพียงมองนางนิ่ง ๆสายตาคมกว่าทุกครั้ง ฉานจวนรู้ทันที ซวยแล้ว

หลังการแสดง ฮูหยินซูเรียกสาวใช้เข้ามากระซิบบางอย่าง ไม่นาน สุราหอมก็ถูกนำมาวางตรงหน้าฉานจวน

“วันนี้เป็นวันดี ดื่มสักจอกเถิด”

ฮูหยินซูยิ้ม ฉานจวนมองจอกสุรา ซูเจินไม่ค่อยดื่มแต่นางดื่มเป็น

“เจ้าค่ะ”

จอกแรกไม่มีอะไร จอกที่สองก็ยังปกติ พอจอกที่สาม ฉานจวนเริ่มรู้สึกแปลก ไม่ได้เมาแต่ร่างกายกลับอุ่นเร็วกว่าที่ควร นางเหลือบมองฮูหยินซู อีกฝ่ายกำลังสนทนากับแขกเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นฉานจวนวางจอกลง

“เสี่ยวอวี้”

สาวใช้รีบเข้ามา

“เจ้าคะ?”

“พาข้ากลับเรือน”

“คุณหนูเป็นอะไร?”

“อย่าเพิ่งถาม”

นางลุกขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติที่สุดแต่เดินออกจากโถงมาได้ไม่นาน ความร้อนในร่างกายกลับเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ฉานจวนสบถในใจ ฮูหยินผู้นั้นกล้าจริง ๆ นางไม่รู้ว่าสิ่งที่อยู่ในสุราคืออะไร แต่ย่อมไม่ใช่ของดีแน่

“เสี่ยวอวี้ ไปตามหมอ”

“แล้วท่านเล่า?”

“ข้ากลับเรือนเองได้”

“ไม่ได้เจ้าค่ะ!”

“ไป!”

น้ำเสียงฉานจวนจริงจังจนเสี่ยวอวี้ไม่กล้าเถียงสาวใช้รีบวิ่งออกไป ฉานจวนเดินต่อแต่เมื่อถึงทางแยก นางกลับได้ยินเสียงฝีเท้าด้านหลัง

“ซูเจิน”

นางหลับตา เหตุใดต้องเป็นตอนนี้ด้วย ห่าวรันเดินเข้ามาใกล้

“เจ้าเป็นอะไร?”

“ไม่มีอะไร”

“หน้าตาเจ้าไม่เหมือนคนไม่มีอะไร”

“ข้าดื่มมากไป”

“สามจอก?”

ฉานจวนหันขวับ

“ท่านนับด้วยหรือ?”

“อืม”

“ท่านว่างมากจริง ๆ”

นางกำลังจะเดินต่อ แต่พื้นใต้เท้ากลับเหมือนเอียงวูบ ห่าวรันคว้าต้นแขนไว้ทัน

“ปล่อย”

“เจ้ายืนยังไม่ตรง”

“ข้ายืนได้”

ฉานจวนพยายามดึงแขนกลับแต่เพียงขยับ ร่างกายกลับอ่อนแรงอย่างประหลาด ห่าวรันขมวดคิ้ว มือใหญ่แตะหน้าผากนาง ฉานจวนสะดุ้ง

“ตัวร้อน”

“ข้ารู้”

“กลับเรือน”

“กำลังจะกลับ”

“ข้าพาไป”

“ไม่ต้อง”

ห่าวรันไม่ฟัง เขาช้อนร่างนางขึ้นจากพื้นทันทีฉานจวนตกใจจนรีบคล้องแขนรอบคอเขา

“ห่าวรัน!”

ชายหนุ่มชะงัก ฉานจวนเองก็ชะงัก เป็นครั้งแรกที่นางเรียกชื่อเขาโดยไม่รู้ตัว ดวงตาคมก้มลงมอง

“ในที่สุดก็เรียกถูก”

“ตอนนี้ใช่เวลาหรือ?”

“จำได้แล้วหรือ?”

“จำได้ตั้งนานแล้ว!”

“โกหก”

“ท่าน—”

“เก็บแรงไว้”

ฉานจวนอยากเถียงต่อแต่ความร้อนในร่างกายทำให้ไม่มีแรงจริง ๆ นางจึงได้แต่ซบหน้ากับไหล่เขาอย่างหงุดหงิด ห่าวรันพานางกลับถึงเรือนก่อนหมอจะมา เขาวางฉานจวนลงบนเตียงก่อนรินน้ำให้

“ดื่ม”

นางรับมาแต่ปลายนิ้วกลับสั่นจนถ้วยเกือบหลุดห่าวรันจึงจับถ้วยไว้ให้

“ช้า ๆ”

ฉานจวนดื่มไปครึ่งถ้วย ความเย็นช่วยได้เพียงเล็กน้อย ใบหน้าของนางแดงจัด ลมหายใจเริ่มถี่ขึ้นห่าวรันมองแล้วสีหน้าเปลี่ยน

“สุรานั่นมีปัญหา”

“เพิ่งรู้หรือ?”

“ใครให้เจ้า?”

ฉานจวนไม่ตอบ เรื่องในครอบครัวนางยังไม่ต้องการลากเขาเข้ามา

“ออกไปก่อน”

“หมอยังไม่มา”

“ข้าอยู่คนเดียวได้”

“ไม่ได้”

“ห่าวรัน”

“อืม”

“ออกไป”

“ไม่”

ฉานจวนเงยหน้ามองเขา บุรุษผู้นี้ดื้อเสียยิ่งกว่านาง ความร้อนใต้ผิวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนเสื้อผ้าที่ปกติไม่ได้รัดแน่นกลับทำให้อึดอัด นางยกมือดึงคอเสื้อออกเล็กน้อยเพื่อให้หายใจสะดวกขึ้น ห่าวรันชะงัก ผิวขาวบริเวณลำคอและไหปลาร้าเผยออกมาเพียงเล็กน้อย เขาหันหน้าไปทางอื่นทันที ฉานจวนเห็นเข้าแม้กำลังไม่สบายยังอดยิ้มไม่ได้

“ท่านแม่ทัพ”

“อะไร?”

“เหตุใดไม่มองข้าแล้ว?”

“เจ้าไม่สบาย”

“เมื่อวานยังจ้องไม่หยุด”

“ซูเจิน”

“เจ้าคะ?”

“อย่าแกล้งข้า”

น้ำเสียงเขาต่ำลง ฉานจวนกลับหัวเราะเบา ๆความจริงนางเพียงอยากเอาคืนที่ถูกเขาจับผิดมาหลายครั้ง นางขยับเข้าไปใกล้

“ท่านแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่กลัวสตรีหรือ?”

ห่าวรันหันกลับมา ฉานจวนกำลังนั่งอยู่ริมเตียง เรือนผมที่เคยเกล้าเรียบร้อยคลายลงบางส่วน ใบหน้าแดงเพราะฤทธิ์บางอย่างในสุรา ดวงตาฉ่ำกว่าปกติแต่เขารู้ว่านางไม่ได้อยู่ในสภาพปกติ

“นอนลง”

“ไม่ง่วง”

“เช่นนั้นนั่งเฉย ๆ”

“สั่งเก่ง”

ฉานจวนยื่นมือไปจับแขนเสื้อเขา ห่าวรันก้มมองมือเล็ก

“ร้อน…”

เสียงนางเบาลง คราวนี้ไม่มีแววหยอก ห่าวรันแตะหลังมือกับแก้มนาง ร้อนจริง ฉานจวนหลับตาโดยไม่รู้ตัว ความเย็นจากมือเขาทำให้รู้สึกดีขึ้น นางจึงเอียงใบหน้าเข้าหาฝ่ามือนั้นเล็กน้อย การกระทำธรรมดาเพียงเท่านี้กลับทำให้ร่างของห่าวรันแข็งค้าง เขาควรดึงมือออกแต่ไม่ได้ทำ ฉานจวนลืมตาขึ้น ทั้งคู่สบตากัน ใกล้กว่าที่ควร ไม่มีใครพูดอยู่หลายอึดใจ สายตาของห่าวรันเลื่อนจากดวงตานางลงมายังริมฝีปากก่อนจะกลับขึ้นมาอีกครั้ง ฉานจวนเห็น หัวใจเต้นแรงขึ้นทันที คราวนี้ไม่เกี่ยวกับสิ่งที่อยู่ในสุราแน่ นางรู้ดี

“ท่านมองอะไร?”

เสียงที่ออกมากลับเบากว่าที่ตั้งใจ

“เจ้า”

“อีกแล้ว?”

“อืม”

“ยังสงสัยอยู่หรือ?”

“มากกว่าเดิม”

ฉานจวนยิ้มบาง

“เช่นนั้นดูใกล้ ๆ สิ”

นางเป็นฝ่ายพูดเองแต่คราวนี้ห่าวรันไม่ได้ปล่อยให้นางเป็นคนควบคุมเกม เขาก้มลงมา ฉานจวนชะงัก ระยะห่างลดลงอย่างรวดเร็ว นางเคยหยอกบุรุษด้วยสายตาและคำพูดมานับครั้งไม่ถ้วน รู้ว่าควรยิ้มอย่างไร ควรถอยตอนไหนแต่ห่าวรันไม่เหมือนคนเหล่านั้น เขาไม่หลงตามนาง เขากลับเดินเข้ามาหานางตรง ๆ จนสุดท้ายฉานจวนเป็นฝ่ายถอยเองแผ่นหลังแตะเสาเตียง หมดทางแล้ว ห่าวรันวางมือข้างหนึ่งลงข้างตัวนาง แต่ไม่ได้แตะต้องร่างกาย

“เมื่อครู่ใครเป็นคนบอกให้ข้าดูใกล้ ๆ?”

ฉานจวนเม้มริมฝีปาก

“ข้าเปลี่ยนใจแล้ว”

“ช้าไปหรือไม่?”

“ท่านจะทำอะไร?”

ห่าวรันมองนาง ลมหายใจอุ่นเฉียดแก้ม

“เจ้าคิดว่าข้าจะทำอะไร?”

คำถามเดิมที่นางเคยใช้หยอกบุรุษคนอื่น กลับทำให้นางเป็นฝ่ายพูดไม่ออกเสียเอง ฉานจวนยกมือแตะอกเขาตั้งใจจะผลักแต่ฝ่ามือกลับสัมผัสได้ถึงกล้ามเนื้อแข็งใต้เสื้อ นางหยุด ห่าวรันก้มมองมือนั้น

“จะผลักหรือจะจับ?”

ฉานจวนรีบดึงมือกลับ

“ใครจับท่าน!”

ห่าวรันยิ้ม ชัดเจนเสียด้วย ฉานจวนเพิ่งรู้ว่าบุรุษหน้าดุผู้นี้ยิ้มแล้วอันตรายกว่าตอนทำหน้าเฉยเสียอีก

“ท่านหัวเราะอะไร?”

“คณิกา—”

เขาหยุดคำกลางคัน ฉานจวนเงยหน้าทันที หัวใจแทบหยุด

“อะไรนะ?”

ห่าวรันมองนางนิ่ง ก่อนพูดใหม่

“ข้าหมายถึง คนที่กล้าเกี้ยวข้าเมื่อวาน วันนี้กลับหน้าแดงเสียเอง”

ฉานจวนจ้องเขา

เมื่อครู่เขาจะพูดอะไร? นางยังไม่ทันคิดต่อ ห่าวรันก็ยกมือขึ้นปัดปอยผมที่ติดอยู่ข้างแก้มออกให้ปลายนิ้วแตะผิวเพียงแผ่วเบา ฉานจวนกลับนิ่งสนิทความรู้สึกประหลาดแล่นจากแก้มลงมาถึงกลางอกสายตาทั้งคู่สบกันอีกครั้ง ครั้งนี้ไม่มีคำหยอก ไม่มีการจับผิด ฉานจวนไม่รู้ว่าใครขยับเข้าใกล้ก่อน รู้เพียงว่าใบหน้าของเขาอยู่ใกล้มาก ริมฝีปากแทบแตะกัน หัวใจเต้นดังจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน ห่าวรันหยุด เหลือระยะเพียงนิดเดียวแต่เขาไม่จูบ ฉานจวนเผลอถาม

“เหตุใดหยุด?”

ทันทีที่คำพูดหลุดออกมา นางอยากกัดลิ้นตัวเองดวงตาห่าวรันเข้มขึ้น

“เจ้าอยากให้ข้าไม่หยุด?”

ฉานจวนหน้าแดงจัดกว่าเดิม

“ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น”

“อืม”

“อย่าทำหน้าเหมือนไม่เชื่อ”

“ข้าไม่เชื่อ“

“ห่าวรัน!”

นางยกมือจะตี เขาจับข้อมือไว้ คราวนี้ฉานจวนไม่ได้ดึงกลับทันที ห่าวรันมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนค่อย ๆ ปล่อยแล้วถอยออกมา

“คืนนี้ไม่ได้”

ฉานจวนชะงัก

“อะไรไม่ได้?”

“สิ่งที่เจ้ากำลังคิด”

“ข้าไม่ได้คิดอะไร!”

“ดี”

เขาตอบหน้าตาย ฉานจวนอยากเอาหมอนฟาดเขาแต่ห่าวรันกลับพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“เจ้าดื่มของที่ไม่รู้ว่าผสมอะไรอยู่ ข้าไม่แตะต้องเจ้าในสภาพนี้”

ความหงุดหงิดของฉานจวนหายไปเล็กน้อย นางมองเขา แปลก บุรุษที่นางเคยพบจำนวนไม่น้อย หากเห็นหญิงสาวอยู่ในสภาพเช่นนี้ คงมีแต่คิดฉวยโอกาสแต่ห่าวรันกลับถอย ทั้งที่เมื่อครู่… นางเห็นชัดว่าเขาเองก็ไม่ได้สงบนัก ความรู้สึกบางอย่างจึงค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในใจ เป็นความรู้สึกที่ฉานจวนไม่คุ้นเคย ความไว้ใจ

หมอมาถึงไม่นานหลังจากนั้น โชคดีที่สิ่งที่ผสมในสุราไม่ได้รุนแรงถึงขั้นเป็นอันตราย เพียงเป็นยาที่ทำให้ร่างกายร้อน อ่อนแรง และสติพร่าเล็กน้อย หากพักผ่อนและกินยาก็จะดีขึ้น ห่าวรันฟังจนจบ สีหน้ากลับเย็นลงเรื่อย ๆ

“ผู้ใดทำ?”

หมอชะงัก

ฉานจวนรีบพูด

“เรื่องของข้า”

เขาหันมามอง

“มีคนวางยาเจ้า”

“ข้าจัดการเองได้”

“อย่างไร?”

“วิธีของสตรี”

ห่าวรันนิ่ง ฉานจวนยิ้มบาง

“ท่านแม่ทัพไม่ต้องยุ่ง”

เขามองนางอยู่นาน ก่อนตอบ

“ได้”

ง่ายเกินคาดจนฉานจวนแปลกใจแต่เขาพูดต่อ

“ข้าให้เวลาหนึ่งวัน”

“หา?”

“หากพรุ่งนี้ยังไม่มีคำตอบ ข้าจะจัดการเอง”

“นี่เรื่องในจวนข้า!”

“เจ้าถูกวางยา”

“แล้วเกี่ยวอะไรกับท่าน?”

คำถามหลุดออกไป ห้องเงียบลงทันที ห่าวรันมองนาง ฉานจวนเองก็รอคำตอบโดยไม่รู้ตัว ชายหนุ่มเงียบไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ย

“นั่นสิ”

เขาลุกขึ้น

“เหตุใดจึงเกี่ยวกับข้านัก”

ฉานจวนชะงัก ห่าวรันไม่ได้ตอบต่อแต่สายตาที่เขามองนางก่อนเดินออกจากห้อง ทำให้หัวใจที่เพิ่งสงบกลับเต้นผิดจังหวะอีกครั้ง

เช้าวันต่อมา ฮูหยินซูกำลังดื่มชาอยู่กับซูหลิงในเรือนใหญ่ เมื่อสาวใช้รีบวิ่งเข้ามา

“ฮูหยินเจ้าคะ!”

“มีอะไร?”

“คุณหนูรองมาเจ้าค่ะ”

ยังไม่ทันพูดจบ ฉานจวนก็เดินเข้ามาสีหน้าสดใสเสียจนไม่มีใครคิดว่านางเพิ่งถูกวางยาเมื่อคืน

“ท่านแม่”

ฮูหยินซูชะงัก

“เจินเอ๋อร์ เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”

“ดีขึ้นมากแล้วเจ้าค่ะ”

“เมื่อคืนได้ยินว่าเจ้าดื่มมากไป”

“ตอนแรกข้าก็คิดเช่นนั้น”

ฉานจวนนั่งลงตรงข้าม

“แต่หมอบอกว่าในสุรามีของบางอย่างผสมอยู่”

มือฮูหยินซูหยุด ซูหลิงเองก็หน้าเปลี่ยนสี ฉานจวนเห็นทุกอย่าง นางยิ้ม

“ท่านแม่ไม่ต้องตกใจเจ้าค่ะ ข้ายังไม่ได้บอกท่านพ่อ”

ฮูหยินซูคลายสีหน้าลงเล็กน้อย

“เรื่องเช่นนี้อาจเป็นความเข้าใจผิด”

“ข้าก็คิดเช่นนั้น”

ฉานจวนพยักหน้า

“จึงจับสาวใช้ที่รินสุราเมื่อคืนไว้แล้ว”

ฮูหยินซูหน้าตึง

“เจ้าจับคนของข้า?”

“เจ้าค่ะ”

“ซูเจิน!”

“ท่านแม่อย่าโมโห”

นางยิ้มหวาน

“ประเดี๋ยวแก่เร็ว”

ซูหลิงกำถ้วยชาแน่น ฮูหยินซูพยายามควบคุมอารมณ์

“ปล่อยนางเสีย เรื่องนี้ข้าจะสอบถามเอง”

“ไม่ได้เจ้าค่ะ”

“เหตุใด?”

“เพราะท่านแม่อาจลำบากใจ”

ฉานจวนโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย

“หากนางเผลอพูดชื่อคนที่ไม่ควรพูดขึ้นมา…จะทำอย่างไรเล่าเจ้าคะ?”

สีหน้าฮูหยินซูซีดลง ฉานจวนยิ้มกว้างขึ้น เมื่อคืนอีกฝ่ายคิดจะทำให้นางขายหน้าต่อแขก แล้วจัดชายหนุ่มจากตระกูลหนึ่งตามไปพบระหว่างที่สติไม่สมบูรณ์ หากมีคนเห็นเข้า ชื่อเสียงของซูเจินย่อมเสียหายและการแต่งงานในอนาคตก็จะถูกควบคุมได้ง่ายขึ้น แผนไม่เลว เสียดายเพียงเลือกใช้ผิดคน

“ข้าไม่ต้องการอะไรมากเจ้าค่ะ”

ฉานจวนพูด

“ตั้งแต่วันนี้ คนของท่านแม่อย่าเข้ามายุ่งในเรือนข้าอีก”

“เจ้า—”

“รวมถึงของกิน เสื้อผ้า และเครื่องประดับ”

นางลุกขึ้น

“ส่วนปิ่นของท่านย่า ซูหลิงก็เลิกคิดเสีย”

ซูหลิงหน้าแดง

“พี่รอง!”

ฉานจวนหันไปยิ้มให้

“อยากได้ของสวย ๆ ก็ให้มารดาเจ้าซื้อให้”

จากนั้นจึงหันกลับมาทางฮูหยินซู

“ตกลงหรือไม่เจ้าคะ?”

อีกฝ่ายกัดฟัน

“ตกลง”

“ดีมากเจ้าค่ะ”

ฉานจวนย่อกายอย่างงดงาม

“เช่นนั้นข้าไม่รบกวนท่านแม่แล้ว”

นางเดินออกจากเรือนอย่างอารมณ์ดี เสี่ยวอวี้รีบตามหลัง พอพ้นประตูจึงกระซิบ

“คุณหนู ท่านจับสาวใช้คนนั้นไว้จริงหรือเจ้าคะ?”

“เปล่า”

เสี่ยวอวี้หยุดเดิน

“หา?”

ฉานจวนหัวเราะ

“นางหนีกลับบ้านตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว”

“แล้วเมื่อครู่…”

“ขู่”

เสี่ยวอวี้อ้าปากค้าง ฉานจวนตบไหล่นางเบา ๆ

“จำไว้นะเสี่ยวอวี้ คนที่มีความผิดอยู่ในใจ ต่อให้เราไม่มีหลักฐาน เพียงทำเหมือนว่ามี เขาก็กลัวไปครึ่งหนึ่งแล้ว”

เสี่ยวอวี้มองนางอย่างเลื่อมใส

“คุณหนูเก่งจริง ๆ เจ้าค่ะ”

ฉานจวนยิ้มแต่รอยยิ้มนั้นอยู่ได้ไม่นาน เพราะเมื่อเดินกลับถึงเรือน นางก็เห็นบุรุษผู้หนึ่งยืนอยู่ใต้ต้นเหมย ชุดดรูปร่างสูง แขนกอดอก ห่าวรัน ฉานจวนหยุดเดินทันที

“ท่านมาได้อย่างไร?”

“มาฟังคำตอบ”

“คำตอบอะไร?”

“เรื่องเมื่อคืน”

นางถอนหายใจ

“จัดการแล้ว”

“อย่างไร?”

“ท่านนี่ชอบยุ่งจริง ๆ”

“อืม”

เขายอมรับหน้าตาเฉย ฉานจวนเดินผ่านแต่เสียงของเขาดังตามมา

“เมื่อคืนเจ้าก็ไม่เหมือนเดิม”

ฝีเท้านางหยุด

“ตรงไหน?”

ห่าวรันเดินเข้ามาหยุดด้านหลัง

“ปกติเจ้ากลัวข้าเข้าใกล้”

ฉานจวนหันกลับ

“ข้าไม่เคยกลัวท่าน”

“เมื่อคืนก็ไม่กลัว“

“แน่นอน”

“ยังถามด้วยว่าเหตุใดข้าจึงหยุด”

ฉานจวนแข็งค้าง เสี่ยวอวี้เบิกตาโต นางรีบหันไปทางสาวใช้

“เสี่ยวอวี้”

“เจ้าคะ?”

“ไปไกล ๆ”

“เจ้าค่ะ!”

สาวใช้วิ่งหายไปทันที ฉานจวนหันกลับมาจ้องห่าวรัน

“ลืมเรื่องเมื่อคืนเสีย”

“เหตุใด?“

“ข้าถูกยา”

“หมอบอกว่ายานั้นไม่ได้ทำให้ความจำเสื่อม”

“ห่าวรัน!”

เขายิ้ม ฉานจวนหน้าแดงขึ้นมา

“ห้ามพูดอีก”

“ได้”

นางแปลกใจ

“ง่ายเช่นนี้?”

“อืม”

ห่าวรันก้มลงเล็กน้อย จนระดับสายตาใกล้กัน

“แต่คราวหน้า…”

ฉานจวนเผลอถอยหนึ่งก้าว

“คราวหน้าอะไร?”

ดวงตาคมมองนางนิ่ง

“รอให้เจ้ามีสติครบถ้วนก่อน”

หัวใจฉานจวนกระตุก เขาขยับเข้ามาอีกเพียงนิดไม่ได้แตะตัวนาง กลับยิ่งทำให้ความรู้สึกเมื่อคืนย้อนกลับมาชัดเจนกว่าเดิม

“แล้วข้าค่อยถามใหม่”

เสียงทุ้มต่ำลง

“ว่าเจ้าอยากให้ข้าหยุดหรือไม่”

พูดจบ ห่าวรันก็เดินจากไป ทิ้งฉานจวนยืนอยู่ใต้ต้นเหมยเพียงลำพัง นางยกมือแตะอกตัวเอง หัวใจเต้นแรงจนแทบเจ็บ หญิงสาวสูดหายใจเข้าลึกก่อนพึมพำอย่างหงุดหงิด

“ผู้ใดกันแน่ที่เกี้ยวผู้ใด…”

ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ ฉานจวนเริ่มรู้แล้วว่าเหตุใดเมื่อคืนตนจึงถามเขาว่า เหตุใดหยุด ไม่ใช่เพราะยาแต่เพราะในชั่วขณะนั้น… นางอยากให้เขาจูบจริง ๆ

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • สลับชะตา บุปผาคู่   คืนนี้คุณหนูไม่เหมือนเดิม

    ตั้งแต่เช้า ฉานจวนรู้สึกว่าคนทั้งจวนกำลังวุ่นวายผิดปกติ สาวใช้เดินเข้าออกเรือนใหญ่ไม่ขาดสาย โต๊ะเก้าอี้ถูกยกออกไปจัดใหม่ โคมผ้าไหมสีแดงถูกแขวนเรียงตามระเบียง กระทั่งสวนด้านหน้าก็มีคนมาตัดแต่งกิ่งไม้ตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดี นางนั่งกินขนมอยู่ใต้ชายคามองทุกอย่างด้วยความสงสัย“วันนี้มีงานอะไร?”เสี่ยวอวี้ที่กำลังรินชาให้ชะงัก“คุณหนูลืมหรือเจ้าคะ?”“ลืมอะไร?”“คืนนี้นายท่านจัดงานเลี้ยงต้อนรับท่านแม่ทัพห่าวเจ้าค่ะ มีขุนนางกับคุณชายคุณหนูจากหลายตระกูลมาด้วย”ขนมในมือฉานจวนหยุดอยู่กลางทาง“ห่าวรันมาอีกแล้ว?”“เจ้าค่ะ”“เขาไม่มีจวนของตัวเองหรือ?”เสี่ยวอวี้รีบมองซ้ายขวา“เบาเสียงหน่อยเจ้าค่ะ!”ฉานจวนกัดขนมต่ออย่างหงุดหงิด ตั้งแต่พบกันเมื่อวาน นางยังจำสายตาของเขาได้ดี สายตาที่มองเหมือนต้องการเจาะให้ทะลุถึงความลับข้างใน โดยเฉพาะประโยคสุดท้าย เจ้าไม่เคยเรียกข้าว่าท่านแม่ทัพ เพียงนึกก็ปวดหัวแล้ว“คืนนี้ข้าไม่ไปได้หรือไม่?”“ไม่ได้เจ้าค่ะ”“ป่วย?”“ไม่ได้”“ปวดหัว?”“ไม่ได้”“ตกน้ำ?”“คุณหนู!”ฉานจวนถอนหายใจ“ชีวิตซูเจินช่างลำบาก”เสี่ยวอวี้กำลังจะตอบ แต่สาวใช้จากเรือนใหญ่ก็เดินเข้ามาพอดี“คุณหนูรอ

  • สลับชะตา บุปผาคู่    บัณฑิตเจ้าคะ ข้าขายเสียง มิได้ขายตัว

    หนึ่งร้อยตำลึงซูเจินนั่งจ้องถุงเงินบนโต๊ะราวกับมันเป็นวัตถุประหลาด เมื่อคืนซีซวนบอกว่าจะมาอีก นางยังคิดว่าเขาเพียงพูดหยอกเล่น ใครจะคิดว่าเช้าวันนี้คนของเขาจะนำเงินมาวางถึงหอเยว่ฮวา พร้อมฝากคำพูดสั้น ๆ ไว้กับสาวใช้“คืนนี้ยามซวี หนึ่งร้อยตำลึงตามที่แม่นางฉานจวนเรียกขอรับ”ซูเจินเงียบไปครู่หนึ่ง“เขาจ่ายล่วงหน้า?”“เจ้าค่ะ”“ทั้งที่ข้ายังไม่ได้รับปาก?”“เจ้าค่ะ”“แล้วพวกเจ้าก็รับ?”สาวใช้พยักหน้าอย่างไร้เดียงสา ซูเจินสูดลมหายใจเข้าลึก“คืนเขาไป”“ไม่ได้!”เสียงแม่เล้าหลิวดังมาจากด้านหลังแทบจะทันทีซูเจินหันไปมอง เห็นอีกฝ่ายเดินเข้ามาพร้อมสีหน้าราวกับนางเพิ่งพูดเรื่องเลวร้ายที่สุดในชีวิต“เหตุใดไม่ได้?”“เงินเข้าหอเยว่ฮวาแล้วจะคืนได้อย่างไร?”“แต่ข้ายังไม่ได้ตกลง”“เมื่อคืนเจ้าเป็นคนบอกเองมิใช่หรือว่าครั้งหน้าหนึ่งร้อยตำลึง”“ข้าประชดเขา!”แม่เล้าหลิวหยิบถุงเงินขึ้นมาชั่งในมือ“แต่เขาไม่ประชดเจ้า”“ท่านแม่!”“อีกอย่าง เขาไม่ได้ขอให้เจ้าปรนนิบัติบนเตียงเสียหน่อย เพียงดื่มชา ฟังเพลง สนทนาเท่านั้น”นางยิ้มกว้าง“หนึ่งร้อยตำลึงแลกกับชาหนึ่งกา ข้าเห็นว่าคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม”“แต่คนที่ต้องนั่งกับเ

  • สลับชะตา บุปผาคู่   แม่ทัพผู้นั้น เหตุใดจ้องข้านัก

    เช้าวันรุ่งขึ้น ฉานจวนถูกเสี่ยวอวี้ปลุกตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดี นางลืมตาขึ้นมองม่านเตียงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพลิกตัวหนีไปอีกด้านแล้วดึงผ้าห่มขึ้นคลุมศีรษะ“คุณหนู ตื่นเถิดเจ้าค่ะ”“ยังเช้าอยู่”“ไม่เช้าแล้วเจ้าค่ะ”“พระอาทิตย์ยังไม่เข้าห้องเลย”“เพราะม่านปิดอยู่เจ้าค่ะ”ฉานจวนเงียบไปก่อนมือหนึ่งจะโผล่ออกมาจากผ้าห่มแล้วชี้ไปทางประตู“ออกไป”เสี่ยวอวี้แทบร้องไห้“วันนี้ท่านแม่ทัพห่าวจะมานะเจ้าคะ!”คราวนี้คนบนเตียงลืมตาทันที ฉานจวนค่อย ๆ ลดผ้าห่มลง ใบหน้างดงามยุ่งเหยิงเพราะเพิ่งตื่น เรือนผมยาวกระจายเต็มหมอน“มากินมื้อกลางวันมิใช่หรือ?”“เจ้าค่ะ”“แล้วปลุกข้าตั้งแต่ตอนนี้ทำไม?”“ต้องแต่งตัวเจ้าค่ะ”ฉานจวนหันไปมองนอกหน้าต่าง แล้วหันกลับมามองสาวใช้“แต่งสามชั่วยาม?”เสี่ยวอวี้พยักหน้าอย่างจริงจัง ฉานจวนหลับตาลงอีกครั้ง การเป็นคณิกาอันดับหนึ่งยังไม่เหนื่อยเท่าการเป็นคุณหนูจวนเสนาบดีเลยจริง ๆเกือบหนึ่งชั่วยามต่อมา ฉานจวนนั่งอยู่หน้ากระจกด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย ขณะที่สาวใช้สองคนช่วยกันจัดผมให้นาง วันนี้นางสวมชุดสีขาวอมฟ้าปักลายดอกหลันฮวา เครื่องประดับถูกเลือกให้น้อยชิ้นตามนิสัยของซูเจิน ใบหน้าประทิน

  • สลับชะตา บุปผาคู่   คุณหนูตัวปลอมกับคณิกาจำเป็น

    สามวันหลังจากสองพี่น้องตกลงกัน แผนการที่ซูเจินเคยคิดว่าเป็นเพียงคำพูดเล่นกลับเกิดขึ้นจริงภายในห้องพักส่วนตัวชั้นสามของหอเยว่ฮวา หญิงสาวสองคนยืนประจันหน้ากันอยู่หน้ากระจกทองเหลือง ใบหน้าเหมือนกันแทบทุกส่วน หากวันนี้กลับแตกต่างกันจนมองเพียงปราดเดียวก็รู้ว่าใครเป็นใคร ฉานจวนสวมชุดสีฟ้าอ่อน เกล้าผมเรียบง่าย มีเพียงปิ่นหยกขาวประดับอยู่หนึ่งชิ้น เครื่องประทินโฉมบนใบหน้าบางเบาจนแทบมองไม่เห็นส่วนซูเจินถูกจับสวมชุดสีแดง กระโปรงหลายชั้นพลิ้วไหวตามการเคลื่อนไหว เรือนผมประดับปิ่นดอกไม้สีทองตามแบบที่ฉานจวนใช้เป็นประจำ คนหนึ่งดูเรียบร้อยขึ้นจนผิดตา อีกคนดูเหมือนกำลังถูกบังคับให้แต่งงาน ฉานจวนมองน้องสาวผ่านกระจกแล้วถอนหายใจ“ยิ้มหน่อย”ซูเจินฝืนยิ้ม“ไม่ใช่ยิ้มไปงานศพ”“ข้ายิ้มแล้ว”“เจ้ายิ้มเหมือนกำลังขอให้คนช่วย”ซูเจินหุบยิ้มทันที“เช่นนั้นข้าไม่ยิ้ม”ฉานจวนหลุดหัวเราะ ก่อนเดินเข้ามาจัดปอยผมข้างแก้มให้น้องสาว นางใช้เวลาสามวันที่ผ่านมาเล่าทุกอย่างเกี่ยวกับหอเยว่ฮวา ตั้งแต่ชื่อสาวใช้ ห้องพัก เพลงที่ร้องเป็นประจำ ไปจนถึงบุรุษที่ต้องหลีกให้ห่าง โชคดีที่สองพี่น้องถูกสอนดนตรีจากอาจารย์คนเดียวกันตั้งแต่

  • สลับชะตา บุปผาคู่   บุปผาคู่ คนละชะตา

    เสียงพิณดังแผ่วหวานลอดออกมาจากชั้นสามของหอเยว่ฮวา คลอไปกับเสียงหัวเราะของเหล่าบุรุษที่ดังขึ้นเป็นระยะ แสงโคมสีแดงนับสิบดวงส่องให้ถนนยามค่ำคืนดูราวกับไม่เคยหลับใหลหอเยว่ฮวาคือหอคณิกาที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองหลวงและหากถามบุรุษในเมืองนี้ว่าผู้ใดคือสตรีที่พวกเขายอมควักเงินหลายร้อยตำลึงเพียงเพื่อได้เห็นหน้าสักครั้ง คำตอบย่อมมีเพียงชื่อเดียวฉานจวนเสียงพิณหยุดลงพร้อมปลายนิ้วเรียวยาวที่ยกออกจากสายพิณ หญิงสาวในชุดแดงเข้มเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ดวงหน้าของนางงดงามเสียจนทั่วทั้งห้องเงียบลงโดยไม่ได้นัดหมาย ดวงตาหงส์แต่งแต้มด้วยสีแดงจาง ๆ ริมฝีปากอิ่มคลี่ยิ้มเพียงน้อยนิด นางไม่ได้แต่งกายเปิดเผยเสียจนเกินงาม แต่สิ่งที่ร้ายกาจกว่าการเปิดเผยเรือนกาย คือการรู้ว่าควรปกปิดมันไว้ตรงไหน ฉานจวนรู้เรื่องนี้ดีเหลือเกิน“คืนนี้ข้าร้องจบแล้วเจ้าค่ะ” เสียงหวานเอ่ยขึ้นชายวัยกลางคนผู้หนึ่งรีบลุก“แม่นางฉานจวน! ข้าเพิ่มให้อีกห้าสิบตำลึง ร้องอีกเพลงเถิด”“ข้าให้หนึ่งร้อย!”“สองร้อย!”ฉานจวนหัวเราะเบา ๆ นางลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วหยิบพัดกลมขึ้นมาบังริมฝีปาก“ใต้เท้าทั้งหลายกำลังทำให้ข้าลำบากใจแล้ว”“ลำบากใจอันใด

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status