LOGINซูเจินตัดสินใจแล้ว คืนนี้นางจะไม่พบซีซวน ไม่ว่าเขาจะจ่ายหนึ่งร้อยตำลึง สองร้อยตำลึง หรือมากกว่านั้นนางก็จะไม่ยอมเปิดประตูให้เด็ดขาด
“บอกเขาว่าข้าไม่สบาย”
สาวใช้มองหญิงสาวที่กำลังนั่งกินขนมอยู่หน้าโต๊ะ
“แต่ท่านดูแข็งแรงมากนะเจ้าคะ”
“เช่นนั้นบอกว่าข้าปวดหัว”
“คุณชายซีอาจเรียกหมอมา”
มือที่กำลังหยิบขนมหยุดลง
“เขาจะเรียกหมอมาทำไม?”
“ก็ท่านป่วยนี่เจ้าคะ”
ซูเจินขมวดคิ้ว
“เช่นนั้นบอกว่าข้าไม่อยากพบเขา”
“อันนี้น่าเชื่อที่สุดเจ้าค่ะ”
“…”
ซูเจินวางขนมลง
“เจ้าเป็นสาวใช้ของใครกันแน่?”
สาวใช้หัวเราะ ก่อนรีบถอยออกไป แต่ไม่ถึงหนึ่งเค่อประตูก็เปิดอีกครั้ง
“แม่นางฉานจวน”
“เขากลับแล้วหรือ?”
“ยังเจ้าค่ะ”
“แล้ว?”
สาวใช้ยื่นถุงเงินมาให้ ซูเจินมองมันอย่างระแวง
“อะไร?”
“อีกหนึ่งร้อยตำลึงเจ้าค่ะ”
“เขาจ่ายเพิ่ม?”
“คุณชายบอกว่า หนึ่งร้อยแรกเป็นค่าพบ อีกหนึ่งร้อยเป็นค่าที่ท่านไม่อยากพบ”
ซูเจินนิ่งไปนาน
“เขาบ้าหรือ?”
“บ่าวไม่ทราบเจ้าค่ะ”
“คืนไป”
“แม่เล้าหลิวรับแล้ว”
“…”
“แล้วคุณชายยังฝากมาบอกอีกว่า หากท่านยังไม่ยอมพบ เขาจะนั่งรอด้านล่างจนหอปิด”
ซูเจินหลับตา บุรุษผู้นี้… หน้าหนาเสียยิ่งกว่ากำแพงเมือง! สุดท้ายซูเจินก็ลงมาพบเขา แต่คืนนี้นางไม่ยอมให้ซีซวนเข้าห้องส่วนตัว เลือกนั่งที่ศาลาเล็กด้านหลังหอแทนเพราะอย่างน้อยก็ยังมีสาวใช้เดินผ่านไปมา ซีซวนนั่งรออยู่ก่อนแล้ว ชุดสีฟ้าหม่นทำให้เขาดูสุภาพเรียบร้อยราวกับบัณฑิตที่กำลังรออ่านตำราอยู่ในสวน หากไม่รู้จักนิสัยคงไม่มีผู้ใดคิดว่าคนผู้นี้น่ารำคาญเพียงใด ซูเจินนั่งลงตรงข้าม
“ข้ามาแล้ว”
“เห็นแล้ว”
“พอใจหรือยัง?”
“พอใจ”
“เช่นนั้นคืนเงินหนึ่งร้อยที่สองมา”
ซีซวนเลิกคิ้ว
“เหตุใด?”
“เพราะข้ายอมพบแล้ว”
“แต่ตอนแรกเจ้าไม่ยอม”
“ตอนนี้ยอมแล้ว”
“เงินที่จ่ายแล้วไม่คืน”
ซูเจินจ้องเขา ประโยคนี้คุ้นเหลือเกิน นางเริ่มสงสัยว่าซีซวนกับแม่เล้าหลิวอาจเป็นญาติกัน
“ท่านมาหาข้าทุกคืนเช่นนี้ ไม่มีงานทำหรือเจ้าคะ?”
“มี”
“แล้วเหตุใดไม่ทำ?”
“กำลังทำอยู่”
ซูเจินชะงัก
“หมายความว่าอย่างไร?”
ซีซวนรินชา
“ข้าบอกแล้วว่ามาตามหาคน”
“แล้วเกี่ยวอะไรกับข้า?”
“ยังไม่รู้”
คำตอบของเขาทำให้ซูเจินรู้สึกไม่ดีทันที นางจึงตัดสินใจไม่ถามต่อ
“เช่นนั้นคืนนี้อยากฟังเพลงอะไร?”
“ไม่ฟัง”
“ดื่มชา?”
“กำลังดื่ม”
“เช่นนั้นข้ากลับได้หรือยัง?”
“ไม่ได้”
ซูเจินถอนหายใจ
“แล้วท่านต้องการอะไร?”
ซีซวนวางถ้วยชาลง
“คุยกับเจ้า”
“เรื่อง?”
“อะไรก็ได้”
“ท่านจ่ายสองร้อยตำลึงเพื่อคุยเรื่องอะไรก็ได้?”
“อืม”
“คนมีเงินใช้ชีวิตยากจริง ๆ”
ซีซวนหัวเราะ
“เจ้าเสียดายเงินข้าอีกแล้ว”
“ข้าเสียดายแทนบรรพบุรุษท่าน”
“พวกเขาคงดีใจที่ข้าใช้เงินเกี้ยวสตรี”
ซูเจินที่กำลังดื่มชาแทบสำลัก
“ผู้ใดให้ท่านเกี้ยว!”
“ข้าพูดเล่น”
นางวางถ้วยดังปึก
“ข้าจะกลับ”
ซีซวนยิ้ม
“นั่งเถิด ไม่แกล้งแล้ว”
ซูเจินไม่เชื่อแม้แต่น้อย แต่สุดท้ายก็ยังนั่งอยู่ คืนวันนี้กลับต่างจากหลายคืนที่ผ่านมาซีซวนไม่ได้ถามเรื่องอดีต ไม่หยิบหนังสือการค้ามาทดสอบ และไม่พูดถึงความผิดปกติของนางแม้แต่คำเดียว เขาเพียงนั่งคุยเรื่องทั่วไป เทศกาลที่กำลังจะมาถึง อาหารร้านไหนอร่อย ฤดูหนาวปีนี้จะมาเร็วหรือไม่ กระทั่งเรื่องแมวจรจัดที่ชอบเข้าไปขโมยปลาในจวนของเขาซูเจินจากที่ระวังตัวตลอดเวลาก็ค่อย ๆ ผ่อนคลายลง
“แมวขโมยปลาท่านทุกวัน แล้วท่านยังเลี้ยงมัน?”
“ข้าไม่ได้เลี้ยง”
“แต่ท่านให้คนเตรียมปลาไว้”
“เพื่อไม่ให้มันขโมย”
“นั่นเรียกว่าเลี้ยงเจ้าค่ะ”
ซีซวนเงียบไป
“เช่นนั้นหรือ?“
“เจ้าค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นคงเลี้ยง”
ซูเจินหลุดหัวเราะ ซีซวนมองนางทันทีหญิงสาวชะงัก
“มองอะไร?”
“เจ้าเพิ่งหัวเราะ”
“ข้าหัวเราะเป็น”
“ข้ารู้”
“แล้ว?”
“ปกติเวลาอยู่กับข้า เจ้าชอบทำหน้าราวกับอยากเอากาน้ำชาฟาดหัว”
ซูเจินเงียบ เพราะเคยคิดจริง ๆ ซีซวนเห็นสีหน้าก็หัวเราะ
“คิดจริงหรือ?”
“ไม่ได้คิด”
“โกหก”
“ท่านเลิกจับผิดข้าสักคืนได้หรือไม่?”
“ได้”
“จริง?”
“คืนนี้ไม่จับผิด”
ซูเจินมองเขาอย่างไม่ไว้ใจ
“เหตุใด?”
ซีซวนหมุนถ้วยชาในมือช้า ๆ
“เพราะข้าเริ่มคิดว่า ต่อให้เจ้าเป็นใคร…ก็ไม่ได้สำคัญเท่าที่ข้าคิด”
หัวใจของซูเจินสะดุดไปชั่วขณะ นางรีบหลบสายตา
“ข้าก็คือฉานจวน”
“อืม”
เขาตอบง่าย ๆ ง่ายจนกลับทำให้นางยิ่งไม่สบายใจ
ลมกลางคืนพัดแรงขึ้น ซูเจินยกมือจับปอยผมที่ปลิวมาปิดหน้า แต่ลมอีกระลอกกลับพัดแรงจนปิ่นเล็กบนศีรษะหลุด ซีซวนยื่นมือรับไว้ทัน
“ของเจ้า”
“ขอบคุณเจ้าค่ะ”
นางเอื้อมมือไปรับแต่เขากลับยังไม่ปล่อย ซูเจินเงยหน้า
“คุณชาย?”
ซีซวนมองปิ่นในมือก่อนมองนาง
“เจ้าชอบดอกเหมยหรือ?”
ปิ่นเป็นรูปดอกเหมยเล็ก ๆ
“ชอบเจ้าค่ะ”
“เหตุใด?”
“มันบานในฤดูหนาว”
คำตอบออกมาโดยไม่ต้องคิด
“แม้อากาศจะหนาวเพียงใดก็ยังบานได้ ข้าว่าสวยดี”
ซีซวนมองนางเงียบ ๆ ซูเจินเริ่มรู้สึกแปลก
“ท่านจะคืนหรือไม่?”
“คืน”
เขายื่นปิ่นให้แต่ขณะซูเจินกำลังรับ ปลายนิ้วทั้งคู่กลับสัมผัสกัน นางรีบดึงมือกลับตามสัญชาตญาณซีซวนเห็น
“ยังกลัวข้า?”
“ไม่ได้กลัว”
“ทุกครั้งที่แตะตัว เจ้าชอบหนี”
“ข้าไม่ชอบให้บุรุษแตะตัว”
“รู้แล้ว”
เขาตอบเรียบ ๆ ก่อนวางปิ่นลงบนโต๊ะให้แทนการกระทำเล็กน้อยนั้นทำให้ซูเจินชะงัก เมื่อคืนก่อนเมื่อบอกให้ปล่อย เขาก็ปล่อย วันนี้เพียงเห็นว่านางไม่ชอบ เขาก็ไม่ยื่นมือมาอีก บางที… เขาอาจไม่ได้เลวร้ายอย่างที่นางคิด
“คุณชายซี”
“อืม?”
“ข้าถามอะไรได้หรือไม่?”
“ได้”
“เหตุใดท่านจึงชอบมาหาข้า?”
ซีซวนมองนาง
“อยากรู้จริง?”
“เจ้าค่ะ”
“ตอนแรกเพราะสงสัย”
“ตอนนี้เล่า?”
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง
“ตอนนี้อยากมา”
คำตอบสั้นมากแต่กลับทำให้ซูเจินพูดอะไรไม่ออก นางก้มหน้าหยิบถ้วยชา ทั้งที่ด้านในว่างเปล่าแล้ว ซีซวนเห็นแต่ไม่ได้แกล้ง นั่นกลับยิ่งทำให้นางประหม่า เสียงพิณจากด้านในหอลอยมาตามลมทั้งคู่เงียบอยู่พักหนึ่งก่อนซีซวนจะเอ่ยขึ้น
“ฉานจวน”
ซูเจินเงยหน้า เขาไม่ค่อยเรียกนางตรง ๆ เช่นนี้
“เจ้าคะ?”
“เจ้ามีคนที่ชอบหรือยัง?”
“หา?”
“ตอบยากหรือ?”
“เหตุใดท่านถามเรื่องนี้?”
“อยากรู้“
“ไม่มี”
คำตอบหลุดออกไปเร็วจนนางอยากเรียกกลับ ซีซวนเลิกคิ้ว
“ไม่มีจริง?”
“ไม่มีเจ้าค่ะ”
“คนมาหาเจ้ามากมาย”
“แล้วเกี่ยวอะไรกับความชอบ?”
ซีซวนชะงักเล็กน้อย ซูเจินพูดต่อโดยไม่ทันระวัง
“คนที่เข้ามาหาเรา ไม่ได้หมายความว่าเราต้องชอบเขาเสียหน่อย”
“มีเหตุผล”
“แน่นอน”
“แล้วเคยจูบใครหรือยัง?”
“ไม่เคย”
ตอบจบแล้วนางถึงเพิ่งรู้ตัว ซูเจินแข็งค้าง ซีซวนเองก็เงียบ หญิงสาวค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นสบกับสายตาของเขาพอดี แย่แล้ว คณิกาอันดับหนึ่งแห่งหอเยว่ฮวา อายุสิบเก้า มีบุรุษมากมายทุ่มเงินเพื่อพบแต่ไม่เคยจูบใครเลย?
“ข้าหมายถึง…”
“อืม?”
“ข้าหมายถึง…”
สมองนางว่างเปล่า ซีซวนรออย่างใจเย็น สุดท้ายซูเจินเลือกทางที่แย่ที่สุด
“ข้าไม่ชอบจูบ”
“ทั้งที่ไม่เคย?”
“…”
ซีซวนยกถ้วยขึ้นบังรอยยิ้ม ซูเจินอยากหายตัวไปจากตรงนี้
“ท่านลืมสิ่งที่ข้าพูดเมื่อครู่เสีย”
“คงยาก“
“ต้องลืม”
“ความจำข้าดี”
“เช่นนั้นพยายามหน่อย”
เขาหัวเราะเบา ๆ
“ได้”
ซูเจินรีบเปลี่ยนเรื่อง แต่ซีซวนกลับพูดขึ้นเสียก่อน
“หรือเพราะไม่เคยมีผู้ใดที่เจ้าอยากจูบ?”
นางชะงัก
“ต่างกันหรือ?”
“ต่าง”
“อย่างไร?”
ซีซวนวางถ้วยลง
“อยากรู้?”
ซูเจินรู้สึกได้ทันทีว่าไม่ควรถามต่อแต่ความอยากรู้กลับชนะ
“เจ้าค่ะ”
ซีซวนลุกขึ้น
ซูเจินมองตามอย่างงุนงง เขาเดินอ้อมโต๊ะมาหยุดตรงหน้านางเริ่มรู้สึกถึงอันตราย
“ท่านจะทำอะไร?”
“ตอบคำถาม”
“ตอบตรงนั้นก็ได้”
“บางอย่างอธิบายด้วยคำพูดยาก”
ซูเจินรีบลุก
“เช่นนั้นไม่ต้องตอบแล้ว”
แต่เพราะรีบเกินไป ชายกระโปรงกลับเกี่ยวขาโต๊ะร่างบางเสียหลัก ซีซวนคว้าเอวไว้ทัน ซูเจินตกลงมากระแทกอกเขาเต็มแรง
“โอ๊ย…”
มือหนึ่งของนางเกาะไหล่เขาอีกมือวางอยู่กลางอก เมื่อเงยหน้าขึ้นจึงพบว่าใบหน้าของซีซวนอยู่ใกล้จนแทบสัมผัสกัน หัวใจเต้นแรงทันที
“ปล่อยข้า”
เสียงกลับเบาจนน่าโมโห
“ถ้าปล่อยตอนนี้ เจ้าจะล้ม”
“ข้ายืนได้แล้ว”
ซีซวนคลายแขนแต่ซูเจินยังไม่ได้ถอย ทั้งคู่จึงยังยืนใกล้กันเกินไป ซีซวนก้มมองนาง
“ถ้าข้าจะจูบเจ้า เจ้าจะทำอย่างไร?”
ซูเจินเบิกตา
“ข้าจะ—”
คำตอบหายไป นางควรบอกว่าจะตบเขา ควรผลักเขาออกแต่ร่างกายกลับไม่ทำสิ่งใด ซีซวนเห็นความลังเลทั้งหมด
“ไม่อยากก็ถอย”
เขาไม่ได้จับนางไว้อีกแล้ว ทางด้านหลังว่าง ซูเจินสามารถถอยได้ทุกเมื่อแต่นางกลับยืนนิ่ง ซีซวนรอ หนึ่งอึดใจ สองอึดใจ เมื่อนางยังไม่ขยับเขาจึงก้มลงช้า ๆ ซูเจินหลับตาปี๋ทันที ซีซวนหยุด มุมปากกระตุกขึ้น
“เจ้าจะออกรบหรือ?”
ดวงตานางเปิดทันที
“ท่าน!”
“เกร็งเสียขนาดนี้”
“ก็ข้า—”
นางหยุด ซีซวนมองนาง
“ไม่เคยจริง ๆ สินะ”
ซูเจินหน้าแดงจนถึงใบหู
“ข้าไม่คุยกับท่านแล้ว”
นางกำลังจะถอย แต่ซีซวนเอ่ยขึ้นเบา ๆ
“ฉานจวน”
ซูเจินหยุด
“ถ้าไม่ต้องการ บอกข้า”
ไม่มีการหยอกล้ออยู่ในน้ำเสียงนั้น นางเงยหน้ามองเขา ซีซวนไม่ได้ขยับเข้าใกล้กว่าเดิม รอคำตอบจากนางจริง ๆ หัวใจซูเจินเต้นแรงจนแทบไม่ได้ยินเสียงพิณจากด้านในหอ นางควรปฏิเสธแต่ความอยากรู้อยากเห็นบางอย่างกลับทำให้นางเม้มริมฝีปาก ก่อนส่ายหน้าเบา ๆ ไม่ได้ไม่ต้องการ ซีซวนมองนางอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจจากนั้นจึงก้มลง ริมฝีปากแตะกันแผ่วเบา เพียงครั้งเดียว ซูเจินตัวแข็งทันที มือที่เกาะแขนเสื้อเขากำแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัวความรู้สึกไม่ได้เหมือนที่นางจินตนาการ ไม่ได้หวือหวากลับนุ่มและอุ่นจนหัวใจเต้นวุ่นวายไปหมด ซีซวนถอนออกเพียงเล็กน้อยแต่พอลืมตาขึ้น เขากลับพบว่าซูเจินยังหลับตาอยู่ ขนตาสั่นน้อย ๆ แก้มแดงจัด ริมฝีปากเม้มแน่นราวกับไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรต่อ ภาพนั้นทำให้สายตาของเขาเปลี่ยนไป ความคิดที่มีมาตลอดหลายวันชัดเจนขึ้นทันที หญิงสาวคนนี้ไม่ใช่สตรีเจนโลก ไม่ว่าเหตุผลจะเป็นอะไร นางไม่มีทางเป็นฉานจวนอย่างที่ทุกคนรู้จักแต่แทนที่จะถาม ซีซวนกลับเอ่ยเบา ๆ
“หายใจด้วย”
ซูเจินลืมตาพรวด นางเพิ่งรู้ว่าตัวเองกลั้นหายใจจริง ๆ
“ข้าหายใจอยู่!”
“เมื่อครู่ไม่ได้หายใจ”
“ท่านจะรู้ได้อย่างไร?”
“ข้าอยู่ใกล้ขนาดนี้”
ใบหน้านางร้อนกว่าเดิม
“พอแล้ว!”
ซูเจินผลักอกเขา คราวนี้ซีซวนยอมถอยง่าย ๆ นางรีบเดินกลับไปอีกฝั่งของโต๊ะ ระยะห่างหนึ่งโต๊ะเต็มยังรู้สึกไม่พอ ซีซวนมองนาง
“เป็นอย่างไร?”
“อะไร?”
“จูบ”
“ไม่เป็นอย่างไร!”
“ไม่ชอบ?”
ซูเจินอ้าปากแต่ตอบไม่ได้ เพราะหากบอกว่าไม่ชอบ… นางกำลังโกหก
“ข้าไม่รู้”
คำตอบเบามาก ซีซวนยิ้ม
“เช่นนั้นคราวหน้าค่อยลองใหม่”
“ไม่มีคราวหน้า!”
“อืม”
“ท่านต้องรับปาก”
“ข้ารับปากไม่ได้”
“ซีซวน!”
เขาหัวเราะ ซูเจินคว้าพัดบนโต๊ะปาใส่ทันที ซีซวนรับได้อย่างง่ายดาย
“คืนมา!”
“ของข้า”
“เช่นนั้นก็เอาไปแล้วกลับเสียที!”
“ไล่แล้วหรือ?“
“ใช่!”
ซีซวนยอมเดินไปทางประตูแต่ก่อนออก เขากลับหยุดแล้วหันมา
“คืนนี้ข้ารู้คำตอบแล้ว”
ซูเจินใจหายวาบ
“คำตอบอะไร?”
เขามองนางอยู่ครู่หนึ่ง
“เรื่องที่สงสัย”
ใบหน้าซูเจินซีดลงเล็กน้อย
“ท่านหมายความว่าอย่างไร?”
ซีซวนกลับยิ้ม
“ไว้วันหลังค่อยบอก”
แล้วเขาก็จากไป ทิ้งให้ซูเจินยืนอยู่กลางศาลาด้วยหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะ ระหว่างทางกลับจวน คนสนิทของซีซวนสังเกตว่าเจ้านายเงียบผิดปกติ
“คุณชาย วันนี้ได้เบาะแสหรือไม่ขอรับ?”
ซีซวนมองออกไปนอกหน้าต่างรถม้า
“ได้”
“เรื่องฉานจวน?”
“อืม”
“นางมีปัญหาหรือขอรับ?”
“ไม่มี”
“เช่นนั้น…”
ซีซวนไม่ได้ตอบทันที หญิงสาวที่เขาพบคืนนี้หลับตาเสียแน่นเพียงเพราะริมฝีปากสัมผัสกัน มือไม้ไม่รู้จะวางตรงไหน กระทั่งลืมหายใจ ต่อให้นางแสดงเก่งเพียงใดเรื่องเช่นนี้หลอกกันยาก เขามั่นใจแล้ว ฉานจวนคนนี้ไม่ใช่ฉานจวนแต่สิ่งที่ซีซวนประหลาดใจกลับไม่ใช่เรื่องนั้น เป็นเรื่องที่ว่า หลังรู้ว่าหญิงสาวกำลังหลอกเขา เขากลับไม่ได้โกรธแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม… ยิ่งอยากรู้ว่าแท้จริงแล้วนางคือใคร
“ยังต้องสืบต่อหรือไม่ขอรับ?”
คนสนิทถาม ซีซวนยกพัดขึ้นปิดมุมปาก
“สืบ”
“แล้วพรุ่งนี้จะไปหอเยว่ฮวาอีกหรือ?”
“ไป”
คนสนิทถอนหายใจราวกับคาดไว้อยู่แล้ว
“ยังหนึ่งร้อยตำลึงหรือขอรับ?”
ซีซวนคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“ไม่ต้องจ่ายล่วงหน้าแล้ว”
“เหตุใด?”
ชายหนุ่มหลุดยิ้ม
“เดี๋ยวนางเอาเงินฟาดหน้าข้าจริง ๆ”
ส่วนซูเจินยังยืนอยู่ที่เดิม สาวใช้โผล่หน้าเข้ามาอย่างระมัดระวัง
“คุณชายซีกลับแล้วหรือเจ้าคะ?”
“กลับแล้ว”
“ท่านเป็นอะไร?”
“ไม่ได้เป็นอะไร”
“แต่หน้าแดงมากเลยเจ้าค่ะ”
“อากาศร้อน”
สาวใช้มองท้องฟ้ายามค่ำคืน
“คืนนี้หนาวนะเจ้าคะ”
ซูเจินหันขวับ
“ทุกคนเหตุใดชอบพูดเรื่องอากาศกับข้านัก!”
สาวใช้สะดุ้ง
“บ่าวขอโทษเจ้าค่ะ”
ซูเจินรีบเดินกลับห้องแต่พอถึงหน้าประตูนางกลับหยุด ปลายนิ้วแตะริมฝีปากตัวเองอย่างเผลอไผล ความรู้สึกอุ่นเมื่อครู่ยังเหมือนหลงเหลืออยู่ นางรีบดึงมือลงแค่จูบเท่านั้น ไม่มีอะไรเลย นางกับฉานจวนจะสลับตัวกลับกันในอีกไม่กี่วัน หลังจากนั้นซูเจินก็จะกลับไปเป็นคุณหนูแห่งจวนเสนาบดีส่วนซีซวน… ก็คงไม่มีเหตุผลต้องมาพบนางอีก ควรจะดีสิ แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด เพียงคิดว่าจะไม่ได้พบเขาอีก ความรู้สึกว่างเปล่าเล็ก ๆ กลับเกิดขึ้นกลางอก ซูเจินเม้มริมฝีปากก่อนจะนึกถึงประโยคสุดท้ายของเขา คืนนี้ข้ารู้คำตอบแล้ว ร่างทั้งร่างแข็งค้าง ความเขินเมื่อครู่หายไปเกือบหมดเหลือเพียงความคิดเดียว หรือซีซวนจะรู้แล้วว่านางไม่ใช่ฉานจวน?
เช้าวันรุ่งขึ้น ฉานจวนตื่นขึ้นมาพร้อมความรู้สึกสองอย่าง อย่างแรกคือนางนอนไม่พอ อย่างที่สองคือนางอยากย้อนเวลากลับไปเมื่อคืนแล้วเอามือปิดปากตัวเองเสีย เช่นนั้น…ไม่ต้องหยุด เหตุใดนางถึงพูดออกไปได้! ฉานจวนดึงผ้าห่มขึ้นคลุมศีรษะแต่ยิ่งปิดตา ภาพเมื่อคืนกลับยิ่งชัด ทั้งแสงจันทร์ อ้อมแขนของห่าวรัน และโดยเฉพาะตอนที่นางเป็นฝ่ายดึงคอเสื้อเขาลงมาเอง“ไม่คิด”นางพึมพำ“ไม่คิดอะไรเจ้าคะ?”เสียงเสี่ยวอวี้ดังขึ้นข้างเตียงฉานจวนเปิดผ้าห่มทันที“เจ้าเข้ามาตั้งแต่เมื่อไร?”“สักพักแล้วเจ้าค่ะ”“ได้ยินอะไรบ้าง?”“ได้ยินคุณหนูพูดว่าไม่คิดเจ้าค่ะ”“ดี”“แต่บ่าวไม่ได้ถามว่าท่านคิดถึงอะไร”ฉานจวนเงียบ เสี่ยวอวี้ก้มหน้า“ออกไป”“เจ้าค่ะ”“แล้วห้ามหัวเราะ”“บ่าวยังไม่ได้—”“ตาเจ้าหัวเราะ!”เสี่ยวอวี้รีบออกจากห้อง ฉานจวนถอนหายใจ ก่อนสายตาจะตกลงบนหีบเสื้อผ้าที่เตรียมไว้เมื่อคืนวันนี้นางต้องกลับ ไม่มีข้ออ้างแล้วความลับแตกเรียบร้อย ห่าวรันรู้ว่านางคือฉานจวน รู้เรื่องฝาแฝด และรู้ว่านางอยู่หอเยว่ฮวา ทุกอย่างควรง่ายขึ้นแต่กลับไม่ง่ายเลยเพราะเมื่อคืนเขาไม่ได้รังเกียจนาง ไม่โกรธเรื่องที่นางเป็นคณิกาและยังจูบนางหลังรู้ค
คืนวันที่เจ็ดมาถึงเร็วกว่าที่ฉานจวนต้องการ นางนั่งอยู่หน้ากระจกปล่อยให้เสี่ยวอวี้ช่วยถอดปิ่นออกทีละชิ้น แต่สายตากลับไม่ได้มองเงาของตัวเองเลย คืนนี้นางนัดซูเจินไว้ที่ศาลาร้างท้ายสวน ซึ่งเชื่อมกับประตูเล็กด้านหลังจวน พรุ่งนี้ก่อนฟ้าสาง ทั้งสองจะกลับคืนที่ของตน ทุกอย่างควรจบลงง่าย ๆ เหมือนตอนเริ่มแต่ฉานจวนกลับไม่รู้สึกเช่นนั้นอีกแล้ว“คุณหนูเจ้าคะ”“อืม?”“ท่านถอนหายใจเป็นครั้งที่เจ็ดแล้ว”“เจ้านับอีกแล้ว?”“บ่าวว่างเจ้าค่ะ”ฉานจวนปรายตามอง“ข้าว่าเจ้าควรมีงานมากกว่านี้”เสี่ยวอวี้ยิ้ม ก่อนวางหวีลง“ท่านไม่อยากกลับหรือเจ้าคะ?”คำถามตรงเกินไปจนฉานจวนเงียบ“ผู้ใดบอก?”“ไม่มีผู้ใดบอกเจ้าค่ะ”“เช่นนั้นอย่าเดา”“เจ้าค่ะ”ฉานจวนมองตัวเองในกระจก ใบหน้านี้เหมือนซูเจินทุกประการ ตลอดเจ็ดวันที่ผ่านมานางใช้ใบหน้านี้ ใช้ชื่อของน้องสาว และใช้ชีวิตในฐานะคุณหนูแห่งจวนเสนาบดีแต่สิ่งเดียวที่ไม่เคยเป็นของซูเจิน… คือความรู้สึกที่มีต่อห่าวรัน นั่นเป็นของนาง เป็นของฉานจวน“เขามาวันนี้หรือไม่?”ถามออกไปแล้วฉานจวนก็อยากกัดลิ้นตัวเอง เสี่ยวอวี้ไม่จำเป็นต้องถามว่า “เขา” คือใคร“ท่านแม่ทัพหรือเจ้าคะ?”“ข้าถามว่ามา
เช้าวันที่หกของการสลับตัว ฉานจวนตื่นขึ้นมาพร้อมความตั้งใจแน่วแน่ วันนี้นางจะไม่คิดถึงห่าวรัน ไม่คิดถึงศาลาริมสระ ไม่คิดถึงสายฝน และที่สำคัญที่สุด— ไม่คิดถึงจูบนั่นเด็ดขาด“คุณหนูเจ้าคะ”“อะไร?”“ท่านจับริมฝีปากตัวเองอีกแล้ว”มือของฉานจวนชะงักอยู่กลางอากาศ ก่อนรีบลดลงทันที“ข้าคัน”เสี่ยวอวี้พยักหน้า“คันมาตั้งแต่เมื่อคืนเลยหรือเจ้าคะ?”ฉานจวนหันขวับ“เจ้าอยากไปทำงานในครัวหรือไม่?”“ไม่อยากเจ้าค่ะ”“เช่นนั้นเงียบ”“เจ้าค่ะ”เสี่ยวอวี้ก้มหน้าจัดเสื้อผ้าต่อ แต่ไหล่กลับสั่นน้อย ๆ เพราะกำลังกลั้นหัวเราะ ฉานจวนมองผ่านกระจกทองเหลืองแล้วกัดฟัน นับวันสาวใช้ผู้นี้ยิ่งกล้าล้อเลียนนางมากขึ้นทุกที“วันนี้วันที่เท่าไรแล้ว?”“วันที่หกเจ้าค่ะ”มือที่กำลังหยิบปิ่นของฉานจวนหยุดลง วันที่หกหมายความว่าเหลืออีกเพียงวันเดียว พรุ่งนี้นางกับซูเจินจะพบกันตามที่นัดไว้และเมื่อครบเจ็ดวัน ทั้งสองจะกลับไปใช้ชีวิตของตนเอง ซูเจินกลับจวนเสนาบดี ส่วนนางกลับหอเยว่ฮวาทุกอย่างกลับไปเป็นเหมือนเดิม ควรจะดีสิ นางจะได้ไม่ต้องคอยระวังว่าห่าวรันจะจับพิรุธได้เมื่อใด ไม่ต้องคอยจำว่าซูเจินชอบอะไร ไม่ชอบอะไร และไม่ต้องต่อสู้กับฮูหย
หลังเหตุการณ์ในคืนนั้น ฉานจวนค้นพบเรื่องน่าหงุดหงิดอยู่เรื่องหนึ่ง ห่าวรันรักษาคำพูดดีเกินไปเขาบอกว่าจะรอให้นางมีสติครบถ้วนแล้วค่อยถามใหม่ว่า อยากให้เขาหยุดหรือไม่จากนั้นก็หายหน้าไปสองวันเต็ม ไม่มาที่จวน ไม่ฝากคำพูด แม้แต่เงายังไม่มีให้เห็น ตอนแรกฉานจวนคิดว่าดีเสียอีก บุรุษช่างจับผิดไม่อยู่ นางจะได้ใช้ชีวิตเป็นซูเจินอย่างสงบแต่พอเข้าสู่วันที่สอง นางกลับเริ่มหงุดหงิดโดยไม่มีสาเหตุ“คุณหนูเจ้าคะ”“อะไร?”“ท่านมองประตูอีกแล้ว”ฉานจวนหันกลับทันที“ข้ามองต้นไม้”เสี่ยวอวี้มองออกไปนอกหน้าต่าง“แต่ตรงนั้นไม่มีต้นไม้นะเจ้าคะ”“เช่นนั้นข้ามองกำแพง”“กำแพงน่าสนใจหรือเจ้าคะ?”ฉานจวนวางถ้วยชาลง“เสี่ยวอวี้”“เจ้าคะ?”“วันนี้เจ้าพูดมาก”สาวใช้รีบเม้มปากแต่แววตายังยิ้มอยู่ ฉานจวนหันกลับไปกินขนมต่อ นางไม่ได้รอห่าวรัน แน่นอนว่าไม่ได้รอ เพียงสงสัยว่าแม่ทัพใหญ่ผู้ชอบเข้าจวนผู้อื่นเป็นว่าเล่น เหตุใดจู่ ๆ ถึงรู้จักเกรงใจขึ้นมาเท่านั้น“ได้ยินว่าท่านแม่ทัพเข้าเฝ้าฝ่าบาทสองวันติดเจ้าค่ะ”เสี่ยวอวี้พูดลอย ๆ ฉานจวนชะงัก“ข้าถามหรือ?”“ไม่ได้ถามเจ้าค่ะ”“แล้วบอกทำไม?”“บ่าวพูดกับตัวเอง”“…”เสี่ยวอวี้รีบก้มหน
ซูเจินตัดสินใจแล้ว คืนนี้นางจะไม่พบซีซวน ไม่ว่าเขาจะจ่ายหนึ่งร้อยตำลึง สองร้อยตำลึง หรือมากกว่านั้นนางก็จะไม่ยอมเปิดประตูให้เด็ดขาด“บอกเขาว่าข้าไม่สบาย”สาวใช้มองหญิงสาวที่กำลังนั่งกินขนมอยู่หน้าโต๊ะ“แต่ท่านดูแข็งแรงมากนะเจ้าคะ”“เช่นนั้นบอกว่าข้าปวดหัว”“คุณชายซีอาจเรียกหมอมา”มือที่กำลังหยิบขนมหยุดลง“เขาจะเรียกหมอมาทำไม?”“ก็ท่านป่วยนี่เจ้าคะ”ซูเจินขมวดคิ้ว“เช่นนั้นบอกว่าข้าไม่อยากพบเขา”“อันนี้น่าเชื่อที่สุดเจ้าค่ะ”“…”ซูเจินวางขนมลง“เจ้าเป็นสาวใช้ของใครกันแน่?”สาวใช้หัวเราะ ก่อนรีบถอยออกไป แต่ไม่ถึงหนึ่งเค่อประตูก็เปิดอีกครั้ง“แม่นางฉานจวน”“เขากลับแล้วหรือ?”“ยังเจ้าค่ะ”“แล้ว?”สาวใช้ยื่นถุงเงินมาให้ ซูเจินมองมันอย่างระแวง“อะไร?”“อีกหนึ่งร้อยตำลึงเจ้าค่ะ”“เขาจ่ายเพิ่ม?”“คุณชายบอกว่า หนึ่งร้อยแรกเป็นค่าพบ อีกหนึ่งร้อยเป็นค่าที่ท่านไม่อยากพบ”ซูเจินนิ่งไปนาน“เขาบ้าหรือ?”“บ่าวไม่ทราบเจ้าค่ะ”“คืนไป”“แม่เล้าหลิวรับแล้ว”“…”“แล้วคุณชายยังฝากมาบอกอีกว่า หากท่านยังไม่ยอมพบ เขาจะนั่งรอด้านล่างจนหอปิด”ซูเจินหลับตา บุรุษผู้นี้… หน้าหนาเสียยิ่งกว่ากำแพงเมือง! สุดท้ายซูเจิ
ตั้งแต่เช้า ฉานจวนรู้สึกว่าคนทั้งจวนกำลังวุ่นวายผิดปกติ สาวใช้เดินเข้าออกเรือนใหญ่ไม่ขาดสาย โต๊ะเก้าอี้ถูกยกออกไปจัดใหม่ โคมผ้าไหมสีแดงถูกแขวนเรียงตามระเบียง กระทั่งสวนด้านหน้าก็มีคนมาตัดแต่งกิ่งไม้ตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดี นางนั่งกินขนมอยู่ใต้ชายคามองทุกอย่างด้วยความสงสัย“วันนี้มีงานอะไร?”เสี่ยวอวี้ที่กำลังรินชาให้ชะงัก“คุณหนูลืมหรือเจ้าคะ?”“ลืมอะไร?”“คืนนี้นายท่านจัดงานเลี้ยงต้อนรับท่านแม่ทัพห่าวเจ้าค่ะ มีขุนนางกับคุณชายคุณหนูจากหลายตระกูลมาด้วย”ขนมในมือฉานจวนหยุดอยู่กลางทาง“ห่าวรันมาอีกแล้ว?”“เจ้าค่ะ”“เขาไม่มีจวนของตัวเองหรือ?”เสี่ยวอวี้รีบมองซ้ายขวา“เบาเสียงหน่อยเจ้าค่ะ!”ฉานจวนกัดขนมต่ออย่างหงุดหงิด ตั้งแต่พบกันเมื่อวาน นางยังจำสายตาของเขาได้ดี สายตาที่มองเหมือนต้องการเจาะให้ทะลุถึงความลับข้างใน โดยเฉพาะประโยคสุดท้าย เจ้าไม่เคยเรียกข้าว่าท่านแม่ทัพ เพียงนึกก็ปวดหัวแล้ว“คืนนี้ข้าไม่ไปได้หรือไม่?”“ไม่ได้เจ้าค่ะ”“ป่วย?”“ไม่ได้”“ปวดหัว?”“ไม่ได้”“ตกน้ำ?”“คุณหนู!”ฉานจวนถอนหายใจ“ชีวิตซูเจินช่างลำบาก”เสี่ยวอวี้กำลังจะตอบ แต่สาวใช้จากเรือนใหญ่ก็เดินเข้ามาพอดี“คุณหนูรอ







