Masuk"อะแฮ่ม" เถ้าแก่กระแอมไอ ด้วยนิสัยเดิมขี้คุยโวโอ้อวด การที่คุยแบบนี้ก็แสดงให้เห็นว่าตนนั้นเป็นร้านผ้าขึ้นชื่อที่เหล่าสนมชื่นชอบผ้าร้านเขาขนาดไหน ทำให้หลงลืมไปแล้วว่าแม่นางตรงหน้ากำลังรีบร้อนอยู่ "ระหว่างทางคนของพระสนมที่นำทางให้ข้าก็ดันปวดท้องเข้าห้องน้ำ จึงให้ข้ายืนรอก่อน แต่ขันทีผู้ดูแลวังในที่ผ่านมาพอดีก็กลับเข้าใจผิด เขาเจอข้าเข้าและคิดว่าข้านำผ้าอีกส่วนมาส่งตามวันที่ได้นัดหมายกัน ข้าเองก็เข้าใจผิดไปในตอนแรก คิดว่าเขาจะนำทางข้าเอาผ้าไปเก็บในคลังของพระสนมพระนางนั้น แต่เขากลับพาไปที่คลังเก็บผ้าของของวังหลวงแทน สิ่งที่ข้าเจอในห้องเก็บผ้าของวังหลวงก็คือผ้าจากแคว้นจ้าว! ผู้ดูแลเห็นข้ามองอย่างสนใจก็ยิ้มเยาะข้า! เหอะ! ก็ข้าไม่เคยเห็นนี่... "
"..." เจียงเยี่ยนฟางจ้องมองนิ่ง เขาคิดจะออกนอกเรื่องอีกแล้ว?
เถ้าแก่ถูกสายตาด่าแทนการพูดส่งมาถึง ก็รีบกระแอมไอกลบเกลื่อน กลับเข้าเรื่องสำคัญต่อ "อะแฮ่ม ขันทีผู้ดูแลก็เลยบอกว่า แคว้นจ้าวเพิ่งนำมาส่งมอบเป็นของบรรณาการเมื่อหกวันก่อน แต่เหมือนฮ่องเต้ดูจะไม่ทรงชอบสีและลวดลาย จึงให้จัดไว้ในคลังผ้าสำหรับตัดเย็บให้คนในวังทั่วไป..." เถ้าแก่มองซ้ายมองขวาเหมือนระวัง ทั้งที่ในห้องมีกันแค่สองคน เขาขยับเข้าไปด้านหน้าอีกนิด เอาหลังมือป้องปากกระซิบเสียงเบากว่าเดิมว่า "คนเล่าลือกันว่าฮ่องเต้พระองค์นี้ทรงเอาแต่ใจ หากมีคนบอกว่าม้าของแคว้นซ่งองอาจและสง่างามกว่าของแคว้นตน พระองค์ก็จะรู้สึกด้อยกว่า ปีก่อนที่ได้ม้าจากแคว้นซ่งมาเป็นของบรรณาการ ไม่นานม้าก็ตายยกคอก ถูกไฟเผาทั้งเป็น
ดังนั้นพอแคว้นจ้าวที่มีดีด้านการทอผ้าได้ส่งผ้าชั้นดีที่ใช้ได้แค่ในราชวงศ์เท่านั้นมาให้ ฮ่องเต้ก็ไม่ใส่ใจ สั่งคนเก็บเข้าคลังไปทั้งหมด คงเพราะก่อนหน้านี้ทรงได้ยินข่าวเรื่องผ้าของแคว้นจ้าวเป็นที่เรื่องลือมาไม่ผิดแน่ ถึงได้ทิ้งได้แม้กระทั่งผ้าที่งดงามขนาดนั้น แถมผ้าที่ถูกส่งมาขันทีผู้นั้นยังบอกอีกว่าเป็นผ้าที่ถูกทอเป็นสีพิเศษเพื่อส่งมาให้ฮ่องเต้โดยเฉพาะด้วย เฮ่อ... ผ้าชั้นดีกลับถูกทิ้งไว้ในคลังให้เน่าเปื่อย น่าเสียดาย ช่างน่าเสียดาย..."
เถ้าแก่รำพึงรำพันเสร็จก็เพิ่งจะนึกได้ว่าผ้าที่ตนเพิ่งบอกว่าเป็นของหายาก ดันตกมาอยู่ในมือของสตรีที่แต่งตัวธรรมดา มิหนำซ้ำยังปิดหน้าปิดตา แถมผ้าก็คล้ายถูกเฉือนด้วยของมีคมขาดออกมาอย่างไร้แบบแผน นอกเหนือจากนั้นผ้าชิ้นนี้ก็ยังถูกย้อมเป็นสีอื่นไปแล้วด้วยรอบหนึ่ง
เถ้าแก่ที่คราแรกถูกกลิ่นหอมของเงินทำให้เลอะเลือนไปก็เพิ่งจะได้สติขึ้นมา ณ ตอนนี้นี่เอง จึงรีบร้อนจะส่งแม่นางตรงหน้าให้จากไป "แม่นางได้ไขข้อสงสัยแล้วก็รีบไปเถิด เมื่อครู่ท่านดูเหมือนมีเรื่องต้องไปทำนี่ เชิญ เชิญ ๆ"
เจียงเยี่ยนฟางพอถูกเชิญออกมาแล้วก็ไปนั่งพักที่ร้านน้ำชากลางเมือง ซึ่งเป็นร้านเดิมกับที่นางเคยมานั่งหลังจากรอนแรมมาไกลเพื่อมาเข้าพิธีมงคลกับเจ้าบ่าวที่ตนไม่เคยเห็นหน้า ซึ่งนางได้แวะพักที่นี่ก่อนจะเดินทางกลับจวนตระกูลเจียงเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา
ร้านน้ำชาแห่งนี้เป็นร้านแบบปิด แม้ว่าจะเป็นในยามเช้า ด้านในก็ยังต้องจุดโคมส่องสว่างไว้ตลอดเวลา บรรยากาศคล้ายหอนางโรม คล้ายเหล่าสุรา ทว่ากลับขายเพียงแค่ชาและเป็นสถานที่ไว้ตั้งงานศิลปะแสดงให้ดูเท่านั้น แต่ค่าน้ำชาที่นี่นั้นก็ไม่ใช่ราคาที่คนทั่วไปจับต้องได้เช่นเดียวกันกับความโอ่อ่าของมัน
ครั้งนี้นางเลือกที่นั่งชั้นบนแทน เพราะคิดว่าด้านล่างคงมีเพียงชาวบ้านทั่วไปที่พอจะมีเงินทองเท่านั้น ข่าวคราวก็คงไม่ต่างจากเดิมมากนัก และก็เหมือนว่านางจะมีโชคด้านการสืบข่าวไม่น้อย ยังคิดอยู่ว่าหากเรื่องที่ค้างคาในใจสำเร็จลุล่วงไปแล้ว หากนางผันตัวไปทำหน้าที่เป็นหน่วยข่าวกรองก็คงจะเหมาะ!
เพราะเวลานี้ก็มีคนกลุ่มหนึ่งกำลังพูดถึงเรื่องที่นางต้องการจะฟังพอดี
"ขุนนางเจียงส่งบุตรสาวที่ไม่เคยมีใครรู้จักมาก่อนไปเป็นพระชายาในจวนชินอ๋อง บิดาข้าบอกว่ายามนั้นฮ่องเต้กลับไม่ได้ตรัสสิ่งใดสักคำ" บุรุษข้างห้องเอ่ยถึงเรื่องที่ได้ยินจากบิดาให้คนในกลุ่มฟัง
เจียงเยี่ยนฟางได้ทีจึงขยับเก้าอี้ไปนั่งติดผนังฝั่งที่ติดกับเสียงคนพวกนั้น นางลงทุนจ่ายเงินหลายตำลึงเพื่อการนี้ ต้องใช้ห้องนี้ให้คุ้มค่าถึงจะถูก และเพราะยกโต๊ะกลมตัวใหญ่กลางห้องมาด้วยไม่ได้ นางจึงใช้เก้าอี้อีกตัวมาวางกาน้ำชาและจอกชาของตนเองแทน ก็แก้ขัดไปได้เหมือนกัน
ซ้ำยังมั่นใจไปแล้วเก้าในสิบส่วนว่า ข้างห้องคงมีบิดาเป็นขุนนางที่มีอำนาจใหญ่โตเป็นแน่ ไม่เช่นนั้นคงไม่เอาเรื่องของราชวงศ์มาพูดถึงอย่างเสียงดังไม่กลัวหัวหลุดออกจากบ่าขนาดนี้
"ตอนแรกยังคิดว่าฮ่องเต้จะมีสิ่งใดต้องการ ที่แท้ก็แค่อยากทำให้จวนอ๋องวุ่นวายไปช่วงหนึ่งก็เท่านั้น ขุนนางเจียงก็วิ่งวุ่นไปด้วย เพราะจู่ ๆ ก็ถูกฮ่องเต้หาเรื่องมาให้จัดการ"
"คุณหนูใหญ่เจียงที่โผล่มากะทันหัน ก็ไม่รู้ว่าถูกเลี้ยงดูอบรมมาอย่างไร แต่จากที่ชินอ๋องประกาศลั่นวาจาไปนานแล้วว่าจะไม่ตบแต่งผู้ใดอีก ดูท่าแล้วคุณหนูใหญ่เจียงผู้นี้คงลำบากไม่น้อย"
"หึ เช่นนั้นมิสู้เรามาพนันกันหน่อยเป็นอย่างไร ว่าคุณหนูใหญ่เจียงจะถูกชินอ๋องโยนออกมาจากจวนเมื่อไร"
ไม่มีใครไม่รู้ถึงอำนาจในกาลก่อนของชินอ๋อง ก่อนที่พระองค์จะถอนตัวออกมาจากวังหลวง ต่างเข้มงวดและเป็นที่เคารพยำเกรง อำนาจทางการทหารล้นมือ และแม้ยามนี้ถึงเจ้าตัวจะพิการ ไม่มีเค้าโครงเทพสงครามดั่งวันวาน ดูคล้ายบัณทิตคงแก่เรียนมากกว่า แต่ความเด็ดขาดก็ยังคงอยู่ ด้วยเพราะก่อนหน้านี้เอง ฮ่องเต้ก็เคยพระราชทานมงคลสมรสไปให้อยู่สามสี่ครั้ง แต่ก็ถูกชินอ๋องต่อต้านเรื่อยมา ดังนั้นไม่แปลกที่ชินอ๋องจะทำเรื่องอย่างเช่นการไล่พระชายาพระราชทานออกมาโดยไม่สนใจว่าฮ่องเต้จะทรงพิโรธหรือไม่
แม้นช่วงสองสามปีก่อนยังจะยังมีข่าวลือออกมาตลอดว่าชินอ๋องผู้นี้แต่งงานทีไร เจ้าสาวมีอันเป็นไปทุกที จากเทพสงครามกลับกลายเป็นเทพมารแห่งความตาย เป็นผีสามีกลืนกินเจ้าสาว แต่พอตบแต่งกู่เยว่ชิงที่ตนหมายปองแล้ว หลังจากนั้นข่าวลือก็จางหายไป พาให้ผู้คนที่มีเรื่องราวมากมายผ่านเข้ามาในชีวิตแต่ละวันต่างก็หลงลืมเรื่องราวเหล่านี้ไปแล้ว
อีกทั้งครานี้คุณหนูใหญ่เจียงก็ยังปกติสุขดี สามารถแต่งชุดแดงก้าวข้ามผ่านธรณีประตูของจวนชินอ๋องได้สำเร็จ ดังนั้นพวกเขาเลยไม่กล่าวถึงชื่อเรียกอีกฝ่ายที่ว่าเทพมารแห่งความตายอีกเลย
แต่เรื่องตระบัดสัตย์รักมั่นสตรีนางเดียวกลับยังคงจดจำได้ไม่ลืม หรือไม่ก็คงไม่รู้ตัวว่ามีคนคอยปล่อยข่าวเรื่องนี้อยู่เป็นประจำ จนมันฝังเข้าไปในหัวของพวกเขา เวลานี้จึงนึกสนุก หวังเอาเรื่องเดือดร้อนของผู้อื่นมาเดิมพัน
"ข้าเอาด้วย!" คนแรกที่เห็นด้วยก็เริ่มวางเดิมพันแล้ว ถุงเงินหนัก ๆ ถูกปาลงบนโต๊ะอย่างแรง
ปัง!
ทว่าจังหวะเดียวกันนั้น เสียงตบโต๊ะก็ดังขึ้นตามมาติด ๆ กัน
บทส่งท้ายในอ่างน้ำสววรค์เบื้องหน้า สะท้อนภาพของคนสองคนที่เดินเคียงคู่กัน ความรู้สึกที่ไม่ควรเกิดขึ้นก็หวนกลับมาอีกครั้ง"ท่านเทพจันทรา[1] ยังตัดใจไม่ได้อีกหรือ รึเป็นเพราะเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่ ความรู้สึกจึงยังคงอยู่" ซื่อหมิงซิงจวิน[2]ยืนซ้อนอยู่ที่ด้านหลังของเทพแห่งจันทรา เมื่อเขารู้ว่าอีกฝ่ายได้ผ่านเคราะห์รักมาแล้ว และกลับมาจุติบนสวรรค์อีกครั้ง เขาก็รีบมาหา หวังมาเยี่ยมสหายเก่าเสียหน่อย แต่ไม่คิดว่าภาพที่ตนเห็นจะเป็นแผ่นหลังของสหายที่ดูอาลัยอาวรณ์ภาพในแอ่งน้ำสะท้อนชีวิตของมนุษย์ไม่น้อย เดาว่าการผ่านเคราะห์ครั้งนี้ของเจ้าตัวคงสาหัสเอาการโลกสวรรค์และโลกมนุษย์เวลาไม่เหมือนกัน เทพจันทราเพิ่งตายไปในร่างมนุษย์เมื่อครู่ แต่พอจุติบนสวรรค์อีกครา ที่โลกมนุษย์ก็ผ่านไปหลายเดือนแล้วเทพแห่งจันทราที่ถูกทักก็วาดมือผ่านอ่างน้ำสวรรค์ ปิดภาพของเจ้านายเก่าของตนทิ้งไป เตรียมจะเดินหนีสหายเก่า ทั้งที่ไม่เจอกันเพียงไม่กี่วันบนสวรรค์ แต่เพราะในโลกมนุษย์ยาวนานถึงยี่สิบกว่าปี เขาจึงยังรู้สึกไม่สนิทกับสหายเท่าเมื่อก่อน คิดว่าคงต้องใช้เวลาอีกสักพักตอนแรกเขายอมรับว่าตนยังห่วงหาสตรีผู้นั้นอยู่ อยากรู้ว่าหลั
ตอนพิเศษ 9รัชศกต้าเหนิง ปีที่ เก้า ราชวงศ์เซียวย่างเข้าวสันตฤดูแล้ว ในจวนที่ปลูกดอกไม้หลากหลายชนิด รวมถึงสมุนไพรมากมาย แทนที่จะมีกลิ่นหอมพาให้ผู้คนหลงใหลกลับมีกลิ่นเหม็นไหม้คละคลุ้งไปทั่วจวน"นายหญิง" เติ้งอู๋เห็นนายหญิงท่าทางรีบร้อนเดินตรงไปหากลิ่นเหม็นไหม้ก็รีบดักทางไว้ นายหญิงของเขากำลังตั้งท้องเจ้านายตัวน้อยคนที่สามอยู่ ไม่ควรเข้าใกล้กลิ่นควันมากเกินไป หลังจากนี้คงต้องอาจหาญตักเตือนคนก่อควันสักหน่อย"เกิดอะไรขึ้น ข้าได้กลิ่นไหม้" เสวี่ยหว่านชะเง้อหัวมองผ่านแขนเติ้งอู๋ไป พบว่าครัวด้านหลังจวนกำลังมีควันมากมายพวยพุ่งออกมา มิหนำซ้ำภายในควันนั้นก็มีร่างเล็กของเด็กชายวิ่งหนีตายออกมาด้วย"ท่านแม่" เด็กชายวัยหกขวบยกมือปิดปากแน่น ครั้นได้เจอผู้เป็นมารดาก็รีบวิ่งเข้ามาหาหน้าตื่น"เสี่ยวหลิวเจ้าทำอะไรอยู่ในครัว? น้องรองของเจ้าอยู่ที่ใดเล่า!?" เสวี่ยหว่านรีบจับบุตรชายที่วิ่งมากอดตนไว้แน่นออกมาตรวจดูตามตัว ครั้นพบว่าไม่เจอบาดแผลก็เบาใจไป แต่ปกติเด็กคนนี้จะตัวติดกับน้องชายวัยสี่ขวบของตนเองเสมอ เวลานี้เอาน้องไปทิ้งไว้ที่ใดแล้ว!"แค่ก ๆ ข้าเปล่า ข้าไม่ได้ทำอันใดนะท่านแม่ ส่วนน้องรองแม่นมฉ
ตอนพิเศษ 8รัชศกต้าเหนิง[1] ปีที่ 3 ราชวงศ์เซียวในเมืองลั่ว จู่ ๆ ก็มีการปรากฏตัวของตระกูลเศรษฐีไร้ชื่อผู้หนึ่งขึ้นมา ไม่มีใครเคยเห็นคนด้านในจวนแห่งนี้เข้าออก หรือควรบอกว่า เป็นเพราะจวนตั้งอยู่ห่างไกลบ้านคนกันแน่ ทำให้ชาวบ้านแทบจะไม่เคยมีใครได้เห็นเจ้าของจวนแห่งนี้เลยแม้นก่อนหน้านี้จะมีคนงานในเมืองถูกเกณฑ์ไปสร้างเรือนอยู่นานร่วมหกเดือน แต่พวกเขากลับไม่เคยรู้ว่าผู้ว่าจ้างเป็นใคร มีเพียงเงินค่าจ้างที่ถูกนำมาวางไว้ให้ในแต่ละรอบเท่านั้นบรรดาคนงานก็บอกเพียงแค่ว่า พื้นที่โดยรอบที่ถูกปลูกต้นไม้ปิดบังเรือนไว้ ต่างก็ถูกเจ้าของจวนแห่งนี้กว้านซื้อไปจนหมดแล้วก็เท่านั้น นั่นทำให้ไม่ว่าผู้คนจะอยากรู้มากเพียงใด ก็เข้าไปใกล้ได้แค่ครึ่งทางของต้นไม้ด้านหน้า...กระทั่งล่วงเลยไปอีกหลายสิบปีก็ไม่มีใครเคยได้รู้ว่าเจ้าของจวนแห่งนั้นคือผู้ใดและตกดึกคืนนี้ ในเมืองลั่วก็มีการจัดงานเทศกาลลอยโคมขึ้นมาเซียวลี่หยางจึงชวนเสวี่ยหว่านออกมาเดินเล่นในงานเทศกาลด้วยกันภายในงานเริ่มแรกจะมีแห่ขบวนโคมไฟที่ทำเป็นรูปมังกรและสิงโต เซียวลี่หยางที่รู้ว่ามีขั้นตอนอะไรบ้าง จึงพาเสวี่ยหว่านขึ้นมานั่งรอชมขบวนแห่อยู่บนชั้
ตอนพิเศษ 7วสันตฤดูปีต่อมา ด้วยเพราะเติ้งอู๋ทำทางขึ้นภูเขาให้ใหม่แล้ว เวลานี้เขาก็ลงไปนำม้าของตนและของเจ้านายกลับขึ้นมาอยู่บนภูเขาด้วยกันเสวี่ยหว่านที่หูดีกว่าเซียวลี่หยางก็ได้ยินเสียงเท้าของม้ามาตั้งแต่ไกล ๆ แล้ว จึงวิ่งออกไปรอที่หน้ารั้ว เมื่อเช้านางแอบเตรียมขนมไว้กินเล่นในตอนที่เซียวลี่หยางไปซักผ้าที่ลำธาร เพราะคิดว่าวันนี้จะชวนเซียวลี่หยางไปหานั่งกินขนมที่อีกฟากของภูเขาด้วยกันมือเรียวหยิบนกหวีดที่พกไว้ออกมาเป่า เรียกม้าประจำตัวของเซียวลี่หยางให้รีบวิ่งมาหาอาชาสีขาวเมื่อสะบัดหลุดจากมือของเติ้งอู๋ได้ ก็รีบห้อตะบึงมาทางนางเช่นเดียวกัน มันจำได้ว่าสตรีผู้นี้ชอบเอาผลไม้มาให้มันกินบ่อย ๆ ตอนที่มันถูกเจ้านายฝากไว้ที่คอกม้าในหมู่บ้านข้างล่าง ตอนนี้ก็นับว่าสตรีคนนี้เป็นเจ้านายอีกคนไปแล้ว"หว่านหว่านระวัง!" เซียวลี่หยางได้ยินเสียงนกหวีดก็ทิ้งฉูโถว[1]ที่อยู่ในมือ แล้วรีบวิ่งมาหาภรรยาที่หน้ารั้วไม้ ตอนนั้นก็เห็นว่าม้าของตัวเองพุ่งทะยานเข้ามา ทว่าเขาช้าไปหนึ่งก้าว ม้าของเขากำลังจะเหยียบภรรยาเข้าให้แล้ว ด้วยคิดว่าม้าของตนกำลังจะทำร้ายภรรยา หัวใจก็ดิ่งวูบราวกับไม่เคยเต้นมาก่อนแต่
ตอนพิเศษ 6เติ้งอู๋จากไปคราวนี้ หวนกลับมาอีกคราก็เป็นตอนที่ต้นอ่อนของต้นมะเขือเทศที่เซียวลี่หยางปลูกไว้เริ่มโตจนใกล้ออกดอกได้แล้วอีกฝ่ายกลับมาถึงพร้อมกับหิมะที่ปกคลุมอยู่ทั่วศีรษะและหัวไหล่ของเขา ดูท่าแล้วอากาศข้างนอกภูเขาคงจะเข้าสู่เหมันต์ฤดูเต็มตัวแล้วแต่ตอนที่มาถึง ในตัวของเขาก็ดูเหมือนไม่ได้จะพกงูชนิดที่ตามหามาด้วยเลยเสวี่ยหว่านรีบเดินไปต้มชาร้อน ๆ มาให้เขาดื่มก่อนเป็นอย่างแรก ยามนี้ด้านในกระท่อมฝั่งที่เคยเป็นครัวและพังไปในครั้งแรกก็ถูกซ่อมแซมใหม่แล้ว แต่เสวี่ยหว่านไม่ได้ย้ายครัวกลับเข้ามา เพียงทำเป็นที่ชงชาและไว้เก็บขนมเท่านั้น เผื่อตอนดึกเวลาหิวจะได้ไม่ต้องเดินออกจากตัวเรือนไปต้มน้ำร้อนแถมไม่นานมานี้ ก็ยังได้จ้างช่างมาทำชุดโต๊ะนั่งเล่นสำหรับใช้นั่งดื่มน้ำชาไว้ในส่วนของตรงนี้เพิ่มด้วย และไม่ลืมที่จะเพิ่มเก้าอี้เป็นสามที่นั่ง เวลานี้จึงมีที่นั่งเพียงพอสำหรับสามคนพอดีเสวี่ยหว่านเพิ่งจะเทน้ำร้อนใส่ใบชา เซียวลี่หยางก็มาขอรับช่วงต่อแทน นางจึงเดินกลับไปนั่งรอที่โต๊ะซึ่งอยู่ห่างกันไม่เกินสามก้าวจากที่ชงชา"เจ้าไม่ได้นำงูมาด้วย" เสวี่ยหว่านยังคงไม่อ้อมค้อมเช่นเคย"ขอร
ตอนพิเศษ 5เติ้งอู๋จากไปเมื่อคืน แต่เมื่อดวงอาทิตย์สาดส่องที่ผืนดินอีกครั้ง เขาก็วนกลับมาอีกรอบ เมื่อวานเขาถูกเจ้านายสั่งให้ไปจับงูพิษและหาข้อมูลมาให้นายหญิงโดยไม่ต้องบอกเจ้าตัว แต่เขาก็เพิ่งจะนึกได้ว่าอีกฝ่ายวานให้เขานำของไปมอบให้ตระกูลหงด้วยหากจะลงเขาไป ในตอนนั้นเขาปิดบังท่านอ๋อง ช่วยนายหญิงทำเรื่องมากมายโดยไม่รายงานผู้เป็นนาย ครั้งนี้จึงต้องการไถ่โทษ จะบอกว่าเขาเป็นคนทรยศก็ได้ เพราะเขาก็รู้สึกเช่นนั้นเหมือนกัน "ข้านึกว่าเจ้าจะจากไปโดยไม่บอกข้าเสียอีก" เสวี่ยหว่านที่กำลังยืนรดน้ำใส่แปลงผักที่สามีเพิ่งปลูกไปเมื่อวาน ก็เอ่ยทักโดยไม่หันไปมอง "ข้ากลับมาเอาของที่ท่านบอกจะมอบให้ตระกูลหง"เสวี่ยหว่านหยิบไม้แกะสลักที่มีชื่อตัวเองมอบให้เติ้งอู๋ไป ก่อนจะมอบขวดยาขวดหนึ่งให้เขาด้วย "ขวดยาเป็นของเจ้า" เห็นเขารับไปแล้วมองนางด้วยความสงสัยนางก็เอ่ยว่า "ข้าคิดว่าจะไว้ใจเจ้าได้เสียอีก"เติ้งอู๋รีบคุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้น มือทุบอกก้มหน้าลงต่ำ เขาถูกจับได้เสียแล้ว! ไหนนายท่านบอกจะปิดบังเรื่องที่เขาเล่าให้ฟังไว้เล่า ไม่ว่าจะนายหญิง ไม่ว่าจะนายท่าน หรือกระทั่งตัวเขา ต่างก็ไม่ใช่ทั้งนักรบแล







