LOGINดังเสียจนเจียงเยี่ยนฟางยังตกใจไปด้วย นางกำลังสนุกอยู่เลย อยากรู้ว่าใครจะวางเงินเดิมพันมากที่สุด และพวกเขาจะคาดเดาว่านางจะอยู่ได้นานเท่าไรกันบ้าง ส่วนเวลาในใจของนางนั้น ย่อมไม่เกินสองเดือนอย่างแน่นอน!
"หลีหมิ่น เจ้าเป็นอะไรของเจ้ากัน!" ห้องด้านข้างเริ่มโวยวายขึ้นมาอีกครั้ง ตามมาด้วยเสียงลากเก้าอี้เหมือนคนกำลังจะลุกขึ้น
"นี่! หลีหมิ่น!"
เจียงเยี่ยนฟางที่นั่งสงบนิ่งมาตั้งนานถึงกลับชะงักค้าง มือที่ถือจอกชาจะยกดื่มพลันรีบวางลงที่เดิม ก่อนหยิบจดหมายในสาบเสื้อออกมาดู หน้าซองจดหมายเขียนไว้ว่า 'พี่หลีหมิ่น' นิ้วเรียวจิกซองจดหมายแน่น ตัดสินใจลุกขึ้นทันที
ค่าห้องในครั้งนี้ ไม่คุ้มค่าเท่าไรแล้ว!
เมื่อเดินพ้นประตูห้องออกมานางยังคงได้ยินเสียงบ่นของคนในห้องตามมาไม่หยุด ส่วนด้านหน้าของนางเวลานี้ก็คือบุรุษร่างสูงในชุดสีน้ำเงินเข้มที่สะท้อนแสงไฟในหอน้ำชาจนมันเลื่อม ยิ่งยามที่อีกฝ่ายเร่งรีบเดินด้วยความเร็วเพราะไม่พอใจจะรีบจากไป ก็ทำให้เนื้อผ้าขยับไปมาอย่างพลิ้วไหว พาให้คนดูสูงส่ง เพียงแค่แผ่นหลังก็พานให้ผู้คนหลงใหลได้แล้ว
เวลาเดียวกันนั้น เจียงเยี่ยนฟางที่เคยนึกภูมิใจว่าตนเองขายาว เดินไวกว่าสตรีนางอื่น ก็รู้สึกถึงความพ่ายแพ้ขึ้นมา เพราะต่อให้นางจะสับเท้าอย่างเร่งรีบเพียงไร ก็แทบจะเดินตามบุรุษตัวโตที่ดูราวกับลอยหนีไปได้ไม่ทันเสียที และยิ่งพยายามตามให้ทันเท่าไร ก็ทำเอานางเกือบจะขาพันกันล้มหน้าคะมำอยู่รอมร่อ แต่จะให้นางวิ่งตามก็กลัวจะเป็นจุดเด่นจนเกินไป สุดท้ายพอพ้นนอกร้านมาแล้ว และพบว่าเส้นทางของประตูด้านหลังที่บุรุษตัวโตเดินออกมานั้นร้างไร้ผู้คน เจียงเยี่ยนฟางถึงได้ตัดสินใจออกเท้าวิ่งตามให้ทัน
"พี่หลีหมิ่น" พลางตะโกนเรียกอีกฝ่ายออกไป
"..." กั่วหลีหมิ่นชะงักเท้าลงในทันที หันกลับไปมองตามเสียงเรียก ใบหน้าที่ขมวดมุ่นด้วยความโมโหพลันคลายออกทีละน้อย
เมื่อได้เห็นหน้าอีกฝ่ายอย่างชัดเจน เจียงเยี่ยนฟางก็พึมพำกับตนเองว่า "เจียงเยี่ยนฟางหนอเจียงเยี่ยนฟาง บุรุษข้างกายเจ้าแต่ละคนหน้าตามิสามัญจริง ๆ" ฝ่ายตรงข้ามเองก็กำลังมองนางตั้งแต่หัวจรดเท้า ใบหน้าที่ตรึงเครียดกลับแปรเปลี่ยนเป็นสงสัยแทน "พี่หลีหมิ่น?" นางเองก็ไม่มั่นใจ จึงเอ่ยเรียกเขาอีกรอบ แน่นอนว่าคนในห้องข้าง ๆ ก็เรียกอีกฝ่ายเช่นนั้น แต่ที่นางไม่มั่นใจก็คือ เขาใช่คนเดียวกันกับที่นางต้องการตามหาหรือไม่
เจียงเยี่ยนฟางจึงหยิบซองจดหมายคนละฉบับกับก่อนหน้านี้ออกมา ซองจดหมายฉบับนี้เก่าจนเป็นสีเหลือง หน้าซองคือชื่อของ 'เยี่ยนฟางตัวน้อย' เป็นตัวบรรจงอย่างสวยงาม บ่งบอกว่าผู้เขียนฝึกฝนและร่ำเรียนมามากเพียงใด มีฐานะสูงส่งขนาดไหน
นางขยับเท้าเดินไปอีกสามก้าว ก่อนจะยื่นจดหมายให้เขาดู ครั้นเมื่อบุรุษผู้นั้นกวาดตาลงมองจดหมายในมือ ดวงตาที่สงสัยก็เริ่มเปลี่ยนเป็นเบิกโตด้วยความตกใจแทน
"เยี่ยนฟางตัวน้อย?"
"เป็นข้า" เจียงเยี่ยนฟางพยายามยกยิ้มจนมุมปากกระตุก จู่ ๆ ก็รู้สึกผิดขึ้นมา ในดวงตาที่ยังคงกระจ่างจึงดูไร้แววไปชั่วครู่
"เจ้า เจ้ามาช้าเหลือเกิน" กั่วหลีหมิ่นสาวเท้าเข้าไปหานาง เพียงก้าวทีเดียวก็ถึงตัวสตรีตรงหน้า หมายมั่นจะเข้าไปกอด ทว่ากลับถูกอีกฝ่ายถอยหลบ "จริงด้วย... เจ้าไม่ใช่เด็กแล้ว" พลันนั้นสีหน้าก็เศร้าหมองลง
"..." เจียงเยี่ยนฟางก้มหน้าลงต่ำ ส่ายหน้าไปมาแผ่วเบา ท่าทางเศร้าสร้อยไม่ต่างกัน "ท่านเข้าใจผิดแล้ว ข้าเป็นสตรีที่แต่งงานแล้วต่างหาก" น้ำเสียงเองก็แฝงไปด้วยความเสียใจระคนเสียดาย
"เยี่ยนฟางตัวน้อย ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ได้เต็มใจแต่งเข้าจวนชินอ๋อง" กั่วหลีหมิ่นจ้องมองมืองดงามของนาง ใจอยากจับขึ้นมากุมไว้ แต่ก็ทำได้เพียงจ้องมองอย่างเดียว
"แต่เป็นข้าที่ผิดสัญญา" เจียงเยี่ยนฟางหยิบจดหมายฉบับก่อนหน้านี้ที่หน้าซองเขียนชื่อของอีกฝ่ายออกมา แล้วยื่นให้เขาไป
กั่วหลีหมิ่นรับมาถือไว้ก็รู้สึกว่ามันไม่เหมือนที่เคยได้รับมาตลอดหลายปี พอก้มมองดูซองจดหมายยับยู่ยี่ในมือที่คล้ายมีอะไรใส่มาด้านในด้วย เขารีบเปิดมันออกดูก็พบว่าคือจี้หยกที่เขาเคยมอบให้อีกฝ่ายใช้เป็นสัญญาระหว่างกัน แต่มันกลับแตกไม่เหลือชิ้นดี "เจ้าหมายความว่าอย่างไร?"
"ข้าไม่ได้ตั้งใจจะทำแตก แต่ระหว่างทางเกิดเรื่องขึ้นมากมาย..."
"ข้าไม่ได้หมายถึงเรื่องนั้น เหตุใดถึงส่งคืนให้ข้า" กั่วหลีหมิ่นขยับเข้าไปใกล้อีกนิด แต่สตรีที่เขาโต้ตอบจดหมายหากันมานานหลายปีกลับถอยหนีเขาราวกับเจอแมลงที่หวาดกลัว ทำเอาความรู้สึกไม่ดีผสมผสานเข้ามาในจิตใจ
"พี่หลีหมิ่น อดีตก็คืออดีต เวลานี้ข้าแต่งเข้าจวนชินอ๋องแล้ว เรื่องราวที่ผ่านมา ท่านลืมมันไปเสียเถิด"
"แต่เยี่ยนฟางตัวน้อย..."
"เรียกข้าว่าเยี่ยนฟางเฉย ๆ จะเป็นสิ่งที่ข้านึกขอบคุณท่านอย่างมาก"
"เยี่ยนฟาง เจ้าก็รู้ว่าชินอ๋องไม่นานก็จะหย่ากับเจ้า รอหลังจากนั้นข้าก็จะไป..."
"แล้วอย่างไร! ถึงเวลานั้นแล้วอย่างไร สตรีที่หย่าร้างสุดท้ายก็ไม่มีใครต้องการ ท่านยอมรับได้ แล้วบิดาของท่านจะยินยอมหรือ ยิ่งตัวข้าเป็นสตรีที่ถูกตบแต่งให้คนในราชวงศ์ยิ่งแล้วใหญ่ ตระกูล กั่วจะแบกรับความกดดันไหวได้อย่างไร" แถมบางทีหากเกิดเรื่องเช่นนี้จริง นางอาจถูกสั่งเก็บเพราะไร้ประโยชน์แล้วก็เป็นได้ ดูอย่างที่คนพิการผู้นั้นจงเกลียดจงชังนางตั้งแต่ยังไม่รู้จักกันเถิด ถึงเวลาที่นางหลุดพ้นจากใต้ปีกเขาเมื่อไร ตัวนางจะเป็นอย่างไรก็ไม่อาจคาดเดาได้
"เยี่ยนฟางอย่าพูดเช่นนั้น ข้าไงที่ต้องการเจ้า ข้าจะคุยกับท่านพ่อให้ดี ขอเพียงเจ้ารอข้าก่อน ข้าจะรีบจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย จะไปรับเจ้ากลับมา!" กั่วหลีหมิ่นพูดรวดเร็วยิ่งนัก ราวกับคิดประโยคนี้มาแล้วหลายตลบ จนในวันนี้ก็ได้บอกมันออกมาต่อหน้าสตรีที่ตนคนึงหามาหลายปี
"พี่หลีหมิ่น... เราเลิกพบกันเถิด ทำเช่นนี้มีแต่ท่านที่ลำบาก ต่อแต่นี้ไป ข้าจะเดินด้วยขาของตนเอง" เจียงเยี่ยนฟางถอยหลังอีกสองก้าว ยืนขาชิดกัน ผสานมือก้มตัวโน้มลงไปด้านหน้าครึ่งตัว เป็นการจากลาที่นับว่าตัดขาดอย่างแท้จริง
เมื่อนางยืดตัวขึ้นเต็มความสูง ก็ได้สบตาเข้ากับดวงตาคู่สวยที่ดูเจ็บปวดจนยากจะบรรยายออกมาของอีกฝ่าย หากแต่ก็หาได้อยู่ในสิ่งที่นางต้องสนใจไม่ เจียงเยี่ยนฟางร่ำลาเป็นครั้งสุดท้ายเสร็จแล้วก็หมุนตัวจากไป
สิ่งที่ควรทำก็ทำแล้ว ไม่ติดค้างกันอีก
"เยี่ยนฟาง! เยี่ยนฟาง!"
นางยังคงได้ยินเสียงตะโกนเรียกตามหลังมาอีกหลายครา แต่ใบหน้าของนางที่ฉายชัดถึงความกังวลในเมื่อครู่ได้จางหายไปแล้ว แววตากลับมาเฉยชาดั่งเดิม
'เจียงเยี่ยนฟางรอมาเนิ่นนานแล้ว เป็นเจ้าที่ช้าจนเกินไป เวลานี้ยังมาร่ำร้องต้องการสิ่งใดอีก'
เส้นทางด้านหน้าช่างว่างเปล่า พานให้นึกเวทนาโชคชะตาของผู้คน ไม่มีใครสมดั่งที่ปรารถนาไปเสียหมด ไม่เว้นแม้แต่ชินอ๋องเทพสงครามผู้เกรียงไกร เคยทรงม้าออกรบอย่างองอาจ เวลานี้กลับทำได้เพียงนั่งอยู่บนรถเข็น เป็นตัวตลกให้ผู้คนเอ่ยถึง ช่างน่าขันนัก ผู้คนบ้างเกรงกลัวเขา บ้างเอาเขามาพูดสนุกปาก คนผู้หนึ่งทำเพื่อใครมากมายแล้วอย่างไร สุดท้ายไม่นานก็กลายเป็นเพียงเรื่องเล่าขานที่นานนับวันไป ผู้คนก็จะหลงลืมอยู่ดี
ตะวันใกล้ตกดินแล้ว นภาเริ่มอาบสีส้มเจือจาง ไล่สีฟ้าครามให้เลือนรางไปทีละส่วน
เจียงเยี่ยนฟางที่เดินเล่นไปทั่วตลาดหลังจากออกมาจากร้านน้ำชาได้สักพักแล้ว ก็คิดที่จะกลับจวนพอดี แต่ระหว่างทางก็พบว่ามีคนมาดักรอนางอยู่ก่อนแล้ว
บทส่งท้ายในอ่างน้ำสววรค์เบื้องหน้า สะท้อนภาพของคนสองคนที่เดินเคียงคู่กัน ความรู้สึกที่ไม่ควรเกิดขึ้นก็หวนกลับมาอีกครั้ง"ท่านเทพจันทรา[1] ยังตัดใจไม่ได้อีกหรือ รึเป็นเพราะเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่ ความรู้สึกจึงยังคงอยู่" ซื่อหมิงซิงจวิน[2]ยืนซ้อนอยู่ที่ด้านหลังของเทพแห่งจันทรา เมื่อเขารู้ว่าอีกฝ่ายได้ผ่านเคราะห์รักมาแล้ว และกลับมาจุติบนสวรรค์อีกครั้ง เขาก็รีบมาหา หวังมาเยี่ยมสหายเก่าเสียหน่อย แต่ไม่คิดว่าภาพที่ตนเห็นจะเป็นแผ่นหลังของสหายที่ดูอาลัยอาวรณ์ภาพในแอ่งน้ำสะท้อนชีวิตของมนุษย์ไม่น้อย เดาว่าการผ่านเคราะห์ครั้งนี้ของเจ้าตัวคงสาหัสเอาการโลกสวรรค์และโลกมนุษย์เวลาไม่เหมือนกัน เทพจันทราเพิ่งตายไปในร่างมนุษย์เมื่อครู่ แต่พอจุติบนสวรรค์อีกครา ที่โลกมนุษย์ก็ผ่านไปหลายเดือนแล้วเทพแห่งจันทราที่ถูกทักก็วาดมือผ่านอ่างน้ำสวรรค์ ปิดภาพของเจ้านายเก่าของตนทิ้งไป เตรียมจะเดินหนีสหายเก่า ทั้งที่ไม่เจอกันเพียงไม่กี่วันบนสวรรค์ แต่เพราะในโลกมนุษย์ยาวนานถึงยี่สิบกว่าปี เขาจึงยังรู้สึกไม่สนิทกับสหายเท่าเมื่อก่อน คิดว่าคงต้องใช้เวลาอีกสักพักตอนแรกเขายอมรับว่าตนยังห่วงหาสตรีผู้นั้นอยู่ อยากรู้ว่าหลั
ตอนพิเศษ 9รัชศกต้าเหนิง ปีที่ เก้า ราชวงศ์เซียวย่างเข้าวสันตฤดูแล้ว ในจวนที่ปลูกดอกไม้หลากหลายชนิด รวมถึงสมุนไพรมากมาย แทนที่จะมีกลิ่นหอมพาให้ผู้คนหลงใหลกลับมีกลิ่นเหม็นไหม้คละคลุ้งไปทั่วจวน"นายหญิง" เติ้งอู๋เห็นนายหญิงท่าทางรีบร้อนเดินตรงไปหากลิ่นเหม็นไหม้ก็รีบดักทางไว้ นายหญิงของเขากำลังตั้งท้องเจ้านายตัวน้อยคนที่สามอยู่ ไม่ควรเข้าใกล้กลิ่นควันมากเกินไป หลังจากนี้คงต้องอาจหาญตักเตือนคนก่อควันสักหน่อย"เกิดอะไรขึ้น ข้าได้กลิ่นไหม้" เสวี่ยหว่านชะเง้อหัวมองผ่านแขนเติ้งอู๋ไป พบว่าครัวด้านหลังจวนกำลังมีควันมากมายพวยพุ่งออกมา มิหนำซ้ำภายในควันนั้นก็มีร่างเล็กของเด็กชายวิ่งหนีตายออกมาด้วย"ท่านแม่" เด็กชายวัยหกขวบยกมือปิดปากแน่น ครั้นได้เจอผู้เป็นมารดาก็รีบวิ่งเข้ามาหาหน้าตื่น"เสี่ยวหลิวเจ้าทำอะไรอยู่ในครัว? น้องรองของเจ้าอยู่ที่ใดเล่า!?" เสวี่ยหว่านรีบจับบุตรชายที่วิ่งมากอดตนไว้แน่นออกมาตรวจดูตามตัว ครั้นพบว่าไม่เจอบาดแผลก็เบาใจไป แต่ปกติเด็กคนนี้จะตัวติดกับน้องชายวัยสี่ขวบของตนเองเสมอ เวลานี้เอาน้องไปทิ้งไว้ที่ใดแล้ว!"แค่ก ๆ ข้าเปล่า ข้าไม่ได้ทำอันใดนะท่านแม่ ส่วนน้องรองแม่นมฉ
ตอนพิเศษ 8รัชศกต้าเหนิง[1] ปีที่ 3 ราชวงศ์เซียวในเมืองลั่ว จู่ ๆ ก็มีการปรากฏตัวของตระกูลเศรษฐีไร้ชื่อผู้หนึ่งขึ้นมา ไม่มีใครเคยเห็นคนด้านในจวนแห่งนี้เข้าออก หรือควรบอกว่า เป็นเพราะจวนตั้งอยู่ห่างไกลบ้านคนกันแน่ ทำให้ชาวบ้านแทบจะไม่เคยมีใครได้เห็นเจ้าของจวนแห่งนี้เลยแม้นก่อนหน้านี้จะมีคนงานในเมืองถูกเกณฑ์ไปสร้างเรือนอยู่นานร่วมหกเดือน แต่พวกเขากลับไม่เคยรู้ว่าผู้ว่าจ้างเป็นใคร มีเพียงเงินค่าจ้างที่ถูกนำมาวางไว้ให้ในแต่ละรอบเท่านั้นบรรดาคนงานก็บอกเพียงแค่ว่า พื้นที่โดยรอบที่ถูกปลูกต้นไม้ปิดบังเรือนไว้ ต่างก็ถูกเจ้าของจวนแห่งนี้กว้านซื้อไปจนหมดแล้วก็เท่านั้น นั่นทำให้ไม่ว่าผู้คนจะอยากรู้มากเพียงใด ก็เข้าไปใกล้ได้แค่ครึ่งทางของต้นไม้ด้านหน้า...กระทั่งล่วงเลยไปอีกหลายสิบปีก็ไม่มีใครเคยได้รู้ว่าเจ้าของจวนแห่งนั้นคือผู้ใดและตกดึกคืนนี้ ในเมืองลั่วก็มีการจัดงานเทศกาลลอยโคมขึ้นมาเซียวลี่หยางจึงชวนเสวี่ยหว่านออกมาเดินเล่นในงานเทศกาลด้วยกันภายในงานเริ่มแรกจะมีแห่ขบวนโคมไฟที่ทำเป็นรูปมังกรและสิงโต เซียวลี่หยางที่รู้ว่ามีขั้นตอนอะไรบ้าง จึงพาเสวี่ยหว่านขึ้นมานั่งรอชมขบวนแห่อยู่บนชั้
ตอนพิเศษ 7วสันตฤดูปีต่อมา ด้วยเพราะเติ้งอู๋ทำทางขึ้นภูเขาให้ใหม่แล้ว เวลานี้เขาก็ลงไปนำม้าของตนและของเจ้านายกลับขึ้นมาอยู่บนภูเขาด้วยกันเสวี่ยหว่านที่หูดีกว่าเซียวลี่หยางก็ได้ยินเสียงเท้าของม้ามาตั้งแต่ไกล ๆ แล้ว จึงวิ่งออกไปรอที่หน้ารั้ว เมื่อเช้านางแอบเตรียมขนมไว้กินเล่นในตอนที่เซียวลี่หยางไปซักผ้าที่ลำธาร เพราะคิดว่าวันนี้จะชวนเซียวลี่หยางไปหานั่งกินขนมที่อีกฟากของภูเขาด้วยกันมือเรียวหยิบนกหวีดที่พกไว้ออกมาเป่า เรียกม้าประจำตัวของเซียวลี่หยางให้รีบวิ่งมาหาอาชาสีขาวเมื่อสะบัดหลุดจากมือของเติ้งอู๋ได้ ก็รีบห้อตะบึงมาทางนางเช่นเดียวกัน มันจำได้ว่าสตรีผู้นี้ชอบเอาผลไม้มาให้มันกินบ่อย ๆ ตอนที่มันถูกเจ้านายฝากไว้ที่คอกม้าในหมู่บ้านข้างล่าง ตอนนี้ก็นับว่าสตรีคนนี้เป็นเจ้านายอีกคนไปแล้ว"หว่านหว่านระวัง!" เซียวลี่หยางได้ยินเสียงนกหวีดก็ทิ้งฉูโถว[1]ที่อยู่ในมือ แล้วรีบวิ่งมาหาภรรยาที่หน้ารั้วไม้ ตอนนั้นก็เห็นว่าม้าของตัวเองพุ่งทะยานเข้ามา ทว่าเขาช้าไปหนึ่งก้าว ม้าของเขากำลังจะเหยียบภรรยาเข้าให้แล้ว ด้วยคิดว่าม้าของตนกำลังจะทำร้ายภรรยา หัวใจก็ดิ่งวูบราวกับไม่เคยเต้นมาก่อนแต่
ตอนพิเศษ 6เติ้งอู๋จากไปคราวนี้ หวนกลับมาอีกคราก็เป็นตอนที่ต้นอ่อนของต้นมะเขือเทศที่เซียวลี่หยางปลูกไว้เริ่มโตจนใกล้ออกดอกได้แล้วอีกฝ่ายกลับมาถึงพร้อมกับหิมะที่ปกคลุมอยู่ทั่วศีรษะและหัวไหล่ของเขา ดูท่าแล้วอากาศข้างนอกภูเขาคงจะเข้าสู่เหมันต์ฤดูเต็มตัวแล้วแต่ตอนที่มาถึง ในตัวของเขาก็ดูเหมือนไม่ได้จะพกงูชนิดที่ตามหามาด้วยเลยเสวี่ยหว่านรีบเดินไปต้มชาร้อน ๆ มาให้เขาดื่มก่อนเป็นอย่างแรก ยามนี้ด้านในกระท่อมฝั่งที่เคยเป็นครัวและพังไปในครั้งแรกก็ถูกซ่อมแซมใหม่แล้ว แต่เสวี่ยหว่านไม่ได้ย้ายครัวกลับเข้ามา เพียงทำเป็นที่ชงชาและไว้เก็บขนมเท่านั้น เผื่อตอนดึกเวลาหิวจะได้ไม่ต้องเดินออกจากตัวเรือนไปต้มน้ำร้อนแถมไม่นานมานี้ ก็ยังได้จ้างช่างมาทำชุดโต๊ะนั่งเล่นสำหรับใช้นั่งดื่มน้ำชาไว้ในส่วนของตรงนี้เพิ่มด้วย และไม่ลืมที่จะเพิ่มเก้าอี้เป็นสามที่นั่ง เวลานี้จึงมีที่นั่งเพียงพอสำหรับสามคนพอดีเสวี่ยหว่านเพิ่งจะเทน้ำร้อนใส่ใบชา เซียวลี่หยางก็มาขอรับช่วงต่อแทน นางจึงเดินกลับไปนั่งรอที่โต๊ะซึ่งอยู่ห่างกันไม่เกินสามก้าวจากที่ชงชา"เจ้าไม่ได้นำงูมาด้วย" เสวี่ยหว่านยังคงไม่อ้อมค้อมเช่นเคย"ขอร
ตอนพิเศษ 5เติ้งอู๋จากไปเมื่อคืน แต่เมื่อดวงอาทิตย์สาดส่องที่ผืนดินอีกครั้ง เขาก็วนกลับมาอีกรอบ เมื่อวานเขาถูกเจ้านายสั่งให้ไปจับงูพิษและหาข้อมูลมาให้นายหญิงโดยไม่ต้องบอกเจ้าตัว แต่เขาก็เพิ่งจะนึกได้ว่าอีกฝ่ายวานให้เขานำของไปมอบให้ตระกูลหงด้วยหากจะลงเขาไป ในตอนนั้นเขาปิดบังท่านอ๋อง ช่วยนายหญิงทำเรื่องมากมายโดยไม่รายงานผู้เป็นนาย ครั้งนี้จึงต้องการไถ่โทษ จะบอกว่าเขาเป็นคนทรยศก็ได้ เพราะเขาก็รู้สึกเช่นนั้นเหมือนกัน "ข้านึกว่าเจ้าจะจากไปโดยไม่บอกข้าเสียอีก" เสวี่ยหว่านที่กำลังยืนรดน้ำใส่แปลงผักที่สามีเพิ่งปลูกไปเมื่อวาน ก็เอ่ยทักโดยไม่หันไปมอง "ข้ากลับมาเอาของที่ท่านบอกจะมอบให้ตระกูลหง"เสวี่ยหว่านหยิบไม้แกะสลักที่มีชื่อตัวเองมอบให้เติ้งอู๋ไป ก่อนจะมอบขวดยาขวดหนึ่งให้เขาด้วย "ขวดยาเป็นของเจ้า" เห็นเขารับไปแล้วมองนางด้วยความสงสัยนางก็เอ่ยว่า "ข้าคิดว่าจะไว้ใจเจ้าได้เสียอีก"เติ้งอู๋รีบคุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้น มือทุบอกก้มหน้าลงต่ำ เขาถูกจับได้เสียแล้ว! ไหนนายท่านบอกจะปิดบังเรื่องที่เขาเล่าให้ฟังไว้เล่า ไม่ว่าจะนายหญิง ไม่ว่าจะนายท่าน หรือกระทั่งตัวเขา ต่างก็ไม่ใช่ทั้งนักรบแล







