LOGINตอนที่ 2-1 : ภัยซ่อนเร้น
เวลาผ่านไป 1 เดือน
ในห้องทำงานประธานบริษัทบุปผา แฟชั่น แอนด์ ดีไซน์ พิมมาลาและพิกุลต่างตั้งใจทำงานของตัวเองอย่างขมักเขม้นจนกระทั่งแสงอาทิตย์ยามเย็นค่อย ๆ จางลง
“เฮ้ออออออ… เหนื่อยจังเลย”
พิมมาลาเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ ยืดตัวบิดขี้เกียจอย่างสบายอารมณ์ ก่อนจะเหลือบมองนาฬิกาแขวนผนังที่บอกเวลา 18.00 น.
พิกุลเดินมาพร้อมถ้วยชา
“คาโมมายล์ค่ะคุณพิม”
“แก้ความเหนื่อยล้าได้ดีนะคะ”
พิกุลวางแก้วชาร้อนข้างพิมมาลา กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกไม้ผสมกับควันที่ลอยจาง ๆ ทำให้เธอละสายตาจากงานทันที
พิมมาลารับชามาสูดกลิ่นอย่างสบายใจ
“ขอบคุณค่ะพิกุล… หอมชื่นใจจริง ๆ”
พิกุล ผู้เป็นเลขานุการและเพื่อนสนิท ผู้อยู่เคียงข้างพิมมาลามาหลายปีหากเปรียบการบริหารบริษัทเป็นกองทัพ พิมมาลาคือแม่ทัพผู้ยืนอยู่แนวหน้า คอยนำพาองค์กร ฝ่าฟันอุปสรรค และตัดสินใจในทุกสถานการณ์
ส่วนพิกุลคือเสนาธิการผู้วางแผน คอยจัดการรายละเอียด สนับสนุนทุกภารกิจ และเป็นกำลังสำคัญที่ทำให้แม่ทัพสามารถเดินหน้าได้อย่างเต็มที่
ทั้งสองเปรียบเสมือนเหรียญคนละด้านที่ไม่อาจแยกจากกัน คนหนึ่งนำทัพเดินหน้า อีกคนคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง จนทำให้บริษัทบุปผาเติบโตและก้าวมาถึงจุดนี้ได้
“คุณพิมเลิกงานได้แล้วนะคะ” พิกุลพูดพลางเก็บเอกสารบนโต๊ะให้เข้าที่ “งานที่เหลือเดี๋ยวพิกุลจัดการต่อเองค่ะ”
“ขอบคุณนะพิกุล” พิมมาลายิ้มกว้าง
“พิมขอทำเองอีกนิดนึงค่ะ”
พิกุลมองไปทางเจ้านายสาวแล้วยิ้มมุมปากเล็ก ๆ เธอรู้ดีว่านายของเธอกำลังมีไฟในการทำงาน การจะให้เธอยอมวางงานคงเป็นเรื่องยาก พิกุลจึงไม่พูดอะไรต่อ เพียงดันแว่นเล็กน้อย แล้วหยิบชาอู่หลงขึ้นมาจิบ
ผ่านไปครู่หนึ่งนายสาวเงยหน้ามองพิกุล
“พิกุล…”
“ค่ะ…คุณพิม”
“ช่วงนี้รู้สึกว่าสองพ่อลูกนั้นเงียบไปเลยนะ”
พิกุลหยุดคิดครู่หนึ่ง
“นั่นสินะคะ” พิกุลตอบเสียงเรียบ
“ผ่านมาหนึ่งเดือนแล้วที่สองคนนั้นเงียบไป”
หญิงสาวเงยหน้าจากเอกสาร
“ก่อนหน้านี้โทรหาเราแทบทุกวัน แต่หลังจากวันประชุม”
พิกุลเว้นช่วงเล็กน้อย
“ก็เงียบไปเลยค่ะ”
“นั่นสินะไม่รู้ว่าพวกเขาคิดอะไรอยู่” พิมมาลายกชาขึ้นมาจิบ
พิกุลถอนหายใจเบา ๆ
“คุณพิมระวังตัวไว้บ้างก็ดีนะคะ” พิกุลดันแว่นเล็กน้อย
“พิกุลรู้สึกว่าพวกเขากำลังวางแผนอะไรอยู่”
พิมมาลาหัวเราะเบา ๆ
“เอาน่า อย่างน้อยก็เคยเป็นเพื่อนกันมาก่อน”
“เขาคงไม่ทำอะไรพิมหรอก”
พิกุลนิ่งไปครู่หนึ่ง
พิกุลรู้จักสองพ่อลูกดี โดยเฉพาะมาวิน เพราะทั้งสามเคยเรียนในมหาวิทยาลัยเดียวกันมาก่อน มาวินเคยจีบพิมมาลาหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ถูกปฏิเสธทุกครั้ง เหตุผลง่าย ๆ คือพิมมาลาไม่ได้ชอบมาวิน และพิกุลก็คอยกันเขาให้ห่างจากพิมเสมอมา
พิกุลพยักหน้า
“ค่ะ… คุณพิม พิกุลคงคิดมากไปเอง”
สองสาวยิ้มให้กันก่อนจะกลับมาจัดงานกับงานของตัวเองต่อ
20.30 น.
“เสร็จแล้วววววว” พิมมาลาเหยียดแขนขาบิดขี้เกียจอย่างสุดแรง
“เหนื่อยไหมคะคุณพิม”
“คุณพิกุลคะ” พิมมาลาทำเสียงเข้ม
“งานเสร็จแล้วค่ะ หมดเวลาเป็นเจ้านายลูกน้องแล้วนะคะ” เธอพูดพร้อม ยืนขึ้นเท้าเอว ตีหน้าดุ
พิกุลยิ้มและหัวเราะออกมาเบา ๆ
“นั่นสินะ พิกุลทำงานเพลินไปนิดนึง”
“ว่าแต่พิมจะกลับหรือยังล่ะ”
พิมมาลายิ้มกว้าง
“กลับสิ พิมหิวจะแย่แล้ว” พิมมาลาพูดพร้อมยื่นกุญแจรถให้กับพิกุล
——-
รถยุโรปหรูสีบรอนซ์เงินวิ่งไปตามถนนย่านชานเมืองอย่างเงียบเชียบ
สองข้างทางมีแต่ทุ่งนามืดสนิท มีเพียงแสงไฟริมถนนที่ส่องสว่างเป็นช่วง ๆ แม้ข้างทางจะเปล่าเปลี่ยว แต่เป็นเส้นทางที่ทั้งสองคุ้นเคยเป็นอย่างดี
เพื่อความสะดวกในการทำงานพิมมาลาและพิกุลได้ตัดสินใจอยู่บ้านเดียวกัน ซึ่งบ้านของพิมมาลากว้างขวางพอสำหรับทั้งคู่ พิกุลจึงย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ด้วย ส่วนบ้านของตัวเองนั้นจะกลับไปดูแลเป็นครั้งคราว
บรรยากาศภายในรถเงียบสนิท มีแค่เสียงเครื่องยนต์เบา ๆ ดังอย่างเป็นจังหวะ
พิมมาลาทอดสายตาไปยังนอกหน้าต่างก่อนที่จะเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ
“พิกุล”
พิกุลชายตามองผ่านกระจกมองหลัง มือจับพวงมาลัยนิ่ง แล้วตอบอย่างแผ่วเบา
“ค่ะ… พิมมีอะไรเหรอ”
น้ำเสียงพิมมาลานุ่มลงกว่าปกติ
“ขอบคุณนะ… ที่คอยช่วยเหลือพิมมาตลอด”
“พิมคงมาไม่ถึงจุดนี้ ถ้าไม่มีพิกุล”
พิกุลขมวดคิ้วนิด ๆ ก่อนหัวเราะในลำคอ
“วันนี้มาแปลกนะพิม… เกิดอะไรขึ้นล่ะ?”
เจ้านายสาวยิ้มบาง
“ไม่รู้สิ อยู่ดี ๆ วันนี้พิมก็รู้สึกขอบคุณพิกุล”
พิมมาลามองไปนอกหน้าต่างที่มืดมิดอีกครั้ง
“ขอบคุณที่ไม่เคยทิ้งพิมไปไหนนะ”
พิกุลยิ้มบาง
“เราเป็นเพื่อนกันนะ… เพื่อนต้องดูแลกันเป็นเรื่องธรรมดานี่นา”
เธอเว้นจังหวะครู่หนึ่ง ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริง
“อีกอย่างพิมให้เงินเดือนพิกุลเยอะด้วยไง พิกุลเลยดูแลพิมเป็นพิเศษ”
“ถ้าดูแลไม่ดีเดี๋ยวโดนหักเงินขึ้นมาพิกุลจะลำบาก” พิกุลยิ้มแหย่พิมมาลา
“บ้า” เสียงตอบสั้น ๆ ของเจ้านายสาวแต่คนพูดกลับหน้าแดงยิ้มไม่หุบ
แล้วทั้งสองก็หัวเราะพร้อมกัน
พิมมาลายิ้มกว้าง แล้วขยับมาพิงกระจกข้างหลับตาลงช้า ๆ
สีหน้าผ่อนคลายอย่างที่ไม่ค่อยเห็นในเวลาทำงาน ราวกับว่าตอนที่อยู่กับพิกุลเท่านั้นที่เธอยอมปล่อยตัวเองให้พักได้อย่างแท้จริง
สิ่งที่พิมมาลาพูดล้วนออกมาจากใจ ทั้งคู่รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยเรียน ผ่านทั้งเรื่องสุขและทุกข์มาด้วยกัน การที่บริษัทบุปผาเติบโตมาจนถึงทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งก็เพราะพิกุลคอยสนับสนุนเธออยู่เบื้องหลังเสมอ
พิกุลจึงไม่ได้เป็นเพียงเลขานุการ แต่เป็นเพื่อนที่คอยประคองพิมมาลามาตลอดหลายปี
พิกุลเหลือบมองคนที่กำลังหลับตาพักอยู่ข้าง ๆ ก่อนหันกลับไปมองถนน
รถยังคงแล่นไปตามถนนอย่างราบเรียบ
—----
คุยกันท้ายเล่ม ก่อนอื่นขอขอบคุณผู่อ่านทุกท่านที่อ่านมาถึงตอนจบของเรื่องนี้ นิยายเรื่องนี้ผมเขียนด้วยความตั้งใจอย่างมากเพื่อให้ทุกท่านได้สนุกกับการเดินทางของพิมและพิกุล ซึ่งเรื่องนี้เป็นนิยายเรื่องแรกที่เขียนจบ ในเรื่องสำนวนจึงอาจจะไม่นิ่งเท่าไรในจุดนี้ผู้เขียนต้องขออภัยครับ ส่วนที่อยากจะคุยจริง ๆ คอที่มาของชื่อตัวละครในเรื่อง ทุกคนมีที่มาที่ไปของชื่อ จึงอยากแชร์ในจุดนี้ให้ผู้อ่านได้ทราบจะได้เข้าใจตัวละครได้มากขึ้นครับที่มาของชื่อ ผู้อ่านคงสังเกตเห็นว่าแกนเรื่องหลักจะเกิดขึ้นใน 2 บริษัท คือ บริษัท ศิลา เทกซ์ไทล์ เอ็กซ์พอร์ต บริษัท บุปผา แฟชั่น แอนด์ ดีไซน์ ซึ่งเป็นเรื่องราวการต่อสู้ของดอกไม้(บุปผา) และก้อนหิน(ศิลา) หรือความนุ่มนวลสู้กับความแข็งกร้าว ชื่อตัวละครฝ่ายหญิงมาจากชื่อตำรับยาสมุนไพรไทย เกสรทั้งห้า ซึ่งเป็นตำรับยาที่ประกอบด้วยดอกไม้ห้าชนิด ซึ่งประกอบด้วย มะลิ พิกุล บุนนาค สารภี เกสรบัวหลวง พิมมาลา อุบลสาภี ชื่อ พิมมาลาเป็นชื่อที่เหมาะกับบริษัทบุปผา คำว่ามาลา ในที่นี้หมายถึงพวงมาลัยดอกไม้นั่นเอง ส่วนนามสกุล อุบลสารภี จะเป็น ชื่อดอกไม้ 2 ชนิด คือ อุบล แปลว่าบัว ในที่นี้
ตอนที่ 15-2 ฉากจบที่ 1-2 วันเบา ๆ ของเหล่าผู้มีบาดแผล18.00 น. “ชากุหลาบค่ะคุณพิม” พิกุลยื่นถ้วยชาอุ่น ๆ กลิ่นหอมละมุนให้พิมมาลา “ขอบคุณค่ะ” พิมรับมาพร้อมรอยยิ้มกว้าง ก่อนจะยกจิบไปหนึ่งอึก จากนั้นเธอกวักมือเรียกพิกุล “พิกุล… มานี่หน่อยสิ” “อะไรเหรอพิม” พิกุลโน้มตัวเข้ามาด้วยความสงสัย “ท้าาาาดาาา ~” พิมมาลาหยิบชานมคุณภาพดีห่อใหญ่ขึ้นมายื่นให้พิกุล ดวงตาพิกุลเบิกกว้าง ก่อนจะเกิดเรื่องราววุ่นวายที่ผ่านมา เธอและพิมดื่มแต่ชาใสมาตลอด ไม่มีใครดื่มชานมเลยสักคน ในห้องนี้จึงไม่มีชานมแม้แต่ซองเดียว แต่ช่วงนี้พิกุลมีพฤติกรรมดื่มชานมอยู่บ่อยครั้ง พิมมาลาจึงจัดชานมห่อใหญ่คุณภาพดีให้กับพิกุล การได้ชานมคุณภาพดีมาจึงเป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายของพิกุลอย่างมาก “ขอบคุณนะพิม” พิกุลพูดเสียงเบา แต่แววตาเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง บรรยากาศเงียบไปเล็กน้อย พิกุลมองชานมในมือ ก่อนสูดหายใจยาว ก่อนจะเอ่ยขึ้น “พิม…พิกุลขอถามอะไรหน่อย” “ได้สิ” “ถ้าพิกุลไม่ใช่พิกุลคนเดิม…พิมจะยังรับพิกุลได้ไหม?” พิมมาลากะพริบตาปริบ ๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนรอยยิ้มเจ้าเล่ห์จะค่อย ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า ยังไม่ทันที่พิกุลจะได้
ตอนที่ 15-1 ฉากจบที่ 1-2 วันเบา ๆ ของเหล่าผู้มีบาดแผลฉากจบที่ 1-2 เป็นเรื่องราวต่อจากตอน : การโต้กลับของเลขาสาว—----------------หลายวันผ่านไป หลังจากที่ทั้งสองคนนำปืนไปทิ้งลงทะเล ยามเช้าอันสดใส หญิงสาวคนหนึ่งตื่นขึ้นมา เช้านี้เธอตั้งใจทำภารกิจลับบางอย่าง เธอค่อย ๆ ย่องไปหน้าประตูห้องนอนของตนเองอย่างเงียบเชียบ พร้อมเอาหูแนบบานประตูเหมือนดักฟังอะไรบางอย่าง ตึก… ตึก… ตึก… “มาแล้ว… มาแล้ว” หญิงสาวพูดกับตัวเองเบา ๆ ก่อนเริ่มนับถอยหลัง “5.. 4.. 3..” ตึก… ตึก… ตึก… เสียงนั้นค่อย ๆ ดังขึ้น “ 2..” ตึก… เสียงนั้นหยุดลงหน้าประตู “1.. เอาล่ะ” หญิงสาวเลิกแนบหูแล้วเปิดประตูอย่างแรง ปังงงงง!! ภาพหน้าประตูคือหญิงสาวสวมแว่น ในชุดนอนสวมผ้ากันเปื้อน ทำหน้าตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น “ตื่นแล้วค่ะคุณแม่นมขาาาา” หญิงสาวคนนั้นตะโกนลั่นบ้าน พิกุลกะพริบตาปริบ ๆ ครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มอย่างเอ็นดู “แปลกนะวันนี้พิมตื่นเช้า” ที่จริงแล้วพิกุลตั้งใจมาปลุกพิมมาลาเหมือนที่ทำเป็นประจำ แต่เธอกลับต้องแปลกใจเมื่อสาวน้อยขี้เซาตื่นขึ้นมาเองโดยไม่ต้องปลุก แถมยังแอบมาดักรอเปิดประตูแกล้งเธอเสียอีก “แหะ.. แหะ…
ตอนที่ 14-3 : ฉากจบที่ 2-2 สายใยที่ขาดสะบั้น18.00 น. เวลาเลิกงาน พิมกับพิกุลออกมาที่ลานจอดรถ ทันทีที่มาถึง พิมมาลาก็เห็นรถตู้คันคุ้นเคยจอดรออยู่ไม่ไกล ใบหน้าของหญิงสาวสดใสขึ้นในทันที เธอรีบเดินตรงไปหาเจ้าของรถด้วยท่าทีราวกับเด็กน้อยที่เห็นผู้ปกครองมารับหลังเลิกเรียน “มาวิน… ดีใจจังที่มาวินมารับพิม…” มาวินยิ้มก่อนยกมือลูบหัวเธอเบา ๆ “งานเป็นยังไงบ้าง เหนื่อยไหม” พิมมาลาเงียบไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มบนใบหน้าค่อย ๆ จางลง เหลือเพียงแววตาเศร้าสร้อย “พิมเหงา… พิกุลไม่กอดพิมเหมือนแต่ก่อนเลย พิกุลคุยกับพิมเหมือนคนไม่เคยสนิทกันมาก่อน” มาวินมองไปทางพิกุล หญิงสาวพยักหน้ารับอย่างสงบนิ่ง มาวินถอนหายใจ เขารู้ดีว่าพิมมาลายังคงผูกพันกับพิกุลมากเพียงใด ตราบใดที่พิมมาลายังคงยึดติดกับพิกุล เธอก็ไม่มีวันหันมามอบหัวใจให้เขาอย่างสมบูรณ์ และสำหรับมาวินแล้ว… พิกุลกำลังกลายเป็นสิ่งกีดขวางที่เขาต้องตัดออกไปจากชีวิตของพิมมาลาให้ได้ “พิม” น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไป“พิมรักผมไหม” “พิมรักมาวินที่สุดค่ะ” มาวินจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ถ้าอย่างนั้น พิมฟังผมให้ดี...” “จากนี้ไป
ตอนที่ 14-2 : ฉากจบที่ 2-2 สายใยที่ขาดสะบั้นหลังจากพิกุลคุยกับพิมมาลาเสร็จแล้ว เธอก็ทำการอ่านอีเมลอย่างละเอียดอีกครั้ง ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออก ตรู้ดดด… แกร๊ก เสียงปลายทางรับสาย “หมิวจัดการได้เลย… เก็บคนลูกไว้” พิกุลพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ราวกับกำลังสั่งงานทั่วไป ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเสียงหัวเราะเบา ๆ จะดังขึ้น “รับทราบค่ะ… ให้ใครผสานดีคะ” น้ำเสียงของหมิวฟังดูร่าเริงราวกับได้รับมอบหมายงานที่เธอรอคอยมานาน พิกุลเงียบไปครู่หนึ่ง “เป็นคนในบริษัท… เดี๋ยวส่งข้อมูลไปให้” “ให้เวลา… สามวัน” ปลายสายหัวเราะคิกคัก “รับทราบค่ะ” หมิวตอบด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นราวกับเด็กที่กำลังวางแผนทำเรื่องสนุก จากนั้นสายถูกตัดไปทันที…สามวันต่อมา เช้าวันนั้นพิกุลมาทำงานตามปกติ บนโต๊ะทำงานมีกล่องพลาสติกทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าทึบสีน้ำตาลวางอยู่หนึ่งใบ บนกล่องไม่มีข้อความหรือเครื่องหมายใด ๆ แต่พิกุลรู้ดีว่ามันมาจากใคร เธอดันแว่นเล็กน้อยแล้วชายตาไปยังกล่องนั้น ก่อนที่จะเปิดอย่างระมัดระวัง รอยยิ้มจางปรากฏขึ้นบนใบหน้า ในกล่องนั้นมีวัสดุสีเนื้อถูกพับไว้อย่างประณีต ลักษณะคล้ายผิวหนังมนุษย์ พ
ตอนที่ 14-1 : ฉากจบที่ 2-2 สายใยที่ขาดสะบั้น ฉากจบที่ 2-2 เป็นเรื่องราวต่อจากตอน : จุดสิ้นสุดของคำสัญญา------------สองเดือนหลังจากมาวินแต่งงานกับพิมมาลา นับตั้งแต่วันที่แผนควบคุมพิมมาลาสำเร็จ มะลิก็ได้ย้ายออกมาอยู่บ้านหลังเดิมของพิกุล เนื่องจากบ้านของพิมมาลาได้กลายเป็นเรือนหอของเธอกับมาวินไปแล้ว เลขาสาวตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่น เธออาบน้ำ แต่งตัวอย่างคล่องแคล่ว ในตอนนี้เธอสามารถใช้ร่างพิกุลได้อย่างชำนาญ ยิ่งไปกว่านั้น ภายในวิญญาณยังมีพิกุลคอยอยู่เคียงข้าง คอยช่วยวิเคราะห์ วางแผน ให้คำปรึกษา ราวกับผู้ช่วยที่สมบูรณ์แบบที่พร้อมทำงานตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง มะลิกินข้าวเช้าและขับรถไปทำงานตามปกติ ระหว่างทางก็มีพนักงานหลายคนเข้ามาทักทายเธออย่างเป็นมิตร และเธอก็ตอบกลับด้วยรอยยิ้มเช่นเดียวกับที่พิกุลเคยทำ ภาพที่ทุกคนเห็นยังเป็นพิกุลคนเดิม แต่ภายในนั้นกลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ทุกคนที่เดินผ่านสายตาของมะลิ ล้วนถูกประเมินคุณค่าอย่างรวดเร็ว ‘นายปรีชา บริหารงานเก่ง เหมาะสมที่จะเลื่อนขั้น’ ‘ใบเฟิร์น ต้องการชื่อเสียงและความก้าวหน้า ไว้เอาไปแทรกซึมคนในบริษัทคู่แข่ง’ ‘อารยา อายุงานมากแต่คว







