03 : สายเกินไป
ท่ามกลางแสงแดดตอนกลางวันที่ร้อนระอุต่างคนต่างเหนื่อยจึงไม่ค่อยมีใครมาสนใจสองพี่น้องมากนัก แต่บางคนก็มองเหวินชิงเหยาด้วยสายตาสงสัยว่านางฟื้นตั้งแต่ตอนไหน ด้วยความที่เหวินชิงเหยาคนเก่าไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนในจวนมากนัก จึงไม่ค่อยมีใครสนใจ
“ทุกคนเป็นอย่างไรบ้าง?”
“ท่านปู่กับท่านย่าอยู่ในรถม้าคันหน้า แต่ท่านลุงใหญ่รวมถึงท่านอาได้รับโอสถสลายพลังปราณเช่นเดียวกับพี่ อาการจึงน่าเป็นห่วงนัก ก่อนโดนเนรเทศโดนผู้มีวรยุทธ์โบยหนึ่งร้อยที ตอนนี้ท่านย่าและป้าสะใภ้ดูแลอยู่”
‘เหวินซ่งหาน’ หรือท่านลุงใหญ่ที่เหวินซานสือพูดถึงเคยเป็นอดีตแม่ทัพทิศประจิม (ทิศตะวันตก) แต่ลาออกจากราชการมาแล้วนานกว่า 5 ปี เนื่องจากได้รับบาดเจ็บเรื้อรังจากสงครามต่างแคว้น ปัจจุบันเป็นผู้นำตระกูลเหวินแทนท่านปู่
เหวินซ่งหานมีบุตรชาย 2 คน มีบุตรสาว 1 คน ทุกคนล้วนมีวรยุทธ์ แต่น่าเสียดายที่ได้รับโอสถสลายพลังปราณกันถ้วนหน้า แม้แต่เด็ก ๆ ในตระกูลก็ไม่เว้น
โชคดีที่เหวินเสี่ยวอี้เป็นเด็กที่รากปราณมีปัญหาจึงไม่สามารถฝึกพลังได้ เด็กน้อยจึงรอดพ้น
ที่ต้องให้ยาสลายพลังปราณเพราะพวกเขาเกรงว่าจะโดนตระกูลเหวินกลับมาแก้แค้น หรือถ้าจะประหารไปเลยก็เกรงว่าราษฎรจะลุกฮือต่อต้าน เนื่องจากบุตรชายตระกูลเหวิน ทั้งเหวินซ่งหานและเหวินซ่งหยางต่างก็เคยเป็นแม่ทัพที่ปกป้องดินแดนแคว้นฉีมาก่อน
จึงไม่แปลกที่ยังมีทหารและประชาชนบางส่วนยังรักและเคารพพวกเขา
จนกระทั่งเลยเวลาเที่ยงวันขบวนเนรเทศก็หยุดพัก
เหวินชิงเหยาพยุงพี่ชายเข้าหลบมุมหลังต้นไม้ใหญ่เพื่อบดบังสายตาคนอื่น ๆ ไม่นานก็มีทหารนำแป้งแข็ง ๆ มาให้กินประทังชีวิตจนกว่าจะถึงที่หมาย พร้อมน้ำดื่ม 1 กระบอก
น้ำดื่มจะต้องประหยัดกินด้วยเพราะมีน้อย เดินทางหลายร้อยลี้ถึงจะเจอลำธารสักแห่ง
“รีบกินเข้า เดี๋ยวพวกมันต้องให้เดินทางกันต่อแล้ว”
“ข้ากินไม่ลง ท่านกินเถอะ”
นางยัดแผ่นแป้งแข็ง ๆ ให้พี่ชาย แผ่นแป้งนี้ไม่เห็นน่าอร่อยตรงไหนเลย นางไม่กินหรอก ของกินในมิติยังมีอีกตั้งเยอะจะมากินแป้งแข็งปาหัวหมาแตกนี่ทำไม
เหวินซานสือเถียงน้องสาวไม่ได้เพราะถูกน้องเร่งให้กินเข้าไปให้หมด พอกินเสร็จเหวินชิงเหยาจึงขอตรวจร่างกายให้ แม้จะสงสัยว่าน้องสาวรู้วิชาแพทย์มาจากไหน แต่ชายหนุ่มก็รู้ดีว่ายังไม่ควรเอ่ยถาม
หญิงสาวตรวจชีพจร พบว่าชีพจรเขาติดขัดเล็กน้อย อาจเป็นเพราะตัวยาสำหรับผู้ใหญ่ที่ได้รับมีฤทธิ์แรงกว่าของเด็กจึงทำให้เหวินซานสือมีปัญหา
“พี่ใหญ่ แผลที่ขานี่ไปโดนอะไรมา”
เหวินซานสือหลุบตามองหน้าขาที่เป็นแผลลึก สาเหตุที่เขาเดินช้ากว่าคนอื่นก็เพราะได้รับบาดเจ็บต้นขาด้วย แต่คนอื่นคิดว่าเขาแค่บาดเจ็บจากโอสถสลายปราณ
“ก่อนจะโดนเนรเทศพี่ลอบเข้าไปในวังหลวงจึงโดนทหารองครักษ์เล่นงาน ยังดีที่พี่หนีออกมาได้ก่อน ไม่อย่างนั้นคงโดนโทษประหารไปอีกคน”
“หนักอยู่นะเจ้านะ อดทนมาได้ขนาดนี้นับว่าท่านเองก็ทรหดเหมือนกัน”
“บาดแผลภายนอกมันไม่เจ็บเท่าเจ็บที่ใจหรอก”
นัยน์ตาคมดุพลันมีประกายความโกรธแค้นพาดผ่าน
เขาโกรธแค้นขุนนางหลาย ๆ คน รวมถึงฝ่าบาทด้วย เหวินชิงเหยาก็เข้าใจดี โดนใส่ความจนตระกูลล่มจมผู้ใดบ้างจะไม่แค้น แต่นั่นทำให้เหวินชิงเหยารู้สึกชอบใจพี่ใหญ่คนนี้
จะได้ทำงานด้วยกันง่ายหน่อย
“ข้าจะใช้พลังรักษาท่านพี่ หากเจ็บก็ต้องทน ท่านห้ามส่งเสียงดังให้ทหารรู้ตัวเด็ดขาดนะเจ้าคะ”
เหวินซานสือพยักหน้า “อืม พี่พร้อมแล้ว”
เหวินชิงเหยาเริ่มจากการรักษาแผลตรงขาก่อน มือบางวางบนหน้าขาแกร่งแล้วค่อย ๆ ปล่อยพลังออกมา รังสีแห่งพลังรักษาคล้ายละอองสีขาวจาง ๆ ถ้าหากไม่จ้องมองให้ดีก็แทบมองไม่เห็น
เหวินซานสือนิ่งอึ้งตาแข็งจนลืมเจ็บ
ใช้เวลาแค่ไม่กี่วินาทีบาดแผลที่เคยมีก็ปิดสนิทราวกับไม่เคยเป็นแผลมาก่อน ต่อมาเหวินชิงเหยาเคลื่อนมือขึ้นมาวางตรงหน้าอกพี่ชายก่อนจะส่งผ่านพลังเข้าไป
“อึก!”
การรักษาภายในไม่เหมือนภายนอกเนื่องจากอวัยวะภายในบอบบางกว่ามาก เหวินซานสือเจ็บ แต่เขายังพอทนไหวจึงพยายามกัดฟันกลั้นเสียงร้องไว้
“ทนอีกนิดเจ้าค่ะ”
เหวินชิงเหยาเอ่ย ด้วยพลังรักษาระดับสูงของนางจึงใช้เวลารักษาไม่ถึง 5 นาที เหวินชิงเหยาผละมือออกแล้วให้พี่ชายสำรวจตัวเองดูอีกครั้ง เหวินซานสือแม้จะโคจรพลังไม่ได้แต่เขาก็สำรวจร่างกายแล้วว่าหายบาดเจ็บจริง ๆ
เหยาเหยาของเขามีพลังรักษา เป็นไปได้อย่างไร?!
“หายจริงด้วยเหยาเหยา เจ้าเก่งมาก! ...ว่าแต่เจ้ามีพลังรักษาเช่นนี้ด้วยหรือ? ในชีวิตนี้พี่ไม่เคยเห็นพลังที่แข็งแกร่งขนาดนี้มาก่อน”
ผู้มีวรยุทธ์บางคนสามารถใช้พลังรักษาตนเองและผู้อื่นได้จากการบาดเจ็บภายใน แต่นั่นเป็นศาสตร์การรักษาอย่างผู้มีพลังปราณ รักษาได้แค่เล็กน้อย ซึ่งเขาไม่เคยเห็นใครที่ใช้พลังได้อย่างเหวินชิงเหยามาก่อน
“พึ่งมีตอนที่ข้าหลับไปเจ้าค่ะ ข้าได้พรจากท่านตาเทพมาเพื่อช่วยเหลือตระกูลของเราให้อยู่รอด พี่ใหญ่...เก็บความลับเรื่องพลังของข้าไว้ก่อนนะเจ้าคะ คนอื่นจะรู้แค่ว่าข้ามีวรยุทธ์เท่านั้น”
“ได้สิ ข้าจะปิดไว้เป็นความลับแน่นนอนไม่ต้องห่วง”
ถึงเหวินชิงเหยาไม่บอกเหวินซานสือก็ต้องเก็บเป็นความลับอยู่แล้ว เรื่องอะไรเขาต้องไปบอกคนอื่นให้คนเหล่านั้นมาแสวงหาผลประโยชน์จากน้องสาวเขาด้วยล่ะ!
“แต่ท่านพ่อบังถูกขังอยู่ในคุกหลวง ไม่กี่วันคงมีคำสั่งประหาร พี่เชื่อว่าฝ่าบาทไม่เก็บท่านพ่อไว้นานแน่”
เขาคาดเดาว่าท่านพ่อจะโดนเล่นไม่ซื่อ อย่างเช่นการสังหารก่อนวันประหารจริง
“ข้าจะหาทางช่วยท่านพ่อ ข้าจะกลับเข้าไปในวังแต่คงต้องรอให้มืดก่อน”
“มันอันตรายมาก ยังไงข้าก็ไม่ยอมให้เจ้าไปแน่ถึงเจ้าจะบอกว่ามีวรยุทธ์ก็ตาม เหล่าองครักษ์หลวงฝีมือร้ายกาจนัก เจ้าไม่อาจผ่านคนพวกนั้นเข้าไปได้หรอก”
เหวินซานสือไม่เห็นด้วย เขาไม่อาจปล่อยให้น้องสาวกลับไปยังวังหลวงได้ ถึงจะเก่งมากแค่ไหนแต่น้องสาวเขาเป็นสตรีนะ อีกอย่างเขาไม่เห็นวรยุทธ์ของนางด้วยว่าอยู่ในขั้นไหน พี่ชายคนนี้จะยอมให้น้องไปในสถานที่อันตรายขนาดนั้นได้อย่างไร ไม่มีทางเสียหรอก
“แต่ถ้าเราช้า ข้าคิดว่าท่านพ่อต้องโดนโทษประหารแน่ เรายังต้องเดินทางอีกหลายวัน ถ้าหากต้องรอถึงวันประหารข้าเกรงว่าจะย้อนกลับไปช่วยท่านพ่อไม่ทันเพราะตอนนั้นเราคงเดินทางไปไกลแล้ว”
การเดินทางไปกลับต้องใช้เวลา เหวินชิงเหยาไปนานไม่ได้ เสี่ยงต่อการถูกทหารคุมขบวนสงสัย
ยิ่งตอนนี้นางเปิดเผยแล้วว่าตนเองฟื้นจากการป่วย การหายตัวไปนาน ๆ ย่อมไม่ดี แล้วเดินทางไปเรื่อย ๆ เช่นนี้ทำให้การย้อนกลับไปต้องใช้เวลามากขึ้นไปอีก
เหวินซานสือเห็นด้วยกับน้องสาว
แต่เขาตัดใจปล่อยน้องไปไม่ได้จริง ๆ
แต่ก่อนที่สองพี่น้องจะได้ทุ่มเถียงกันไปมากกว่านี้ ก็มีทหารม้าเร็วควบม้าเข้ามาพร้อมสาร์นบางอย่าง หัวหน้าทหารคุมขบวนรับไปอ่าน
สีหน้าแววตาเขาตกใจเล็กน้อยตอนเปิดอ่านเนื้อความ ก่อนจะประกาศเสียงดัง
“กลางคืนที่ผ่านมาเกิดไฟไหม้ในคุกหลวงที่เป็นแหล่งคุมขังนักโทษประหาร ไฟไหม้ลุกลามเกินกว่าจะดับได้ทันทำให้นักโทษประหารทั้งสิบคนเสียชีวิตทั้งหมด!!”