04 : บุกวังหลวง
“ข้าคิดว่าเรื่องนี้แปลกเจ้าค่ะ ท่านพ่อไม่น่าจะ...”
เหวินชิงเหยาคิดว่ามันมีเงื่อนงำจึงหันไปพูดกับพี่ชาย เหวินซานสือนิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะเอ่ย
“แต่ท่านพ่อโดนทำลายวรยุทธ์ไปหมดแล้ว”
“ข้าจะเข้าไปสืบเอง อย่างน้อยเราจะได้รู้ว่ามันแปลกอย่างที่ข้าคิดหรือเปล่า”
“แต่มันอันตราย ท่านแม่คงไม่ยอมให้เจ้าไป”
หญิงสาวส่ายหน้าเบา ๆ “ท่านแม่ฟังข้า”
มารดาเป็นห่วงนางก็จริง แต่กลับเป็นคนที่รู้ดีกว่าใครว่านางไม่ใช่เหวินชิงเหยาคุณหนูที่แสนอ่อนแอคนเดิมแล้วจริง ๆ มือบางหยิบกิ่งไม้เล็ก ๆ แถวนั้นขึ้นมา เหวินซานสือมองตามว่าน้องจะทำอะไร
กิ่งไม้เล็ก ๆ ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นมีดสั้นอย่างช้า ๆ ด้วยพลังเหล็กอันแข็งแกร่งของราชาซอมบี้ ทุกอย่างตกอยู่ในสายตาเหวินซานสือ...เขามองเหวินชิงเหยาสลับกับมีดสั้น
เมื่อครู่มันยังเป็นเพียงแค่กิ่งไม้แห้งอยู่เลย
น้องสาวเขาทำได้อย่างไร!?
เหวินชิงเหยาไม่บอกอะไรมาก นางมองรอบ ๆ แล้วยัดมีดสั้นใส่มือเขา
“พี่ใหญ่เก็บไว้ป้องกันตัวเจ้าค่ะ แต่ถ้าจวนตัวท่านก็โยนทิ้งได้เลย ข้าสามารถทำขึ้นมาใหม่ได้ทุกเมื่อ พี่ใหญ่ต้องแกล้งทำเป็นอ่อนแรงเพื่อตบตาพวกทหารคุมขบวนไปก่อนนะเจ้าคะ ส่วนข้าจะไปหาท่านแม่กับน้องเล็ก”
“อะ...อืม เจ้าไปเถอะ”
เหวินซานสืออึ้งจนกลายร่างเป็นท่อนไม้ไปแล้ว...
เหวินชิงเหยารีบเข้ามาในรถม้า พอมาถึงนางก็เห็นว่าท่านแม่กอดเสี่ยวอี้ร้องไห้จากข่าวสารที่พึ่งได้รับ เด็กน้อยเห็นมารดาร้องไห้ก็พลอยเบะปากร้องตาม
ส่วนด้านนอกมีคนในตระกูลหลายคนที่ยังเคารพภักดีกับบิดาส่งเสียงร้องเสียใจกันระงม
“พี่สาว ท่านพ่อไม่อยู่แล้ว” เสี่ยวอี้เงยหน้าบอกพี่สาวที่รับตัวเขาไปนั่งตัก มือเล็กกำแน่น แม้จะยังเด็กแต่เขาก็รับรู้ว่าบิดาถูกคนไม่ดีรังแกจากการพูดคุยของคนในจวน
ยิ่งเห็นมารดาร้องไห้ เด็กน้อยยิ่งจุกในอก
“ไม่เอาน่าเสี่ยวอี้ พี่อยู่ตรงนี้”
เหวินชิงเหยาพูด นางค่อย ๆ บีบคลายมือที่กำแน่นออก ใช้มือตบแผ่นหลังเขาเบา ๆ ให้ใจเย็นลง เหวินเสี่ยวอี้ยังเด็กนัก นางจึงไม่อยากให้เขามีความรู้สึกโกรธแค้นจนทำให้ชีวิตดำเนินไปด้วยความคิดจะล้างแค้น เด็กน้อยควรมีชีวิตที่สดใสตามวัยของเขามากกว่า
ส่วนเรื่องแก้แค้นให้เป็นหน้าที่ของพี่สาวคนนี้เอง!
เหวินชิงเหยาปลอบมารดาที่นั่งซึมทั้งวัน น้องชายหลับไปแล้วหลายตื่นจนเวลาล่วงเลยเข้าสู่ช่วงค่ำ
นั่งคิดเรื่องของบิดาที่มีข่าวบอกว่าเสียชีวิตในกองเพลิง มันอาจจะเป็นไปได้ที่ท่านพ่อจะพลาดท่าเพราะตอนถูกคุมขังเขาถูกทำลายตันเถียนไปแล้ว
ผู้ที่ถูกทำลายตันเถียนจะไม่สามารถฝึกวรยุทธ์ได้อีก ร่างกายจะอ่อนแอมากในช่วงแรก จนกว่าจะได้รับการรักษาร่างกายถึงจะกลับมาแข็งแรงดังเดิม
“ท่านแม่หิวหรือไม่เจ้าคะ”
เหวินชิงอวี่ส่ายหน้า “แม่ไม่หิว”
“ไม่หิวก็ต้องกินอะไรบ้างนะเจ้าคะ ท่านแม่ต้องดูแลเสี่ยวอี้อีก”
เหวินชิงอวี่รับเสี่ยวอี้มานั่งตัก เอาซาลาเปาลูกใหญ่ส่งกลิ่นหอมที่เหวินชิงเหยาให้มาป้อนเด็กน้อย
หลังจากเศร้าโศกมาแล้วทั้งวัน เหวินชิงอวี่ก็กลับมามีสติอีกครั้ง ทว่าทั้งวันมานี้นางเห็นบุตรชายคนโตและบุตรสาวท่าทางเหมือนกำลังจะทำอะไรบางอย่าง ในช่วงจอดพักขบวนบุตรสาวก็จะหายไปจากรถม้าบ่อย ๆ
จนกระทั่งตอนมืดเหวินชิงอวี่ถึงได้รับคำตอบ
ในตอนที่คนในขบวนนอนหลับไปด้วยความเหนื่อย แม้กระทั่งเวรยามยังมีไม่เยอะเพราะเหล่าทหารผลัดกันนอน ทว่าเหวินชิงอวี่ที่แกล้งหลับเห็นบุตรสาวเอาผ้ามาคลุมใบหน้าเสียมิดชิด
“แม่ห้ามลูกไม่ได้สินะ” นางพูดเบา ๆ สองแขนยังกอดเสี่ยวอี้เพื่อให้ความอบอุ่น
“เจ้าค่ะ ท่านแม่ดูแลเสี่ยวอี้ด้วย ลูกจะกลับมาภายในสามวัน” เหวินชิงเหยาไม่ได้ตกใจที่โดนจับได้ เพราะนางได้ยินเสียงลมหายใจไม่สม่ำเสมอ
แปลว่ามารดาไม่ได้หลับตั้งแต่แรก
“แม่กลัวทหารจะสงสัย”
“ท่านแม่บอกว่าอาการป่วยของข้ากำเริบเพราะตกใจเรื่องของท่านพ่อก็พอเจ้าค่ะ พี่ใหญ่อยู่ใกล้ ๆ รถม้าจะคอยช่วยท่านแม่อีกแรง”
ปกติพวกทหารไม่ได้สนใจนางอยู่แล้ว เดิมทีร่างเดิมก็ไม่โดดเด่นพอให้ใครมาจับตามองอยู่แล้ว เป็นเพียงคุณหนูแสนอ่อนแอ ขี้อาย แถมไม่มีพลังปราณ ไม่ค่อยออกไปข้างนอกนักจนคนในตระกูลแทบจะไม่ได้เจอหน้านางสักเท่าไหร่
ตอนโดนเนรเทศเหวินชิงเหยาก็หลับไม่ตื่น
ถ้าบอกว่าอาการป่วยกำเริบจึงต้องนอนพักในรถม้าคงไม่มีใครสงสัย
หรือหากจะสงสัย ตอนนั้นนางคงกลับมาแล้ว
“สัญญาว่าจะกลับมาหาแม่” มารดาเอ่ยเสียงสั่นเครือ นางสูญเสียสามีไปแล้วหนึ่งคน นางจึงหวาดกลัวยิ่งนักว่าจะเสียบุตรสาวไปอีก
ถ้าหากเป็นเช่นนั้น...เหวินชิงอวี่คงรับไม่ไหว
เหวินชิงเหยาชะงักมือไปเล็กน้อย ก่อนจะใช้ความมืดพรางสายตาแล้วเอาผ้าห่มที่ฟอกจากขนลิงกลายพันธุ์ออกมาห่มให้มารดาและน้องชาย
กลางวันร้อนตับแลบ ทว่าช่วงกลางคืนอากาศค่อนข้างเย็นจัด ผ้าห่มที่นำติดมาด้วยนั้นคลายหนาวได้เพียงนิด ในรถม้าอากาศเย็นมาก ส่วนข้างนอกแม้จะหนาวแต่มีกองไฟหลายกองก่อขึ้นเพื่อความอบอุ่น
“อย่าห่วงข้าเลยเจ้าค่ะ ข้าต้องกลับมาเพื่อพาทุกคนเดินทางให้ถึงเมืองเหนืออย่างปลอดภัย”
เหวินชิงเหยามั่นใจว่าตนจะไม่ตาย ด้วยพลังพิเศษที่มีสามารถสู้กับทหารฉกรรจ์นับพันคนได้แน่ ถ้าไม่ได้เก่งไปกว่าราชาซอมบี้หรือสัตว์กลายพันธุ์ นางก็จะไม่เพลี่ยงพล้ำ
หรือถ้ามีอันตรายที่ไม่สามารถสู้ได้จริง ๆ ก็ยังมีสถานที่หลบภัยชั้นยอด
เหวินชิงเหยาไม่ได้ร่ำลาอะไรเพราะยังไงสุดท้ายต้องกลับมาอยู่แล้ว ร่างเล็กใช้เวลาแค่เสี้ยวอึดใจกระโดดออกไปทางหน้าต่างอย่างว่องไวแทบมองไม่ทัน เห็นแค่เงาลาง ๆ ที่ผลุบหายไปกับความมืดมิดในยามราตรี
เหวินชิงอวี่เบิกตากว้างตกใจ เนื่องจากพึ่งจะเคยเห็นบุตรสาวใช้วิชายุทธ์ครั้งแรก
ความว่องไวที่พึ่งเคยเห็นทำให้มารดาที่เป็นห่วงลูกสุดหัวใจโล่งอกไปได้มากโข ถึงไม่เคยเห็นการต่อสู้ของลูก แต่อย่างน้อย ๆ เหยาเอ่อร์น่าจะมีพลังมากพอที่จะดูแลตนเองให้กลับมาหาครอบครัวได้อย่างปลอดภัย
“เอาเถอะ อีกไม่เกินสามวันเท่านั้นเหยาเหยาก็จะกลับมา”
เหวินชิงอวี่ถอนหายใจ...
นางไม่ควรทำให้ลูกเป็นห่วงและควรเชื่อใจลูกด้วย
ทางด้านเหวินชิงเหยาที่หลบทหารยามออกมาได้อย่างง่ายดายก็เร่งเดินทางไปยังเมืองหลวง นางใช้พลังพิเศษเข้าช่วยเพื่อให้เร่งเดินทางได้ไวขึ้น
ถึงจะไม่มีพลังลมเคลื่อนไหวได้ภายในพริบตาเดียว แต่พลังพิเศษที่มีไม่ใช่พลังระดับธรรมดา การเคลื่อนไหวจึงรวดเร็วมากกว่าคนทั่วไปราวกับคนที่ใช้พลังปราณได้
ใช้เวลาเกือบหนึ่งคืนเหวินชิงเหยาก็เข้ามาถึงตัวเมือง ซึ่งเหลือเวลาอีกไม่เกินหนึ่งชั่วยามจะเข้าสู่รุ่งสางแล้ว
“ยังพอมีเวลา”
เหวินชิงเหยาหลบเข้าไปในตรอกแคบไร้ผู้คน จากนั้นก็เข้าไปในมิติเพื่อเปลี่ยนชุดให้รัดกุมขึ้น กลับมาอีกทีในชุดสีดำที่สะดวกในการอำพรางสายตามากกว่า ชุดปฏิบัติการทหารก็คล้าย ๆ กับชุดทหารเงาในยุคนี้ไม่น้อย
หญิงสาวไม่รอช้า รีบใช้เวลาอันน้อยนิดก่อนจะเช้าเข้าวังหลวงทันทีตามความทรงจำเดิม ไม่นานนางก็มาถึง
ร่างปราดเปรียวกระโดดข้ามกำแพงวังสูงกว่าสามจั้งเข้ามาอย่างง่ายดาย จากนั้นก็ใช้วิชาปิดกั้นลมหายใจแล้วหลบไปตามเงามืดด้วยความว่องไวจนมองแทบไม่ทัน ทหารเฝ้าเวรยามยังไม่ทันจับสังเกตได้ด้วยซ้ำว่ามีคนบุกรุกเข้าเขตราชวัง
พื้นที่วังหลวงนั้นกว้างใหญ่มากนัก แต่ทว่าคุกหลวงก็หาไม่ยากเพราะมีซากปรักหักพังให้เห็นจากมุมสูง ร่างเล็กหลุบมองลงมาจากต้นไม้สูง ตอนแรกนางจะไปสำรวจคุกหลวงเพื่อหาเบาะแสบิดา
แต่ทว่ามองไปยังตำหนักหนึ่งก็นึกสนใจขึ้นมาดื้อ ๆ
เหวินชิงเหยาเชื่อในสัญชาตญาณ ร่างเล็กรีบกระโดดไปตามต้นไม้สูง ใช้เวลาไม่นานก็มาถึง ทหารเฝ้าหน้าตำหนักตรงนี้มีเยอะพอสมควร เหวินชิงเหยายิ้มมุมปากเล็กน้อย
“มีหารเฝ้าเยอะขนาดนี้ถ้าไม่ใช่ตำหนักฮ่องเต้ก็น่าจะเป็นคลังหลวง ดีล่ะ เรายิ่งไม่มีเงิน ถึงจะมีทองเยอะแยะในมิติแต่ก็ยังไม่อยากเอาไปแลกเงินหรอก พอดีอยากใช้เงินหลวงมากกว่าน่ะนะ”
ชาติก่อนขนทองมาเยอะมาก เงินทองในยุควันสิ้นโลกไม่มีความหมายแต่นางกลับเก็บเข้ามิติเพราะเสียดาย ไม่คิดเลยว่าเพราะความงกในวันนั้นที่ยอมเบียดเบียนพื้นที่ช่องว่างในมิติเล็ก ๆ แบ่งมาเก็บทอง มันจะมีประโยชน์ในวันนี้
ทว่าในตอนที่เหวินชิงเหยากำลังหยักยิ้มอย่างย่ามใจ นางพลันหูกระดิกเมื่อ...
“นังหนูนี่คิดจะปล้นวังหลวงของข้าหรืออย่างไร”