02 : พลังวิเศษที่หลอมรวมในร่างเดียว
เหวินชิงเหยาใช้เวลาโคจรพลัง 1 ชั่วยาม (2 ชั่วโมง) จึงลืมตาขึ้นมา ความเมื่อยขบจึงทำให้นางบิดขี้เกียจ แต่นางพอใจมากที่พลังสามสายจากชาติก่อนตามมาด้วย
แถมมิติธรรมดาที่มีก็กลายเป็นมิติพิเศษไปแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ยังได้พลังจากราชาซอมบี้ตัวนั้นมาด้วย ซึ่งเป็นพลังเหล็กและพลังไฟ ที่น่าตื่นเต้นมากก็คือ พลังไฟเดิมที่มีเมื่อหลอมรวมพลังไฟราชาซอมบี้ กลับกลายเป็นดวงไฟสีดำที่แข็งแกร่งมากกว่าเดิมถึง 10 เท่า
ไฟโลกันต์!
ที่ไม่ว่าจะเป็นน้ำชนิดไหนก็ไม่สามารถดับลงได้ หรือถ้าหากมนุษย์โดนแผดเผา ร่างก็จะมลายเหลือเพียงเถ้าตระดูกให้ดูต่างหน้า
เหวินชิงอวี่กะพริบตาปริบ ๆ มองบุตรสาวสุดที่รักนั่งบิดขี้เกียจไม่สนความงามที่สตรีพึงมี...นี่บุตรสาวของนางโดนภูตผีตนไหนเข้าสิงหรือไม่นะ?
เหวินชิงอวี่คิดไปไกล ส่วนบุตรสาวอ้าปากหาวหวอด กระทั่งในที่สุดเหวินชิงเหยาก็หันมาสบตามารดา พลันดวงตาสองคู่สบประสานต่างคนก็ต่างนิ่ง
เกิดความเงียบขึ้นมาชั่วขณะ
“เสี่ยวอี้ตื่นแล้วหรือเจ้าคะท่านแม่”
เหวินเสี่ยวอี้ขยับตัวยุกยิก เขาไม่สบายตัว เด็กน้อยวัย 5 ขวบลืมตาขึ้นมางัวเงีย มือเล็กยกขยี้ตาเบา ๆ เหวินชิงเหงาจึงเบี่ยงเบนความสนใจ
มารดาพลันชะงักก่อนจะดึงสายตากลับมา “สงสัยวันนี้อากาศร้อนจนเกินไป แม่เองก็เพลีย ๆ”
“มาเจ้าค่ะลูกช่วย เสี่ยวอี้มาหาพี่สาวเร็วเข้า”
“พี่สาว ข้าร้อนขอรับ”
เด็กน้อยทำหน้างอแงตอนโน้มตัวมาหาพี่สาว ใบหน้าเล็กจ้อยแดงก่ำ เสี่ยวอี้มีผิวพรรณขาวผ่อง ยามที่ต้องไอแดดจึงทำให้ผิวขาว ๆ นั้นขึ้นสีระเรื่อ น่าสงสารระคนน่าเอ็นดูในคราวเดียวกัน
“มา พี่สาวจะช่วยเช็ดหน้าเช็ดตัวให้นะ”
เหวินชิงเหยาทำขยุกขยิกที่ท้ายรถม้า เอาผ้ามาชุบน้ำจนเปียกส่งให้แม่หนึ่งผืนเพื่อเช็ดหน้าเช็ดตาให้สดชื่น ผ้าและน้ำเอาออกมาจากมิติตอนที่มารดาเผลอ ทว่าพอเหวินชิงอวี่รับผ้าชุบน้ำมานางก็ต้องปวดใจเป็นอย่างยิ่ง
น้ำเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ถูกเนรเทศท่ามกลางอากาศร้อนระอุเช่นนี้ เพราะนอกจากทหารก็ไม่มีใครออกไปหาน้ำหรืออาหารได้นอกจากจะได้รับอนุญาตจากทหารผู้คุมขบวน และต้องมีทหารตามไปเฝ้าเท่านั้น
“ท่านแม่อย่าทำหน้าเศร้าเช่นนั้น น้ำในกระบอกยังเหลืออีกเยอะเจ้าค่ะ ท่านแม่รีบเช็ดหน้าเช็ดตาให้สดชื่นเถอะ ไม่ต้องห่วง ลูกจะไม่ให้ท่านแม่ พี่ใหญ่ และตัวเล็กลำบาก”
เหวินชิงเหยาเอ่ยเสียงเรียบนิ่ง ทว่าน้ำเสียงแน่วแน่จริงจัง ส่งผลให้จิตใจของคนฟังแข็งแรงขึ้นตาม
เหวินชิงอวี่เชื่อบุตรสาว พอเช็ดหน้าแล้วก็รู้สึกสดชื่นกว่าเดิมมาก เนื้อตัวเหนียวเหนอะหนะก็รู้สึกดีขึ้น เสี่ยวอี้เองยังยิ้มแป้น
“สบายตัวแล้วหรือเสี่ยวอี้ ยิ้มกว้างเชียว”
“ข้าหายร้อนแล้วขอรับพี่สาว แต่ข้าหิวจัง” มือน้อย ๆ ลูบท้องตัวเองท่าทางน่าสงสาร ตั้งแต่โดนเนรเทศมาเด็กน้อยได้กินอาหารไม่เต็มที่ทำให้เขาหิวบ่อย
แต่ไม่ว่าจะการเดินทางลำบากอย่างไร เหวินเสี่ยวอี้ก็แค่งอแงเล็กน้อยเท่านั้น ไม่เคยร้องไห้จ้าเหมือนเด็กในตระกูลคนอื่น ๆ เหวินชิงอวี่จึงเบาแรงลงมาก
นับว่าเจ้าตัวน้อยรู้ความมากนัก เหวินชิงเหยาสงสารน้องชายจับหัวใจ
นางเงยหน้าขึ้นถามมารดา “มีหมั่นโถวเหลือสักลูกหรือไม่เจ้าคะท่านแม่”
“แม่มีเหลือหนึ่งลูก เจ้าและน้องแบ่งกันกินไปก่อนนะ ถ้าขบวนจอดพักแล้วแม่จะขออาหารผู้คุมให้”
ผู้ถูกเนรเทศต้องกินอาหารพร้อมกันทั้งขบวนโดยมีทหารนำมาแจกให้เพราะข้าวของและเงินทองของจวนถูกยึดคืนคลังหลวงทั้งหมด นับว่าตอนนี้คนในตระกูลไม่มีเงินทองหรือของมีค่าติดตัวมาเลย ไม่มีแม้กระทั่งอาหาร
“ท่านแม่อย่าห่วงข้าเลยเจ้าค่ะ ข้าไม่ใช่เหยาเหยาที่อ่อนแอคนเดิมแล้ว ข้าสามารถเอาตัวรอดได้”
“เหยาเอ๋อร์ แม่ไม่คิดว่าลูกจะเปลี่ยนไปถึงขนาดนี้”
“โชคชะตานำพาให้มาพบกัน ต่อให้เป็นเหวินชิงเหยาคุณหนูที่แสนอ่อนแอ หรือจะเป็นเหวินชิงเหยาในตอนนี้...ไม่ว่าอย่างไรข้าก็คือลูกของท่าน”
เหวินชิงอวี่ได้ฟังก็นั่งนิ่ง ที่บุตรสาวพูดมานั้นถูกต้อง
“นั่นสินะ อย่างไรเหยาเหยาก็คือลูกแม่...แม่ต้องขอโทษเจ้าด้วยถ้าหากทำให้เจ้าน้อยใจ”
“ต่อไปนี้ข้าจะดูแลท่านแม่และเสี่ยวอี้เองเจ้าค่ะ”
เหวินชิงเหยาป้อนหมั่นโถวให้เสี่ยวอี้ ปากเล็กเตี้ยวตุ้ยด้วยความหิวโหย เสี่ยวอี้รู้ดีว่าต้องแบ่งของกินให้พี่สาวกินด้วย เด็กน้อยจึงกินไปแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น แต่เหวินชิงเหยาบอกว่านางยังไม่หิว เสี่ยวอี้กินได้เลย
“เสี่ยวอี้กับพี่ใหญ่ก็จะดูแลท่านแม่และพี่สาวด้วยขอรับ”
เหวินเสี่ยวอี้เคี้ยวหมั่นโถวจนแก้มป่องเงยหน้าบอกพี่สาวของเขาเสียงใส เหวินชิงเหยาอมยิ้มก่อนจะหยิกแก้มนิ่มอย่างมันเขี้ยว
“เป็นเสี่ยวอี้ของพี่ที่รู้ความที่สุด”
นอกรถม้า
“ข้าบอกให้เดินเร็ว ๆ อย่างไรเล่า พวกเจ้ากำลังทำให้พวกเราเสียเวลารู้หรือไม่!”
นายทหารนายหนึ่งหงุดหงิดที่ขบวนเทรเทศเดินชักช้า อากาศก็ร้อนยังมาเจอพวกเดินเหมือนเต่าทำให้เขานึกโมโห บวกกับเขาริษยาเหล่าตระกูลใหญ่ที่ชอบโอ้อวดตนเองว่าอยู่เหนือคนจน พอเห็นคนเหล่านี้ตกต่ำจึงได้ที
“อึก! เข้าใจแล้ว”
มันผลักชายหนุ่มคนหนึ่งที่เดินข้าง ๆ ขบวนรถม้าจนเกือบล้มแล้วก็เดินหนีไป
หมับ
“ข้าช่วยเจ้าค่ะพี่ใหญ่”
ทว่าก่อนที่ชายคนนั้นจะล้มลง พลันมีมือเล็ก ๆ ทว่าเรี่ยวแรงทรงพลังรั้งแขนเอาไว้ น้ำเสียงหวานหูอันคุ้นเคยทำให้ ‘เหวินซานสือ’ เงยหน้าขึ้นมาทันควัน ดวงตาคมที่ดูอ่อนล้าพลันเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย
“เหยาเหยา! เจ้าฟื้นแล้วหรือ? เจ้าลงมาทำไมเหตุใดจึงไม่นอนพักบนรถม้า”
เหวินชิงเหยาสะกิดพี่ชายให้สงบลงเพื่อไม่ให้ตกเป็นเป้าสายตาเกินไป “ข้าหายดีแล้ว พี่ใหญ่เถอะทำไมบาดเจ็บขนาดนี้ ท่านแม่เป็นห่วงท่านมาก”
“พี่ไหว อย่างไรก็ต้องไหว”
เขาพูดเสียงหนักแน่นทั้งที่เจ็บปวดร่างกายมาก โอสถสลายพลังปราณทำให้ร่างกายอ่อนแอ บวกกับอาการบาดเจ็บที่ต้นขายิ่งทำให้เจ็บปวดทรมาน
“ข้าช่วยรักษาพี่ใหญ่ให้หายเจ็บปวดได้ แต่พลังปราณที่สลายไปแล้วข้าช่วยไม่ได้ ต้องหาทางปรุงโอสถฟื้นฟูอีกที”
“เจ้าล้อพี่เล่นหรืออย่างไรเหยาเหยา” เหวินซานสือส่ายหน้าเพราะคิดว่าน้องสาวแค่พูดให้กำลังใจตนเท่านั้น
น้องสาวเขาไม่มีพลังปราณแถมยังไม่ใช่หมอ ไม่เคยเรียนการปรุงโอสถเลย แล้วจะรักษาเขาได้อย่างไร?
“ข้าช่วยพี่ใหญ่ได้จริง ๆ แต่พี่ใหญ่ต้องเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับระหว่างเรา...ได้หรือไม่เจ้าคะ?”
แต่เหวินชิงเหยาไม่สนว่าพี่ชายจะเชื่อหรือไม่เชื่อ
แค่จะรักษาพี่ชายให้หายเพราะนางคิดจะย้อนกลับไปช่วยบิดาในคุกหลวง ถ้าไม่มีนางอยู่ที่นี่ พี่ชายต้องเป็นคนดูแลท่านแม่และน้องชายแทน เหวินซานสืออายุ 17 เป็นศิษย์ของสำนึกศึกษาหลวงที่สอบได้อันดับหนึ่งของทุกปี
วรยุทธ์ของพี่ชายก็ไม่ด้อย แต่เพราะไม่ชื่นชอบการเป็นขุนนาง เขาจึงไม่เคยเข้าสอบจวี่เหรินสักครั้ง
“พี่ใหญ่ ข้าไม่ใช่เหยาเหยาที่อ่อนแออีกแล้ว ข้าจะเล่าให้พี่ใหญ่ฟังอีกครั้งตอนที่เราถึงเมืองเหนือ แต่ตอนนี้ท่านต้องเชื่อใจข้าและทำตามที่ข้าบอก”
“ก็ได้... ไหน ๆ พวกเราก็ตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก พี่จะลองเชื่อเจ้า” คิดอยู่พักหนึ่งชายหนุ่มจึงตอบกลับ บวกกับแววตานิ่งสงบทว่าแน่วแน่ของน้องสาว ทำให้เขาอยากลองเชื่อใจน้องสักตั้ง
“เรื่องของเจ้าที่ไม่ต้องการให้ผู้อื่นล่วงรู้...มันจะเป็นความลับของเจ้ากับพี่เท่านั้น”